กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 11.2 อิ่นกวาน
หลังจากที่การประชุมช่วงเข้าสิ้นสุดลง ร้อยขุนนางของเมือง
หลวงก็กลับไปยังที่ว่าการของตัวเอง ส่วนขุนนางคนส าคัญของต้าหลี
มุ่งหน้าไปเข้าร่วมการประชุมเล็กที่ห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้ เสิน
จวินห้ามหาบรรพต รวมไปถึงหยางฮวาฉางชุนโหวและเฉาหย่งหลิน
หลีป๋อแห่งล าน ้าใหญ่ ต่างก็ถูกกรมพิธีการเรียกตัวให้มาเข้าประชุม
กะทันหัน
ฉวยโอกาส
ตอนที่ฮ่องเต้กับราชครูเฉินยังไม่เข้ามาในห้อง ฟ่าน
จวิ้นเม่าขอความรู้เรื่องข้อพึงระวังในการจัดงานเลี้ยงท่องราตรีจากเย่
โหยวเสินจวิน จิ้นชิงฟังอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย
ชินอ๋องผู้มีความอาวุโสและประสบการณ์ยาวนานแห่งส านัก
กิจการภายในราชวงศ์ผู้นั้นก็ลาป่วยเช่นเดียวกัน เยี่ยนหย่งเฟิงแห่ง
ศาลหงหลูที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเช้ากลับมาถึงห้องทรงพระอักษร
นานแล้ว หยวนฉงแห่งส านักตรวจการแผ่นดินมีสีหน้าเป็นปกติ มอง
ไม่ออกว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดี จ้าวตวนจิ๋นเจ้ากรมพิธีการกลับมีสีหน้า
ระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัดรองเจ้ากรมผู้เฒ่าต่งหูยอมรับผิดในความ
ผิดพลาดของตนแล้วลาออกจากต าแหน่ง ไม่มีการพูดถึงในการ
ประชุม จ้าวตวนจิ่นจึงอดรู้สึกละอายใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่งหูคือคน
เก่าแก่ของกรมพิธีการ มานะหมั่นเพียร หากไม่เป็นเพราะเกิดเรื่องที่
ทะเลสาบเหล่าอิงขึ้น นอกจากจะมีชีวประวัติส่วนตัวอยู่ในหนังสือ
ประวัติศาสตร์ทางการของต้าหลีแล้ว ในอนาคตไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะ
ได้สมัญญานามย้อนหลัง ทว่าตอนนี้กลับหมดหวังแล้ว
ฮ่องเต้เดินเล่นอยู่กับราชครูเฉินเพียงล าพังพักหนึ่ง ถามว่า “หร่
วนฉงเป็นฝ่ายขอลาออกจากการเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งด้วย
ตัวเอง ถ้อยค าที่เซียนไว้ในจดหมายยืนกรานหนักแน่น จะท าอย่างไร
ดี? นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ใครจะมาแทนที่? ตอนนี้ต าหนักฉางชุนยัง
ไม่มีผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบน เฉาหรงแห่งต าหนักหลิงเฟยที่แม้จะ
พิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้ว แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะตอบตกลง
ต่อให้เฉาหรงยอมตกลง ในช่วงเวลาเช่นนี้ ให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดสาย
ของป๋ายอวี้จิงมารับหน้าที่ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของต้าหลี ศาลบุ๋น
