กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 13.2 ความฝัน
ซ่งอวิ๋นเจียนมองบุรุษชุดเขียวที่เป็นอดีตอิ่นกวาน เป็นราชครูคน
ใหม่ซึ่งเงียบงันอยู่ตลอด
เฉินผิงอันเปิดปากยิ้มเอ่ย “ก่อนหน้านี้ก็เคยใจอ่อน คิดว่าจะโยน
พวกเจ้ากลับไปที่เปลี่ยวร้างให้สิ้นเรื่องกันไปดีไหม ตอนนี้ดูท่าแล้วคง
ใจอ่อนไม่ได้แล้ว สหายอิงหนิง ต้องประหารก่อนแล้วค่อยรายงาน
จริงๆ”
จ้าวหลวนกึ่งเชื่อกึ่งกังขา เกินครึ่งน่าจะถูกหลอกอีกกระมั่ง แต่
เถี่ยจ้าวกลับขยุ้มหนวดกระทืบเท้า เพราะเขาเชื่อในค าพูดของอิ่นก
วานที่มีสายตาจริงใจจึงเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “เจ้านี่มันพูดมาก
จริงๆ!”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าจะหาคนมายืนยันในค าประเมินเกี่ยวกับ
พวกเจ้าที่เปลี่ยวร้างบ้านเกิดของพวกเจ้า หากมีจุดใดที่ไม่สอดคล้อง
กับค าพูดและการกระท าของพวกเจ้า ข้าก็จะจับพวกเจ้ามาหลอมกับ
มือตัวเอง วางใจได้เลย มีแต่จะใช้วิธีการที่อ ามหิตยิ่งกว่าคนเย็บผ้า
เหนี่ยนซิน พวกเจ้าจะต้องเสียใจภายหลังที่วันนี้พยักหน้าตอบตกลง
เดินออกมาจากคุกพร้อมกับข้า มาตากแดดชมโลกมนุษย์อยู่ข้าง
นอกนี่ แน่นอนว่าถ้าหากค าพูดและการกระท าสอดคล้องกัน พวกเจ้า
ก็จะมีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกหลายวัน”
เถี่ยจ่าวรีบพูดอย่างลนลาน “อย่าใช้ค าว่าถ้าหากสิ มันต้อง
แน่นอนอยู่แล้ว!”
จ้าวหลวนยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผาย “รอให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากัน ถึง
อย่างไรมาลงหลักปักฐานอยู่ที่จวนราชครูแห่งนี้แล้ว ขอแค่มีเหล้า
หนึ่งกาให้ดื่มทุกวัน ให้ข้าท าอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันหลอมจวนราชครูทั้งแห่ง เท่ากับว่าเป็นการ
สร้างใหม่และขยับขยายอาณาเขตของจวนราชครู ด้านนอกมอง
ความผิดปกติใดๆ ไม่ออก แต่พอเข้ามาในจวนราชครู มาอยู่ใน
สถานที่แห่งนี้จริงๆ หากสามารถเดินชมครบทุกพื้นที่แล้วก็จะ
ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ ต้องตกใจว่าไฉนถึงได้มีพื้นที่กว้างขวาง
ขนาดนี้ เฉินผิงอันบอกให้ซ่งอวิ๋นเจียนพาจ้าวหลวนและเถี่ยจ่าวไปยัง
อาณาเขตที่ขยับขยายใหม่ เป็นเรือนสามชั้นที่ตั้งอยู่บนเส้น
แกนกลางแนวเดียวกันเช่นเคย
ก็โชคดีที่ลงมืออย่างว่องไว หากเปลี่ยนมาลงมือตอนเป็นผู้ฝึกตน
ใหญ่ขอบเขตหนึ่ง อย่างในเวลานี้ก็คงเป็นได้แค่ความคิดเลื่อนลอย
เท่านั้นแล้ว
หรงอวี๋กลับไปที่ห้อง นางยังคงเพิ่มเติมแผนที่ภูมิประเทศของ
เปลี่ยวร้างอย่างลับๆ ต่อไป ก่อนหน้านี้ผู้ฝึกกระบี่กวอตู้ได้มอบ
เอกสารฉบับหนึ่งที่ล ้าค่าอย่างยิ่งมาให้ บวกกับที่ราชครูเพิ่งจะได้ภาพ
