กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 13.4 ความฝัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์คือถิ่นของตระกูล
ใหญ่ชนชั้นสูงสุดของต้าหลีแล้ว แต่ละตระกูลล้วนมีเส้นทางสู่ความ
รุ่งโรจน์เชื่อมโยงเข้าสู่การประชุมเล็ก ทุกๆ ปีใหม่ก็มีขนบธรรมเนียม
ที่ว่าจะต้องดื่มสุราชมจันทร์ แข่งโยนลูกเต๋าเล่นเดินบันไดไต่ยศ.จะ
บอกว่าเป็น “ข่าวลือเล็กๆ” ได้อย่างไร?”
เหวยอีหรือจะกล้ารับค า
เหวยหงกลับพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่สนิทกับถนนฉือเอ๋อร์
ต่อให้เป็นในตรอกอี้ฉือของพวกเราเองก็มีการแบ่งระดับกัน ทุกวันนี้
ตระกูลเหวยของพวกเราไม่เป็นได้เป็นพายจะโทษคนอื่นไม่ได้ จะโทษ
ก็ต้องโทษที่พวกเราพี่น้องไม่ได้ความ น้องรองยังดีหน่อย จะดีจะชั่วก็
อ่านต ารามาจนเต็มอิ่ม เป็นหลางจงของกรมพิธีการแล้ว แต่ข้ากลับ
เป็นคนปากเสีย ไม่ว่าเห็นอะไรก็ไม่ชินตา หากข้าเป็นขุนนางใหญ่ได้
สิถึงจะแปลก”
เหวยอีฟังแล้วเหงื่อเย็นหลั่ง
เฉินผิงอันชี้ไปที่โต๊ะหนังสือ ยิ้มเอ่ยว่า “คือมือดีในเรื่องการบ่น
จริงๆ เพียงแต่ว่าเอาแต่ถามปัญหายากๆ และปมของปัญหา แต่กลับ
ไม่บอกวิธีแก้ปัญหามาให้ ในสมุดมีการปฏิเสธเยอะไปหน่อย วิธีการ
ที่น าไปปฏิบัติจริงได้มีน้อยไปสักหน่อย”
เหวยหงตึงเครียดสุดขีด เอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้น้อยวิสัยทัศน์คับแคบ
ความสามารถมีขีดจ ากัด”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก หากจะบอกว่า
คุณสมบัติและพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้ ถ้าอย่างนั้น
ความสามารถก็ต้องค่อยๆ ผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาประสบการณ์
ทีละเล็กทีละน้อย”
ฮ่องเต้มาโดยไม่ได้รับเชิญ
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้ซ่งเหอเหยียบย่างมาเยือน
จวนราชครู
ทางฝั่งของจวนราชครูก็ไม่ได้ให้การต้อนรับอย่างเอิกเกริกอะไร
มาแล้วก็มา
ก็จริงนะ ขนาดราชครูยังไม่พูดอะไร หรงอวี๋ก็ไม่ได้เอ่ยเตือน
พวกเลขาธิการทั้งหลายหรือจะกล้าท าอะไร เพียงแค่ว่าบางครั้งที่มีคน
เงยหน้าขึ้นมาแล้วเหลือบไปเห็นสีเหลืองสว่างจ้านอกหน้าต่างก็มักจะ
อึ้งงันไป
หรงอวี๋พาฮ่องเต้ไปยังห้องโถงหลัก ยกเก้าอี้มาให้ แม้ว่าจะอยู่กับ
ฮ่องเต้ซ่งเหอ แต่หรงอวี๋ก็ยังพูดจาท าตัวตามสบาย แน่นอนว่าต้อง
เหมาะสมด้วย
ขุนนางตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือสองคน เนื่องจากนั่งหันตัว
เบี่ยงข้าง จึงเหมือนหันหลังให้กับประตู พวกเขามีสมาธิกันมาก
เกินไปจึงไม่ได้สังเกตเห็นคนที่ยกเท้าเดินข้ามธรณีประตูมาแล้ว
รอกระทั่งราชครูลุกขึ้นยืนคลี่ยิ้ม พวกเขาถึงได้คืนสติว่าดูเหมือน