แผ่นดินกลางจะกลายเป็นฝ่ายถูกกระท า ทั่วทั้งราชส านักก็จะต้อง
คาดเดาว่าราชส านักต้าหลีจะให้การสนับสนุนลัทธิเต๋าแล้วหรือไม่
ศึกที่แจกันสมบัติทวีป สกุลเจียงอวิ๋นหลินออกหน้าไม่ออกแรงเป็นแค่
การท าเอาหน้าเท่านั้น ไม่เหมาะจะมอบต าแหน่งนี้ให้กับพวกเขา หา
ไม่แล้วศาลบรรพชนของส านักการทหารสองแห่งอย่างภูเขาเจินอู่และ
ศาลลมหิมะคงต้องรู้สึกอยุติธรรมแทนส านักกระบี่หลงเฉวียน ทางฝั่ง
ของภูเขาลั่วพั่วก็ยิ่งไม่เหมาะจะมาแทนที่ ฝ่าบาท ไม่สู้ท่านเขียน
จดหมายตอบกลับไปด้วยตัวเฉงฉบับหนึ่ง บอกไปว่าขอหร่วนฉงช่วย
ตอบค าถามข้อนี้ให้ดี หากตอบได้ ทางราชส านักก็จะอนุญาตให้เขา
ปลดประจ าการ”
ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “หลิวเสี้ยนหยางก าลังจะแต่งงาน ไม่สู้ราชครูไปที่
ยอดเขาโหยวอี๋ปรึกษาเรื่องนี้กับหร่วนฉงเป็นการส่วนตัว เทียบกับ
การติดต่อกันเป็นลายลักษณ์อักษรตามระเบียบราชการแล้ว น่าจะ
ได้ผลดียิ่งกว่า?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ในเมื่อโน้มน้าวให้ข้าเบียดเบียน
ผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่สู้ฝ่าบาทไปดื่มสุรา
มงคลพร้อมกับข้าด้วยเลยดีกว่า?”
ซ่งเหอโบกมือ หัวเราะเสียงดัง “ช่างเถอะๆ ข้ายังคงบากหน้า
เซียนจดหมายไปให้อริยะหร่วนดีกว่า ท าตามแผนการของท่าน
ราชครู โยนค าถามกลับไปให้เขา”
เข้ามาในห้องทรงพระอักษร ความสั่นสะเทือนในวงการขุนนาง
เมืองหลวงที่ในการประชุมก่อนหน้านี้จงใจละไว้ไม่พูดถึง พอมาอยู่ใน
การประชุมเล็กกลับมีบรรยากาศตึงเครียดเน้นอธิบายเรื่องนี้เป็น
ส าคัญ จ้าวเหยาแห่งกรมอาญารับผิดชอบเปิดสมุดบัญชีรายงาน
จ านวนและรายชื่อ เกี่ยวพันไปถึงตระกูลชนชั้นสูงของต้าหลีและที่ว่า
การทั้งหลายในเมืองหลวงและในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จวนราชครูล้วนมี
บันทึกลับปิดผนึกไว้อยู่แล้ว อีกเกือบครึ่งเป็นข้อมูลที่กรมอาญา
ร่วมมือกับกองลาดตระเวนพระนครขุดค้นทั้งวันทั้งคืน บรรดาร้านค้า
โรงฝากเงินและพรรคบนภูเขาที่มีความเกี่ยวข้องมีมากมายดุจขนวัว
…ท าให้รองเจ้ากรมแห่งกรมกลาโหมอู๋หวังเฉิงที่มาจากกองทัพ
ชายแดน เข้าเมืองหลวงมารับต าแหน่งขุนนาง แม้บ้านก็ยังเช่าเอา
รู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ กลวิธีนานาประการที่ใช้ทุจริตคดโกง ละเมิด
กฎหมาย กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเอง หากสามารถ
รวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหาเหล่านี้ออกมาเป็นต าราเล่มหนึ่ง คาดว่า
คงสามารถท าให้ทุกคนในวงการขุนนางรุ่นหลังที่มีต าราเล่มนี้อยู่ใน
ครอบครองรู้สึกว่าเป็นสุดยอดต าราลับได้เลยกระมัง?
