กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 14.3 หญ้าป่า
เด็กสาวอู๋เฉินเอ่ยเสียงเบา “บรรพจารย์ผู้คุมกฏ ข้าสามารถถาม
ได้หรือไม่ว่า “ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง ที่ว่านี้คือนานแค่ไหน?”
ผู้คุมกฏฉางมิ่งยิ้มตาหยี “แน่นอนว่าต้องถามได้ ก็แค่ว่าข้าไม่
ตอบเท่านั้น”
อู๋เฉินร้องอ้อ แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร บรรพจารย์ผู้คุมกฏ
นี่นะ นางพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละ
สหายรักไฉอู๋เคยเตือนนางเป็นการส่วนตัวว่าอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว
พูดคุยกับใครไม่จ าเป็นต้องใช้สมองก็ได้ แต่เจอกับบรรพจารย์ผู้คุม
กฏของพวกเราท่านนั้นกลับต้องระวังแล้วระวังอีก อย่าท าตัวตาม
สบายเกินไป
หยวนหวงกับอูเจียงสหายรักก็ชมทัศนียภาพอยู่บนยอดเขา
เช่นกัน ถูกเจิ้งต้าเฟิงเรียก มาสอบถามสถานการณ์ล่าสุด
หยวนหวงยิ้มพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “อาจารย์เจิ้ง อาจารย์ได้
ถ่ายทอดวิชาการหายใจบทหนึ่งให้กับข้า แล้วยังมีต าราหมัดเขย่า
ภูเขาฉบับที่มีค าอธิบายประกอบ และ “คัมภีร์เวทกระบี่” อีกเล่มหนึ่ง”
เจิ้งต้าเฟิงพยักหน้า เอ่ยว่า “ดูท่าเจ้าขุนเขาจะดีต่อเจ้าไม่น้อย
ให้ความส าคัญกับลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่อย่างเจ้ามาก ระดับขั้นของ
วิชาการหายใจบทนี้ไม่สูง แต่กลับมีประวัติความเป็นมา อยู่บนภูเขาก็
ถือเป็นการบ ารุงด้วยอาหารเป็นหลัก มิใช่พึ่งพายาเป็นส าคัญ ไม่อาจ
ดูแคลน นอกจากนี้คัมภีร์เวทกระบี่เล่มนั้นเจ้าก็จ าเป็นต้องศึกษา
ใคร่ครวญถึงความหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ให้ดี ดูจากชื่อก็รู้ถึงความ
ร้ายกาจของวิชาลับในการเรียนวรยุทธบทนี้แล้ว ข้าคาดว่าอาจารย์
ของเจ้าก็ยังไม่กล้าพูดว่าตนเองหยั่งรู้ได้ถึงแก่นนัยอันลึกซึ้งนั้นแล้ว”
หยวนหวงมีสีหน้าเป็นปกติ พยักหน้ายิ้มรับ
อูเจียงกลับท าสีหน้ามีเลศนัย “คัมภีร์เวทกระบี่” เล่มนี้ไม่ใช่ว่าเจ้า
เจิ้งต้าเฟิงเป็นคนเรียบเรียงขึ้นมาเองหรอกหรือ คิดจะเป็นยายหวัง
ขายแตง ขายเองชมเองกับพวกเขา
หยวนหวงเป็นคนมีคุณธรรมน ้าใจ เขาเคยถามเซียนกระบี่เฉิน
แล้วว่าสามารถถ่ายทอดต าราหมัดเขย่าภูเขากับคัมภีร์เวทกระบี่ให้
ตนได้หรือไม่ เซียนกระบี่เฉินก็ยิ่งใจกว้างบอกว่าไม่มีปัญหาใดๆ
เจิ้งต้าเฟิงยื่นมือมากดหัวสุนัขสองหัวนั้น ยิ้มเอ่ยว่า “ตั้งใจฝึก
หมัดกันให้ดี วันหน้าระหว่างที่ลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ หาก