จะมีแขกมาเยือนเพียงแต่ว่า “แขกผู้มีเกียรติ” ท่านนั้นกับราชครูต่าง
ก็นั่งลงแล้ว
ซ่งเหอยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าหนึ่งที่ บอกเป็นนัยแก่ขุน
นางทั้งสองว่าไม่ต้องลุกขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า “พวกท่านคุยธุระกันต่อไปเถอะ
ข้าแค่มานั่งเล่นที่นี่เฉยๆ”
พี่น้องตระกูลเหวยที่เดิมทีไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้นแล้ว พอเห็น
ฮ่องเต้ที่คลี่ยิ้มอารมณ์ดีมานั่งลงด้านข้าง หัวสมองของพวกเขาก็
พลันว่างเปล่า อึ้งงันกันไปทันที่
ซ่งเหอเองก็มีท่าทางผ่อนคลายเหมือนกับราชครู ยกขาขึ้นนั่ง
ไขว่ห้าง ถามว่า “เด็กที่มีฉายาว่าเจ้าอ้วนเหวยในตระกูลของพวก
ท่าน ชื่อว่าเหวยฉงใช่ไหม ได้ยินมาว่าเขาเปิดเหลาสุราอยู่ที่ล าคลอง
ชางผู? เวลาปกติกิจการเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฟังดูเหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป
เหวยอีแข็งใจตอบว่า “กราบทูลฝ่าบาท กิจการร้านเหล้าของ
บุตรชายถือว่าพอใช้ได้”
ซ่งเหออืมรับหนึ่งที่
เฉินผิงอันพูดเหลวไหลหน้าตาเฉยว่า “ก่อนหน้านี้พวกเขาเจอ
รองเจ้ากรมเฉาข้างนอกฝ่ายหลังบอกว่าลองนับนิ้วค านวณดู ท านาย
ได้ว่าฝ่าบาทจะมาเยือนจวนราชครู ก็เลยบอกให้พวกเขาดื่มเหล้า
ปลุกความกล้า”
“เหวยหงหน้าหนาใจกล้า ถามรองเจ้ากรมเฉาว่ามีเรื่องอะไรที่
ต้องระวังหรือไม่ รองเจ้ากรมเฉาบอกว่าไม่เป็นไร แค่ต้องเตือนตัวเอง
ว่าเจอฝ่าบาทแล้ว เวลาพูดอย่ายกขาขึ้นนั่งไขว่ห้างก็พอ”
ซ่งเหอตบเข่าฉาด หัวเราะร่า “นี่ใช่ข้อห้ามเสียเมื่อไหร่ ข้าท า
แบบนี้ ราชครูเองก็ท าแบบนี้ พวกท่านก็ท าตัวตามสบายได้
เหมือนกัน”
พูดคุยเรื่องเล็กน้อยกับฮ่องเต้และราชครูไปอีกครู่หนึ่ง ดู
เหมือนว่ายังคุยไปถึงต าราสี่ห้าเล่ม พูดถึงสถานการณ์ของงาน
เทศกาลที่ศาลเจ้าแม่จินติ่ง…
ดังนั้น
ตอนที่พวกเขาเดินออกมาจากจวนราชครู ในหัวสมอง
ของสองพี่น้องก็เหมือนมีแต่แป้งเปียก
เหวยหงไม่เห็นเงาร่างของเจ้าเฉาเกิงซินผู้นั้นแล้วก็ให้รู้สึก
ผิดหวังยิ่งนัก เวลานี้เขานึกอยากจะดื่มเหล้าสักจอกสองจอก
อ่านเนื้อหาที่เขียนไว้ในสมุดสองเล่มแล้ว ซ่งเหอก็ส่ายหน้าเอ่ย
ด้วยน ้าเสียงเสียดาย “น่าเสียดายนัก”
สถานะที่แตกต่าง ระดับขั้นขุนนางห่างกันหลายชั้นขนาดนั้น
ดังนั้นการที่เฉินผิงอันใช้พวกเขามาเยือนจวนราชครูรอบหนึ่ง เดิมที
ก็เป็นการแสดงท่าทีว่าให้การยอมรับอย่างชัดเจนอยู่แล้ว
พูดให้ไม่น่าฟังหน่อย หากจวนราชครูอยากจะไต่สวนขุนนางสัก
คน ลงดาบใส่คนของกรมโยธาหรือกรมพิธีการ ก็แค่เรียกขุนนาง
หลักมาด่า จะถึงคราวของหลางจง หยวนไหว้หลางอย่างพวกเจ้าได้
หรือ?