ฮ่องเต้ซ่งเหอหน้าเขียวคล ้า เกือบจะพลิกโต๊ะแล้ว
เวินเอ่อร์เจ้ากรมโยธาสีหน้าประหลาด ใช้หางตามองประเมินเจ้า
ประมุขสกุลหม่าพานหยางที่อยู่ข้างกายอย่างหม่าหยวนเจ้ากรม
อาญา
ต้องรู้ว่าเมื่อคืนเจ้ากรมคลังมู่เหยียนเข้าคุกไปแล้ว ตอนนั้นก็เป็น
เพราะรับหน้าที่เป็นอัครเสนาบดีแห่งแคว้นแทนที่หม่าหยวน
แต่คนส่วนใหญ่ยังคงสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของ
หยวนฉงแห่งส านักตรวจการแผ่นดินมากกว่า น่าเสียดายที่เจ้า
ประมุขแซ่สกุลของเสาค ้ายันแคว้นท่านนี้ไม่แสดงสีหน้าใดๆ
รอกระทั่งจ้าวเหยาที่ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็เหมือนก าลัง ‘กระจาย
ข่าวลือ” พูดจบ หยวนฉงถึงได้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ขุนนางหลักของส านัก
ตรวจการแผ่นดินท่านนี้ไม่ได้เตรียมสมุดมา แต่กลับเริ่มอธิบายถึงวิธี
แก้ปัญหาไปทีละข้อ ทั้งต้องพูดอย่างชัดเจนถึงที่มาที่ไปของเงินเทพ
เซียนและเงินขาวทองก้อนพวกนั้นว่าไปยังจวนเซียนบางแห่งหรือโรง
รับจ าน าบางแห่งทางทิศใต้ของล าน ้าใหญ่ได้อย่างไร แล้วก็ต้องให้
หยวนฉงมีความเข้าใจและสายตาอันเฉียบคมในการหยั่งเห็นแง่มุม
อันซ่อนเร้นในวงการขุนนางต้าหลีอย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่าความทรง
จ าที่โดดเด่นก็เป็นแค่เงื่อนไขเบื้องต้นอย่างหนึ่งเท่านั้น
สีหน้าของฮ่องเต้ผ่อนคลายลงได้หลายส่วน
เฉินผิงอันแค่นั่งหลับตาท าสมาธิอยู่บนเก้าอี้ ไม่ใช่ว่าจงใจจะไม่
มองไม่ฟังเรื่องสกปรกพวกนี้ แต่เป็นเพราะมรสุม “ใหญ่เทียมฟ้า”
ตามความหมายหน้าตัวอักษรที่เกิดขึ้นสองครั้งติดท าให้จิตใจของ
เขาอ่อนล้าถึงขีดสุดจริงๆ หากไม่เป็นเพราะมีเรือนกายของเทพแห่ง
การต่อสู้ขอบเขตสิบเอ็ดค ้าประคองเอาไว้ เขาก็มีแต่จะหลับสนิทยิ่ง
กว่านักพรตเซียนเว่ยเมื่อคืนวาน
เฉินผิงอันลืมตา เป็นฝ่ายพูดถึงสาวใช้ฝูชิ่งที่ออกจากจวน
ราชครูไปอยู่ทางทิศใต้ บอกถึงตัวตนที่แท้จริงของนางและแผนการ
ของจวนราชครู ฝูชิ่งคือเชื้อพระวงศ์ที่สืบทอดสายเลือดอย่างถูกต้อง
ของราชวงศ์ป๋ายชวงเก่า และทุกวันนี้ราชวงศ์สกุลหงอวิ๋นเซียวที่ได้
สืบทอดพื้นที่ส่วนใหญ่ก็คือราชวงศ์ที่ไม่รู้จักอยู่อย่างสงบมากที่สุด
แล้วก็เป็นแคว้นแข็งแกร่งที่ต้าหลีแทรกตัวสายลับและนักรบพลีชีพไว้
มากที่สุด ฟ่านจวิ้นเม่าได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมาย บอกว่า
ขุนเขาใต้รับรองว่าจะดูแลแม่นางน้อยคนนี้ให้ดีอย่างแน่นอน ตนจะ