เจอกับสตรีที่เหมาะสมก็จ าไว้ว่าช่วยใส่ใจแทนพี่เจิ้งให้มาก”
ผู้คุมกฏฉางมิ่งบอกให้กานถังและเฉินยวนจีพาพวกเขาไปเดิน
เล่นที่ลานกว้างหน้าศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อก่อน
ส่วนตัวนางเดินมาทางเจิ้งต้าเฟิง เจิ้งต้าเฟิงไม่ค่อยเคยชินกับ
การอยู่ร่วมกับพี่หญิงหลิงชุนผู้นี้เท่าใดนักเขามักจะรู้สึกขนลุกขนชัน
อยู่เสมอ จึงรีบเผ่นไปรวมตัวกับพวกเฉินยวนจี
ผู้คุมกฏฉางมิ่งมองจอมยุทธพเนจรหนุ่มสองคนที่มาจากพื้นที่
มงคลรากบัว พวกเขาต่างก็มาจากดินแดนป่าเถื่อนทางทิศใต้ของ
แคว้นซงไล่ หยวนหวงได้รับการสืบทอดมาจากทางตระกูล เชี่ยวชาญ
การใช้หอกเหล็ก เป็นวิธีโจมตีที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกบนสนามรบ
ตามแบบฉบับ เพียงแต่ว่าตอนอายุน้อยทางตระกูลเจอกับหายนะ
แทบจะถูกฆ่าล้างทั้งตระกูล มีเพียงหยวนหวงที่อายุยังน้อยที่ถูกบ่าว
เฒ่าคนหนึ่งพาหลบหนีออกมา ระหว่างที่หนีภัยก็ฝึกวิชาการหายใจ
บทหนึ่งเป็นด้วยตัวเอง
ตอนที่ฝึกฝนวิชานี้ก็ไม่ได้ทิ้งศาสตร์การใช้
หอก เป็นเหตุให้ไม่ว่าจะเป็นการฝึกตนก็ดีหรือฝึกวรยุทธก็ช่าง
พื้นฐานของเขาล้วนดีเยี่ยม มือดาบอูเจียงก็ยิ่งชอบออกท่องยุทธภพ
ความสนใจในการกราบอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชามีไม่มากแล้วก็ยิ่งไม่
มีความคิดใดๆ ต่อการเรียนวิชาเซียน ทว่าหยวนหวงกลับตัดสิน
เด็ดขาดว่าจะอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว อีกทั้งยังตัดสินใจแล้วว่าจะนับเจ้า
ขุนเขาเป็นอาจารย์ ทุกวันนี้สามารถกราบอาจารย์ได้ก็ถือว่าสมดังใจ
ปรารถนาแล้ว
ฉางมิ่งค่อนข้างเห็นดีในตัวของหยวนหวง ไม่ได้เห็นดีใน
คุณสมบัติของเขา แต่เป็นนิสัยใจคอของเขา
จากบันทึกในเอกสารได้แสดงให้เห็นว่าเด็กหนุ่มเคยแอบแฝงตัว
เข้าไปในจวนขุนนางที่เป็นศัตรูเพียงล าพังท่ามกลางค ่าคืนที่หิมะตก
หนัก ใช้หอกเหล็กที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเล่มนั้นแทงทะลุหัวของ
ศัตรู พลิกตัวอีกฝ่ายลงมานอนบนพื้นแล้วใช้เท้ากระทืบหัว หาเชือก
ยาวเส้นหนึ่งมาผูกมวยผมของศัตรูเอาไว้ เด็กหนุ่มที่บุกเข่นฆ่า
ออกมาจากวงล้อมหนาหนักมือหนึ่งถือเชือก มือหนึ่งลากหอกเดินไป
แล้วก็หายตัวไปท่ามกลางม่านราตรีหนาหนักที่หิมะโปรยปรายทั้ง
อย่างนี้ ช่างเหมือนบทหนึ่งที่เซียนไว้ในนิยายยุทธภพจริงๆ เด็ดหัวคน
ช าระแค้นได้อย่างสาแก่ใจเหลือเกิน
ผู้คุมกฏฉางมิ่งยิ้มถาม “หยวนหวง สนใจจะมาอยู่สายผู้คุมกฏ
ของพวกเราหรือไม่?”
