กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 11.3 อิ่นกวาน
ฮ่องเต้หนุ่มของราชวงศ์เฉิงกวานมีชื่อว่าหวงหม่าง
ก็ไม่รู้ว่าเด็กชายชุดเขียวที่ใจใหญ่มาจนชินบางคน ในอนาคต
เมื่อเดินทางผ่านราชวงศ์เฉิงกวาน ได้เจอกับ “หวงหม่าง” ผู้นั้น จะ
อาการเก่าหวนก าเริบกลับมาอีกครั้ง จ าอะไรไม่ได้โน้มน้าวให้เขา
เปลี่ยนชื่ออีกหรือไม่?
ทางฝั่งของทะเลสาบหวนเจี้ยน จู๋ซู่ออกจากด่านมาเร็วกว่าที่หนิง
เหยาคาดการณ์ถึงหนึ่งชั่วยาม
จู่ซู่เองก็ตกตะลึงมากเหมือนกัน ราบรื่นจนคาดไม่ถึง ราวกับว่า
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นมีบัญชาจากสวรรค์คอยช่วยชัก
น า ตรงตามค าว่าเหมือนมีเทพช่วยอย่างแท้จริง
แต่เพียงไม่นานหนิงเหยาก็เข้าใจได้ เอ่ยว่า “เพราะเจ้าคือผู้ฝึก
ตนท าเนียบสายภูเขาลั่วพั่ว”
มีชื่อบันทึกอยู่ในท าเนียบ จุดธูปในศาลบรรพจารย์ก็คือการป่าว
ประกาศแก่ใต้หล้อย่างหนึ่ง จิตแห่งมรรคาสอดคล้องกับจิตแห่งฟ้า
จู๋ซู่กระจ่างแจ้ง ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของก าแพงเมืองปราณกระบี่
อย่างนาง แทบจะไม่สามารถสัมผัสถึงค าว่าสถานะบนท าเนียบวงศ์
ตระกูลหรือการบันทึกชื่ออยู่ในศาลบรรพจารย์อะไรได้เลย
หนิงเหยาเอ่ย “อีกเดี๋ยวข้าจะต้องไปที่ยอดเขาโหยวอี๋ของส านัก
กระบี่หลงเฉวียน เจ้าสามารถสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตต่อไป
ได้ หลังจากนั้นก็กลับไปที่ส านักกระบี่หลงเซี่ยงได้เลย”
จู๋ซู่พยักหน้า ไม่ควรปล่อยให้ส านักกระบี่หลงเซี่ยงถูก
เปรียบเทียบกับส านักกระบี่ชิงผิงแล้วด้อยกว่า
ในมือของเซี่ยโก่วถือไม้เท้าทะยานลมมาที่ริมทะเลสาบ มอบคัน
ฉ่องโบราณบานหนึ่งให้กับหนิงเหยา บอกว่าคือ “เงินใส่ของ” ที่เจ้า
ขุนเขาไหว้วานให้เสี่ยวโม่ไปขอมาจากสหายปี้เซียว แล้วให้หนิงเหยา
ใช้นามของฮูหยินเจ้าขุนเขามอบให้เป็นของขวัญแสดงความยินดีกับ
หลิวเสี้ยนหยางและเซอเยว่ที่ก าลังจะแต่งงานกลายเป็นคู่บ าเพ็ญเพียร
กัน
ที่แท้คราวก่อนเจ้าอารามผู้เฒ่าเก็บเอาหน้าผาสีด าไปจากริมล า
คลองของเมืองเล็ก สมบัติหนักบรรพกาลที่ถูกฝุ่นเกาะอยู่ในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมดวงจันทร์เฮ่าไฉ่มานานหลายปีได้ถูกเจ้าอารามผู้
เฒ่าหลอมกลับมาให้คืนสู่สภาพเดิม คือคันฉ่องต าหนักดวงจันทร์ที่
ในอดีตต้องเป็นสินเดิมชิ้นที่ส าคัญที่สุดของธิดามังกร คันฉ่องทอง
สัมฤทธิ์บานนี้ ด้านหลังมีตัวอักษรสลักเป็นวง คืออักขระโบราณที่
สลักเป็นค าว่า “เพียงประกายแห่งความเข้าใจที่สื่อถึงกัน จิต
วิญญาณยังคงสถิตอยู่ชั่วกาลนาน” ด้านในซุกซ่อนดวงจันทร์ดวง