กลับไปบอกกล่าวกับหวงเจวี้ยนแห่งภูเขาไฉ่จือ ให้พวกเขาใส่ใจให้
มากหน่อย
ฟ่านจวิ้นเม่าที่มีฉายาว่า “ชุ่ยเวย” ถือโอกาสพูดตามมารยาทไป
อีกประโยคหนึ่งว่างานเลี้ยงท่องราตรีที่บ้านตน ราชครูมีเวลาว่างแวะ
มาร่วมงานไหม? เฉินผิงอันส่ายหน้า บอกไปตามตรงว่าไม่ว่าง
หยางฮวามีสีหน้าซับซ้อน อารมณ์แปลกประหลาดสุดขีด ถึงกับ
รู้สึกนับถือเลื่อมใสอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ นอกจากจะอับอายจน
พานเป็นโกรธแล้ว เทพวารีแห่งล าน ้าใหญ่ที่ต าแหน่งเทพและร่างทอง
ล้วนเป็นอันดับหนึ่งแห่งแจกันสมบัติทวีป วันนี้นางได้เจอกับเฉินผิง
อันอีกครั้งกลับมี “ส านึกรู้ด้วยตัวเอง” ว่าจ าต้องเคารพเขาเหมือน
เทพเจ้า
เฉินผิงอันเอ่ยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าที่ต าแหน่งสูงที่สุด
ในทวีปผู้นี้ว่า “การที่เรียกทุกท่านมาประชุมก็เพราะการประเมิน
ของต้าหลีเข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว ส่วนที่ต้องตรวจสอบก็คือที่ว่าการทุก
แห่งที่รับหน้าที่ก ากับตรวจสอบซึ่งมีกรมอาญา ส านักตรวจการ
แผ่นดินศาลต้าหลี่และกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครเป็นหนึ่งใน
นั้น”
“ดูว่าท่ามกลางการสอบสวนคดี การตรวจสอบเอาผิด การ
พิพากษาตัดสินความผิดและการยึดทรัพย์ต่อจากนี้ มีจุดใดที่พวก
เขาท าเกินหน้าที่หรือไม่ อย่างเช่นว่าเพื่อกีดกันก าจัดผู้เห็นต่างจึงจง
ใจตัดสินคดีอย่างเข้มงวดหมายระบายความแค้นส่วนตน ใช้อ านาจ
โดยมิชอบ แอบสั่งการเสมียนเฒ่าผู้ช านาญกฎหมายให้เล่นตุกติกใน
ส านวน รับสินบน และลอบข่มขู่พรรคบนภูเขาอย่างลับๆ เป็นต้น
พวกเจ้าจงจับตามองให้ข้าอย่างละเอียด อย่าให้คลาดสายตา”
“หากระหว่างนี้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ยกตัวอย่างเช่นว่ามีข่าว
หลุดลอดออกไป ต าแหน่งเสินจวินของทุกท่าน ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
มอบให้ได้ ราชส านักต้าหลีก็สามารถเอากลับคืนมาได้เช่นกัน”
หลังจากการประชุมเล็กสิ้นสุดลง ราชครูคนใหม่พูดได้ท าได้จริง
ดังคาด ที่ว่าการในเมืองหลวงแห่งแรกที่เขาไปเยือนก็คือกรมอาญาที่
ตั้งอยู่ในตรอกหนันซวิน
เจ้ากรมเสิ่นเฉินและรองเจ้ากรมสวีถง อู่หวังเฉิง ขุนนางหลักของ
กรมกลาโหมสามท่านต่างก็มารอต้อนรับท่านราชครูอยู่หน้าประตู
ที่ว่าการอย่างนอบน้อม
อันที่จริงระหว่างที่ชุยฉานเป็นราชครู เขาไม่ชอบการต้อนรับขับ
