กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 14.4 หญ้าป่า
เซียนดินโอสถทองที่เพิ่งเลื่อนขั้นใหม่คนหนึ่ง นางยังคงอดไม่
ไหวใช้เสียงในใจบ่นอย่างน้อยใจ “ต่อให้ต าหนักฉางชุนเสียมารยาท
มีส่วนใดที่ท าไม่ถูกต้อง แต่ไฉนราชครูถึงต้องท าขนาดนี้…”
ซ่งอวี๋ตวาดกร้าว “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! สายของพวกเจ้าปิดภูเขา
นับตั้งแต่บัดนี้ไป ห้ามออกไปไหนสามสิบปี!”
ซ่งอวี๋คือก่อก าเนิดเฒ่าที่อายุการฝึกตนยาวนานมาก แม้ว่าจะมี
ศาสตร์คงความเยาว์แต่กลับมีรูปโฉมเป็นสตรีวัยกลางค รูปโฉมไม่
โดดเด่น ลู่ฝานโล่วเจ้าต าหนักคนปัจจุบัน นางคือศิษย์หลานของซ่
งอวี่ แต่กลับไม่ได้มาจากสายหลินโหยว อาจารย์อาซ่งอวี่มีรูปโฉม
ธรรมดา แต่นางกลับงามเพริศพริ้ง อีกทั้งยังเพิ่งเป็นก่อก าเนิดอายุ
น้อยคนหนึ่ง ลู่ฝานโล่วที่มาจากสายของลูกศิษย์คนแรกของบรรพ
จารย์บุกเบิกภูเขาของต าหนักฉางชุน นอกจากที่นางจะตกใจแล้ว
เวลานี้ก็มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน “ถึงอย่างไรก็เป็นที่ต้องสงสัยว่าจะ
ข้ามแม่น ้าแล้วรื้อสะพานอยู่บ้าง จะพูดจาเป็นพิธีรีตองเหมือนพวกขุน
นางกับเราท าไม ยังไม่สู้ท าอะไรตรงไปตรงมาอย่างชุยฉานในปีนั้น มี
อะไรไม่พอใจก็พูดคุยกันต่อหน้าอย่างเปิดเผย”
ซ่งอวี๋หัวเราะหยัน “ลู่ฝานโล่ว นอกจากเจ้าแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือ
ล้วนไสหัวกลับกันไปให้หมด พวกเจ้ารีบเรียกกานอี๋ เหลียนหลง
กลับไปที่ต าหนักฉางชุนทันที่ วันนี้จะมีการเปิดประชุมศาลบรรพ
จารย์ ปรึกษาเรื่องเปลี่ยนเจ้าต าหนักอย่างเร่งด่วน!”
ลู่ฝานโล่วตะลึงพรึงเพริด สีหน้าซีดขาว “อาจารย์อาหลินโหยว
จะต้องเด็ดขาดถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
ในใจช่งอวี่เดือดดาลนัก คนโง่อย่างเจ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าต้าหลี
เวลานี้มีคนที่มีสิทธิ์มีเสียงอยู่ในการประชุมเล็กอยู่สักกี่คนที่มีความ
เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าก าลังจับตามองทุกค าพูดทุกการกระท าของพวก
เรา?!
