กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 14.1 หญ้าป่า
ทั่วทั้งถนนมีแต่เด็กสาวและสตรีโตเต็มวัยที่ห้อยถุงหอมถือพัด
พับหลากสีสัน พวกนางติดเครื่องประดับงดงามหลากหลาย ปิ่น
ดอกไม้ที่เมื่อสองวันก่อนซื้อมาจากที่ตลาดของศาลเทพีบุปผาก็ยัง
พอจะมีพื้นที่ให้ใช้งานอยู่บ้าง เด็กหญิงที่ฐานะทางบ้านธรรมดาเด็ด
ดอกทับทิมกิ่งหนึ่งมาทัดไว้บนมวยผมก็งามไปอีกแบบ
พรุ่งนี้พวกเด็กๆ จะสวมพวกด้ายสีหรือไม่ก็น ้าเต้าห้อยไว้ที่แขน
ตั้งชื่อให้ว่า “ด้ายอายุยืน” เพียงแต่ว่าพอผ่านเทศกาลตวนอู่ก็จะทิ้ง
ไป โบราณเรียกว่าการ “โยนเคราะห์ทิ้ง” มีเด็กถามว่าท าไม พวกคน
เฒ่าคนแก่กลับตอบไม่ถูก พูดแค่ว่าคนแต่ละรุ่นล้วนสืบทอดกันมา
อย่างนี้ หากพวกเด็กๆ ซักถามอีกก็แค่ต้องงมแตงหอมจากในบ่อน ้า
ขึ้นมาให้พวกเขา หรือไม่ก็ซื้อน ้าบ๊วยใส่น ้าแข็งชามหนึ่งให้พวกเขา
กิน เท่านี้ก็เงียบเสียงลงแล้ว
เดินออกจากระเบียงพันก้าว ผ่านศาลเทพีบุปผา เดินทะลุตรอก
มุ่งหน้าไปยังหลิวหลีฉ่าง เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วไปหยุดเท้าอยู่ที่ร้าน
ขายน ้าแข็งใส ที่ร้านจะคัดของสดตามฤดูกาลนานาชนิด เช่นเมล็ด
บัว กระจับ น ามาแช่เย็นคลุกน ้าตาล แล้วโรยเมล็ดซึ่งเหริน (อัล
มอนด์) เจินจื่อ (เฮเซลนัต) และงาลงไป เติมผลไม้เชื่อมสองสามชิ้น
รองด้วยใบบัวสดแผ่นหนึ่ง โอ้โฮมีครบทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติ เพียง
มองก็ชวนน ้าลายสอก่อนจะได้ลิ้มรสเสียอีก
เพราะเคยเข้าร่วมงานพิธีมาก่อน เผยเฉียนจึงสวมหน้ากาก แล้ว
นับประสาอะไรกับที่ชื่อเสียงของ “ปรมาจารย์เจิ้งเฉียน” ในเมือง
หลวงต้าหลีก็ไม่ใช่เล็กๆ แต่นางยังคงมัดผมเป็นมวยทรงกลม
เหมือนเดิม
แน่นอนว่ากวอจู๋จิ่วไม่ต้องยุ่งยากกับเรื่องพวกนี้ นางรอคอย
น ้าแข็งใสชามนั้นตาปริบๆ กิจการของที่ร้านดีมาก เถ้าแก่ร้านจึงให้
ลูกสาวมารับหน้าที่เป็นลูกจ้างร้านชั่วคราว เด็กสาวด้านหนึ่งก็ยิ้มเอ่ย
กับลูกค้าทั้งสองท่านว่ารอสักครู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับบ่นพ่อของ
ตัวเองว่าดีแต่หาเงิน ท าไมไม่ปล่อยให้นางไปชมดอกบัวทางทิศใต้
ของเมืองกับสหายบ้าง
เผยเฉียนจ่ายเงิน กวอจู๋จิ่วชิมไปค าเล็ก ดวงตาทั้งคู่ก็พลันเป็น
ประกายระยิบระยับ นางหลับตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
“ว้าวๆๆ อร่อยเกินไปแล้ว”
เผยเฉียนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “อร่อยจริงๆ”
พวกพ่อค้าหาบเร่ที่อยู่บนถนนใกล้เคียงต่างก็ต้องเอ่ยทักทาย
พวกเสมียนของที่ว่าการทั้งหลายที่เดินไปเดินมากันอยู่บนถนน ชาย
หนุ่มที่ไม่ถือว่าเป็น “ขุนนาง” แต่กลับกินข้าวหลวงพวกนี้ ส่วนใหญ่
จะผงกศีรษะตอบรับ บางคนก็หยุดพูดคุยด้วยสองสามประโยค มีเด็ก
หนุ่มหลายคนที่นั่งหลบร้อนอยู่ในร่มมุมก าแพงพลางกินแตงโมไป