หยวนไหว้หลางกรมโยธาอย่างเหวยหงยังดีหน่อย ใช้ถ้อยค าที่
กระชับได้ใจความ ก็แค่ว่าใจไม่กล้ามากพอ แต่เหวยอีที่เป็นหลาง
จงกรมพิธีการกลับเขียนด้วยส านวนประดับถ้อยค า เต็มไปด้วยค า
กล่าวตามมารยาท ถ้าไม่เรียกว่าไร้สาระแล้วจะเรียกว่าอะไร
ซ่งเหอถามอย่างสงสัย “คงไม่ใช่วาเหวยอีเป็นขุนนางในกรมพิธี
การจนโง่ไปแล้วหรอกนะ? นี่ไม่เหมือนลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์เอา
เสียเลย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เป็นการกระท าอย่างจงใจ เหมือนการเลือก
หนึ่งจากสอง เขาเลือกที่จะหลีกทางให้เหวยหง เมื่อเป็นเช่นนี้ถึงจะพอ
มีโอกาสที่จะเลือกทั้งคู่ เขาก าลังเดิมพัน หากแพ้ ตระกูลเหวยของ
ตรอกอี้ฉือก็ไม่ถือว่าแพ้ แต่หากชนะก็ชนะทั้งกระดาน”
ซ่งเหอหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง พยักหน้ายิ้มเอ่ย “ที่แท้
ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นบทความดีที่ฉลาดอย่าง
มากแล้ว”
เดินออกมาจากจวนราชครู ไปถึงระเบียงพันก้าว เหวยอีพลันเอ่ย
เสียงเบาว่า “พี่ใหญ่ได้เลื่อนชั้นขุนนางแล้ว ท่านจะพูดจาหรือท าอะไร
ก็สามารถใจกล้าขึ้นอีกหน่อยได้ ส่วนข้าก็จะเป็นขุนนางน ้าใสของข้า
ต่อไป หลางจงของกรมแห่งหนึ่งก็ไม่ใช่ขุนนางต าแหน่งเล็กอะไรแล้ว
ข้ารู้ความสามารถของตัวเองดี นิสัยนุ่มนิ่มตัดสินใจไม่เด็ดขาด ยาก
ที่จะเป็นมือหนึ่งของที่ว่าการแห่งใดได้ ไม่มีความกล้าหาญนั้นเลย แต่
ไหนแต่ไรมาก็เชี่ยวชาญการเขียนบทความ แต่ไม่ถนัดการจัดการกิจ
ธุระ บางทีอาจจะพอมองเห็นอะไรได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะท าออกมา
ได้ไม่ดี แต่ท่านไม่เหมือนกัน ท่านยังมีโอกาส”
เหวยหงอึ้งตะลึง “หมายความว่าอย่างไร?”
เหวยอีกุมมือคารวะ ยิ้มเอ่ย “ขออวยพรท่านล่วงหน้าแล้ว”
ส านักกระบี่หลงเฉวียน ยอดเขาโหยวอี๋ที่ตั้งสถานที่ฝึกบ าเพ็ญ
ตนของเจ้าส านักคนปัจจุบัน
เซียนกระบี่ใหญ่หลิวนั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าผา ปากคาบหญ้า
หวาน เห็นกู้ช่านใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็เอ่ยสัพยอกว่า “ใครเพิ่ง
จะได้เป็นเจ้าบ่าว? เจ้าจะร้อนใจไปไย?”
กู้ช่านเอ่ย “ความเคลื่อนไหวที่แท่นพักมังกรเมื่อคืนวาน เจ้าไม่
รู้สึกผิดปกติบ้างเลยหรือ?”