แล้วก็ไม่ผิดจากที่ซ่งอวี๋คาด เวลานี้เอง เสินจวินท่านหนึ่งมา
ปรากฏตัวที่เรือข้ามฟากของต้าหลี เว่ยป้อพูดด้วยน ้าเสียงเฉยเมยว่า
“ลู่ฝานโล่ว ไว้หน้าเจ้า แต่เจ้าไม่เห็นหน้ากันจริงๆ เลยนะ”
พื้นที่มงคลบรรพกาลที่ระดับขั้นไม่ต ่าแห่งนั้น หากไม่เป็นเพราะ
การกระท าอย่างจงใจของซุยฉาน ด้วยโชคชะตาน้อยนิดของพวกเจ้า
จะหาเจอได้จริงหรือ? หากไม่เป็นเพราะข้าเว่ยป้อได้รับค าสั่งจากซิ่วหู
อนุญาตให้มีการผลักดันคลื่นลมอย่างลับๆ ต าหนักฉางชุนจะ
สามารถเอื้อมมือคว้ามาไว้ในมือได้ง่ายๆ จริงหรือ? พูดถึงแค่ศึกที่
แจกันสมบัติทวีป ผู้ฝึกตนหญิงส่วนใหญ่ของต าหนักฉางชุนพวกเจ้า
ล้วนไม่ยินดีจะเดินทางไปสู่สมรภูมิรบ ทางฝั่งราชส านักต้าหลีก็ยังคง
เป็นติ่งหูกับกรมพิธีการที่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน บอกให้พวก
เจ้าเป็นฝ่ายส่งฎีกามา ถ้อยค าที่ใช้สามารถเด็ดขาดหน่อยได้
หลังจากนั้นราชส านักก็จะบอกกับพวกเจ้าว่าไม่จ าเป็นต้องไม่เห็นค่า
ชีวิตเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้ฝึกตนเซียนดินก็มีน้อยเกินไป…เท่ากับ
ช่วยก าจัดค าวิพากษ์วิจารณ์บนภูเขาให้กับพวกเจ้าอย่างที่มองไม่
เห็น
ได้เจอกับเสินจวินที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลปุ่นแผ่นดินกลางตัว
จริง ลู่ฝานโล่วก็รู้สึกขลาดกลัวหมดสิ้นความกล้าทันที่
นาทีถัดมาเซียนดินที่ปิดด่านฝึกตนอยู่ในพื้นที่มงคลทุกคนซึ่ง
มีซ่งอวี๋กับลู่ฝานโล่วเป็นหนึ่งในนั้น ต่างก็ถูกเว่ยป้อร่ายเวทขนย้าย
พาพวกนางเข้ามาอยู่ในห้องโถงกว้างแห่งหนึ่งในตัวเรือ
มีบุรุษชุดเขียวคนหนึ่งนั่งยองอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าท าไมถึงได้นั่งยอง
อยู่บนพื้น สองนิ้วเลิกมุมหนึ่งของพรมขนสัตว์เนื้อนุ่มที่ปูอยู่บนพื้น
ขึ้นมา ปล่อยนิ้วออก ลุกขึ้นยืน ปัดมือ
ไม่ใช่พรมของแคว้นไฉ่อีที่ส่งขายไปทั่วทวีป เป็นแค่พรมธรรมดา
ผืนหนึ่ง ค่อนข้างจะเก่าแล้ว อีกทั้งดูจากรอยฝุ่นก็ไม่ใช่ว่าเรือข้าม
ฟากเอามาเปลี่ยนใหม่กะทันหัน
ต่งหูเองก็คร้านจะมองผู้ฝึกตนหญิงเหล่านั้น เพียงแค่พูดคุย
หัวข้อก่อนหน้านี้กับราชครูต่อไป ยิ้มเอ่ย “ดังนั้นกองทัพชายแดนต้า
หลีถึงได้ร ่าร้องว่ายากจน ขุนนางของกรมคลังก็จนปัญญา เพราะว่า
ยากจนจริงๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “ซึ่งจ่างจึงมีคุณความเหนื่อยยากสูง
มาก”
เฉินผิงอันมองไปยังลู่ฝานโล่วที่สีหน้าหวาดหวั่น ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“รู้หรือไม่ว่าอะไรคือค าพูดพิธีรีตองของพวกขุนนางอย่างแท้จริง?”