ด้วย ยามที่เงยหน้าขึ้น ในดวงตาก็มักจะซ่อนความอิจฉาไว้ไม่มิด
หากว่ามีขบวนม้าของที่ว่าการเหนือที่ด้านนอกสวมเสื้อผ้าฝ้ายแต่
ด้านในสวมเสื้อเกราะขี่ม้าผ่านมาช้าๆ พวกเด็กหนุ่มก็จะยิ่งจ้องเป๋งไป
ที่ดาบพกตรงเอวของพวกเขา รอให้ขบวนทหารม้าผ่านไปแล้วถึงจะ
กระซิบกระซาบกัน บอกว่าเมื่อครู่นี้ทหารม้าคนที่เท่าไรที่ขี่ม้าผ่านไป
จะต้องเป็นคนที่ฆ่าคนเยอะมากที่สุดบนสนามรบแน่นอน บนร่างเขามี
ปราณสังหารเข้มข้นที่สุด แล้วก็มีคนบอกว่าไม่ถูก เห็นได้ว่าเป็นเจ้า
คนที่อยู่ท้ายขบวน ทิ้งไหล่ท่าทางเกียจคร้านผู้นั้นที่ฆ่าคนมากที่สุด
ความสามารถสูงที่สุด…
และพวกเขาก็คุยไปถึงราชครูคนใหม่ พูดคุยถึงบรรณาการจาก
ราชส านักต้าโซ่ว คนที่ข่าวสารว่องไวหน่อยยังบอกด้วยว่าเมื่อคืน
วานฮ่องเต้กับราชครูคนใหม่มายืนอยู่ด้วยกันบหัวก าแพงเมืองของ
เมืองชั้นนอก
ตอนที่พูดคุยกันถึงเรื่องในราชส านักและเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบ
ฟ้าพวกนี้ ในดวงตาของพวกเด็กหนุ่มชาวบ้านก็มีประกายของ
ความรู้สึกที่ว่า “วันนี้ราชครูเฉินผิงอันเป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ข้าก็ต้อง
เป็นเช่นนั้น
เพียงแต่ว่ารอกระทั่งเด็กสาวสวยๆ หลายคนจับมือกันเดินผ่านมา
พวกเขาก็จะกินแตงโมแล้วผิวปากแซว เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มหันมา
ถลึงตามองพวกเขาอย่างดุดันทันที่ พวกเด็กหนุ่มอึ้งงัน รีบหนีเร็วเข้า
คือลูกสาวของอาจารย์สวีที่โรงเรียน! ผัดหน้าประทินโฉมมาหนาเสีย
ขนาดนั้น พวกเขาถึงกับจ านางไม่ได้….
เมื่อก่อนเผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจว่าท าไมอาจารย์พ่อถึงได้บอกว่า
ระหว่างที่เดินทางไกลขอแค่ได้ยินว่ามีคนพูดคุยหรือแสดงความ
เลื่อมใสต่อบทความของเหวินเซิ่งเขาจะรู้สึกมีความสุขมากเป็นพิเศษ
รอกระทั่งภายหลังมักจะได้ยินคนพูดถึงอาจารย์พ่อเป็นประจ า
นางก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจแล้ว
เนื่องจากพรุ่งนี้คือวันที่ห้าเดือนห้า ปริมาณการขายเหล้าสงหวง
นั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกบ้านจะต้องแขวนเสือถักจากใบอ้ายและกระบี่ใบ
กกเพื่อใช้ส าหรับขับไล่ภูตผีและปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ต้องใช้จ่ายเงินไม่
น้อย ตามประเพณีแล้วจะต้องไปขอซื้อยันต์เทียนซือห้าอสนีในราคา
ต ่ามาจากพวกนักพรตที่อยู่ในอารามใกล้เคียงหรือไม่ก็นักพรตที่รู้จัก
สนิทสนมคุ้นเคยกันหลายๆ แผ่น หรือไม่ก็ไปอัญเชิญภาพเหมือนขอ
งอวี่หลิงกวนที่วาดด้วยหมึกสีแดงและสีด า…ดังนั้นจึงมีพ่อค้าที่ค้าขาย
เก่งอย่างมากรู้สึกว่านี่ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งมีงานฉลองแต่งตั้งราชครูไป
หรอกหรือ ก็ไม่สู้วาดภาพเซียนกระบี่ปัดเป่าอัปมงคลโดยอิงตามรูป
โฉมของราชครูคนใหม่ไปเลย? ยังต้องกลุ้มว่าจะขายไม่ออกอีกหรือ?