หลิวเสี้ยนหยางเอาฝ่ามือสองข้างยันไว้บนหัวเข่า ยิ้มเอ่ยว่า “ใน
เมื่อเฉินผิงอันไปเข้าร่วมการประชุมเช้าแล้ว เจ้าจะยังกังวลอะไรอีก
ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรกังวลคือพรุ่งนี้จะช่วยขวางจอกสุราให้ข้าในงาน
เลี้ยงอย่างไร”
ไม่พูดถึงลูกศิษย์ทั้งหลายที่ยังไม่ได้รับการบันทึกชื่อชั่วคราว
ส านักกระบี่หลงเฉวียนของพวกเขา เจ้าส านักคนก่อนคือหร่วนฉง
เจ้าส านักคนปัจจุบันคือหลิวเสี้ยนหยาง บวกกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วม
ส านักสามคนอย่างต่งกู่ สวีเสี่ยวเฉียว เซี่ยหลิง ก็ถือเป็นส านักใหญ่ที่
มากคนมากก าลังแล้วจริงๆ
กู้ช่านด่า “เจ้ามันคนใจด า”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะหึหึ “รอให้ข้าแต่งภรรยาเข้าบ้าน พวกเจ้า
ก็จะรู้เองว่าอะไรคือค าว่ามีเมียแล้วลืมพี่น้อง”
กู้ช่านหัวเราะร่วน “รอดูไปเถอะ ดูสิว่าข้าจะชวนเขาไปก่อกวน
ห้องหออย่างไร”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ก็แค่แอบฟังอยู่ข้างก าแพงไม่ใช่หรือ ไม่ใช่
ธรรมเนียมอันหยาบช้าเสียหน่อย”
กู้ช่านถาม “จะครึกครื้นไม่พอหรือไม่?”
หลิวเสี้ยนหยาง “ยังไม่ครึกครื้นอีกหรือ? ช่างหร่วนเรียกเพื่อน
เก่าจากภูเขาเจินอู่ที่เป็นคนบ้านเดิมของเขามาร่วมงานด้วย วางท่า
ชัดเจนว่าจะช่วยหนุนหลังให้กับภรรยาที่ยังไม่แต่งเข้าเรือนของข้า
ข้าเองก็เรียกสหายที่เป็นช่างในเตาเผามังกรซึ่งในอดีตมี
ความสัมพันธ์ไม่เลวมากลุ่มหนึ่ง ให้พวกเขาพาลูกเมียมาด้วย พรุ่ง
นี้ต่งหูกับเชี่ยหลิงรับหน้าที่คอยรับคอยส่ง”
กู้ช่านถาม “ไม่จัดที่เมืองเล็กอีกรอบหรือ? ใช้เงินไม่เท่าไรหรอก”
หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น จัดพร้อมกันที่
ยอดเขาโหยวอี๋นี่แหละ”
เซอเยว่ เจ้าสาวที่ข้อมูลในฝ่ายครัวเรือนของที่ว่าการอ าเภอไหว
หวงต้าหลีระบุไว้อย่างชัดเจนว่าชื่อ “อวี๋เชี่ยนเยว่” ตอนนี้ไปพักอยู่ที่
ยอดเขาหลักชั่วคราว พรุ่งนี้นางจะต้องนั่งเกี้ยวมาที่ยอดเขาโหยวอื่
สวีเสี่ยวเฉียว และยังมี “สาวใช้” ของกู้ช่านอย่างจื่ออู่เมิ่งที่มี
ฉายาว่าชุนเชียว ตอนนี้พวกนางก็อยู่กับเจ้าสาวอวี๋เชี่ยนเยว่ อันที่
จริงพวกนางไม่รู้เลยว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ควรจะมีพิธีการอะไรบ้าง
ล้วนฟังมาจากคนอื่นทั้งนั้น ปัญหาคือพวกนางไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
แล้วพวกช่างหร่วน ต่งกู่จะเข้าใจหรือ? สวีเสี่ยวเฉียวจึงไปขอความรู้
จากเทพภูเขาและเทพเจ้าแห่งผืนดินที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง
ส่วนจื่ออู่เพิ่งกลับไปหาเบาะแสจากในนิยายรักระหว่างบัณฑิตหนุ่ม
กับหญิงงาม เอาเป็นว่ายุ่งวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ แต่กลับไร้ระเบียบ
แบบแผน มักจะรู้สึกว่าขาดความหมายบางอย่างอยู่เสมอ
ยังดีที่เซอเยวไม่สนใจเรื่องพวกนี้ สตรีออกเรือนนี่นะ แค่มี