ในอนาคตน่าหลันอวี่เตี้ยลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนางต้องไม่เหมาะ
จะมาเป็นผู้ฝึกตนสายผู้คุมกฏอย่างแน่น้อย ให้นางเป็นนักบัญชีตัว
น้อยกลับดีมาก
หยวนหวงส่ายหน้า “บรรพจารย์ผู้คุมกฏ ไม่ใช่เรื่องที่ข้าสนใจ
หรือไม่สนใจ แต่เป็นเพราะข้าเกิดมาก็ไม่เหมาะกับต าแหน่งนี้อยู่แล้ว
เพราะใจข้าไม่เหี้ยมมากพอ”
ผู้คุมกฏฉางมิ่งยิ้มเอ่ย “ดูจากประวัติของเจ้า ต้องแบกรับความ
อัปยศมานานหลายปี การช าระแค้นภายในค ่าคืนเดียวก็ไม่ใช่ว่าท า
อย่างว่องไวเฉียบขาด อ ามหิตโหดเหี้ยมอย่างมากหรอกหรือ?”
หยวนหวงยังคงส่ายหน้า “นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายคือศัตรูของข้า
ในภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้กลับมีแต่คนสนิทคุ้นเคยและคนในครอบครัว ง่าย
ที่ข้าจะใจอ่อน”
ฉางมิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พยักหน้ายิ้มตาหยี “เดิมทีก็ไม่
มั่นใจเต็มที่ ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าเหมาะอย่างมาก”
หยวนหวงไม่ได้พูดอะไร
อูเจียงกลับถามหยั่งเชิงว่า “บรรพจารย์ผู้คุมกฏ หากข้าได้อยู่ใน
ท าเนียบของภูเขาลั่วพั่ว ท่านคิดว่าข้าเหมาะจะเป็นสายผู้คุมกฎ
หรือไม่?”
ฉางมิ่งยิ้มบางๆ “เจ้าเหมาะจะอยู่กับพวกเจิ้งต้าเฟิง จงเชี่ยน
มากกว่า เชื่อว่าจะต้องได้ดิบได้ดีและประสบความส าเร็จในการ
เรียนวรยุทธอย่างแน่นอน”
อูเจียงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “จะพูดอ้อมค้อมไปไย ก็พูดมาตรงๆ เลย
สิว่าข้าไม่มีไหวพริบมากพอ”
ฉางมิ่งที่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะเป็น
นักพรตหรือผู้ฝึกตน วันนี้นิสัยเป็นเช่นไร เป็นทั้งสวรรค์ลิขิตแล้วก็
เป็นการกระท าของตัวเอง ฟ้าห้าคนห้า หยวนหวง อูเจียง วันหน้า
อย่าได้ประเมินตัวเองต ่าอีก”
หยวนหวงท าท่าครุ่นคิด แต่อูเจียงกลับคิดแค่ว่านี่คือค าพูดที่น่า
ฟัง เขาจึงยิ้มเจิดจ้าคิดอยากจะกุมหมัดเอ่ยขอบคุณ จากนั้นค่อยเอ่ย
ค าพูดสองสามประโยคที่ได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่นอีกที่ อย่างเช่นว่า
สรุปแล้วข่าวลือระหว่างโจวอันดับหนึ่งกับท่านเป็นจริงหรือไม่…หยวน
หวงจะไม่รู้นิสัยอูเจียงได้อย่างไร เขารีบยื่นแขนไปรัดคออีกฝ่าย เอ่ย
ขอตัวลากับคุมกฎฉางมิ่ง บังคับลากอีกฝ่ายออกไป จะไม่เปิดโอกาส
ให้อูเจียงได้พูดจาเหลวไหลเด็ดขาด
ส านักเจินจิ้ง เกาะกงหลิ่วของทะเลสาบซูเจี่ยน
เจียงซ่างเจินมองคลังลับของส านักที่เหลือสมบัติอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น
“เจ้าตัวดี หนีไปเร็วจริงๆ วิธีการก็ป่าเถื่อนจริงๆ โจรในบ้านป้องกันได้
ยากจริงๆ”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “รองเจ้า
ขุนเขาโจว ตอนนี้จะเออย่างไรต่อ?”