ซ่งอวี๋ก าลังจะเปิดปากพูด เฉินผิงอันกลับยกฝ่ามือขึ้น บอกเป็น
นัยว่าอย่าพูดแทรก ก่อก าเนิดอาวุโสคนหนึ่งที่อีกเดี๋ยวก็จะเลื่อนขั้น
เป็นห้าขอบเขตบน โอสถทองเหมือนถูกน ้าแข็งเกาะ ทารกก่อก าเนิด
ต้องนอนหลับนิ่งไปแต่โดยดี ท าให้ซ่งอวี๋พูดอะไรไม่ออกสักค า
เฉินผิงอันยื่นมือไปวางไว้บนที่เท้าแขนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งก าเป็น
หมัดแน่น เอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมยว่า “ราชส านักต้าหลีได้มอบพื้นที่
มงคลบรรพกาลแห่งหนึ่งให้พวกเจ้าแล้ว มอบฐานะชื่อเสียงและการ
ปฏิบัติที่พิเศษซึ่งโดดเด่นเกินกว่าใครในแจกันสมบัติทวีปให้กับพวก
เจ้า ในเมื่อข้ามารับหน้าที่เป็นราชครูต่อ ก็ยังจะมอบส านักอักษรจง
ให้กับพวกเจ้า นี่ก็ถือว่าต้าหลีแสดงคุณธรรมน ้าใจจนต่อต าหนักฉาง
ชุนอย่างเต็มที่แล้ว หากข้าให้ต าหนักฉางชุนของพวกเจ้าไสหัว
ออกไปจากแจกันสมบัติทวีปทันที่ ต้องมีชีวิตพเนจรเร่ร่อนนับแต่นี้
พวกเจ้าไปอยู่อุตรกุรุทวีปไม่ได้ ไปอยู่ใบถงทวีปไม่ได้ ไปอยู่ธวัลทวีป
และทักษินาตยทวีปไม่ได้ ไม่ต้องให้ข้าและต้าหลีพูดอะไรก็ไม่มีใคร
กล้ารับตัวพวกเจ้าไว้แล้ว หากพวกเจ้าไม่หาเกาะกลางทะเลเป็นที่ลง
หลักปักฐานเปิดภูเขาขึ้นมาใหม่ ก็ต้องลองเสี่ยงดวง ดูว่าจะมีราช
ส านักใดของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางยอมรับพวกเจ้าไว้หรือไม่
หลังจากนั้นข้าก็อยากจะเห็นนักว่าแจกันสมบัติทวีปจะยังมีผู้ฝึกตนที่
กล้าดื่มเหล้าหมักฉางชุนอีกหรือไม่”
เซียนดินทั้งหลายของต าหนักฉางชุนถูกค าพูดที่เต็มไปด้วย
ปราณสังหารดุเดือดนี้สยบขวัญจนท าอะไรไม่ถูก ราวกับผู้ศึกษา
มรรคาที่ปิดด่านก่อนก าหนดแล้วต้องเจอกับ “ทัณฑ์สวรรค์…
เมื่อพวกนางได้เผชิญหน้ากับราชครูต้าหลีคนใหม่ผู้นี้อย่าง
แท้จริงก็รู้แล้วว่าอะไรคือ “บารมีขุนนาง” ที่เกิดจากสถานะทั้งหลาย
ทับซ้อนเข้าด้วยกัน
เฉินผิงอันแค่จ้องเจ้าต าหนักที่เริ่มตัวสั่นอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้
“ต้องเข้าใจในเรื่องหนึ่ง เจ้าลู่ฝานโล่วก็ดี เหมาอี้ก็ช่าง พวกเจ้าต่างก็
เป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนบนท าเนียบของต าหนักฉางชุน แต่พวกเจ้าไม่ใช่
ต าหนักฉางชุนที่แท้จริง พวกเจ้าต่างก็เป็นแค่คนโชคดีที่ได้นอนเสวย
สุขกินบุญเก่าจากสมุดความดีความชอบ ดูจากบันทึกของจวน
ราชครูแล้ว ปีนั้นผู้ฝึกตนของต าหนักฉางชุนที่ขับเรือหลี่เฉวียนไป
ช่วยเหลือบรรเทาเคราะห์ภัยให้กับสกุลซ่งต้าหลี ตอนนี้เหลือแค่ซ่งอวี่
คนเดียวแล้ว คนที่ข้าไว้หน้าก็คือเหล่าผู้มีคุณูปการต่อต้าหลีที่มี
ภาพเหมือนแขวนไว้ในศาลบรรพจารย์ของต าหนักฉางชุน หากเข้า
ไปในศาลบรรพจารย์ ข้าจุดธูปคารวะพวกนางก็ล้วนถือเป็นงานใน
หน้าที่ของราชครูต้าหลี เพียงแต่ว่าข้าเฉินผิงอันและราชส านักต้าหลี
จ าเป็นต้องไว้หน้าเจ้าลู่ฝานโล่วด้วยหรือ?”