สู้ที่ไร้ความหมายประเภทนี้มากที่สุด
เพียงแต่ว่าเสิ่นเฉินอายุมากแล้ว ก็ควรจะหลีกทางให้คนอายุน้อย
ได้แล้ว ขณะเดียวกันเจ้ากรมผู้เฒ่าที่เป็นขุนนางบุ๋นรับหน้าที่เป็น
ผู้น าของหนึ่งกรม ก่อนที่ตัวเองจะลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด
ก็อยากจะท าเรื่องที่เป็นพิธีการเลื่อนลอยเป็นกรณียกเว้นสักครั้ง ช่วง
ชิงเกียรติยศความมีหน้ามีตามาให้กับกรมกลาโหมที่เน้นความเป็น
รูปธรรมและปฏิบัติจริงมากที่สุด
มองที่ว่าการมากมายของตรอกหนันซวินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งมี
ระเบียงพันก้าวกั้นขวางเสิ่นเฉินหัวเราะร่วน จะท าให้พวกเจ้าโมโห
ตายไปเลย
เฉินผิงอันเข้าใจในเจตนาอันดีของผู้เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่งผู้นี้ ดังนั้น
จึงแค่เอ่ยประโยคเดียวว่าห้ามให้มีคราวหน้าอีก แต่กลับพูดให้สวี
ถึงกับอู๋หวังเฉิงฟังเท่านั้น
เสิ่นเฉินพาราชครูเฉินเดินไปยังห้องโถงใหญ่ของกรมกลาโหม
เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ไม่ต้องเปิดศึกกับราชส านักต้าโซ่วโดยตรง
ก็ดีเหมือนกัน มีคนตายน้อยลง ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ดี”
ไม่เหมือนกับที่โลกภายนอกจินตนาการเอาไว้ ผู้เฒ่าแห่งกรม
กลาโหมที่รู้ดีว่าสนามรบและสงครามหมายถึงอะไร กลับไม่ชอบ
พูดจาไม่ยั้งคิดเกี่ยวกับการท าสงคราม
เฉินผิงอันไม่ได้อยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหมนานนัก อยู่ไม่ถึงครึ่ง
ชั่วยาม แค่ฟังรายงานจากพวกขุนนางหลักและพวกหลางจงของกอง
งานต่างๆ ของกรมกลาโหมรายงานอยู่ในโถงที่ว่าการ ถามพวกเขา
เกี่ยวกับกิจธุระว่าด้วยการรักษาการณ์ชายแดน สถานีม้าเร็วส่งสาร
และทะเบียนก าลังพลทหาร จากก าหนดการเดินทางของเจ้ากรมผู้
เฒ่า ต่อจากนี้ยังต้องเชื้อเชิญให้ราชครูได้ไปพบกับผู้ดูแลหลักและ
หยวนไหว้หลางกลุ่มหนึ่งที่อายุน้อยมากความสามารถ ท าอะไรเป็น
ระเบียบเป็นขั้นตอน ต่อจากนี้ยังสามารถไปยังที่ว่าการใต้อาณัติแห่ง
หนึ่งที่ไม่อยู่ในตรอกหนันซวิน อย่าเห็นว่าที่ว่าการแห่งนั้นเล็ก อันที่
จริงส าคัญมากเลยล่ะ หลังจากนั้นก็กลับมาที่ตรอกหนันซวินด้วยกัน
ถึงเวลากินอาหารกลางวันแล้วก็เลยเปิดเตาเล็กที่กรมกลาโหม ดื่มน ้า
ชาแทนสุรา…ผลคือเฉินผิงอันยิ้มถามเจ้ากรมผู้เฒ่าประโยคหนึ่งว่า
ต้องการให้ข้าย้ายจวนราชครูมาเป็นเพื่อนบ้านของที่ว่าการกรม
กลาโหมพวกท่านด้วยไหม?
