กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 15.1 พิธีสมรส
ทางฝั่งภูเขาบรรพบุรุษของส านักกระบี่หลงเฉวียน ในเรื่องของ
การจัดเตรียมงานแต่งนี้เทพเชียนผู้เฒ่าเจี่ยมีพลังอ านาจอย่างเต็ม
เปี่ยม แข็งแกร่งจนเหมือนขอบเขตสิบสี่ “ก่อนฝนตก” ที่นั่งบัญชา
การณ์อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตัวเอง
จูเหลี่ยนคอยเป็นผู้ช่วย พวกเขาร่วมมือกันได้อย่างแนบแน่นไร้
ช่องไหว ไหวลู่ซานจวินหญิงแห่งภูเขาหลวนซาน แรกเริ่มยังสงสัยว่า
นักพรตขอบเขตประตูมังกรผู้นี้ ต่อให้จะเชี่ยวชาญขนบธรรมเนียม
เรื่องงานแต่งในหมู่ชาวบ้าน คุ้นเคยกับกฎระเบียบบนภูเขาดี แต่จะจัด
พิธีสมรสของคู่รักบนภูเขาคู่หนึ่งให้ออกมามีกลิ่นอายบ้านนอก
หรือไม่ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะมีกลิ่นอายของตระกูลเซียนมากเกินไป
กลับกลายเป็นว่าขาดกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ไปหลายส่วน?
แต่เพียงไม่นานไหวลู่ก็ต้องยอมศิโรราบด้วยความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่มาจากภูเขาลั่วทั่วผู้นี้มีความรู้!
เพียงแต่ว่าต่อให้หร่วนฉงจะเชื่อมั่นในตัวพวกเขามากแค่ไหน
แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ต่างจากการแต่งบุตรสาวสักเท่าไร ต้องแสดงให้
เห็นว่าเขาท าอะไรไปบ้าง บางครั้งจึงอดไม่ไหวให้ข้อเสนอที่ค่อนข้าง
จะฟังไม่ขึ้น แน่นอนว่าไหวลู่ไม่พูดอะไรออกมาโต้งๆ จูเหลี่ยนคิดว่า
ตัวเองเป็นพ่อครัวผู้รับหน้าที่ลงมือปรุงอาหารเป็นหลัก อย่าเห็นว่า
เวลาปกตินักพรตเฒ่าเจี่ยใจกว้างกับคนอื่นมาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็
พูดคุยกันได้ ครั้งสองครั้งก็ยังอธิบายกับหร่วนฉงอย่างอดทน แต่
หลังจากนั้นยังมีอีก เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็ระเบิดอารมณ์แล้ว แน่นอน
ว่าไม่ได้แสดงบารมีเฉพาะตัวที่แม้มิได้โกรธก็ยังน่าเกรงขาม แต่
เหมือนเอ่ยประโยคหนึ่งว่า อริยะหร่วน หากท่านยังช่วยให้เสียเรื่อง
แบบนี้อีก จะแตะเกล็ดย้อนของผินเต้าแล้วนะ จะไปไหนก็ไป!
ด้วยนิสัยดื้อรั้นที่เลื่องลือไปทั่วแจกันสมบัติทวีปของหร่วนฉง
กลับถูกจริตกับวิธีแบบนี้ หลังจากขออภัยนักพรตผู้เฒ่าเจี่ยด้วย
ความจริงใจแล้วก็เลือกจะมองดูอยู่ด้านข้างตาปริบๆ เงียบๆ ไม่พูด
อะไรไร้สาระอีก หากช่วยได้ก็เป็นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
นักพรตผู้เฒ่าเจี่ยทั้งไม่ได้โยนภาระทิ้ง แล้วก็ไม่ได้ไล่คนไม่ใช่หรือ?