ลู่ฝานโล่วทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น สะอื้นไห้พูดไม่เป็นเสียง
“ท่านราชครู ข้าส านึกผิดแล้ว”
เว่ยป้อหัวเราะหยัน “ไม่ถูกสิ เจ้าแค่รู้ว่าจะต้องถูกไล่ออกจาก
ส านัก ไม่เหลือระบบสืบทอดอยู่อีกแล้ว”
ลู่ฝานโล่วโขกหัวกับพื้นเหมือนโขลกกระเทียม
ซ่งอวี๋ตวาดอย่างเดือดดาล “ลู่ฝานโล่ว พอได้แล้ว!”
เฉินผิงอันถาม “ซ่งอวี่ เจ้าไม่มีความผิดมหันต์เลยอย่างนั้น
หรือ?”
ซ่งอวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ซ่งอวี๋ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง
เพียงผู้เดียว ขอท่านราชครูอย่าได้พานโกรธต าหนักฉางชุน”
ต่งหูคลึงขมับ หมดทางเยียวยาแล้ว ราชครูกับต้าหลีกินอิ่ม
ว่างงานหรือไง จะต้องพานโกรธต าหนักฉางชุนของพวกเจ้าเพื่ออะไร
สนุกนักหรือ?
เว่ยป้อก็ยิ่งมีสีหน้าหม่นหมอง หันไปมองทะเลเมฆนอกหน้าต่าง
เฉินผิงอันเอ่ย “กลับไปเถอะ ไปเก็บข้าวของ อะไรที่เอาไปได้ก็
เอาไป ออกไปจากแจกันสมบัติทวีปซะ”
ซ่งอวี๋ท าหน้าเหลอหรา
ผู้ฝึกตนหญิงโอสถทองคนหนึ่งที่เพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขตอยู่ใน
พื้นที่มงคล เพิ่งจะสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตของตัวเองได้พลัน
เปิดปากเอ่ยว่า “ท่านราชครู ให้เวลาต าหนักฉางชุนพวกเราสักปีหนึ่ง
หรือจะครึ่งปีก็ได้ ได้หรือไม่”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “อาศัยอะไร?”