เจียงซ่างเจินม้วนชายแขนเสื้อ เก็บสมบัติที่เหลืออยู่พวกนั้นมา
ใส่กระเป๋าทั้งหมด พูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “จะเอาอย่างไร ยังจะเอา
อย่างไรได้ต่อ เจ้าส านักหลิวเหล่าเฉิงทรยศออกจากส านักเจินจิ้ง
ตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่สรุปก็คือเขาหอบเอาของขวัญไปจน
หมด ข้าที่เจ็บปวดรวดร้าวใจก็ได้แต่รายงานส านักเบื้องบนไปตาม
จริงอย่างไรล่ะ”
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “หลิวเหล่าเฉิงท าอะไรยังพอถือว่ามีคุณธรรม
อยู่บ้าง รู้จักทิ้งสมบติอาคมที่ระดับขั้นดียิ่งกว่าไว้ให้เจ้ามาขโมย ต่อ
ให้เจ้าไม่ท าตัวเป็นโจรในบ้านตามอีกฝ่าย แต่หากคิดจะท าบัญชีก็
สามารถท าได้ง่ายเลย”
เจียงซ่างเจินพยักหน้ารับ “น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจเอาตัวหลิว
เหล่าเฉิงมาใช้งานได้ หลิวทุ่ยช่างโชคดียิ่งนัก เทียนเหยาเซียงมี
ผู้ช่วยเช่นนี้ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีกจริงๆ”
ชุยตงซานถาม “คิดดีแล้วหรือว่าจะเปิดอกพูดคุยกับพวกตาแก่
เจ้าเล่ห์ของใบถงทวีปกลุ่มนั้น?”
ก่อนหน้านี้เทพเซียนผู้เฒ่าและปรมาจารย์วิถีวรยุทธของใบถง
ทวีปที่พยายามจะดอดไปยังใต้หล้าห้าสีกลุ่มนั้น ได้ถูกอริยะลัทธิ
ขงจื้อที่นั่งพิทักษ์ม่านฟ้าสะบัดชายแขนเสื้อจับโยนออกมา บอกให้
เฉินผิงอันช่วยโยนกลับไปที่ใบถงทวีป
วีรบุรุษลูกผู้ชายทั้งหมดสิบสองคน แต่ละคนมีคุณธรรมชื่อเสียง
สูงส่ง ต้องการขอบเขตก็มีขอบเขต ต้องการชื่อเสียงก็มีชื่อเสียง แบ่ง
ออกเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตก่อก าเนิดสามคน ผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่าง
ทองเจ็ดคน ขอบเขตเดินทางไกลสองคน
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “รอให้พวกเขาไปถึงทะเลสาบซูเจี่ยน ด้วย
นิสัยการกระท าของทะเลสาบซูเจี่ยน ก็ควรจะต้องพูดคุยเปิดอกกับ
พวกเขาให้ดีๆ สักรอบ”
……
กองทัพเรือของต้าหลีกองนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เฉินผิงอัน
กับต่งหูมาถึงท่าเรือตระกูลเซียนของต าหนักฉางชุน ผู้ฝึกตนหญิง
ต าหนักฉางชุนที่เป็นผู้ดูแลท่าเรือรีบเผยกายทันที่ แล้วพวกนางก็
ต้องตกใจสะดุ้งโหยงทันทีที่เห็นขบวนเรือนั้น ทางฝั่งของต าหนักฉาง
ชุนนี้ พวกนางทั้งตกตะลึงระคนยินดีทั้งตระหนกลน และยิ่งรู้สึกกระอัก
กระอ่วน พลันไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากอธิบายสถานการณ์ของต าหนัก
ฉางชุนในเวลานี้อย่างไรดี ขอบเขตประตูมังกรที่เป็นผู้น าคนนั้นกัด