แผนที่อย่างกระจัดกระจายและบันทึกตัวอักษรอีกส่วนหนึ่งจากคุกมา
เสริม หรงอวี๋จึงตรวจสอบชดเชยช่องโหว่ไปอย่างช้าๆ เชื่อว่าสักวัน
หนึ่งตนจะต้องสร้างแผนที่เปลี่ยวร้างที่ละเอียดและสมจริงที่สุดขึ้นมา
ได้ ภูเขา สายน ้า พื้นที่ประกอบพิธีกรรมนครที่อยู่อาศัย
ขนบธรรมเนียมประเพณี ผลผลิตแร่ธาตุ อักขรานุกรม เรื่องเล่า
ประหลาดพื้นที่ลับ ฯลฯ ล้วนครอบคลุมทุกด้าน
กวอจู๋จิ่วมองทางโน้นทีลูบทางนี้ที่อยู่ในห้องหนังสือ หยิบหนังสือ
สี่ห้าเล่มมาจากชั้นหนังสือ ไม่ได้เอามาอ่าน แต่กลับเอามาหนุนต่าง
หมอน ความชื่นชอบที่แปลกประหลาดบางอย่างของกวอจู๋จิ่วนั้นไม่มี
เหตุผลให้อธิบาย ยกตัวอย่างเช่นนางรู้สึกมาโดยตลอดว่าหากเอาหัว
หนุนไว้บน “ภูเขาหนังสือ” นอนหลับหรือฝันล้วนสามารถเพิ่มพูน
สติปัญญาได้ ท าให้คนเปลี่ยนมาเป็นฉลาดยิ่งกว่าเดิม บอกว่า
ความคิดแบบนี้ของนางเลื่อนลอยไร้แก่นสาร ปีนั้นนางก็อาศัย
ความสามารถของตัวเองเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน แต่จะบอกว่า
ความคิดประเภทนี้มีประโยชน์ นางก็ถูกต่งปู้เต๋อจับหัวกดแล้ว “โขก”
ไปหลายครั้ง
ปล่อยให้กวอจู๋จิ่วพลิกค้นชั้นหนังสือและหีบต าราไปเรื่อยเปื่อย
เฉินผิงอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะ หยิบเอกสารลับฉบับหนึ่งที่หรงอวี๋ส่งมาให้
ออกมาอ่าน คือประวัติในวงการขุนนางของขุนนางบุ๋นน ้าใสและคน
หนุ่มมากความสามารถซึ่งเป็นเด็กรุ่นหลังของตระกูลหนึ่ง
ขุนนางมีชื่อว่าหม่าจิ้งเซี่ย รับหน้าที่เป็นนายอ าเภอของอ าเภอ
หว่านผิงในอาณาเขตของหลงโจวเก่าต้าหลี ในปีไหนได้รับค า
ประเมินว่าอะไร ย้ายไปอยู่อ าเภออะไร เดือนปีไหนเลื่อนขั้นไปอยู่ใน
เขตใด สุดท้ายลาออกจากราชการในปีใด ขณะเดียวกันผลส าเร็จใน
การสอบเคอจวี่ของลูกหลานรุ่นเยาว์หลายคนในตระกูลของหม่าจิ้ง
เซี่ย เส้นทางการเป็นขุนนางและคู่หมายที่ทางตระกูลแต่งงานเชื่อม
สัมพันธ์ด้วย หรือแม้กระทั่งราคาประเมินของการติดสินบนอย่างมีชั้น
เชิงลับๆ แต่ละก้อน ล้วนถูกจดลงบันทึกอย่างละเอียด
หม่าจิ้งเซี่ยที่ทุกวันนี้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้านมาเกือบห้าปี
จะต้องคิดไม่ถึงแน่นอนว่าเรื่องไร้สาระเล็กน้อยนั่นของตนจะถูก
ราชครูคนใหม่ของต้าหลีให้ความส าคัญถึงขนาดนี้
กวอจู๋จิ่วเหน็บต าราหลายเล่มไว้ใต้รักแร้ ขยับเข้ามาใกล้โต๊ะ
หนังสือ กวาดตามองแวบหนึ่งก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “อาจารย์พ่อ หม่า
จิ้งเซี่ยคนนี้ไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่เลยนะ ก็แค่ขุนนางล าดับรองของ
เขตแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าเมืองด้วยซ ้า คงไม่ใช่ว่าเป็นสาย
ของแคว้นอื่นหรอกนะ?”