เจ้าบ่าวก็พอแล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่นางยังมีเพื่อนเจ้าสาวอีกสองคน
กู้ช่านเอ่ย “หนิงเหยามาถึงแล้ว”
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพอขยับเข้าใกล้อาณาเขตของส านักกระบี่หลง
เฉวียนก็ชะลอความเร็วลง เหมือนเป็นการทักทายอย่างหนึ่ง ก่อนจะ
พลันพุ่งเข้ามาในอาณาเขตของภูเขาบรรพบุรุษ หนิงเหยาหาตัวเซอ
เยว่พบแล้ว เห็นเพียงว่าในห้องของนางวางสินเดิมสารพัดอย่างที่ถูก
คลุมไว้ด้วยผ้าแพรต่วนสีแดงมองดูแล้วเป็นมงคลเต็มห้อง ตรงโต๊ะ
แต่งหน้า จื่ออู่เมิ่งก าลังฝึกปรือฝีมือบนหน้าของเซอเยว่ วาดขนคิ้ว
ประดับบุปผา บนมวยผมยังมีปิ่นมุกสารพัดรูปแบบ ล้วนเป็นงานที่
ต้องใช้ความประณีติละเอียดอ่อน ท าเอาหนิงเหยาที่มองดูอยู่นวด
หว่างคิ้ว ฉูดฉาดเกินไปแล้ว แต่เซ่อเยว่กลับถามว่าสีตรงแก้มของตน
จืดไปหน่อยหรือไม่พอนางเปิดปากพูดอย่างนี้ บนใบหน้าก็มีผงแป้ง
ร่วงเผลาะๆ ลงมา…สวีเสี่ยวเฉียวกลั้นข านางไม่มีส านึกของมิตรผู้
กล้าท้วงติงเลยแม้แต่น้อย เชอเยว่เวลานี้น่ามองมาก เต็มไปด้วยกลิ่น
อายของความเป็นมงคลน่าชื่นชอบ
หนิงเหยามาถึงได้ไม่นานก็มีซานจวินหญิงท่านหนึ่ง ไหวลู่แห่ง
ภูเขาหลวนซานได้รับค าสั่งให้มาที่นี่ นางต้องมาแต่งหน้าประทินโฉม
ให้กับเจ้าสาวด้วยตัวเอง ว่ากันว่ายังต้องถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับ
เพื่อนเจ้าสาวสองคนด้วย ไม่ใช่ค าสั่งจากจวนเสินจวิน แล้วก็ไม่ใช่
ค าสั่งจากจวนราชครู แต่เป็นเจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่วทั่วที่ขอร้องด้วย
ตัวเอง ไหวลู่ย่อมยินดี ไม่พูดพร ่าท าเพลงก็เดินทางมาที่ส านักกระบี่
หลงเฉวียนทันที่ ได้สัมผัสกับกลิ่นอายมงคล แล้วก็ได้ผูกบุญสัมพันธ์
กับสามีภรรยาคู่นี้ ไยจะไม่ยินดีเล่า?
ไหวลู่ถูกสวีเสี่ยวเฉียวพาเข้ามาในห้อง เดินข้ามธรณีประตูเข้า
มาก็เห็นเจ้าสาวที่ก าลังนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง แต่งองค์ทรงเครื่องอย่าง
วิจิตรตระการตา ก าลังบอกให้เพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่งหาโน่นหานี่ นาง
ยังบ่นเพื่อนเจ้าสาวไปหลายค า บอกว่าแม่นางหนิงเจ้าช่วยใส่ใจ
หน่อยได้ไหม ซุ่มซ่ามไม่เรียบร้อย เมื่อครู่นี้ขนาดขนมมงคลยังห่อได้
ไม่ดี อีกเดี๋ยวก็ถึงงานเจ้าแล้ว…รอกระทั่งเพื่อนเจ้าสาวหันตัวมา ไหว
ลู่ถึงได้ค้นพบว่าคนที่ใบหน้าแดงก ่าสายตาฉายแววเขินอายระคน
โกรธเคืองผู้นั้นก็คือ….หนิงเหยา
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง มาถึง
ซุ้มประตูของภูเขาบรรพบุรุษส านักกระบี่หลงเฉวียนแล้วก้มหัวคารวะ
ตามขนบลัทธิเต๋าเงียบๆ โดยที่ไม่เอ่ยอะไร ในใจทั้งเคารพทั้งเลื่อมใส
การแต่งงานคือเรื่องใหญ่อันดับหนึ่ง ชีวิตนี้จะมีได้สักกี่ครั้ง จะ
ขาดพิธีการยิบย่อยไปไม่ได้ ไม่เป็นไร ในเมื่อผินเต้ามาถึงแล้วก็
จะต้องจัดการให้พวกเจ้าอย่างเหมาะสมครึกครื้นอย่างแน่นอน