ฟันกรอด รีบใช้เสียงในใจแจ้งลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งทันที่ บอกให้
นางใช้เวทลับแจ้งอาจารย์ลุงคนเฝ้าประตูของพื้นที่มงคล ให้บอกไป
ว่าราชครูมาถึงแล้ว ขอบรรพจารย์โปรดออกจากด่านมาต้อนรับด้วย
ต าหนักฉางชุนมีวาสนากับเฉินผิงอันมาก ยังไม่ต้องพูดถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างเว่ยป้อกับสตรีชาวเรือผู้นั้น เซียนกระบี่ใหญ่หมี่
ก็เคยคุ้มครองผู้ฝึกตนหญิงกลุ่มหนึ่งออกไปฝึกประสบการณ์ ช่วยไป
ขอสนหมื่นปีมาจากศาลลมหิมะ เหลียนหลงที่ล าดับอาวุโสสูงมากใน
ต าหนักฉางชุนกับลูกศิษย์สายเดียวกันหลายคนที่นางพาไปด้วยกัน
คือผู้ฝึกตนต่างถิ่นที่เข้าไปท าการค้ากับร้านผ้าห่อบุญที่ท่าเรือหนิว
เจี่ยวมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม ไม่เพียงแต่กานอี๋ผู้ดูแลบนเรือข้ามฟากหลี่
เฉวียนแห่งต าหนักฉางชุนที่เฉินผิงอันเคยเจอมาก่อนแล้วเท่านั้น ใน
อดีตศิษย์พี่ชุยฉานก็ยิ่งเคยเข้าร่วมงานพิธีเปิดยอดเขาของผู้ฝึกตน
หญิงโอสถทองของต าหนักฉางชุนสองครั้ง
มาถึงท่าเรือที่ทัศนียภาพงดงามอย่างมากแล้ว ลงจากเรือฝ่าย
กองทัพ ต่งหูถึงเพิ่งรู้ว่าไม่เพียงแต่เรือข้ามฟากหลี่เฉวียนเท่านั้น ซ่
งอวี๋ผู้อาวุโสไท่ซ่างที่เป็นขอบเขตก่อก าเนิดมานานหลายปี กับเจ้า
ต าหนักคนปัจจุบันซึ่งมีล าดับอาวุโสเป็นศิษย์หลานของนางต่างก็
ก าลังปิดด่าน พูดให้ถูกต้องก็คือผู้ฝึกตนเซียนดินทุกคนของต าหนัก
ฉางชุนเวลานี้ต่างก็มีธุระ ต่งหูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เอ่ยว่า “ท่านราชครู
ก็ดีเหมือนกัน คราวนี้ต่อให้พวกเราคิดอยากจะให้มีพิธีการยิบย่อยก็
ท าไม่ได้แล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เดิมที่ยังอยากจะให้เรือหลี่เฉวียนล านี้ส่งพวก
เรากลับไปยังท่าเรือชานเมืองหลวงด้วยนะ”
ต่งหูคือคนเก่าแก่ในวงการขุนนางที่ฝึกปรือประสบการณ์ใน
หน่วยงานราชการมาหลายสิบปี รู้ว่าราชครูไม่ใช่คนประเภทที่
พิถีพิถันกับพิธีการเลื่อนลอย จึงรีบเอ่ยกับผู้ฝึกตนหญิงที่เป็นผู้ดูแล
ท่าเรือทันใดว่า “พวกเจ้าก็ไม่จ าเป็นต้องต้อนรับอย่างเอิกเกริก เดิมที
ก็เป็นพวกเราที่มาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ได้บอกกล่าวกับพวกเจ้า
ไว้ก่อน การปิดด่านของพวกบรรพจารย์หลินโหยวและเจ้าต าหนักคือ
เรื่องส าคัญ อย่าได้ไปรบกวนพวกนางเลย ราชครูกับข้าดื่มชาถ้วย
เดียวก็กลับแล้ว”
แต่ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นกลับยืนกรานว่าจะต้องแจ้งบรรพจารย์