นางมองสบตากับราชครูต้าหลีที่สะสมบารมีมาอย่างลึกล ้าท่าน
นั้นอย่างไม่ขลาดกลัวเอ่ยเนิบช้าว่า “อาศัยที่ส่วนลึกในใจของลูก
ศิษย์ต าหนักฉางชุนรุ่นเยาว์อย่างพวกเราต่างก็รู้สึกว่าค าพูดและเรื่อง
ที่พวกผู้อาวุโสไท่ซ่าง พวกเจ้าต าหนักท า มีจุดที่ไม่ดี แล้วก็มีจุดที่ไม่
ถูกต้อง มีภัยแฝงที่พวกนางไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่กลับส่งผลกระทบได้
ลึกล ้ายาวไกล แต่พวกเราได้ยินแล้ว ได้เห็นแล้ว สัมผัสได้แล้ว แล้วก็
อาศัยที่ราชครูและราชส านักต้าหลี แท้จริงแล้วไม่ต้องการให้ต าหนัก
ฉางชุนต้องร่อนเร่พเนจร ด้วยตบะขอบเขตและวิสัยทัศน์ของท่าน
ราชครู แน่นอนว่าย่อมไม่สนใจหากตัวเองต้องถูกกล่าวหาว่าข้าม
แม่น ้าแล้วรื้อสะพาน แต่ราชส านักต้าหลีกลับสนใจ ทั่วทั้งและราช
ส านักต้าหลีที่ซิ่วหูชุยฉานทิ้งไว้ให้กับศิษย์น้อง ในและนอกวงการขุน
นางต่างก็มองดูอยู่ และยิ่งอาศัยบรรพจารย์แต่ละรุ่นของต าหนักฉาง
ชุนที่ต่างก็อยากให้ศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างพวกเราสามารถเดิน
ออกไป อาศัยความสามารถของตัวเองสร้างคุณความชอบ สืบทอด
ควันธูปกับต้าหลีต่ออีกครั้ง อาศัยที่จิตแห่งมรรคาของพวกเราและใจ
ปวงประชาของต้าหลีต่างก็ช่วงชิงเอาต าแหน่งจวนเซียนอักษรจงมา
ครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
เว่ยป้อถอนสายตากลับมา ดวงตาเป็นประกาย แม่นางน้อยมี
ความคิดที่ดีจริงๆ ต่งหูก็ยิ่งพลิกค้นความทรงจ าอย่างรวดเร็ว จ าได้
แล้ว นางทั้งไม่ใช่สายของหลินโหยว แล้วก็ไม่ใช่สายของลู่ฝานโล่ว
ดังนั้นอยู่ในต าหนักฉางชุนจึงไม่โดดเด่น แต่คุณสมบัติของนางไม่
เลว ในบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ก็เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น เชี่ยวชาญ
ศาสตร์การแพทย์ เคยไปสนามรบของเมืองหลวงส ารอง อยู่ที่เมืองลั่ว
จิงประมาณสามปี นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีประวัติมากนัก….ต่งหูพอจะ
แน่ใจได้คร่าวๆ แล้ว รองเจ้ากรมผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้ม รู้สึกตะลึงระคน
ยินดี
เฉินผิงอันเอ่ย “มีอยู่ข้อหนึ่งที่เจ้าพูดผิดไป ต้าหลีกลับมาจัด
ระเบียบกองก าลังบนภูเขาใหม่อีกครั้ง คือสิ่งที่ต้องท าอย่างเลี่ยงไม่ได้
คิดจะเคาะภูเขากระเทือนพยัคฆ์ ต าหนักฉางชุนก็ถือว่าเหมาะสม
ที่สุดแล้ว”
นางครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย เป็นนางที่
คิดผิดไปเอง
เว่ยป้อสัพยอก “มีความกล้าไม่น้อย ถึงกับกล้าข่มขู่ท่านราชครู”
นางยิ้มอย่างเขินอาย เมื่อครู่นี้วู่วาม ฟ้าไม่กลัวดินไม่เกรง ทว่า
เวลานี้ตนกลับรู้สึกหวาดกลัวภายหลังยิ่งนัก
เฉินผิงอันกล่าว “จะให้เวลาเจ้าหนึ่งปี แล้วข้าจะตั้งตารอดู?”
นางหน้าซีดขาวในทันที่ ได้แต่กัดฟันแน่น ฝืนใจพยักหน้าตกลง
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วางใจเถอะ ข้าจะให้กรมอาญาส่งตัวผู้ฝึกตน
ติดตามกองทัพสี่ห้าคนไปประจ าการณ์อยู่ที่ต าหนักฉางชุน จะ
ไม่ให้ซ่งอวี่หรือลู่ฝานโล่วเสียสติ อย่างเช่นว่าระหว่างปิดด่านเกิดธาตุ
ไฟเข้าแทรก ท าให้เจ้าและสหายที่มุ่งมั่นอยากก้าวหน้าต้องตายอย่าง
กะทันหันหรือหายตัวไป”
นางเหม่อมองราชครูต้าหลีที่ว่ากันว่าอายุเพิ่งจะอยู่ในวัยไม่
สับสน เขาเป็นศาสตร์อ่านใจคนอย่างนั้นหรือ?
