กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 13.3 ความฝัน
คุยธุระเป็นงานเป็นการกันเรียบร้อยแล้ว และจ้าวเหยาก็ดื่มน ้าชา
ที่แม่นางหรงอวี๋ยกมาให้แล้ว เขาพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
รู้สึกนับถือขุนนางต้าหลีที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนพวกนั้นอยู่มากจริงๆ
โดยเฉพาะคนหนุ่มที่ท างานยุ่งตลอดทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายวัน ทุกวัน
ได้แค่งีบหลับครู่เดียวก็สามารถมีชีวิตชีวาเปี่ยมไปด้วยพลังได้อีกครั้ง
จ้าวเหยาลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามว่า “อยากจะเก็บทั้งขุนเขาใต้และ
นครมังกรเฒ่ากลับไปพร้อมกันใหม่อีกครั้งจริงๆ หรือ?”
ก็หนีไม่พ้นว่าต้องเปลี่ยนค าพูดให้กับการที่ต้าหลีจะฮุบรวมพื้นที่
ของหนึ่งทวีปอีกครั้งหรือไม่ให้ฟังดูดีขึ้นเท่านั้น
เฉินผิงอันเอ่ย “สามารถรอดูไปอีกหน่อยได้”
แต่จ้าวเหยากลับไม่ใช่คนที่ท าอะไรคลุมเครือ เขาต้องการจะ
ซักไช้ถามให้ถึงที่สุด “จะรอดูอะไร? ดูว่าตัวต้าหลีเองมีคุณสมบัติ
หรือไม่ ดูว่าสถานการณ์ของแคว้นทั้งหลายทางใต้เป็นอย่างไร? หรือ
ว่าจะดูทั้งสองอย่างต่อไปอีกหลายปี?”
เฉินผิงอันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยว่า “ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
จ้าวเหยาอึ้งตะลึง มองสีหน้าของเฉินผิงอัน เงียบไปครู่หนึ่งก็ยก
น ้าชาขึ้นมาดื่ม เอ่ยว่า “ก็ดีเหมือนกัน อาจต้องรอดูไปอีกหน่อย”
คนทั้งสองพากันเงียบงัน ในขณะที่จ้าวเหยาก าลังจะลุกขึ้นขอตัว
ลา เฉินผิงอันรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขาเอ่ยว่า “ขอโทษด้วย ท า
ให้ความปรารถนาที่จะรวบรวมกระบี่เซียน ไท่ป๋าย” ให้ครบเล่มของ
เจ้าต้องหมดหวังแล้ว”
กระบี่เซียน “ไท่ป๋าย” ในอดีตได้แบ่งออกเป็นสี่ส่วนอยู่ที่ฝูเหยา
ทวีป แต่ละส่วนแยกย้ายกันไปรับเจ้านาย นั่นคือแยกกันเลือกเฉินผิง
อันที่เป็นอิ่นกวาน เฝ่ยหรานแห่งเปลี่ยวร้าง จ้าวเหยาที่พอจะถูกว่า
เป็นลูกศิษย์ครึ่งตัว และหลิวไฉที่โจวจื่อเอาไว้ใช้รับมือกับเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันยังเคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะมอบกระบี่เย่โหยวให้กับลูก
ศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งที่เล่าเรียนทั้งวิชาความรู้และวิชากระบี่ได้ส าเร็จ
จากนั้นค่อยเอากระบี่ยาวที่หลอมมาจากครึ่งหนึ่งของก าแพง
เมืองปราณกระบี่ ถูกเขาตั้งชื่อว่า “ชิงผิง” เล่มนั้นมอบให้กับส านัก
กระบี่ชิงผิงในใบถงทวีปหรือไม่ก็ส านักกระบี่หลงเซี่ยงของทักษินาตย
ทวีป เอาแขวนไว้ในศาลบรรพจารย์แห่งหนึ่ง สามารถน ามาท าเป็น
ของแทนตัวของเจ้าส านักรุ่นถัดไปได้
จ้าวเหยายิ้มเอ่ย “ชีวิตคนจะไม่มีความเสียดายเลยได้อย่างไร”
ยกถ้วยน ้าชาขึ้น จิบน ้าชาหนึ่งอีก แล้วจ้าวเหยาก็เอ่ยเย้ยหยัน
ตัวเองว่า “แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้กระบี่พกเย่โหยวยังอยู่
แม้กระทั่งด่านของเจ้าข้าก็ยังข้ามผ่านไปไม่ได้แล้วจะยังไปขอจาก
พวกเฝ่ยหรานมาได้อย่างไร”
เฉินผิงอันพูดแก้ให้ว่า “หากสามารถผ่านด่านของข้าไปได้ เฝ่ย
หรานกับหลิวไฉก็ง่ายแล้ว”
จ้าวเหยาร้องเหอะ วางถ้วยน ้าชาลง ลุกขึ้นยืนขอตัวลา ได้ยินคน
ผู้นั้นพูดกลั้วหัวเราะมาข้างหลังว่า “ครั้งนี้ไม่ฉวยอะไรติดมือไปหรือ?”