ยังต้องกลุ้มเรื่องราคาอีกหรือ? บอกว่าจะท าก็ท าเลยทันที!
ร้านที่เช้าตรู่วันนี้เปิดประตูต้อนรับลูกค้าจึงเริ่มขายภาพเซียน
กระบี่ที่มีกลิ่นหอมของน ้าหมึกอบอวลเป็นปึกๆ ยังดี ไม่ได้เขียนชื่อ
และสถานะของราชครูลงไปโดยตรง
นี่ท าเอาพวกขุนนางในที่ว่าการอ าเภอสองแห่งอย่างอ าเภอฉางห
นิงและอ าเภอหย่งไท่อึ้งค้างกันไปทันที่ อยากได้เงินจนเสียสติไปแล้ว
หรือ?!
ท าเอาหันอีที่ยังมีค าว่า ‘รักษาการ’ พ่วงท้ายโมโหจนเต้นผาง
ตรอกอี้ฉือเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้น เดิมทีหันอีก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนอยู่
แล้ว คนที่มาเคาะประตูบ้านกลางดึกมีแค่เหวยหงเสียที่ไหน?
หวังหย่งผิดแผกไปจากปกติ ไม่ได้ลงมือรวดเร็วฉับไว กลับกันยัง
พาขุนนางไปเยือนร้านค้าทั้งหลายที่เป็นตัวตั้งตัวตีด้วยตัวเอง โน้ม
น้าวพวกเขาว่าอย่าได้ท าอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้พูดตักเตือนไปสี่ค าก็ไม่
ท าอะไรอีก
สั่งน ้าแข็งใสที่เป็นของอร่อยราคาถูกมาอีกถ้วย กวอจู๋จิ่วถาม
หยั่งเชิงว่า “ศิษย์พี่หญิงข้าได้ยินมาว่าเมืองหลวงมีของกินพิเศษอย่าง
หนึ่งชื่อว่าน ้าถั่วหมัก…”
เผยเฉียนรีบเอ่ยทันใดว่า “ถ้าเจ้าอยากกินก็กินไปเองเลย ข้าไม่
เอาด้วยหรอก แต่ข้าสามารถควักเงินเลี้ยงเจ้าได้ อยากกินกี่ชามก็ไม่
มีปัญหา”
เมื่อก่อนระหว่างที่ออกเดินทาง พ่อครัวเฒ่าก็เคยท า จ าได้ว่า
ตอนนั้นอาจารย์พ่อเอ่ยชื่นชมขึ้นมาเป็นคนแรก ยกถ้วยขึ้นจิบหนึ่ง
ค าด้วยสีหน้าเป็นปกติ บอกว่ามีความพิเศษอย่างมาก จากนั้นใช้
สายตาให้ก าลังใจแก่ถ่านด าน้อยบางคน ฝ่ายหลังไม่เข้าใจ แต่ก็ยัง
บีบจมูกเงยหน้ากระดกดื่มหมดชาม นางปิดปากแน่นสนิท ยกนิ้วโป้ง
ให้ เว่ยเลี่ยงที่ขี้ระแวงถึงได้ดื่มไปหนึ่งอีกแล้วพยักหน้าเบาๆ ขยับปาก
จั๊บๆ ส่งเสียงอิ่มหนึ่งที่ หลูป๋ายเซี่ยงและสุยโย่วเปียนถึงได้ยอมกินตาม
อย่างกึ่งเชื่อกึ่งกังขา ฝ่ายแรกขมวดคิ้วแน่นทันใด ใบหน้าเต็มไปด้วย
ปราณสังหาร ส่วนฝ่ายหลังแก้มพองป่อง รีบยกมืออุดปาก แต่ก็ไม่
สะดวกจะท าอะไรไปมากกว่านั้น….ตอนนั้นพ่อครัวเฒ่ามีสีหน้า
ภาคภูมิใจ รู้สึกประสบความส าเร็จอย่างมาก
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าใต้หล้านี้จะมีอะไรที่กิน
ยากกว่าปลาราดน ้าส้มสายชูอีก อีกอย่างชาวบ้านของเมืองหลวง
ชอบกินของสิ่งนี้ก็แสดงว่าต้องมีเหตุผล คิดดูแล้วน่าจะไม่ต่างจากผัก