หนึ่งที่ระดับขั้นสูงมาก แทบจะใกล้เคียงกับ “ผลงานจริงที่เป็นต้นฉบับ
แรก’ ของสรวงสวรรค์บรรพกาล
นี่ก็คือโอกาสบนมหามรรคาที่ตอนนั้นเซอเยว่มาเยือนใต้หล้า
ไพศาลแล้วเสาะแสวงหาอย่างยากล าบาก
ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จากการหลอมกระจกโบราณ เจ้าอารามผู้
เฒ่าค่อนข้างพึงพอใจ เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ดื่มเหล้ากับเสี่ยวโม่ไป
มื้อหนึ่ง ยังไม่ทันกุมให้ร้อนก็ต้องมอบคันฉ่องโบราณออกไปแล้ว
ส าหรับเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวที่สถานที่ฝึกบ าเพ็ญตนมีชื่อว่าหาดถั่ว
เป่าแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นการตัดของรักทิ้งไปอะไร ของดีในใต้หล้านี้
ส่วนที่เขาเคยเห็นมาและเคยผ่านมือของเขามาตลอดชีวิตนี้ มี
มากมายถมเถไป
หนิงเหยาเก็บกระจกโบราณใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ เซี่ยโก่วเหลือบ
มองจู๋ซู่แล้วพยักหน้า “ในที่สุดก็พอจะมีท่าทีของเซียนกระบี่บ้างแล้ว”
ก่อนหน้านี้จู๋ซู่ยังกริ่งเกรงในชื่อเสียงอันดุดันโหดเหี้ยมของ “ป๋า
ยจึงแห่งยุคบรรพกาล” และยิ่งกังวลว่านางมาอยู่ภูเขาลั่วพั่วก็เพราะมี
เจตนาอย่างอื่นหรือไม่ ตอนนี้ถือว่าความจริงกระจ่างแจ้งแล้ว ในใจ
ของจู๋ซู่รู้สึกนับถือในการเลือกของเซี่ยโก่ว กล้ารักกล้าแค้น หยิบขึ้น
ได้ก็วางลงได้ ไม่เสียแรงที่เป็นป๋ายจิ่ง
เซี่ยโก่วขอตัวกลับไปอย่างรีบร้อน บอกว่าจะไปที่หอบูชากระบี่
จ าเป็นจะต้องไปรวมตัวและปรึกษาเรื่องส าคัญกับเจ้าประมุขกวอผู้
เที่ยงตรงไร้ความเห็นแก่ตัวและขุนนางชั่วที่ดีแต่จะประจบสอพลอคน
หนึ่ง
หนิงเหยาไม่ได้รู้สึกประหลาดอะไร แต่จู๋ซู่กลับอึดอัดอย่างเลี่ยง
ไม่ได้ หรือจะบอกว่าเพราะขอบเขตของตนไม่สูงมากพอก็เลยไม่
เข้าใจแนวความคิดของ “ผู้อาวุโสป๋ายจิ่ง?
จากนั้นหนิงเหยาก็ทะยานลมไปทางทิศเหนือ จู๋ซู่อยู่ต่อที่ริม
ทะเลสาบ เซียนกระบี่หญิงท่านนี้ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที่ ยังดี ไม่มี
การหลีกทางครั้งที่สามให้กับอิ่นกวานเกิดขึ้น
ทางฝั่งของหอบูชากระบี่ หาได้ยากนักที่กวอจู๋จิ่วจะมีสีหน้าเบิก
บานขนาดนี้ ที่แท้อาจารย์พ่อก็ให้นางไปท างานอยู่ที่จวนราชครู
ระยะเวลาหนึ่ง ถือว่าเป็นการไปชดเชยต าแหน่งที่ว่างลงของฝูชิ่ง นี่
คืออาชีพเก่า คืองานถนัดของนางเลยนะ
เห็นว่าเจ้าประมุขบ้านตนอารมณ์ดีมาก เด็กชายผมขาวก็พูด
ด้วยสีหน้าจริงใจว่า “เจ้าประมุข ท่านไปสร้างผลงานที่อื่นแล้ว ไป
สร้างคุณูปการร่วมกับบรรพบุรุษอิ่นกวาน ข้าน้อยจะท าอย่างไร?!