นี่ท าเอาสวีเสี่ยวเฉียวที่แวะมาดูความคืบหน้าที่นี่อึ้งตะลึงไปทันที่
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยเห็นเซียนกระบี่สวีที่ขาดนิ้วโป้งมือขวาผู้นี้กลับ
เปลี่ยนสีหน้าทันใด สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นมิตร นักพรตผู้เฒ่า
รีบเดินไปที่ข้างโต๊ะ ม้วนชายแขนเสื้อขึ้น ยกพู่กันจุ่มน ้าหมึกเขียน
เรื่องที่ต้องท าต่อจากนี้ยาวเป็นพรวน หนึ่งสองสามสี่ห้าข้อ…แต่ละข้อ
ชัดเจน ตัวอักษรน้อยแต่แม่นย า มีข้อห้ามอะไรที่ต้องใส่ใจและต้อง
ระวังเป็นพิเศษบ้าง ล้วนมีตัวอักษรเล็กเท่าหัวแมลงวันเซียนก ากับไว้
อยู่ข้างๆ สรุปก็คือรบกวนเขียนกระบี่สวีและเหล่าเทพธิดาทั้งหลายท า
ตามนี้ สวีเสี่ยวเฉียวเองก็ยอมรับนับถือด้วยความเต็มใจและจริงใจ ใน
บ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ คนโบราณไม่หลอกลวงกันจริงๆ นาง
เหลือบมองอาจารย์ของตัวเองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม บอกเป็นนัย
แก่อีกฝ่ายว่าอย่าได้ช่วยให้เสียเรื่อง
ขอแค่เป็นงานด้านตัวอักษรที่เกี่ยวข้องกับพิธีสมรสก็ให้จูเหลี่ยน
จัดการทั้งหมด ถึงขั้นที่ว่าเขายังเรียบเรียงต าราอาหารเล่มหนึ่งขึ้นมา
เพื่องานแต่งโดยเฉพาะ แม้ว่าจูเหลี่ยนเองก็ใช้วัตถุดิบปรุงอาหาร
หลายสิบอย่างที่จ านวนไม่เท่ากันซึ่งพกมาไว้ในวัตถุฟางชุ่นด้วย แต่
ก็มีวัตถุดิบของตระกูลเซียนและอาหารป่าบางอย่างที่ยังต้องให้ทางฝั่ง
ของส านักกระบี่หลงเฉวียนจัดเตรียมไว้ให้อย่างตั้งใจ อย่างเช่น
รายการมะเขือยาวหมักกากเหล้าที่ต้องใช้น ้าพุแช่ไว้หนึ่งคืน ทุกจิน
จะต้องใช้เกลือสองต าลึงครึ่ง กากเหล้าอีกสองจิน ด้านข้างมีประโยค
หนึ่งเขียนก ากับไว้ว่าหากเป็นน ้าพุหลิงชิวของต าหนักฉางชุนย่อมดี
ที่สุด น ้าพุภูเขาธรรมดาก็ใช้ได้เหมือนกัน…สมกับค าว่าการกินไม่
เคยรังเกียจความประณีต อาหารแล่ก็ยิ่งต้องพิถีพิถัน แน่นอนว่าสวี
เสี่ยวเฉียวย่อมยินดีน าพาศิษย์น้องชายหญิงให้ช่วยกันท างานใน
หน้าที่พวกนี้ อาจารย์ผู้เฒ่าจูกับนักพรตผู้เฒ่าเจี่ยที่ถือว่าเป็นคน
นอกครึ่งตัวยังใส่ใจขนาดนี้ ลูกศิษย์ท าเนียบของส านักกระบี่หลง
เฉวียนอย่างพวกเขาจะมีเหตุผลให้ไม่ใส่ใจ ไม่ประณีติละเอียดลออได้
อย่างไร?
ขณะที่หยุดพักจากงานที่วุ่นวาย เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็เปิดต ารา
อาหารอ่าน ลูบหนวดเอ่ยชื่นชมว่า “ลายมือลิงจ่าวของอาจารย์ผู้เฒ่า
จูยอดเยี่ยมยิ่งนัก มีพรสวรรค์สูง ขนาดลายมืออักษรข่ายซูของเจ้า
ขุนเขาก็ยังเป็นรองอยู่ระดับหนึ่ง ท าให้ผินเต้าพูดประโยคผิดต่อมโน
ธรรมในใจว่า “ต่างคนต่างมีเอกลักษณ์ ออกมาไม่ได้จริงๆ”
เมฆเปลวเพลิงที่ริมขอบฟ้าเหมือนชาวนาที่เหน็ดเหนื่อยยุ่งกับ
การท างานมาทั้งวันแล้วได้จิบเหล้าจอกเล็กๆ ดื่มจนหน้าแดงก ่า
เตรียมจะกลับไปพักผ่อนแล้ว
เฉินผิงอันถาม “ท าไมถึงไม่จัดงานที่เมืองเล็กอีกรอบหนึ่ง?”
ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเกิดพวกเขา งานแต่ง
จะต้องจัดสองครั้ง จัดที่บ้านฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละครั้ง ต่อให้
สองบ้านจะเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่บนถนนติดกันก็ไม่อาจท าลายกฎข้อนี้
ได้
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นจะให้พวกเพื่อนสนิทมาเปิดหู
เปิดตาที่นี่ กินอาหารเซียนที่หาได้ยากมื้อหนึ่งได้อย่างไร”
จะดีจะชั่วส านักกระบี่หลงเฉวียนในทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นส านักวิถี
กระบี่ “แห่งแรก” ของแจกันสมบัติทวีป แม้ว่าจะไม่มีเซียนกระบี่
มากมายเหมือนภูเขาตะวันเที่ยง แต่การประลองวิชาคาถาบนภูเขา
นั้นก็ไม่ได้ดูกันที่จ านวนครั้ง
แล้วนับประสาอะไรกับที่ช่างหร่วนยังเคยลาออกจากต าแหน่งผู้
ถวายงานอันดับหนึ่งของต้าหลีถึงสามครั้งแต่ก็ยังไม่ส าเร็จ ต าแหน่งนี้
มีน ้าหนักมีความส าคัญอย่างมาก ทุกปีจะได้รับเงินเดือนจากทางราช
ส านัก ศิษย์พี่ต่งที่เป็นนักบัญชีก็เป็นได้อย่างสุขสบายนัก แค่นับเงินก็
พอแล้ว
กู้ช่านเอ่ย “หากจัดงานเลี้ยงที่เมืองเล็กจริงๆ จะไม่ล าบากแน่หรือ
หร่วนฉงถือเป็นผู้อาวุโสในบ้านของเซอเยว่ บวกกับเพื่อนเจ้าบ่าวที่
เพิ่งเป็นราชครูอย่างเจ้า เชอเยว่ยังมีหนิงเหยาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ก็มี
แต่จะกลายเป็นการต้อนรับขับสู้ในวงการขุนนางบนภูเขาล่างภูเขา
พูดถึงแค่ทางฝั่งเว่ยป้อกับภูเขาพีอวิ๋นที่ต้องออกหน้าอย่างแน่นอน
เว่ยเย่โหวเสินจวินแห่งห้ามหาบรรพตออกหน้าแล้ว เสินจวินอีกสี่คน
ที่เหลือก็ต้องแสดงท่าทีด้วยหรือไม่? จวนเทพวารีแม่น ้าเถี่ยฝูที่อยู่
ใกล้เคียงต้องมาร่วมแสดงความยินดีถึงที่ เทพวารีของสามแม่น ้าที่
เมืองหงจู๋ก็ควรตามมาด้วยหรือไม่? นี่ยังเป็นแค่บนภูเขาเท่านั้นนะ
วงการขุนนางล่างภูเขาเหอะ ทั้งเมืองไหวหวงคงมีแต่รถม้าจอดเต็ม
เมืองเลยกระมัง ใครบ้างที่ไม่อยากอาศัยโอกาสที่พันปีก็ยากจะพาน
พบนี้มาปรากฏตัวให้ราชครูคนใหม่คุ้นหน้าคุ้นตา? อีกอย่างอิงตาม
ประเพณี ชามและตะเกียบที่ต้องใช้จัดเลี้ยงหมุนเวียนในงานแต่งต้อง
ขอยืมมาจากคนอื่น ซื้อใหม่ไม่ได้ ทุกวันนี้พวกเพื่อนบ้านเก่าๆ ย้าย
ไปอยู่ในตัวเมืองกันหมดแล้ว หลิวเสี้ยนหยางที่เป็นเจ้าบ่าวคนใหม่ก็
ไม่ต้องคอยปืนข้ามก าแพงไปขโมยจากบ้านคนอื่นตอนกลางคืนทั้ง
คืนเลยหรือ หรือว่าจะลองเสี่ยงดวง ดูว่ามีโต๊ะตู้เก่าที่ไม่ถูกขนย้ายไป
มีตะเกียบจานชามทิ้งไว้บ้างหรือไม่”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะเสียงดัง เฉินผิงอันเองก็รู้สึกว่าน่าสนใจ
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ถามเสียงเบาว่า “เงินใส่ของของ
พวกเขาจะท าอย่างไร?”