พลูคาวสักเท่าไร”
เผยเฉียนยิ้มตาหยี “ก็ไม่มีใครขวางเจ้าไม่ให้ดื่มน ้าถั่วหมักเสีย
หน่อย”
แม้ว่าความคิดและค าพูดของกวอจู๋จิ่วมักจะเต็มไปด้วย
จินตนาการบรรเจิดอยู่เสมอแต่ก็จ าต้องยอมรับว่า กวอจู๋จิ่วรู้ขอบเขต
หนักเบาดีเยี่ยม ก่อนหน้านี้อยู่บนทะเลเมฆได้พูดคุยความในใจ
ระหว่างพี่สาวน้องสาวกันไปแล้ว เผยเฉียนไม่ค่อยอยากไปผ่อนคลาย
อารมณ์ที่ธวัลทวีปอะไรจริงๆ ความจ าดีเกินไปก็ไม่ค่อยดี ทัศนียภาพ
ที่เคยเห็นมาแล้ว หากต้องเดินผ่านเป็นครั้งที่สองก็จะไม่มีความรู้สึก
แปลกใหม่อีก กวอจู๋จิ่วจึงรับรองอย่างหนักแน่นว่าตัวเองมีวิธี ในเมื่อ
ไม่อยากไปธวัลทวีป แล้วก็ไม่ค่อยอยากไปใบถงทวีป แค่อยากจะอยู่
ข้างกายอาจารย์พ่อจะมีอะไรยาก พวกนางศิษย์พี่ศิษย์น้องจะได้อยู่
เป็นเพื่อนกันด้วย ดังนั้นจึงมีเหตุการณ์ในวันนี้ เพียงแต่ว่าค าพูด
เหลวไหลที่กวอจู๋จิ่วคิดได้อย่างกะทันหันพวกนั้นก็อยู่เหนือการ
คาดการณ์ของเผยเฉียนเกินไป เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสตรี จะไม่
หงุดหงิดเลยได้อย่างไร
กวอจู๋จิ่วซักถาม “ในเมื่อไม่ชอบหลิวโยวโจว เฉาฉิงหล่างเป็น
อย่างไร? ดูจากพยานและเบาะแสที่ข้าได้มาในตอนนี้ บนภูเขาลั่วพั่ว
ของพวกเราก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครไม่ชอบเขานะ”
เผยเฉียนส่ายหน้า “มีแค่ความรู้สึกละอายใจต่อเขา”
ดวงตากวอจู๋จิ่วเป็นประกายวาบ “ถ้าอย่างนั้นก็คือหลี่ไหวสินะ?”
สองคนนี้น่าจะเป็น “ว่าที่ลูกเขย” ที่อาจารย์พ่อรับได้ที่สุดแล้ว
กระมัง? ไม่ว่าจะอย่างไรหากสืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ล้วนเป็น
‘พ่อตา’ ที่มองดูพวกเขาเติบใหญ่มา
เผยเฉียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เขาเหมือนเพื่อนบ้านที่เล่นสนุก
ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเติบใหญ่แล้วมาเจอกัน เจ้ามองข้า ข้า
มองเจ้า ต่างก็กระอักกระอ่วนจนต้องยกนิ้วเท้าขึ้นมาแคะ”
กวอจู๋จิ่วถามหยั่งเชิง “ป๋ายโส่วแห่งส านักกระบี่ไท่ฮุยล่ะ?”
เผยเฉียนหน้าด าทะมึน ไม่พูดไม่จาเสียเลย
กวอจู๋จิ่วจับปลายคางท าท่าครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จนปัญญา
แล้ว ยังคงเป็นอาจารย์พ่อที่พูดได้ถูก จะต้องรีบร้อนไปไย”
เผยเฉียนลูบหัวของกวอจู๋จิ่ว “ในหัวสมองเล็กๆ นี่บรรจุเรื่องรัก
ชายหญิงไว้มากขนาดนี้ท าไมไม่หาเองบ้างล่ะ?”