เฉินผิงอันยิ้มอธิบาย “คือความแค้นส่วนตัวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปี
ก่อน”
กวอจู๋จิ่วเอ่ยชื่นชม “คือวีรบุรุษที่แท้จริง อาจารย์พ่อ ขอข้าดู
หน่อยได้ไหม?”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน “วันหน้าไม่ว่าจะเป็นเอกสารใดๆ ของที่นี่
เจ้าล้วนสามารถเปิดอ่านได้เลย”
กวอจู๋จิ่วบอกอาจารย์พ่อว่านั่งเฉยๆ ก็พอ ส่วนนางนอนฟุบคว ่า
อยู่บนโต๊ะ ยกมือนับนิ้วค านวณ แล้วก็คว้าจับกุญแจส าคัญได้ทันที่
“คือระหว่างทางที่หม่าจิ้งเซี่ยเดินทางไปรับหน้าที่ที่อ าเภอหว่านผิง
ได้มาเจอกับกลุ่มของอาจารย์พ่อที่เดินทางไกลไปขอศึกษาต่อ
ตอนที่
อยู่ใกล้กับเมืองหงจู๋ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของแม่น ้าสามสาย แล้วเกิดข้อ
พิพาทกัน?”
เฉินผิงอันพยักหน้า นวดใบหน้าตัวเอง อดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลง
อนิจจังว่า “หวนนึกถึงอดีตแล้วก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก”
กวอจู๋จิ่วเปิดอ่านไปสี่ห้าหน้าก็จุ๊ปาก “ค าโบราณกล่าวไว้ได้ดี
แต่งภรรยาต้องแต่งคนที่เพียบพร้อม หากไม่สร้างความรุ่งเรืองสามรุ่น
ก็คือสร้างหายนะสามรุ่น ปีนั้นหม่าจิ้งเซี่ยใช้สถานะของจิ้นซื่อแต่ง
สตรีหยิ่งผยองและดุร้ายที่มาจากตระกูลมีชื่อเสียงในท้องถิ่น ก็ถือว่ามี
ควันผุดออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษแล้ว”
อันที่จริงก็ไม่ได้คิดจะท าเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่ท าไปตาม
กฎระเบียบของต้าหลีก็พอ เฉินผิงอันยื่นมือออกไปรวบเอกสารมา
ยิ้มถามว่า “ย้ายมาอยู่ที่นี่ ปรับตัวได้หรือไม่?”
กวอจู๋จิ่วยิ้มกว้าง “ไม่ใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุ
ถนอมจนเคยตัวอะไรสักหน่อย แค่นี้ก็ดีมากแล้ว พี่หญิงหรงอวี๋บอก
ว่าห้องครัวเล็กของจวนราชครูพวกเราเมื่อก่อนไม่ค่อยเท่าไร แต่ทุก
วันนี้รสชาติดีเยี่ยมมากแล้ว อาหารกลางวันวันนี้จะต้องกินให้เต็ม
คราบ”
กวอจู๋จิ่วใช้เสียงในใจถาม อาจารย์พ่อ วันใดวันหนึ่งซ่งอวิ๋นเจียน
จะสามารถมั่นใจในเพศของตัวเองได้ใช่หรือไม่? แล้วนั่นก็จะต้อง
ส่งผลกระทบต่อทิศทางการด าเนินไปของลมและน ้าในราชส านักต้า
หลีในระดับที่แน่นอนด้วย?”
เฉินผิงอันเขกมะเหงกลงไปเบาๆ “คิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ให้น้อย
หน่อย ออกไปข้างนอกกับอาจารย์พ่อสักรอบ”
กวอจู๋จิ่วกระโดดหนึ่งที่ ค้อมเอวแล้วเงยหน้า หัวเราะร่าถามว่า
“อาจารย์พ่อ จะไปที่ไหนหรือ?”
เฉินผิงอันตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “ไปเลือกแท่นฝนหมึกที่หลิวหลีฉ่าง
ซื้อของตกแต่งโต๊ะหนังสือที่ถูกใจ ซื้อมาถุงใหญ่ๆ แล้วขนกลับมาที่
จวนราชครูให้หมดรวดเดียว อาจารย์พ่อจ่ายเงินให้เอง เหอะ ปีนั้นก็
แค่รู้ว่าหินลวี่ตวนไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้นก็เลยแอบบ่นอาจารย์พ่อมา
ตลอดว่าหลอกลวงเจ้า คิดว่าข้าไม่รู้หรือ? ขาดก็แค่ไม่ได้แกะสลักค า
ว่า “อาจารย์พ่อจอมหลอกลวง” ไว้บนหน้าผากเท่านั้น”
กวอจู๋จิ่วยืดเอวขึ้นตรง หัวเราะฮ่าๆ จู่ๆ ก็ยื่นมือมาป้องข้างปาก
“อาจารย์พ่อข้าจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ท่านฟัง ศิษย์พี่หญิงเผยไม่ได้ไป
เยือนสกุลหลิวธวัลทวีปหรอกหรือ…”
เฉินผิงอันรีบยกมือขึ้นทันใด “หยุดเลย!”
ออกจากจวนราชครูไปด้วยกัน เฉินผิงอันสวมหน้ากากไว้บน
ใบหน้า รีบถามเสียงเบาทันใด “หมายความว่าอย่างไร? ศิษย์พี่หญิง
ของเจ้ามีบุรุษที่ถูกใจแล้วหรือ? เป็นคนของที่ไหน ชื่อแซ่อะไร ไอ้
หมอนั่นรู้จักเผยเฉียนที่ใดตอนไหน นิสัยใจคอ ความรู้ รูปลักษณ์
การพูดการจา ขอบเขตของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร…”
เดินกันไปช้าๆ พลางเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่ง เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า
“หลิวโยวโจวรักอยู่ข้างเดียว เผยเฉียนไม่ชอบก็ไม่เห็นจะเป็นไร จะรีบ
ร้อนไปไย ถูกไหม? อาจารย์แม่ของเจ้าบอกกับข้าเรื่องที่เผยเฉียน
เป็นผู้ฝึกกระบี่และกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นของนางมานานแล้ว
แน่นอนว่าข้ารู้มาก่อนหน้านั้นอีก ก็แค่แสร้งท าเป็นไม่รู้เท่านั้น ในเมื่อ
ไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวอย่างเดียว ยังเป็นผู้ฝึกบ าเพ็ญตนคนหนึ่ง
ด้วย เรื่องของการแต่งงานระหว่างชายหญิง ควรจะค่อยๆ เลือก ปล่อย
ไปตามบุพเพวาสนา เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีคนที่ต่างฝ่ายต่างชอบ
พอกัน อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าผมขาว จะรีบร้อนไปไย….”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้ารับแรงๆ ถอนหายใจ เอ่ยอย่างกลัดกลุ้มอยู่บ้าง
“อาจารย์พ่อฟังออกเลยนะว่าอันที่จริงศิษย์พี่หญิงเผยไม่ได้อยาก
ไปธวัลทวีปขนาดนั้น เพียงแต่ว่าในเหตุพลิกผันก่อนหน้านี้ นางไม่
อาจท าเรื่องอะไรได้ ช่วยอะไรไม่ได้เลยก็เลยรู้สึกละอายใจ ดังนั้นพอ
ได้รับกระบี่บินแจ้งข่าวจากหลิวจอี้เป่าถึงได้อยากจะท าอะไรเพื่อภูเขา
ลั่วพั่วบ้าง”
เฉินผิงอันเอ่ย “ในเมื่อไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปสิ”
ก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าหลิวโยวโจวเพิ่งจะไปเป็นรองเจ้าส านักอยู่ที่ฝู
เหยาทวีปก็เลยอยากให้นางไปผ่อนคลายอารมณ์ที่ธวัลทวีปหรือไร
กวอจู๋จิ่วพลันเอ่ยว่า “อาจารย์พ่อ จะเป็นไปได้หรือไม่วาอันที่จริง
ในใจศิษย์พี่หญิงเผยก็ชอบหลิวโยวโจวอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่านาง
หน้าบาง รู้สึกขัดเขิน ก็เลยไม่พูดความจริงกับข้า จงใจพูดไปในทาง
ตรงกันข้าม?”
ไม่รอให้เฉินผิงอันพูดอะไรก็มีเรือนกายหนึ่งพุ่งมาถึงอย่างว่องไว
ปานสายฟ้าแลบ กวอจู๋จิ่วกะพริบตาปริบๆ แสร้งถามทั้งที่รู้ดีว่า “ศิษย์
พี่หญิง ท่านว่าแปลกหรือไม่ ข้ากับอาจารย์พ่อก็ไม่ได้ใช้ยันต์สาม
ภูเขานะ ไฉนถึงมาถึงที่ธวัลทวีปแล้วล่ะ”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างมีโทสะ “กวอจู๋จิ่ว รับปากข้าแล้วว่าจะไม่บอก
คนอื่น เจ้าไม่มีคุณธรรมในยุทธภพเลยหรือไร?!”