หลินโหยวและเจ้าต าหนักให้ทราบให้ได้ ไหนเลยจะมีเหตุผลที่ราชครู
และรองเจ้ากรมต่งต่างก็มาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว แต่กลับไม่มีเซียน
ดินสักคนออกมาต้อนรับ
เฉินผิงอันส่ายหน้า “คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ต าหนัก
ฉางชุนกับต้าหลีมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมดุจญาติมิตร เซียนดินปิด
ด่านคือเรื่องส าคัญอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”
ผู้ฝึกตนหญิงยังคงยืนกรานในความคิดของตัวเอง ต่งหูจึงขมวด
คิ้วน้อยๆ “เหมาอี้ราชครูบอกแล้วว่าเซียนดินปิดด่านคือเรื่องส าคัญ
อย่างยิ่ง ท าไม เจ้าจงใจจะให้กรมพิธีการของพวกเราติดค้าง
ของขวัญกับพวกเจ้าชิ้นหนึ่งหรือ?”
ค าว่าเจ้าและค าว่ากรมพิธีการของพวกเรา
ความนัยนอกเหนือจากค าพูดของรองเจ้ากรมต่งก็คือไม่ต้องพูด
ถึงความสัมพันธ์ของต าหนักฉางชุนกับต้าหลีหรือราชครูอะไรแล้ว
ตอนนี้เจ้าเหมาอี้พูดคุยกับข้าต่งหูแห่งกรมพิธีการแค่คนเดียวเท่านั้น
ผู้ฝึกตนหญิงขนลุกอยู่ในใจ รีบเปลี่ยนค าพูดใหม่ทันที่ จากนั้น
ใช้เสียงในใจบอกกับลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนั้นว่าไม่ต้องแจ้งคนเฝ้า
ประตูของพื้นที่มงคลคนนั้นแล้ว
พื้นที่มงคลบรรพกาลที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ป่าวประกาศต่อ
ภายนอกแห่งนี้ เป็นเพราะวาสนาอ านวย ต าหนักฉางชุนจึงขุดค้นพบ
ได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ปีนั้นแค่รายงานให้ทางจวนราชครู
ของต้าหลีทราบเท่านั้น กรมพิธีการจะรู้เรื่องหรือไม่ ต าหนักฉางชุนก็
ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ในเมื่อชุยฉานไม่ได้พูดอะไร คิดดูแล้วก็น่าจะ
ผ่านด่านของฮ่องเต้และราชส านักต้าหลีไปได้แล้ว อันที่จริงผู้ฝึกตน
ต าหนักฉางชุนของพวกนางเผชิญหน้ากับขุนนางต้าหลีคนใดก็ตาม
แน่นอนว่าย่อมมีความมั่นใจอย่างมาก ฮ่องเต้สามรุ่นของสกุลซ่งต้า
หลีต่างก็มองต าหนักฉางชุนเป็นสถานที่ที่ต้องเลือกหากต้อง “ออกไป
เที่ยวเล่นชานเมืองในบางครั้ง” ไทเฮาหนันจานก็ยิ่งมาสร้างกระท่อม
เก็บตัวเงียบอยู่ที่นี่นานหลายปี
ต่งหูเหลือบมองสีหน้าของผู้ฝึกตนหญิงทั้งหลายที่อยู่ข้างกาย
เหมาอี้ รองเจ้ากรมผู้เฒ่าตาดีถึงเพียงใด เขาจึงถอนหายใจอยู่ในใจ
ตอนนี้รู้แล้วว่าท าไมแรกเริ่มราชครูถึงได้เน้นย ้าว่าแค่ดื่มชาก็กลับ
คงเป็นเพราะหากไว้หน้ากันมากกว่านี้ พวกนางบางคนคงจะเอ่ย
ถามต่อหน้าเลยใช่หรือไม่ว่า สรุปแล้วต าหนักฉางชุนของพวกเราจะ
ได้เลื่อนขั้นเป็นจวนเซียนอักษรจงเมื่อไหร่?