กู้ช่านกลอกตามองบน ชีวิตนี้เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องแบบ
นี้นี่แหละ
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “บอกไว้แต่แรกแล้วว่าให้อิงตามกฎฆระเบียบ
ของการกินเลี้ยงงานแต่งของเพื่อนร่วมงานในเตาเผามังกรของพวก
เรา ห้ามตกหล่นไปแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว ข้าจะเปิดซองต่อหน้า
ใครกล้าเล่นแง่กับข้า ข้าก็จะเดือดใส่คนผู้นั้นทันที”
หากเป็นคนปกติทั่วไป เกินครึ่งคงบอกว่าไม่ยอมให้มีเงินเพิ่มมา
แม้แต่เหรียญทองแดงเดียว แต่หลิวเสี้ยนหยางย่อมไม่ใช่คนปกติ
ทั่วไป
กู้ช่านเอ่ย “ใครกันที่เอ่ยเสริมมาว่า ให้มอบซองตามราคาที่ช่าง
หัวหน้าเตาเผาเป็นคนจ่าย?”
หลิวเสี้ยนหยางพูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ด้วยฝีมือในการเผา
เครื่องกระเบื้องที่ช านาญของข้า คือผู้สืบทอดที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว
ของตาเฒ่าเหยา พวกเขาจะเทียบได้หรือ?
ตอนที่เฉินผิงอันยังฝึกขึ้น
รูปเครื่องปั้นอย่างโง่งม ข้ากลับสามารถสอนให้คนอื่นลงมีดได้แล้ว
แน่นอนว่าหากอิงตามกฎการจัดงานแต่งให้กับลูกสาวหรือแต่ง
ลูกสะใภ้ของหัวหน้าช่างในเตาเผาใหญ่ แล้วก็เพราะปีนั้นเกิดเรื่องนั้น
ขึ้น หาไม่แล้วเวลานี้ข้าคงได้เป็นหัวหน้าช่าง รับลูกศิษย์มาไว้กลุ่ม
ใหญ่ไปนานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีศิษย์หลานแล้วด้วย…”
กู้ช่านจุ๊ปาก “จากนั้นก็เผาเครื่องกระเบื้องอย่างยากล าบากเหน็ด
เหนื่อยปางตายส่งเข้าวัง ขุนนางผู้ตรวจการงานเตาเผาตรวจสอบ
อย่างระมัดระวังแล้วก็ส่งไปให้เมืองหลวงต้าหลี หากโชคดีถูกตาเฒ่า
ฮ่องเต้เลือกของสี่ห้าชิ้นไปให้ มอบให้กับใต้เท้าราชครู จากนั้นพอใต้
เท้าราชครูมีเวลาว่างอยากดื่มชาก็หยิบขึ้นมาดู โอ้โห ดูเหมือนจะเป็น
ของที่หลิวเสี้ยนหยางของที่บ้านเกิดเผาขึ้นมานะ ได้ดิบได้ดีแล้ว…ก็
น่าจะเป็นเหตุการณ์ประมาณนี้ ถูกไหม?”