กวอจู๋จิ่วร้องเฮ้อ แล้วพูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ศิษย์พี่หญิงเผย
ค าพูดนี้ของท่านท าร้ายความรู้สึกกันมากเลยนะ อาจารย์พ่อเป็นคน
อื่นเสียที่ไหน”
เผยเฉียนโมโหจนกลายเป็นข าแทน “เจ้าคนแซ่กวอ ข้าไม่ถูก
เหตุผลบิดเบี้ยวกับเจ้าหรอกนะ…”
กวอจู๋จิ่วไม่ตระหนกลนแม้แต่น้อย “ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องถูก
เรื่องมิตรภาพของคนร่วมส านักกับศิษย์พี่หญิงแล้ว”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างดุดัน “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะซ้อมเจ้า อาจารย์
พ่อ ท่านอย่ามาห้าม ไม่อย่างนั้นแสดงว่าท่านล าเอียง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อย่าตีกัน อย่าตีกัน ไม่ควร ไม่ควร”
กวอจู๋จิ่วกลับยื่นมือออกไปโดยตรง “ศิษย์พี่หญิง จ่ายค่ายามา
ให้ข้าก่อน จ าไว้ว่าจะต่อยหน้าก็ได้ แต่อย่าต่อยขา อีกเดี๋ยวพวกเรา
สามคนยังต้องไปเดินเที่ยวที่หลิวหลีฉ่าง ท่านกับอาจารย์พ่อถูกใจ
ของชิ้นใด ข้าจะควักเงินจ่ายให้เอง แต่ว่า
ตอนที่ต่อรองราคาหั่นราคา
กับพวกเถ้าแก่ ต้องให้ศิษย์พี่หญิงเป็นคนลงมือ ข้าหน้าบวมจมูก
เขียว กลัวว่าจะพูดไม่ชัด….
สีหน้าเผยเฉียนมีแต่ความอ่อนใจ ถลึงตาใส่กวอจู๋จิ่ว ข้าล่ะกลัว
เจ้าแล้วจริงๆ
เฉินผิงอันโบกมือเป็นวงกว้าง “ไปเดินเล่นกัน ซื้อของที่หลิวหลี
ฉ่างเสร็จแล้ว อาจารย์พ่อจะเลี้ยงของกินขึ้นชื่อของเมืองหลวงพวก
เจ้าเอง”
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะคุยโวไม่ทันขาดค า ยังไม่ทันเดินไปถึงระเบียง
พันก้าวก็เห็นบุรุษคนหนึ่งที่เดินด้วยฝีเท้ารีบร้อนมุ่งหน้ามายังจวน
ราชครู ดูจากลายผ้าบนชุดขุนนางแล้วต าแหน่งขุนนางไม่เล็กเลย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พวกเจ้าสองคนไปเดินเล่นกันก่อน เดี๋ยวข้า
ตามไป”
จ้าวเหยามาหารือที่จวนราชครู ไม่จ าเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า
แน่นอนว่าไม่มีใครมาขัดขวางใต้เท้ารองเจ้ากรมอย่างเขา เพราะถึง
อย่างไรหากว่ากันด้วยล าดับของสายบุ๋น รองเจ้ากรมจ้าวก็ต้องเรียก
ราชครูว่าอาจารย์อา
เจอราชครูกลางทาง จ้าวเหยาก้าวเร็วๆ มาข้างหน้า จ าหญิงสาว
สองคนนั้นได้ เขาจึงเอ่ยว่า “พวกเราเดินไปคุยกันไปสักระยะหนึ่งก็
สามารถพูดคุยจบเรื่องได้โดยเร็วแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “ละเลยใต้เท้ารองเจ้ากรมแบบนี้ สมควรเสียที่ไหน
กลับไปคุยกันเถอะ”
จ้าวเหยากระตุกคอเสื้อชุดขุนนาง เขายุ่งจนหัวหูแทบไหม้จริงๆ
เอ่ยว่า “ก็ดีเหมือนกันจะได้ดื่มชาสักถ้วย”
เผยเฉียนกล่าว “อาจารย์พ่อ พวกเราไปเดินเล่นกันเองก็ได้ ท่าน