จ้าวเหยาไม่สนใจค าพูดเหน็บแนมของเขา ไปถึงลานบ้านของ
เรือนชั้นแรก เดินผ่านร่มเงาของต้นอู๋ถง อ้อมผ่านผนังบังตา เดินออก
จากประตูพิธีการของจวนราชครู แล้วเดินไปอีกยังมีประตูใหญ่ที่ต้อง
เดินผ่าน แต่กลับเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนั่งยองอยู่ตรงมุมก าแพง
ก าลังดื่มเหล้าด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ลายปักบนชุดขุนนางของไอ้
หมอนี่เหมือนกับตน
สองฝ่ายสบตากัน เฉาเกิงซินมือหนึ่งถือถ้วย มือหนึ่งถือตะเกียบ
ข้างเท้ายังมีกับแกล้มแกล้มสุราอีกสองจาน คงเป็นเพราะคิดว่าถึง
อย่างไรก็คงหลบซ่อนไม่ทัน จึงพูดอย่างคนหน้าหนาว่า “ราชครู
สงสารที่ข้ามีชะตาที่ต้องเหนื่อยยาก ก็เลยมอบสุราและกับแกล้มมา
ให้ข้าเป็นรางวัล”
จ้าวเหยายื่นนิ้วชี้ไปที่ใต้เท้ารองเจ้ากรมของกรมขุนนางผู้นี้ แล้ว
ก็ไม่ได้พูดอะไร แค่เดินตรงผ่านไป
เฉาเกิงซินพึมพ า “ช่างมีบารมีขุนนางที่เข้มข้นเหลือเกิน ตกใจ
แทบตายแล้ว หึ ข้าผู้อาวุโสต่างหากที่เป็นรองเจ้ากรมขุนนาง ใคร
ประเมินใครก็ยังไม่แน่เลยนะ”
เขาแอบออกมาจากที่ว่าการ ใช้ข้ออ้างที่ไพเราะว่าจะปรึกษาธุระ
กับราชครู วิ่งมาดื่มเหล้าอยู่ในจวนราชครูแทน
ครั้งนี้ยิ่งมีประสบการณ์แล้ว เขาตรงดิ่งไปที่ห้องครัว ขอกับแกล้ม
สองจานเล็กๆ มาจากแม่ครัวคนหนึ่งที่ใบหน้างดงามอ่อนช้อย แต่
เรือนร่างกลับเย้ายวน
เฉาเกิงซินเงยหน้าขึ้น ร้องเอ๊ะ ก่อนจะรีบเก็บน ้าเต้าบรรจุเหล้าใบ
นั้นลงไป รวบจานชามและตะเกียบมาไว้ด้วยกัน ลุกขึ้นยืนเช็ดปาก
แล้วเดินเตร่ไปหา
ที่แท้คือท่านอาและท่านลุงสองคนที่มาเยือนจวนราชครูก่อนเวลา
นัดหนึ่งเค่อ คือนายท่านขุนนางใหญ่มือสะอาดสองคนจากตระกูล
เหวยของตรอกอี้ฉือ เหวยอีบิดาแท้ๆ และเหวยหงท่านลุงใหญ่ของเจ้า
อ้วนเหวย
เมื่อคืนวานเหวยฉงออกจากทะเลสาบเหล่าอิงก็น าความกลับไป
บอกที่บ้าน บอกว่าราชครูเฉินพูดเองว่าวันนี้ให้พวกเขาสองคนไป
ปรึกษาธุระที่จวนราชครูตอนต้นยามเว่ย ตอนแรกยังไม่มีใครเชื่อ
อย่างเจ้าเนี่ยนะ? ได้คุยกับท่านราชครูด้วย? ขนาดพ่อแท้ๆ ของเขา
ยังไม่เชื่อ เจ้าอ้วนเหวยจึงได้แต่ยกหันอีนายอ าเภอหันมาอ้าง บอกว่า
เขาเป็นพยานให้ได้ ผลคือท่านลุงใหญ่เหวยหงไม่พูดพร ่าท าเพลงก็
วิ่งออกไปจากบ้าน ไปแสวงหาหลักฐานด้วยตัวเองพอกลับมาแล้วก็