กวอจู๋จิ่วหัวเราะร่วน “ต้องหาเจออยู่แล้ว จะรีบร้อนไปไย ฮ่าๆ
ห่านขาวใหญ่พูดได้ถูกต้อง พอคิดถึงว่าในอนาคตพวกเราต้อง
แต่งงานกับใคร แล้วเห็นอาจารย์ตาแดงก ่า เขาก็รู้สึกว่า…”
เผยเฉียนหรี่ตาลง “อ้อ? เขารู้สึกว่าอย่างไรล่ะ?”
กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ลืมไปแล้วล่ะ ดูความจ าของข้านี่สิ”
กวอจู๋จิ่วจงใจเดินผ่านศูนย์ฝึกยุทธที่กินอาณาบริเวณไม่เล็กแห่ง
หนึ่ง ด้านในมีเสียงร้องตะโกนเอะอะเอ็ดตะโร เผยเฉียนได้ยินเสียง
ตะโกนดังลั่นที่คุ้นเคยมาจากด้านใน กวอจู๋จิ่วก าลังจะพูดว่าข้ามา
ป่วนแล้ว แต่กลับถูกเผยเฉียนลากเดินไปอีกทาง บอกว่าจะเลี้ยงน ้า
บ๊วยแช่เย็นนางหนึ่งชาม
กวอจู๋จิ่วสอดสองมือไว้ใต้ท้ายทอย เดินเตร็ดเตร่อย่างเฉื่อยเฉื่อย
พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ศิษย์พี่ชุยเคยพูดถึงสามความเห็นกับข้า
แรกเริ่มข้าไม่เห็นด้วย คิดไปคิดมาก็หาเหตุผลที่จะโต้เถียงไม่ออก ก็
เลยได้แต่ยอมรับไป”
เผยเฉียนเอ่ย “ไหนลองว่ามาสิ”
กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ข้อแรก ช่วงนี้อย่าเอาแต่อยากจะช่วยงานอาจารย์
พ่อของพวกเรา หากพวกเราไม่ช่วยก็คือการช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุด
ส่วนช่วงนี้ที่ว่านี้จะนานเท่าไร ตอนนี้ยังไม่อาจบอกได้”
“ข้อสอง ภูเขาลั่วพั่วไม่ใช่สถานที่แห่งอื่น คนที่เข้าใจวิถีทางโลก
ใบนี้อีกทั้งยังรักพวกเจ้าต่างก็รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นถ้อยค าห้าวเหิมแบบใด
หรือวีรกรรมอะไรก็ตามนั้นมีความหมายอย่างไร”
“สุดท้ายศิษย์พี่ซุยบอกว่าอาจารย์ของเขาล าบากมามากแล้ว
พวกเราที่เป็นลูกศิษย์ก็อย่าไปเพิ่มปัญหาให้เขาเลย ช่วงนี้ให้ตั้งใจ
ฝึกหมัดให้ดี ตั้งใจฝึกตนให้ดี นี่ดีกว่าอะไรทั้งหมด”
เผยเฉียนถามอย่างสงสัย “ท าไมเขาถึงพูดเรื่องนี้กับเจ้าแค่คน
เดียวล่ะ?”
กวอจู๋จิ่วยิ้มเอ่ย “ค าถามนี้ถามได้ไม่เหมือนศิษย์พี่หญิงเผยเลย
นะ เห็นได้ชัดว่าข้าเป็นคนยอมฟังเหตุผลมากกว่า หาไม่แล้วด้วย
นิสัยของท่าน ใครกล้าเข้าใกล้ก็เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัว”
เผยเฉียนเอ่ย “เหมือนจะถูกนะ”
เผยเฉียนกล่าว “ข้าแค่อยู่เล่นสนุกในจวนราชครู แต่เจ้ากลับ
ต้องรับหน้าที่จากหรงอวี๋ข้ามผ่านหรงอวี๋ไปเลยก็ใช่ว่าจะเป็นไป
ไม่ได้”
กวอจู๋จิ่วขมวดคิ้ว “หา? หมายความว่าอย่างไร? ต้อนรับขับสู้คน
อื่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าถนัดเลยนะ”
เผยเฉียนถลึงตาใส่ “โง่จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่ล่ะ?”