พรรคของพวกเราไม่มีหัวใจหลักอยู่แล้ว ฟ้าก็คงถล่มลงมา….”
เซี่ยโก่วรู้สึกนับถือในหนังหน้าและคารมของรองหัวหน้าผู้นี้จริงๆ
ฟังแล้วน่าขนลุก น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
คงโหวเป็นทั้งขุนนางผู้เรียบเรียงต ารา แล้วนางยังเป็นลูกศิษย์
นักการคนแรกในประวัติศาสตร์ของภูเขาลั่วพั่วด้วย และก่อนหน้า
วันนี้ก็เป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกคนแรกและคนเดียว หากจะถามว่า
เด็กชายผมขาวที่ได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่มีความรู้สึกอย่างไร? ยังจะมี
ความรู้สึกอะไรได้อีก ก็เปลี่ยนจากความอับอายเป็นความภาคภูมิใจ
น่ะสิ
กวอจู๋จิ่วยกสองแขนขึ้นกดลงบนหัวสีขาวและหมวกขนเดียว ยิ้ม
เอ่ยว่า “
ตอนที่ข้าไม่อยู่ในภูเขา พวกเจ้าก็ปัดแข้งปัดขากันให้น้อย
หน่อย คนร่วมส านักควรอยู่ด้วยกันอย่างปรองดอง รักใคร่สามัคคีกัน
…”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกอดไม้เท้าไผ่เขียวหัวเราะร่วน
เด็กชายผมขาวหันหน้าไปทางอื่น ฝันไปเถอะ
สัมผัสได้ว่าเจ้าประมุขกวอเพิ่มแรงมือมากขึ้น เซี่ยโก่วก็รีบ
รับรองด้วยสีหน้าจริงจังว่าจะต้องเป็นน ้าหนึ่งใจเดียวกับขุนนางผู้เรียบ
เรียงต าราอย่างแน่นอน เด็กชายผมขาวก็ยิ่งมีสีหน้าประจบเอาใจ
บอกว่าจะต้องเป็นพี่น้องที่ดีกับผู้ถวายงานอับดับหนึ่งเซี่ยอย่าง
แน่นอน
สะพายหีบไม้ไผ่ใบเล็กเรียบร้อย ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียว กวอจู๋จิ่
วขี่กระบี่มุ่งหน้าไปทางเหนือด้วยพลังอ านาจดุจสายรุ้ง ไม่นานก็ไล่
ตามศิษย์พี่หญิงเผยเฉียนไปทัน พวกนางนั่งอยู่บนทะเลเมฆมองโลก
มนุษย์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นดินและทะเลด้วยกัน
ยามเที่ยงวัน ดวงตะวันแรงกล้าสาดแสง ในอาณาเขตของมหา
บรรพตกลางเก่าของต้าหลี ถือว่าอยู่ใกล้กับส านักกระบี่หลงเฉวียน
มากแล้ว นักพรตเฒ่าตาบอดคนหนึ่งที่สะพายห่อสัมภาระเอียงๆ ใน
มือถือไม้เท้าเดินป่าเดินทางผ่านอ าเภอแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงจุดตัด
ของสามเมือง เข็มทิศที่ผลิตจากที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอยู่บนภูเขา
นักพรตเดินเข้าออกร้านต่างๆ เอาสินค้าเปรียบเทียบกันสามร้าน แล้ว
จึงจ่ายเงินห้าต าลึงซื้อเข็มทิศชิ้นหนึ่งที่ฝีมือการท าประณีติ เอาผ้า
ฝ้ายมาห่อไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงไปที่ร้านอาหาร สั่งปลากุ้ย
เหม็นหนึ่งจานกับเต้าหู้ขนหนึ่งจานมากินกับข้าวพร้อมดื่มสุรา