พยักหน้ากับน้องชายอย่างเหวยอี ใบหน้าของเขาแดงก ่า พูดเสียงสั่น
ว่าเป็นเรื่องจริง เหวยอีดวงตาแดงก ่าทันใด ลากพี่ชายไปจุดธูปคารวะ
ในศาลบรรพชนด้วยกัน
สองพี่น้องไม่ได้หลับตลอดทั้งคืน ช่วยกันวางแผนว่าควรจะจรด
พู่กันอย่างไรถึงจะเหมาะสม ต้องระวังแล้วระวังอีกยิ่งกว่าผ่านด่านการ
สอบเคอจวี่ในอดีตเสียอีก
การประชุมเช้าของราชส านักต้าหลีมีความพิเศษอย่างมาก
ไม่ใช่ว่าขุนนางในเมืองหลวงที่มีระดับขั้นสูงพอถึงจะสามารถเข้าร่วม
ได้เสมอไป แล้วก็ไม่ใช่ขุนนางระดับต ่าที่ไม่อาจเข้ารวมการประชุม
เช้าได้เสมอไป
แต่มีแบบแผนส าเร็จรูปตั้งวางไว้อยู่แล้ว อย่างเช่นว่าขุนนางหลัก
สามท่านอย่างเจ้ากรมหรือรองเจ้ากรมของกรมใดก็ตาม โดยทั่วไป
แล้วแค่มีคนหนึ่งออกหน้าก็พอ ฝ่ายในของที่ว่าการสามารถผลัดกัน
มาเข้าร่วมประชุมได้ แต่หากทางราชส านักมีเรื่องส าคัญที่ต้อง
ปรึกษาหารือ ที่ว่าการที่มีความเกี่ยวข้องก็ต้องมีขุนนางหลักอย่าง
น้อยสองท่านมาเข้าประชุม และขอแค่เป็นการประชุมที่ค่อนข้างใหญ่
ขุนนางระดับสูงของที่ว่าการต่างๆ รวมถึงเก้ามนตรีน้อยใหญ่ต่างก็
ต้องมาเข้าร่วมการประชุม นอกจากนี้ภายในสิบวัน กองงานทั้งหลาย
ต้องมีขุนนางจ านวนเท่าไรมาเข้าร่วมการประชุมในวันใดบ้าง ล้วนมี
ข้อพิถีพิถันที่ไม่เหมือนกัน…..ฟังเหมือนซับซ้อนมาก แต่ก็แค่สมุด
เล็กๆ เล่มเดียวเท่านั้น เป็นขุนนางในเมืองหลวงมาปีครึ่งปีก็จ าขึ้นใจ
ได้อย่างแม่นย าแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ขุนนางที่สามารถเข้า
ร่วมการประชุมเช้าของต้าหลีได้ มีใครเป็นคนโง่เสียเมื่อไหร่
ทนไปทนมา ในที่สุดก็ทนจนถึงใกล้ยามเว่ย จึงมาที่จวนราชครู
พวกเขาเตรียมถ้อยค าที่จะพูดไว้ในใจมาตลอดทาง คิดไว้ก่อน
ล่วงหน้าว่าใต้เท้าราชครูจะถามค าถามอะไรบ้าง
ขอแค่ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการขุนนางก็ไม่มีทางเข้าใจอารมณ์
ของพวกเขาในเวลานี้
ผลคือพวกเขามองเห็นรองเจ้ากรมที่มีชื่อเสียงเลื่องลือท่านหนึ่ง
มาแต่ไกล อีกฝ่ายนั่งยองหลับตาอยู่ริมก าแพง สีหน้าเคลิบเคลิ้ม
โคลงหัวไปมา ปากขยับแจ็บๆ
รองเจ้ากรมเฉาก าลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ต้องรีบหันหน้าไป
อีกทางเพื่อเรอ ก่อนจะหันกลับมามองผู้อาวุโสสองคน พูดด้วยสีหน้า
ตระหนกลนว่า “มามอบตัวกับราชครูหรือ?”