กวอจู๋จิ่วหัวเราะหึหึ “แต่ข้าตัดสินใจได้นานแล้วว่าจะต้องให้
ความช่วยเหลือผู้คุมกฏฉางมิ่งอย่างตั้งใจ ข้ากับเซี่ยโก่วและคงโหว
สร้างภูเขาเล็กๆ ขึ้นมาก็ไม่ใช่เพื่อรวบรวมก าลังพล ปูพื้นฐานไว้ให้ดี
แต่เนิ่นๆ หรอกหรือ วันหน้าจะได้รับหน้าที่เป็นผู้คุมกฏรุ่นที่สองใน
ประวัติศาสตร์ของภูเขาลั่วพั่วได้อย่างราบรื่น ขุนนางผู้ภักดีที่แข็ง
กร้าวเที่ยงธรรม ไร้ความปราณีไม่ล าเอียง ผู้คุมกฏกวอผู้ไร้ไมตรี
หากใครตกมาอยู่ในเงื้อมมือข้า ก็อย่าโทษที่ข้าเรียนวิชาความรู้มา
จากพี่หญิงเหนี่ยนซิน ใครที่มาขอร้องแทนให้ก็ไม่ได้ผล ไม่ได้ผล!”
เผยเฉียนนวดขมับ
กวอจู๋จิ่วเอ่ยเสียงเบา “สมมติ แค่สมมตินะ อย่าจงใจไม่ชอบหลิว
โยวโจวเพียงแค่เพราะที่บ้านเขามีเงินมากเกินไปล่ะ”
“อย่าได้ท าให้ความละอายใจท าให้ความรักต้องตกใจถอยหนี”
“แล้วก็อย่ารู้สึกเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเมื่อเติบใหญ่เพียงแค่
เพราะตอนเด็กสนิทกันมากเกินไป”
“ถูกไหม ศิษย์พี่หญิงเผย?”
กวอจู๋จิ่วอายุไม่เยอะ แต่นางเคยเห็นจากการลามามากมาย อีก
ทั้งทุกการจากลาของที่บ้านเกิด ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับ “ความ
เป็นความตาย” อยู่เสมอ
ดังนั้นนางจึงรู้ดีว่าอะไรคือการเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้า ดู
เหมือนว่าจะมีคนมากมายเหลือเกินที่ไม่ทันเอ่ยถ้อยค ามากมาย
เผยเฉียนยิ้มกล่าว “นี่ก็คือหลักการเหตุผลที่ห่านขาวใหญ่พูด
ด้วยหรือ?”
กวอจู๋จิ่วส่ายหน้า “ข้าพูดเองต่างหาก ล้วนเป็น “หลักการเหตุผล
ที่ไม่มีเหตุผล”
เผยเฉียนถามอย่างใคร่รู้ “ท าไมเซี่ยโก่วถึงได้ชอบมาคลุกคลีอยู่
กับเจ้านัก?”
เกี่ยวกับค าถามข้อนี้ คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ คนของภูเขา
ลั่วพั่วมีแค่เผยเฉียนคนเดียวเสียที่ไหนที่สงสัยเรื่องนี้?
กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ข้ารับปากนางว่าจะถ่ายทอดมรรคกถาบางอย่าง
ให้นาง”
เผยเฉียนถาม “อะไรนะ?”
กวอจู๋จิ่วจึงได้แต่พูดซ ้าอีกรอบ
เผยเฉียนขมวดคิ้วแน่น นี่มันเหตุผลอะไรกัน?
กวอจู๋จิ่วคิดแล้วก็เอ่ยว่า “คงเป็นเพราะผู้อาวุโสป๋ายจิ่งเหงามาก
นอกจากจะชอบอาจารย์เสี่ยวโม่แล้ว สิ่งที่นางพอจะท าได้ก็มีเพียงหา
สตรีที่หยิ่งทระนงพอๆ กับนาง ข้าก็เลยแสร้งเป็นแม่นางน้อยที่ถูกนาง
เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน”
เผยเฉียนเอ่ย “อยู่กับเซี่ยโก่วไม่น่าจะเสแสร้งได้ง่ายกระมัง?”