นักพรตเฒ่ากินดื่มอยู่เพียงล าพัง อิ่มหน าแล้วก็จ่ายเงินกับทางร้าน
แล้วก็ออกเดินทางต่อ นักพรตเฒ่าออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังภูเขา
ฉือวิ่นที่ชื่อเดิมคือ “ป๋ายเยว่”
คงเป็นเพราะนักพรตเฒ่าที่เดินทางเพียงล าพัง มองดูแล้วมีมาด
ของเซียนอยู่หลายส่วน ระหว่างทางจึงมีชาวบ้านขยับเข้ามาใกล้
สอบถามว่าช่วยดูดวงให้ได้ไหม สามารถดูฮวงจุ้ยของเรือนหยิน
เรือนหยางได้หรือไม่? ผู้เฒ่าเพียงแค่ยิ้มปฏิเสธไปว่าผินเต้าไม่
ช านาญในด้านนี้ ไม่กล้าท านายให้คนอื่นผิดๆ แล้วนับประสาอะไรกับ
ที่ลมและน ้าเล็กอยู่ในพื้นดิน ลมและน ้าใหญ่อยู่บนร่างคน ผู้ที่
ขวนขวายสร้างวาสนาให้ตนเอง สวรรค์ย่อมเกื้อหนุน แล้วไยต้องไป
ถามชะตาจากคนตาบอดเล่า แม้จะพูดเช่นนี้ แต่นักพรตเฒ่าตาบอด
ก็ยังหยิบยันต์สีเหลืองแผ่นสองแผ่นมามอบให้พวกเขา บอกว่าพบ
เจอกันก็คือวาสนา
เดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาฉีอวิ๋น ครั้งนี้ไปเยี่ยมเยือนส านักกระบี่
หลงเฉวียนของอริยะหร่วนแห่งส านักการทหาร นักพรตเฒ่าเจี่ยเฉิง
ไม่ได้ไปเพื่อไปกินอาหารในงานแต่งวันพรุ่งนี้เปล่าๆ เท่านั้น แต่ไป
เพราะมีภารกิจติดตัว
แม้ว่าจะตาบอด ทว่านักพรตเฒ่าที่เป็นขอบเขตประตูมังกร อีก
เดี๋ยวจะสร้างโอสถทองได้แล้ว อันที่จริงการมองเห็นไม่ได้เป็น
อุปสรรคส าหรับเขามานานแล้ว
เล่าลือกันว่าในยุคโบราณมีนักพรตคนหนึ่งชื่อว่ากงชีเสีย เดิน
ทางไกลข้ามทวีปมาพักอยู่บนภูเขาลูกนี้เพื่อฝึกตน นักพรตใช้ปีรัช
ศกของแคว้นบ้านเกิด “กานหยวน” เป็นฉายาด้านการฝึกตนของ
ตัวเอง ทั้งไม่มีสหายแล้วก็ไม่มีผู้ติดตาม บุกเบิกเส้นทางภูเขาด้วยแรง
ของตัวเองคนเดียว ทิ้งร่องรอยแห่งเซียนเอาไว้ ว่ากันว่าหลังจากที่กง
เจินเหรินเปิดภูเขาแล้ว ในอาณาเขตของหลายเมืองก็เป็นภูเขาลูกนี้
ที่มีเมฆขาวเยอะที่สุด ขับดันให้เหมือนเกาะเซียนกลางทะเล นานวัน
เข้า ทุกปีจะต้องมีขบวนคณะผู้แสวงบุญที่ขึ้นเขาไปสักการะสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ชายหญิงผู้มีจิตศรัทธาเดินทางมากันไม่ขาดสาย ควันธูป
ของศาลแต่ละแห่งลอยกรุ่นขึ้นไปยังชั้นฟ้า ส่วนกงเจินเหรินผู้นั้นจะ
จ าแลงร่างกลายเป็นเซียน พิสูจน์มรรคาบินทะยาน หรือว่ายังปักหลัก
อยู่บนพื้นดิน กลับไม่มีใครบอกได้
ไปถึงตีนเขาของภูเขาฉีอวิ๋น นักพรตเฒ่าเจี่ยเฉิงก็ร่ายมรรคกถา
อัญเชิญเทพบทหนึ่งเชิญเทพมาอย่างนอบน้อม แต่เทพที่เชิญมา
กลับไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าท่านใด แต่เป็นเทพแห่งผืน