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าประมุขของตระกูลแห่งหนึ่งไม่ได้เป็นกันง่าย
นัก ขออวยพรล่วงหน้าให้ราบรื่น”
มองเว่ยป้อ เว่ยป้อก็พยักหน้าอย่างรู้ใจทันใด ตนจะต้องให้ขุน
นางหญิงแม่ทัพเทพฝีมือดีกลุ่มหนึ่งของกองตรวจตราจวนเสินจวิน
จับตามองที่นั่นตลอดเวลา
ยกเรือกองทัพของต้าหลีให้พวกนางล าหนึ่งโดยเฉพาะ ให้ “คุ้ม
กัน” พวกนางกลับไปที่ต าหนักฉางชุน
เว่ยป้อยิ้มบางๆ “อย่าได้รู้สึกเหนื่อยใจ ปีนั้นราชครูชุยตั้งตัวมือ
เปล่าไม่มีอะไรเลย มีแต่จะเปลืองแรงกายแรงใจยิ่งกว่าเจ้า”
เฉินผิงอันกุมหมัดยิ้มเอ่ย “ต้องขอขอบคุณค าปลอบโยนน่าฟัง
จากเย่โหยวเสินจวินจากใจจริง”
ต่งหูเปิดเหล้าหมักฉางชุนกาหนึ่งแล้วดื่มเองคนเดียว ไม่รู้ว่าราช
ส านักต้าหลีอีกสามสิบปีให้หลังจะมีทัศนียภาพแบบใด
เฉินผิงอันกล่าว “ใต้เท้าต่ง ไม่สู้เป็นรองเจ้ากรมไปอีกสักสี่ห้าปี?”
ต่งหูเป่าหนวดถลึงตา “ราชครู ด้วยอายุของข้า ท างานอยู่ในกรม
พิธีการเมืองหลวงมากี่ปีแล้ว หากยังไม่ขยับออกจากต าแหน่งอีก
จะต้องถูกเจ้าลูกกระต่ายกลุ่มนั้นด่าลับหลังอย่างเอาเป็นเอาตายแน่
…”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไปเป็นเจ้ากรมพิธีการที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวง
ส ารอง ต่อให้เลื่อนต าแหน่งไม่เยอะก็ยังได้เลื่อนต าแหน่งนะ”
ต่งหลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังโบกมือ “ช่างเถอะ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากลาออกขณะที่ด ารงต าแหน่งรองเจ้ากรม
จะได้สมัญญานามว่า “เหวินหมิ่น” (ผู้มีปัญญาเฉียบไวและ
ปราดเปรื่อง) ส่วนคนที่เป็นเจ้ากรม ถ้าลาออกจะได้ต าแหน่ง “เหวิ
นชิง” (ผู้ทรงปัญญาและบริสุทธิ์ผ่องใส) ห่างกันอยู่หลายขั้นเลย
ทีเดียว”
ต่งหูรีบวางจอกเหล้าลงทันใด ผุดลุกเหมือนโดนไฟลนก้น
ประสานมือคารวะเอ่ยว่า “แม้ชราดุจม้าศึกที่หมอบอยู่ในคอก แต่ใจ
ยังมุ่งไกลพันลี้ และร่างกายก็ยังแข็งแรงยิ่ง”
เรื่องของการมอบสมัญญานามให้กับขุนนางปุ่นบู๊ ราชส านักต้า
หลีมีความเข้มงวดอย่างมาก นามเชิดชูอันไพเราะหลายชื่อกรมพิธี
การไม่อาจเสนอให้พิจารณาและร่างความเห็นไว้เป็นเบื้องต้นได้ด้วย
ซ ้า ต่อให้อยู่ในมติการประชุมก็มักจะเกิดตัวแปรมากมาย หากจะบอก
ว่าต้องให้ฮ่องเต้เขียนนามเชิดชูนี้ให้ด้วยตัวเอง อันที่จริงก็ไม่จ าเป็น
ให้พวกขุนนางคิดไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะแทบจะเป็น
หนึ่งในสี่ห้าสมัญญานามที่คนทั้งราชส านักให้การยอมรับ อันดับขึ้น
ลงไม่มากนัก มีแค่สองครั้งที่เป็นข้อยกเว้น ครั้งหนึ่งคือชื่อ “อู่เซียง”