กวอจู๋จิ่วครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอยู่
กับตัวเอง “บางทีอาจเป็นเพราะข้าก็คือแม่นางผู้งดงามที่หยิ่งทระนง
กระมัง”
……
รับลมเย็นอยู่ใต้เงาต้นอู่ถง แอบอู้คลายร้อนอยู่ครู่หนึ่ง
ซ่งเหอเอ่ยเสียงเบา “ท่านราชครู ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันตามนี้
เลือกสถานที่ที่ทั้งสามฝ่ายจะลงนามสัญญาเป็นพันธมิตรกันไว้ที่เมือง
หลวงสกุลหลุ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “รัชทายาทเฉาอิงฉลาดจริงๆ”
ซ่งเหอถอนหายใจ หากซึ่งเกิงองค์ชายคนโตของตนมีความรู้
และความกล้าหาญเช่นนี้บ้าง มีหรือที่ต าแหน่งรัชทายาทต้าหลีต้อง
ถูกเว้นว่างไว้มาจนถึงทุกวันนี้?
ราชวงศ์ต้าตวนแห่งแผ่นดินกลางอยู่ในอันดับสอง สกุลซ่งต้าหลี
แห่งแจกันสมบัติทวีปอยู่ในอันดับสาม สกุลหลูต้าหยวนแห่งอุตรกุรุ
ทวีปอยู่ในอันดับสิบ ราชส านักสามแห่งที่ต่างก็ติดสิบราชวงศ์ใหญ่
ของใต้หล้าไพศาล ก าลังจะลงนามเป็นพันธมิตรกัน
สถานที่ที่ใช้ในการลงนาม เลือกที่ไหน เมืองหลวงของแคว้นใด
จึงกลายมาเป็นปัญหาที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ข้อหนึ่ง
แน่นอนว่ารัชทายาทหลูจวิ้นต้องเอนเอียงมาทางสกุลซ่งต้าหลีที่
อาจารย์ของตนรับหน้าที่เป็นราชครู สกุลหลูเองอยู่อันดับท้ายสุดอยู่
แล้ว มีอะไรให้ต้องช่วงชิงอีกเล่า
เฉาอิงได้รับจดหมายตอบกลับที่เขียนด้วยลายมือของเสด็จพ่อก็
ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปอีกฉบับ แนะน าว่าให้จัดที่หน่วยฉงเสวียนเมือง
หลวงของราชวงศ์ต้าหยวน หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือเอาไปจัดที่อุตร
กุรุทวีป
ฮ่องเต้ต้าตวนคิดว่าสามารถท าได้ แทนที่จะให้เกิดปัญหาแทรก
ซ้อนกับสกุลซ่งต้าหลีเพราะเรื่องนี้ก็ไม่สู้ให้ทั้งสองฝ่ายต่างถอยคนละ
ก้าว มอบหน้าตาที่ใหญ่ที่สุดให้กับทั้งสกุลหลูและอุตรกุรุทวีป
เมื่อเป็นเช่นนี้ในใจของสกุลหลูต้าหยวนก็ต้องปิติยินดี ในเมื่อ
อุตรกุรุทวีปให้ความส าคัญกับคุณธรรมน ้าใจ รักศักดิ์ศรีหน้าตา ถ้า
อย่างนั้นสกุลซ่งต้าหลีของพวกเราก็จะไว้หน้าพวกเจ้า เพราะเดิมทีนี่
ก็เป็นสิ่งที่อุตรกุรุทวีปสมควรได้รับอยู่แล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทควรจะเดินทางข้ามทวีปไปหา
ประสบการณ์สักรอบ”
ซ่งเหอเอ่ยสัพยอก “ได้ยินว่าขนบธรรมเนียมของชาวบ้านที่นั้น
แกร่งกร้าว สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงมากที่สุดก็คือศาลบรรพจารย์ ข้า
กลัวว่าไปที่นั่นแล้วจะต้องขายหน้า”
สายตาของเฉินผิงอันเป็นประกายระยิบระยับ เอ่ยว่า “เชื่อข้า
เถอะ ฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีจะต้องสามารถเดินกร่างอยู่ในอุตรกุรุทวีป
ได้แน่นอน ใช้ได้ผลดียิ่งกว่าต าแหน่งเซียนกระบี่หรือขอบเขตบิน
ทะยานอะไรเสียอีก”
ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลก็มีแค่ฮ่องเต้ของราชส านักต้าหลีเท่านั้นที่
ถึงจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
เพราะราชส านักต้าหลีไม่เคยท าให้อุตรกุรุทวีปผิดหวัง ไม่เคยท า
ให้การกระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญของผู้ฝึกกระบี่
มากมายขนาดนั้นเปลี่ยนมาเป็นไร้ความหมาย