ดินที่ร่างเล็กเตี้ย ในมือถือไม้เท้าเถาวัลย์รัดพันด้วยน ้าเต้าองค์หนึ่ง
ทุกวันนี้คนที่ศึกษามรรคา ไหนเลยจะรู้กฎระเบียบเก่าแก่ที่ว่าขึ้น
เขาต้องกราบไหว้เทพเจ้าแห่งผืนดินก่อน เกรงว่าต่อให้รู้ก็คงไม่เก็บ
ไปใส่ใจกระมัง
เจี่ยเฉิงปัดชุดเต๋ สะบัดชายแขนเสื้อ ก้มหัวคารวะ “ผู้ฝึกตน
ท าเนียบของภูเขาลั่วพั่วนักพรตเจี่ยเฉิง คารวะเทพฝูเต๋อ”
เทพเจ้าแห่งผืนดินประหลาดใจอยู่บ้าง รู้สึกเหมือนได้รับความ
เมตตาโดยไม่คาดฝันรีบคารวะกลับคืนอย่างกระตือรือร้นไปยัง
นักพรตเฒ่าที่บอกว่าตัวเองมาจากภูเขาถั่วพัวผู้นี้
ในฐานะ “เจ้าของที่ดิน” ของภูเขาลูกนี้ เดิมทีนึกว่าเทพเซียนผู้
เฒ่าเจี่ยจะเรียกตัวเขามาใช้งาน อย่างน้อยก็ให้เดินเที่ยวไปบนภูเขา
เป็นเพื่อนหรือไม่ก็ให้ช่วยน าทาง คิดไม่ถึงว่านักพรตเฒ่าแค่มอบ
ของขวัญพบหน้าให้ชิ้นหนึ่ง บอกว่ารบกวนแล้ว แล้วยังปฏิเสธไม่ให้
เทพเจ้าแห่งผืนดินขึ้นเขาไปเป็นเพื่อนอย่างละมุนละม่อม นักพรต
เฒ่าบอกว่าไหนเลยจะกล้าให้เทพฝูเต๋อผู้มีคุณความเหนื่อยยากสูง
เดินไปเป็นเพื่อน เขามิอาจรับเกียรตินี้ได้เด็ดขาด
บอกลาเทพเจ้าแห่งผืนดินแล้ว เจี่ยเฉิงก็เดินขึ้นเขาไปเพียงล าพัง
ภูเขาแห่งนี้ในระยะเก้าอี้มีศาลาอยู่สิบสามหลัง เรียงรายสลับกัน
อย่างมีชั้นเชิง แต่งแต้มสีสันให้กับภูเขาเขียว ราวกับว่ามีเกาเจิน สาว
งาม จอมยุทธผู้กล้า นักพรตผู้เร้นกายจากโลกภายนอก…ยืน
ตระหง่านอยู่บนสันเขา บนภูเขาที่มีเมฆล้อมวนอยู่ตลอดทั้งปีมักจะได้
เห็นต้นชาป่าแตกหน่อสีเหลืองหลายพุ่มกออยู่เป็นระยะ นักพรตเฒ่า
เดินขึ้นเขาไปช้าๆ ทัศนียภาพตลอดเส้นทางงดงามจนเกินบรรยาย
เดินเข้าไปในศาลาด่านเซียนแห่งที่สองหากนับมาจากด้านหลัง แล้ว
หยุดพักผ่อนที่นี่ชั่วครู่
นักพรตเฒ่าเปิดตาทิพย์ทอดสายตามองไปไกล เห็นว่ากลุ่มยอด
เขาที่ห่างไปไกลทอดยาวคดเคี้ยว สันเขาเรียงต่อกันเป็นแนวยาว ราว
กับสันหลังของตะขาบที่หมอบนิ่งแนบพื้นดิน
ดินทับซ้อนหนาชั้นเหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ ดอกไม้ต้นไม้โบราณ
ประหนึ่งแพรพรรณลวดลายงดงาม
เจี่ยเฉิงลูบหนวดพยักหน้า มีของโบราณที่กลายเป็นภูติซึ่ง
ใกล้เคียงกับเทพมาฝึกตนแฝงตัวพักพิงอยู่ที่นี่จริงดังคาด
หลังจากแยกย้ายกับศิษย์พี่หญิงเผย กวอจู๋จิ่วก็ไปถึงเมือง
หลวงต้าหลี แต่กลับไม่ได้ตรงไปที่จวนราชครู นางอ าพรางเรือนกาย
พลิ้วกายลงบนถนนนอกเมืองของเมืองหลวงสายนั้น เดินอยู่ในกลุ่ม
คนที่เบียดเสียดแออัด เดินเข้าเมืองไปพร้อมกับพวกผู้คน
บนถนนมีทั้งคนที่โดยสารรถม้า แล้วก็มีทั้งคนที่เดินเท้า แม้ว่าจะ