ความมั่นใจกับความหลงตัวเอง ความสูงส่งบริสุทธิ์กับความ
เย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ล้วนเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่เส้นบางๆ กั้น
ขวางเท่านั้น
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เหมาอี้ ในเมื่อเซียนดินของทางพรรคต่างก็
ก าลังปิดด่าน ข้ากับรองเจ้ากรมต่งคงไม่เดินข้ามประตูภูเขาไปแล้ว
แค่หาสถานที่ดื่มชาง่ายๆ ก็พอ จากนั้นอยากจะขอเหล้าฉางชุนสิบไห
จากพวกเจ้าแทนรองเจ้ากรมต่งเสียหน่อย ส่วนตัวข้าเองก็จะเอา
น ้าพุหลิงชิวกลับไปกาหนึ่ง เหล้าหมักฉางชุนมีชื่อเสียงเลื่องลือมาน
แล้ว คิดดูแล้วรสชาติดีหรือไม่ก็น่าจะเป็นรสชาติส าเร็จรูป ทว่าน ้าพุห
ลิงชิวที่ใช้ต้มชากลับต้องรบกวนทางพรรคยุ่งยากสักหน่อย ช่วย
เลือกสถานที่ที่ไปตักน ้าอย่างตั้งใจหน่อย”
เหมาอี้รีบยอบกายคารวะ คลี่ยิ้มเอ่ยว่า “จะไม่ท าให้ท่านราชครู
ต้องผิดหวังเด็ดขาด”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี”
ต่งหูกระตุกมุมปาก วงการขุนนางกับวงการของการฝึกตนไม่
อาจประสานเข้าด้วยกันได้จริงเสียด้วย
ดื่มชาถ้วยหนึ่งที่ท่าเรือไปแล้ว เรือข้ามฟากก็เอาเหล้าฉางชุนสิบ
ไหกับน ้าพุใสสะอาดกาหนึ่งกลับไป เรือกองทัพของต้าหลีหลายล า
ออกเดินทางกลับอย่างรวดเร็ว
บนเรือ ต่งหูพูดอย่างปลงอนิจจัง “ก็โชคดีที่ราชครูออกจาก
ภูเขา”
ค าพูดทั้งหลายก่อนหน้านี้ เหมาอี้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่ได้ยิน
และจะขบคิดความนัยไม่ออก แล้วนับประสาอะไรกับที่เดิมทีราชครูก็
พูดให้พวกซ่งอวี๋ฟังอยู่แล้ว
เหล้าฉางชุนคือความสัมพันธ์ควันธูปอันยาวนานระหว่างต าหนัก
ฉางชุนกับสกุลซ่งต้าหลี ส่วนน ้าพุหลิงชิวนั้นกลับเป็นรากฐานในการ
หยัดยืนของต าหนักฉางชุนพวกเจ้า คือขนบธรรมเนียมประจ าตระกูล
ของพวกเจ้า
แล้วก็ยิ่งโชคดีที่ราชครูยังอยากจะให้ต าหนักฉางชุนสามารถ
ด ารงอยู่ร่วมกับสกุลซ่งต้าหลีได้อย่างยาวนาน มีควันธูปสืบต่อไปไม่
ขาดสาย หาไม่แล้ว
ตอนที่อยู่ท่าเรือก็ไม่จ าเป็นต้องเอ่ยประโยคนั้น
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากมีจิตใจที่สงบเป็นกลางที่รู้ว่า “แต่ไหนแต่
ไรมาใจคนก็เป็นเช่นนี้ก็จะไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความผิดหวังจาก
การ “คิดไม่ถึงว่าใจคนจะเป็นเช่นนี้” ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ”
ต่งหูกุมหมัดเอ่ย “ราชครูล าบากแล้ว”