ได้ยินแล้วขุนนางต าแหน่งเล็กเท่าเมล็ดงาของเมืองหลวงสองคน
ก็ตื่นตระหนกสุดขีดสีหน้าที่เดิมทีก็ขาวนวลอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีก
หลายส่วน
“ข้าสามารถปรึกษากับแม่นางหรงอวี๋ได้ จะไปยืมชามอีกสองใบ
มาจากห้องครัว ดีไหม?”
“จิบเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ใช้สุราปลุกความห้าวเหิม เจอใครก็ไม่ต้อง
กลัว”
ได้ยินเฉาเกิงซินพูดจาเหลวไหล เหวยอีก็ได้แต่ยิ้มขึ้น กลับเป็น
เหวยหงที่มองดูคล้ายจะหวั่นไหวแล้ว ไม่เสียแรงที่เป็นหนึ่งในหยวน
ไหว้หลางที่เก่งกาจที่สุดในวงการขุนนางเมืองหลวง
ทว่าเหวยอีกลับไม่เคยมีเรื่องให้พูดคุยกับผู้เยาว์ที่ชื่อเสียงใน
วงการขุนนางมีทั้งดีและร้ายคละกันไปผู้นี้ ทุกๆ ครั้งที่เป็นช่วงตรุษจีน
ปีใหม่ แค่โอภาปราศรัยกันไม่กี่ค าก็พอแล้ว
แต่เหวยหงกลับกดเสียงลงต ่าด่าเบาๆ ว่า “เจ้าเด็กแสบ มีแต่เจ้าที่
เป็นขุนนางสบายที่สุด นั่งตกปลาบนแท่นได้อย่างมั่นคง เป็นศาลา
ใกล้น ้าได้ยลจันทร์ก่อนอย่างแท้จริง อยู่ในต าแหน่งขุนนางหลักของ
ที่ว่าการงานเตาเผาหลงเฉวียนตลอดหลายปีนั้น ถือว่าไม่ได้เป็น
อย่างเสียเปล่า”
เฉาเกิงซินไม่พอใจทันใด “ท่านลุงเหวย ท่านจะเอาแต่เห็นข้า
เสวยสุข ไม่เห็น
ตอนที่ข้าต้องล าบากเหนื่อยยากไม่ได้นะ หากพวก
ท่านไม่เชื่อก็กลับไปถามใต้เท้าหยวนดูสิ ก็จะรู้แล้วว่าเป็นขุนนางอยู่
ที่นั่นไม่ง่ายเลย”
เหวยหงร้องเหอะ “ล าบากหรือ? ค าพูดนี้ออกมาจากปากของเจ้า
กลับมีเนื้อหาล่อแหลมแล้ว
เฉาเกิงซินมีท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างที่หาได้ยาก ที่แท้ค ากล่าว
ว่า “ล าบาก” ในช่วงแรกเริ่มสุด คือค าที่เขาใช้บรรยายถึงพี่สาวคน
หนึ่งที่โตกว่าเขาสิบกว่าปี
ตอนที่เขาเป็นเด็กหนุ่ม ค ากล่าวที่ไม่สุภาพ
เท่าไรนี้ เพียงไม่นานก็แพร่หลายไปทั่วตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์
วีรบุรุษกลัวที่จะเจอคนบ้านเดียวกันมากที่สุด บุปผาบานอยู่ใน
ก าแพงแต่ส่งกลิ่นหอมออกไปนอกก าแพงจริงเสียด้วย
เหวยอี หลางจงกองชิงลี่ฝ่ายเครื่องเสวย อันที่จริงต่อให้เทียบกับ
วงการขุนนางต้าหลีทั้งแห่งก็ไม่ถือว่าเป็นขุนนางต าแหน่งเล็กจ้อย
แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ในเมืองหลวงที่มีชนชั้นสูงอาศัยอยู่มากมาย หนึ่ง
ในหลางจงของกรมพิธีการจะนับเป็นอะไรได้?