แออัด แต่กลับเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งไม่มีคนมีอ านาจที่ตวาด
โวยวาย ท าตัวกร่างพุ่งชนคนอื่นไปทั่ว แล้วก็ไม่มียอดฝีมือที่เป็นผู้ฝึก
ตนบนภูเขาท าตัวโอหังหยิ่งผยอง กลับกันยังพยายามควบคุมพาหนะ
ตระกูลเซียนที่พวกชาวบ้านบางส่วนคุ้นเคยกันมานานแล้ว เพียงแค่
เพราะสถานที่ที่ทุกคนมุ่งหน้าไปเยือนคือเมืองหลวงต้าหลีที่แซ่ของ
แคว้นยังคงแซ่ซ่งแห่งนั้น หากเทียบกับเมื่อก่อนก็น่าจะมีความ
แตกต่างอยู่บ้าง ความแตกต่างนั้นก็หนีไม่พ้นว่าราชครูเปลี่ยนจาก
ชุยฉานมาเป็นเฉินผิงอัน
ออกจากศาลหงหลุมาแล้ว เฉินผิงอันก็ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้าย
ก็ไม่ได้แวะไปดูที่ว่าการเหนือ
ย้อนกลับมาที่จวนราชครู เปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยไปยัง “คุก”
ที่ต้าหลีสร้างขึ้นอย่างลับๆ ไปหาเหนี่ยนซิน
สถานที่แห่งนี้คือความลับอันดับหนึ่งของราชส านักต้าหลี คือ
พื้นที่ต้องห้ามเหมือนกับ “อู่ต่อเรือ” ที่ใช้สร้างเรือกระบี่และเรือข้าม
ฟากขุนเขา ใช้กักขังเชลยศึกเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่พ่ายแพ้
สงครามบนสนามรบของแจกันสมบัติทวีป
จ าต้องยอมรับว่าเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างบางส่วนก็กระดูกแข็ง
กันจริงๆ ก่อนหน้านี้เหนี่ยนซินบอกว่าให้ลองเปลี่ยนมาเป็นนางดู
แล้วนางก็มาที่นี่ ถือว่ากลับมาท าอาชีพเก่าอีกครั้ง ท าเรื่องที่นางถนัด
เฉินผิงอันเหน็บต าราเล่มหนึ่งไว้ใต้รักแร้ กวาดตามองไปรอบ
ด้าน เห็นบรรยากาศที่คุ้นเคยก็พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า “เฒ่าหูหนวก
ควรจะมาดูที่นี่นะ”
เหนี่ยนซินพูดไปตามเนื้อผ้าว่า “เขามาก็ท าอะไรไม่ได้ มีแต่
ขอบเขตเสียเปล่า”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้าคงจินตนาการไม่ได้หรอกว่าทุกวันนี้เฒ่าหู
หนวกหลงใหลอยู่กับการถ่ายทอดมรรคาเพียงใด เวลานี้ก็เริ่ม
วางแผนที่จะลงจากภูเขามาน าพาคนขึ้นเขาเป็นระยะแล้ว
เหนี่ยนซินอึ้งงันพูดไม่ออก
พวกเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างสัมผัสได้ว่าเฉินผิงอันปรากฏกาย
ที่นี่ คุกที่เดิมทีมีแต่กลิ่นอายแห่งความตายอบอวลก็เปลี่ยนมามี
ชีวิตชีวาทันใด พริบตานั้นเสียงเรียกขานว่า “อิ่นกวาน ก็ดังขึ้นๆ ลงๆ
คึกคักผิดไปจากปกติ
แล้วก็เป็นเพราะเหนี่ยนซินรู้ถึงต้นสายปลายเหตุดี หาไม่แล้วหาก
เปลี่ยนมาเป็นผู้ฝึกตนของไพศาลที่ไม่รู้เรื่องราวก็คงเข้าใจผิดคิดว่า
เฉินผิงอันใช่ผู้ครองเปลี่ยวร้างหรือไม่