เจ้ากรมผู้เฒ่าที่ต้องถือไม้เท้าหัวเราะร่วนบอกว่าข้าไม่คัดค้าน
หรอกนะ แต่น่าเสียดายที่กรมคลังอาจจะไม่ยอม รองเจ้ากรมหนุ่มสอง
คนที่อยู่ในวัยฉกรรจ์และพวกขุนนางกรมกลาโหมกลุ่มใหญ่พากัน
หัวเราะชอบใจ
ขุนนางหนุ่มบางส่วนของกรมกลาโหมที่ไม่ได้เห็นราชครูใน
ระยะใกล้เพราะจ าเป็นต้องอยู่ในห้อง เมื่อพวกเขาเห็นเรือนกายของ
“สาวใช้” ข้างกายราชครูผู้นั้น ขอแค่เป็นหนุ่มโสดที่ยังไม่แต่งภรรยา
แต่ละคนล้วนจิตใจหวั่นไหว สตรีที่ดีย่อมมีบุรุษไล่ตามนี่นา
จากนั้นเฉินผิงอันก็ไปเยือนศาลหงหลูที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของ
ตรอกหนันซวิน เดินอยู่บนระเบียงพันก้าว นอกจากหรงอวี๋แล้ว ข้าง
กายก็ไม่มีองค์รักษ์หรือขุนนางติดตามมาอีก ดังนั้น
ตอนที่ราชครูเดิน
ไปถึงประตูใหญ่ของที่ว่าการศาลหงหลู ซื่อชิงเยี่ยนหย่งเพิ่งก้าวเร็วๆ
ออกมาเพียงล าพัง พาราชครูเดินเล่นไปในที่ว่าการรอบหนึ่ง อย่าเห็น
ว่าภายนอกศาลหงหลูคือที่ว่าการน ้าใส แต่แท้จริงแล้วเสมียนขุนนาง
มีมากถึงห้าร้อยคน นี่ก็น่าจะเป็นแบบอย่างของแคว้นเบื้องบนที่หนึ่ง
แคว้นก็คือหนึ่งทวีปของต้าหลีในอดีตแล้ว ราชวงศ์ใหญ่สิบแห่งของ
ไพศาลก็มีที่ว่าการศาลหงหลอยู่เช่นกัน มีแค่ของราชวงศ์สกุลหลู
ต้าหยวนแห่งอุตรกุรุทวีปเท่านั้นที่มีคนไม่ถึงสองร้อยคน ราช
ส านักเฉิงกวานที่เป็นแคว้นแข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งไพศาลก็ยิ่งมี
มากถึงพันคน
ราชส านักเฉิงกวานคืออันดับหนึ่ง ราชส านักต้าตวนที่อยู่ใน
อันดับสอง ทั่วทั้งราชส านักต่างก็ไม่มีความเห็นต่าง แม้กระทั่งราช
ส านักต้าหลีก็ยังต้องยอมรับในเรื่องนี้
ตอนนั้นศาลบุ๋นแผ่นดินกลางตัดสินใจเปิดฉากท าสงครามกับ
เปลี่ยวร้างอย่างเป็นทางการ สองราชวงศ์แรกสุดแล้วก็เป็นราชวงศ์ที่
ออกแรงมากที่สุดก็คือสกุลซึ่งต้าหลีกับราชส านักเฉิงกวาน
และฮ่องเต้ของราชส านักเฉิงกวานก็ยิ่งเป็นจักรพรรดิแห่งไพศาล
คนแรกที่ไปเยือนเปลี่ยวร้างด้วยตัวเอง ดูเหมือนเขาจะไม่ถือสาเลย
สักนิดว่าเฉิงกวานจะล าดับถดถอยหรือไม่
โลกภายนอกไม่รู้ว่าฮ่องเต้ที่ได้ใจประชาชนอย่างถึงที่สุด มี
สติปัญญาและความสามารถยิ่งใหญ่ผู้นี้เคยอยู่ในกระโจมใหญ่ของ
เปลี่ยวร้าง ในมือถือดาบสงครามของทางราชส านัก แทงไปยังแผนที่
ของเปลี่ยวร้างอย่างดุดัน กรีดลากเป็นเส้นยาว ออกค าสั่งตายให้กับ
แม่ทัพหลักของกองทัพชายแดนและเหล่าทหารกล้าฝ่ายตัวเองว่า
“เหล่าทหารกล้าแห่งกองทัพชายแดนข้าล้วนอยู่ที่นี่หมดแล้ว
สามารถเป็นหัวหอกของไพศาล แทงทะลวงเปลี่ยวร้าง!!