เหวยหงก็ยิ่งเป็นขุนนางที่เป็นแค่หยวนไหว้หลางแห่งกรมโยธา
เท่านั้น ทว่าคนที่สอบเคอจวี่ปีเดียวกับเขากลับเป็นรองเจ้ากรมฝ่าย
ขวาของกรมโยธาแล้ว พอดีกับที่เป็นหัวหน้าที่ควบคุมเหวยหงด้วย…
ตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือก็เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน พูดถึงแค่
ท่านปู่ของเหวยฉงก็เคยเป็นผู้ดูแลหลักของกองส่งสารต้าหลีมานาน
หลายปี คือหนึ่งในเก้ามนตรีใหญ่ที่สามารถเข้าประชุมในห้องทรง
พระอักษรได้ จนใจที่วงการขุนนางหากคนรุ่นหนึ่งไม่ได้ความ ตระกูล
ก็มักจะต้องตกอับไปด้วยเสมอ ภายในสิบปีก็แสดงให้เห็นถึงความ
เสื่อมถอยตกต ่า หน้าประตูมีคนมารวมตัวกันมากหรือน้อย ครึกครื้น
หรือว่าเงียบสงัด ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักจะท าให้คนรับมือ
ไม่ทัน หากสภาพจิตใจของขุนนางเสียสมดุล แม้จะบอกว่า
สถานการณ์อันน่าประดักประเดิดที่ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ก็สามารถ
อาศัยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มาช่วยประคับประคองหน้าตาเอาไว้
ได้ แต่ถึงอย่างไรคิดจะตีเหล็ก ตัวเองก็ต้องแข็งแรงเสียก่อน ตระกูล
ต้องมีคนรุ่นเยาว์อย่างเฉาเกิงซิน หยวนเจิ้งติ้งมาแบกเสาคานใหญ่ถึง
จะเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
เป็นท่านลุงใหญ่ของผู้อื่นเหมือนกัน เหวยหงแนะน าให้หลานที่
เปิดร้านเหล้าอย่างเหวยฉงสวมชุดงิ้ว ส่วนเว่ยเหล่ยลุงใหญ่ของเว่ย
เจียเจ้าของสวนส่วนตัวที่ทะเลสาบเหล่าอิง ซึ่งตลอดสิบปีที่อยู่ใน
วงการขุนนางต้าหลีก็มีชีวิตที่รุ่งโรจน์อย่างถึงที่สุด อดทนอยู่ใน
ต าแหน่งรองเจ้ากรมของกรมพิธีการมาได้หกปีแล้ว ห่างจากการมี
คุณสมบัติได้เข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรก็แค่ขาดค า
ประเมินในการประเมินขุนนางครั้งหนึ่งและการโยกย้ายไปอยู่กรมพิธี
การเท่านั้นแล้ว เดิมทีจากการคาดการณ์ของตระกูลเว่ยในตรอกอี้
ฉือห้าปีให้หลัง อย่างน้อยที่สุดเว่ยเหล่ยก็จะสามารถรับหน้าที่เป็นขุน
นางหลักในที่ว่าการของเก้ามนตรีเล็กได้แล้ว แล้วก็จะมีสิทธิ์ได้เข้า
ประชุมเล็ก สามารถพบหน้าฮ่องเต้ได้ทุกวัน
เหวยหงลังเลเล็กน้อย ก่อนถามว่า “คงไม่ใช่เรื่องร้ายอะไรจริงๆ
หรอกกระมัง?”
เมื่อคืนนี้เหวยฉงพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ ตบอกรับรองบอกว่า
ท่านราชครูน่ะเป็นมิตรอย่างมาก ใจดีมีเมตตา พูดจาตลกขบขัน ยัง
พูดล้อเล่นกับเขาอยู่หลายค า…ท าเอาพวกผู้อาวุโสหลายคนที่อยู่ใน
ห้องหนังสือตกอกตกใจ หันมามองหน้ากันเองตาปริบๆ
เฉาเกิงซินยิ้มบางๆ “ก็ไม่แน่หรอก เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้ง
แรกที่ราชครูคนใหม่เรียกพบขุนนางเล็กๆ อย่างหลางจงและหยวน
ไหว้หลาง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการอ้อมๆ ที่ใช้เชือดไก่ให้ลิงดู หรือว่าจะอยู่
เหนือความคาดหมาย ฆ่าไก่แต่ดันใช้มีดฆ่าวัวอะไร…”
อย่างเช่นหวังหย่งจินนายอ าเภอหย่งไท่ที่ไม่ได้เสียต าแหน่งขุน
นางไปโดยตรง ยังคงเปิดศาลพิจารณาคดีตามปกติอยู่ในที่ว่าการ
อ าเภอ ก็เป็นเรื่องประหลาดที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เหวยหงหน้าด าทะมึน