เพียงไม่นานก็มีพ่อครัวเฒ่าคนหนึ่งพกพาเอาข้าวของทะยานลม
มาถึงที่ตีนเขา มาเจอกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยตามเวลานัดหมาย
เวลาปกติเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยพิถีพิถันในเรื่องมารยาทที่สุด เวลา
นี้กลับวางมาดอย่างยิ่ง ถามอย่างรีบร้อนว่าของบางอย่างได้เตรียมมา
พร้อมหรือไม่ บรรดาอาหารจานหลักในงานเลี้ยงจะขาดอย่างใดอย่าง
หนึ่งไปไม่ได้เลยนะ
หร่วนฉงลงจากภูเขามาต้อนรับด้วยตัวเองอย่างที่หาได้ยาก เอ่ย
ขอบคุณพวกเขาแล้วพาพวกเขาเดินขึ้นเขาไปด้วยกันช้าๆ ฟัง
นักพรตเฒ่าพูดบ่นไม่หยุดและฟังจูเหลี่ยนรับค าอย่างคุ้นเคยกันไป
ตลอดทาง อยู่กับผู้เชี่ยวชาญก็ท าให้หร่วงฉงหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้
เลย หร่วนฉงที่ยิ่งวางใจสีหน้าค่อยๆ อ่อนโยนลง เริ่มมีรอยยิ้มได้บ้าง
แล้ว
จวนราชครู
ฮ่องเต้ซ่งเหอกับเฉินผิงอันเดินมายังใต้ร่มต้นสนของลานเรือน
ชั้นที่สองด้วยกัน มีเลขานุการที่ยังเล่นหมากไม่จบกระดาน ซ่งเห
อก้มหน้ามองสถานการณ์บนกระดานหมากครู่หนึ่ง
จากการประมาณการณ์ของจวนราชครู หลังจากที่มีการประเมิน
ขุนนางทั้งในทางลับและทางแจ้งผ่านไปสามครั้งแล้วก็ควรจะเป็นการ
แต่งตั้งในวงการขุนนางภูเขาสายน ้าใหม่ทั้งหมด หลังจากนั้นก็คือ
การตักเตือนอย่างเป็นนัยต่อกองก าลังบนภูเขา ต่อจากนี้สกุลซ่งต้า
หลีก็จะสามารถย้ายสายตาไปยังทิศใต้ของล าน ้าใหญ่ได้แล้ว…รอ
กระทั่งขั้นตอนเหล่านี้ท าไปตามล าดับจนเสร็จสิ้น สอดคล้องกับการ
คาดการณ์ของพวกเขาสองคน ก็ควรจะย้ายความสนใจไปไว้ที่สนาม
รบของเปลี่ยวร้างได้แล้ว ช่วงชิงอันดับหนึ่งของราชวงศ์ในไพศาลมา
จากสกุลเฉาต้าตวน หรือแม้กระทั่งจากราชส านักเฉิงกวาน
ซ่งเหอหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ “เรื่องที่สกุลอินต้าโช่วซึ่งอยู่ใน
อันดับที่สี่จะส่ง บรรณาการมาให้ทุกๆ สามปี ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจ
เรื่องสถานะแคว้นเหนือหัวกับแคว้น อาณัติกันได้ภายในวันเดียว ใคร
เล่าจะจินตนาการได้?”
เขายื่นมือไปกดไว้ตรงขอบโต๊ะหินที่แกะสลักเป็นกระดานหมาก
ตบลงไปเบาๆ เอ่ยด้วยอารมณ์ที่ฮึกเหิมว่า “ซ่งเหอก็ถือว่าไม่ผิดต่อ
บรรพบุรุษสกุลซ่งแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็ถือว่าเก็บตกของดีมาได้ ออกจากบ้านมา
เก็บเงิน ก็คือเรื่องที่ข้ามักจะท าเป็นประจ าตอนเด็ก”
ซ่งเหอถามอย่างประหลาดใจ “เก็บเงินเหรียญทองแดงได้จริง
หรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “บางครั้งก็ได้”
ลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชยผ่านภูเขาเขียว พัดให้เมฆขาวส่าย
ไหวเป็นระลอก ก็ต้องเคยเดินผ่านนครที่เจริญรุ่งเรืองและชน
บทที่
เงียบสงบ ผ่านพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีกลิ่นอายเซียนล่องลอย พัด
ให้ความฝันของเด็กหนุ่มจ านวนนับไม่ถ้วนได้ลุกโชน