ไปท าธุระเถอะ”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ค าพูดที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ไม่อาจให้คน
นอกฟังได้จริงๆ”
เผยเขียนก าลังจะต าหนินาง กวอจู๋จิ่วกลับยกแขนของตัวเอง
ขึ้นมาก่อน พูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ศิษย์พี่หญิง หยิกให้แรงๆ เลย
แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ แต่ก็ทนเจ็บได้”
พวกนางเอ่ยลากับอาจารย์พ่อ หลังจากนั้นก็มองสบตากัน ยิ้มให้
กันอย่างรู้ใจ กวอจู๋จิ่วยังบอกด้วยว่าบางทีอาจกลับมาถึงจวนราชครู
ดึกหน่อย นางจะไปกินของอร่อย ไปเดินเที่ยวงานวัด ไปฟังเรื่องเล่า
ไปเล่นว่าว…
เฉินผิงอันยิ้มบอกว่าได้สิ
มองเงาร่างของพวกนางก็ดูเหมือนว่าถนนใหญ่ของระเบียงพัน
ก้าวที่สงบเคร่งขรึมจะไม่คร ่าครึขนาดนั้นอีกแล้ว
ทันใดนั้นจ้าวเหยาก็อดไม่ไหวจนต้องเตือนเฉินผิงอันว่าให้ขยับ
เท้าไปปรึกษาเรื่องของแคว้นและการทหารซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของ
บ้านเมืองกันได้แล้ว
ทุกวันนี้จ้าวเหยามั่นใจได้แล้วว่าเฉินผิงอันสามารถเป็นราชครูที่
ดีได้ แต่ก่อนหน้านี้นานมาก เขาก็มั่นใจในเรื่องหนึ่งแล้ว หากวันใด
เจ้าหมอนี่เป็นพ่อคน หากลูกของเขาคือผู้หญิง เฮอะ ก็คงตามใจจน
ลอยขึ้นฟ้าไปเลย! เขาอยากจะเห็นนักว่าอาจารย์อาน้อยที่ชีวิตนี้
ชอบเป็นอาจารย์ของคนอื่นมากที่สุด ถึงเวลานั้นจะยังพร ่าพูด
หลักการเหตุผลไม่จบไม่สิ้นอีกหรือไม่ คิดดูแล้วอย่างมากแค่ท าหน้า
ขรึมเอ่ยสั่งสอนได้ไม่กี่ประโยคก็ต้องหันหน้าไปอีกทาง ให้ตัวเองได้
พักตั้งหลักสักครู่ก่อน?
กลับไปนั่งลงในห้องโถงใหญ่ของจวนราชครูด้วยกัน จ้าวเหยา
พูดรายละเอียดเรื่องของการควบโจวให้กลายเป็นเต้า แล้วก็ถามเรื่อง
วงในบางอย่างที่เกี่ยวกับสกุลอินต้าโซ่วบวกกับคดีในวงการขุนนาง
ต้าหลีเมื่อคืนวาน พวกเขาจึงถามตอบกันอย่างนี้ หรือบางทีก็สลับกัน
ถามสลับกันตอบ บางครั้งยังต้องให้หรงอวี๋ยกเอาเอกสารหลายปีกมา
คลี่กางแผนที่ของต้าหลืออก บ้างก็ยกพู่กันวาดวงกลม หรือไม่รู้สึกว่า
บนแผนที่มีจุดที่ยังตกหล่นก็ต้องเพิ่มค าก ากับหรือหมายเหตุเข้าไป
เขียนพรรคที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ในยุทธภพหรือไม่ก็ตระกูลขุนนางผู้ดีที่
เพิ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาลงไป พูดกันไปถึงตัวเลือกที่เหมาะสมที่จะมา
เป็นแม่ทัพของมณฑลบางแห่ง พอพูดไปแล้วถึงได้รู้สึกว่าดูเหมือนจะ
ไม่มีใครที่เหมาะขนาดนั้น…โดยไม่ทันรู้ตัว เวลาครึ่งชั่วยามก็ผ่านไป
อย่างรวดเร็ว เฉินผิงอันยกฝ่ามือขึ้นมาดันปลายคาง มองอย่างเหม่อ
ลอย
ตอนที่จ้าวเหยามาได้พกค าถามมาด้วยกองโต ผลคือพบว่า
ตัวเองกลับต้องเอาค าถามกลับไปมากกว่าเดิม