(ผู้กล้าหาญในศึกและการคุ้มครองบ้านเมือง) ของแม่ทัพใหญ่ชูเกา
ซาน อีกครั้งหนึ่งก็คือ “เหวินจง” (ผู้ทรงปัญญาและซื่อสัตย์ภักดี) ที่
หลังจากหลิ่วชิงเฟิงแห่งเมืองหลวงส ารองป่วยตายไป ทิ้งระยะเวลาไป
นานหลายปีกว่าจะแต่งตั้งย้อนหลังไปให้
ต่งหูดื่มเหล้าอึกใหญ่แล้วเช็ดปาก โน้มกายไปหาราชครู เอ่ย
เสียงเบาว่า “ไม่สู้ราชครูพูดดีๆ กับฝ่าบาทสักสี่ห้าค า ถึงเวลานั้นได้
ค าว่า “เหวินเจิน (ผู้ทรงปัญญาและมั่นคงในคุณธรรม) ก็ใช่ว่าจะ
เป็นไปไม่ได้นะ สอดคล้องกับชื่อของข้าพอดี บังเอิญหรือไม่? อีกร้อย
ปีพันปีให้หลัง ก็ยังเป็นเรื่องเล่าที่งดงามของในวงการขุนนางและแวด
วงปัญญาชนของต้าหลีในอนาคตผู้เชี่ยวชาญด้านจารีตประเพณีและ
เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงก็จะต้องลงน ้าหมึกเข้มๆ เซียน
ถึงเหตุกาณณ์นี้อย่างแน่นอน เอ๊ะ บังเอิญจริงๆ ตอนเด็กๆ พ่อของข้า
ก็บอกแล้วว่าเคยมียอดฝีมือผ่านทางมาช่วยท านายชะตาชีวิตด้วย
การวิเคราะห์ตัวอักษรให้บอกว่าในอนาคต
ตอนที่สวมกวานจะได้
ประทานอักษรค าว่า ‘เหวินเจิน” จะต้องมีโชคในช่วงบั้นปลายอย่าง
แน่นอน…เมื่อเป็นเช่นนี้ หมอดูที่ชักชวนผู้คนให้มุ่งมั่นท าความดีก็
เหมือนจะมีเรื่องให้พูดถึงอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
เว่ยป้อหัวเราะร่วน “ไม่เสียแรงที่รองเจ้ากรมต่งเคยเป็นเด็ก
อัจฉริยะ ความคิดเฉียบแหลมว่องไวนัก ข้ารู้สึกว่าดูเหมือน “เหวินห
มิ่น” จะเหมาะสมมากกว่านะ”
ต่งหูกลับมีท่าทีมาดมั่น ไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย รองเจ้ากรมผู้
เฒ่ากลับมีความในใจประโยคหนึ่งที่หากยังไม่ดื่มเหล้าจนเมาก็พูด
ออกจากปากไม่ได้ ความยอดเยี่ยมของสมัญญานามที่ขุนนางบุ๋นแม่
ทัพปู่ได้รับอยู่ที่อักษรสองค าเท่านั้นหรือ? ไม่ อยู่ที่ภูเขาสายน ้า
ต่างหาก
อยู่บนปิ่นดอกไม้เครื่องประดับของพวกแม่นางน้อยในเมืองหลวง
อยู่ในเสียงอ่านต าราดังกังวานของเด็กน้อยในโรงเรียนชนบท อยู่ที่
ชาวบ้านของต้าหลีที่พ่อเห็นเทพเซียนบนภูเขาและเสมียนขุนนางต่าง
ก็ไม่หวาดกลัว อยู่ที่ในหัวใจของพวกเขารู้สึกว่าแคว้นของข้าก็คือ
บ้านของข้า
……
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่นั่งพ่นควันขโมงอยู่บนขั้นบันได ซิ่วไฉเฒ่าหิ้ว
กาเหล้ามาคุยเล่นกับเขา
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่เงยหน้ามองฟ้า ยิ้มเอ่ยว่า “ในที่สุด ในที่สุด
สถานการณ์ใหญ่ก็มั่นคงแล้ว คือเรื่องราวอันดีงามที่แม้แต่คิดข้าก็ยัง
ไม่กล้าคิด ซิ่วไฉเฒ่าเจ้าล่ะ คิดอย่างไร?”