เฉินผิงอันหลุดข าอย่างอดไม่อยู่ “ขึ้นเรือเดินทางไปกลับแค่รอบ
เดียวก็ถือว่าล าบากแล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นหากข้าเล่าเรื่องวงในให้รอง
เจ้ากรมต่งฟังอีกสักหน่อย รองเจ้ากรมต่งจะไม่พูดค าว่า “ล าบาก” ไป
ตลอดทางเลยหรือ”
บนฟ้าไม่อาจมีวิถีทางโลกที่สงบสุขร่วงลงมาได้ อย่างมากก็มีแค่
โจวมี่ร่วงมาคนเดียว
คิดอยากจะให้เป็นโลกมนุษย์ที่มีวิถีมุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรือง จะเอา
แต่อาศัยค าว่า “ข้าเชื่อมั่น” หรือไม่ก็ “ข้าหวังว่า” อย่างเดียวไม่ได้
ขนาดราชส านักต้าหลียังไม่สามารถดูแลให้ดีได้ แล้วจะพูดถึง
แจกันสมบัติทวีป พูดถึงสนามรบเปลี่ยวร้างได้อย่างไร
ต่งหูร้องเฮ้อ “ท่านราชครู มีหลักการเหตุผลที่ตัวเองพูดว่าตัวเอง
ล าบากเสียที่ไหน แค่ข้อนี้ก็สู้ราชครูชุยไม่ได้แล้ว”
เฉินผิงอันชี้หน้ารองเจ้ากรมผู้เฒ่า เอ่ยสัพยอกว่า “รองเจ้ากรม
ต่งเป็นขุนนางได้อย่างช าของจัดเจนแล้วนะ”
เพียงไม่นานก็มีเซียนดินกลุ่มหนึ่งของต าหนักฉางชุนออกจาก
ด่านกะทันหัน ออกมาจากพื้นที่มงคลบรรพกาลแห่งนั้น เรียกได้ว่า
พวกนางพากันระดมพลออกมาหมด บรรพจารย์ไท่ซ่างซ่งอวี๋เป็น
ผู้น าขบวนมาพบราชครู ขอขึ้นเรือ
ต่งหูมีสีหน้าปั้นยาก
เฉินผิงอันเอ่ยกับผู้บังคับกองของเรือข้ามฟากคนนั้นว่า “น า
ความไปบอกกับซ่งอวี๋ว่าคงไม่พบหน้าแล้ว ทุกคนต่างก็ยุ่งกันมาก
บอกไปว่าจวนราชครูขออวยพรล่วงหน้าให้ต าหนักฉางชุนมีขอบเขต
หยกดิบนั่งบัญชาการณ์พื้นที่ประกอบพิธีกรรมในเร็ววัน ส่วนส านัก
อักษรจงที่พวกนางคิดถึงค านึงหาอยู่ตลอด ราชส านักต้าหลีจะต้อง
ช่วงชิงมาให้ต าหนักฉางชุนอย่างแน่นอน บอกพวกนางว่าแค่อดทน
รอฟังข่าว รอข่าวดีสองเรื่องมาเยือนถึงบ้านก็พอ”
พวกผู้ฝึกตนหญิงเซียนดินของต าหนักฉางชุนที่มีบรรพจารย์
ซ่งอวี๋เป็นหนึ่งในนั้นได้ยินค าพูดประโยคนี้ของราชครู พวกนางก็หัน
มามองหน้ากันเอง จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ่
งอวี๋ที่มีสีหน้าเศร้ารันทด จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง
ซ่งอวี๋ไม่ใช่ผู้ฝึกตนท าเนียบอย่างเหมาอี้ของท่าเรือที่ไม่รู้จักหนัก
เบา ไม่รู้ถึงผลดีผลเสีย นางรู้ชัดเจนดีว่าระหว่างฮ่องเต้พระองค์ก่อน
กับซิ่วหูชุนฉาน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับราชครูเฉินและยังมี
สถานการณ์ของใต้หล้า มีความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างไร