เหวยอีก็ยิ่งอกสั่นขวัญผวา
เฉาเกิงซินซ่อนน ้าเต้าบรรจุเหล้าไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ย
ว่า “ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียง ต่อให้ต าแหน่งขุนนางของใต้
เท้าราชครูจะใหญ่ค ้าฟ้าแค่ไหนก็ยังเป็นคนเหมือนกัน มีอะไรน่ากลัว
กัน”
หรงอวี๋เดินออกมาจากประตู น าพาขุนนางทั้งสองท่านไปพบ
ราชครูด้วยตัวเอง
เฉาเกิงซินจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ เจ้าอ้วนเหวยร้ายกาจยิ่ง
นัก ขุนนางทั่วไปมาหารือที่จวนราชครูก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
เอาแค่ตน แม่นางหรงอวี๋ก็ท าท่าเหมือนป้องกันโจรอย่างไรอย่างนั้น
แล้ว
เตรียมเก้าอี้สามตัวไว้ในห้องโถงใหญ่ พวกเขายื่นสมุดออกไป
คล้ายกับเด็กนักเรียนประถมในชนบทส่งการบ้าน หรงอวี๋บอกให้พวก
เขานั่งรอสักครู่ ดื่มชากันไปก่อน เฉินผิงอันรับสมุดสองเล่มมาจาก
มือของหรงอวี๋ เปิดอ่านสี่ห้าหน้าอย่างว่องไวแล้วลุกขึ้นยืนจากโต๊ะ
หนังสือ เหวยหง เหวยอีรีบวางถ้วยน ้าชาที่เมื่อครู่แค่ยกขึ้นมาจิบพอ
เป็นพิธีลงทันที่ ลุกขึ้นยืนต้อนรับ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “นั่งลงคุยกัน ไม่ต้องระมัดระวังตัวมากเกินไป”
พูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดของสองกรมอย่างพิธีการและโยธา
อย่างเรียบง่าย ขุนนางทั้งสองต่างก็เป็นคนหน้าเก่าในที่ว่าการของแต่
ละฝ่ายแล้ว เก้าอี้ที่นั่งอยู่ใต้กันก็นั่งจนแทบยุบเป็นหลุมแล้ว เวลานี้
อารมณ์ของพวกเขาพอจะผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย แต่เฉินผิงอัน
กลับถามขึ้นกะทันหันว่า “เว่ยเหล่ยแห่งกรมโยธาเป็นทั้งเพื่อนบ้าน
ของพวกท่าน แล้วยังเป็นคนวัยเดียวกันกับพวกท่านด้วย หากไม่พูด
ถึงเรื่องสกปรกของเว่ยเจียหลานชายเขา พวกท่านรู้สึกว่าเว่ยเหล่ย
เป็นคนอย่างไร?”
หลางจงหันอีใช้ความคิดอย่างว่องไว เอ่ยเนิบช้าว่า “แม้ว่าจะเป็น
เพื่อนเล่นกันมาแค่ตอนเด็ก แต่รองเจ้ากรมเว่ยไม่ละโมบในเงินทอง
เรื่องนี้สามารถแน่ใจได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ละโมบในเงินทอง? ไหนพวกท่านลองว่ามา
ก่อนสิว่าเงินทองคืออะไร?”
เหวยอีมึนงง หยวนไหว้หลางเหวยหงก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์มากกว่า
แต่จะปล่อยให้บรรยากาศเงียบสงัด สิ้นเปลืองเวลาของราชครูก็คง
ไม่ได้ เหวยหงจึงปลุกความกล้าพูดไปตามสัตย์จริงว่า “เว่ยเหล่ยคือ
คนที่เก่งกาจมาก รู้จักเป็นขุนนางอย่างมาก”
“เล่าลือกันว่าทุกครั้งที่เขารับรองแขกอยู่ในบ้านจะต้องทบทวน
ทุกประโยคที่พูดคุยกับแขกร่วมกับกุนซืออายุน้อยสี่ห้าคน แล้วจดลง
ในบันทึกอย่างลับๆ อยู่เสมอ”
“คนประเภทนี้เป็นขุนนางจึงน่ากลัวมาก แล้วก็สมควรแล้วที่เขา
ได้เป็นรองเจ้ากรม มีคนที่สอบเคอจวี่ปีเดียวกันกับข้าอยู่คนหนึ่ง ก็
เป็นรองเจ้ากรมโยธาเหมือนกัน เขากลัวเว่ยเหล่ยมาก”
ได้ยินพี่ชายพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่มีปิดบัง น้องชายอย่าง
เหวยอีก็เอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งอย่างระมัดระวังว่า “เป็นแค่ข่าวลือ
เล็กๆ น้อยๆ ค าเล่าลือพวกนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นความจริง”