ซิ่วไฉเฒ่าแกว่งกาเหล้า เอ่ย “รสชาติเหมือนสุราร้อยชนิด”
เพียงแต่ว่าในสายตาและในสีหน้าของผู้เฒ่ากลับมีความขมขื่น
เปรี้ยวฝาดที่ไม่อาจบอกกล่าวกับใครได้
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ยิ้มเอ่ย “หากว่าข้ามีลูกศิษย์อย่างเจ้า แม้แต่ฝันก็
คงหัวเราะจนตื่นขึ้นมาได้เลย”
ซิ่วไฉเฒ่าลูบหนวด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยค่อยๆ คลายออก
หัวเราะหึหึ พึมพ าว่า “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ”
ส านักกระบี่หลงเฉวียน ริมหน้าผาบนยอดเขาโหยวอี้ ขอบฟ้าคือ
ทะเลเพลิงแถบใหญ่แสงเรืองรองยามเย็นพร่างพราวเหมือนผ้าแพรที่
ถูกปูเอาไว้ เจิดจ้าพร่าตา
เฉินผิงอันกับกู้ช่านนั่งขัดสมาธิอยู่ฝั่งซ้ายขวาของหลิวเสี้ยนห
ยาง “หลิวเฉินกู้” แห่งถ ้าสวรรค์หลีจูที่ชื่อเสียงเลื่องลือ ระหว่างที่ได้มา
รวมตัวและแยกจากหลังออกไปจากบ้านเกิดในปีนั้น แต่ละคนต่างก็
ไปฝึกกระบี่ เรียนหนังสือ ฝึกบ าเพ็ญตน เจ้าส านักหนุ่มสามคนที่ต่าง
ก็มีชาติก าเนิดเป็นเด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลน พวกเขาที่แม้กระทั่ง
ฝันก็ยังไม่กล้าคิดว่าพรุ่งนี้จะมีเงิน ในอนาคตจะมีชีวิตที่สุขสบาย เคย
เดินอยู่บนคันนาของบ้านเกิดด้วยกัน เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินอยู่
ข้างหน้าสุดเอาสองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย เอ่ยถ้อยค ายิ่งใหญ่ที่
แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่เชื่อ เจ้าขี้มูกยึดน้อยที่เดินอยู่ตรงกลาง และ
เด็กหนุ่มผอมแห้งตัวด าที่เดินอยู่ด้านหลังสุด พวกเขาเหยียบไปบน
พื้นดินอ่อนนุ่ม บนคันนาข้างรองเท้าสานของพวกเขาเริ่มมีดอกไม้
เล็กๆ จ านวนมากซึ่งเป็นต้นหญ้าป่าไม่ทราบชื่อเบ่งบาน เวลานี้พวก
เขามองไปยังทิศไกลด้วยกัน มองไปยังวิถีทางโลกที่ใจคนยังคง
ซับซ้อน มองโลกมนุษย์ที่ภูเขาเขียวน ้าใสยังคงอ่อนโยนงดงามดังเดิม