หลิวเสี้ยนหยางสะอึกอึ้ง
เฉินผิงอันยิ้มถาม “หลายปีมานี้ที่กลับบ้านเกิด มีคนสนิทที่เป็น
ช่างในเตาเผามังกรในอดีตมาหาเจ้าบนภูเขาบ้างไหม?”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะร่วน “ก็มีบ้างสองสามครั้ง มีทั้งคนที่เจอ
กับด่านยากอย่างแท้จริง อาศัยตัวเองก็ไม่มีปัญญาข้ามผ่านมันไปได้
จริงๆ จึงได้แต่ขอให้ข้าออกหน้าช่วยจัดการให้ แล้วก็มีคนที่มองดู
เหมือนมาร าลึกความหลังกับข้าที่นี่ ลงจากภูเขากลับไปที่ตัวเมืองก็
เอาไปคุยโวกับเพื่อนใหม่ หรือไม่ก็เพื่อให้ได้ความล าเอียงในการ
จัดการเรื่องหยุมหยิมจากขุนนางในที่ว่าการ ไม่อย่างนั้นก็ได้หน้าตา
หรือไม่ก็ได้ผลประโยชน์ที่แท้จริงมาจากบนโต๊ะสุราของพวกชน
ชั้นสูงพวกคนรวยในตัวเมือง แล้วก็มีคนที่ได้รับไหว้วาน วิ่งเต้นใช้
เส้นสายหาช่องทางช่วยเหลือ คิดอยากจะปรึกษากับข้า ให้ช่วยดูว่า
คุณสมบัติของเด็กหนุ่มทั้งหลายเป็นอย่างไร สามารถขึ้นเขามาเป็น
เทพเซียนได้หรือไม่ ได้ยินว่าคนอื่นเลี้ยงข้าวเขาหนึ่งมื้อ พูดคุยเรื่อง
นี้ อย่างน้อยก็ต้องจ่ายเงินห้าร้อยต าลึงเงิน ไม่ว่าจะท าส าเร็จหรือไม่
พวกเด็กๆ เหล่านั้นจะขึ้นเขาไปฝึกตนได้หรือไม่ก็ล้วนเป็นราคานี้
ห้ามคลาดเคลื่อนไปจากนี้”
กู้ช่านหัวเราะหยัน “แค่ฟังก็หงุดหงิดแล้ว”
หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ไม่หรอก เดิมทีคนเราก็ใช้ชีวิตกันแบบ
นี้อยู่แล้ว เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้าที่ไปหลบอยู่ในนคร
จักรพรรดิขาว หรือไม่ก็ไปซ่อนตัวอยู่ในภูเขาเฉวียนซู ชีวิตก็สุขสงบ
ไม่ต้องเจอเรื่องอะไรแล้วหรือ? ไม่ใช่ว่าข้าจะพูดจาอัปมงคลแช่งเจ้า
หรอกนะ เจ้าอยู่รอในส านักฝูเหยาไปให้ดีๆ เถอะ สักวันหนึ่งจะต้องมี
คนรู้จักเก่าสี่ห้าคนไปหาถึงที่ ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็น ‘เงินห้าร้อย
ต าลึง หรือว่าอะไร ก็ต้องให้เจ้าใช้หนี้น ้าใจคืนหลายก้อน”
กู้ช่านเอ่ย “ต่อให้มีเรื่องท านองนี้เกิดขึ้นจริง เจ้าก็คอยดูเถอะว่า
ข้าจะสนใจหรือไม่”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “เจ้าอย่าส าคัญตัวผิดไปนักเลย ข้า
แนะน าเจ้าว่าควรจะสนใจสักหน่อย”
กู้ช่านก าลังจะเถียง หลิวเสี้ยนหยางกลับออกท่าไม้ตายแล้ว “เจ้า
ส านักกู้อย่าพูดมากระวังข้าปล่อยเฉินผิงอันออกมา ปิดประตูตีเจ้า”
สีท้องฟ้าของยามกลางวันกับกลางคืนเหมือนกับเดินผ่านม่านที่
แขวนอยู่บนเวทีละครซึ่งเขียนค าว่า “ออกศึก” กับ “เข้ารับราชการ”
แต่งหน้าขึ้นแสดงบนเวที่ พอกลับบ้านก็ลบเครื่องประทินโฉมออก
บนยอดเขาของภูเขาจู่ไห่มีต าหนักไร้ชื่ออยู่แห่งหนึ่ง คือสิ่งปลูก
สร้างเพียงหนึ่งเดียวของส านักกระบี่หลงเฉวียนที่สอดคล้องกับค าว่า
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตระกูลเซียน หลังคาทรงหยักซ้อนหลายชั้น ปู
ด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต เสาและคานแกะสลักประดับ
ลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง งดงามเกินค าบรรยาย คือสถานที่ยอด
เยี่ยมในการชมทะเลเมฆมักจะมีเมฆหมอกลอยแผ่อบอวลไปทั่วยอด
เขา ต าหนักแห่งนี้เหมือนหอยสังข์สีเขียววางอยู่บนถาดหยกขาว มี
การร่ายเวทลับไว้บนสิ่งปลูกสร้างหลังนี้ ผิวเรียบเงางามดุจกระจกเพิ่ง
ขัดใหม่ ทุกครั้งที่ดวงตะวันลาลับไปทางตะวันตก มันก็จะยิ่งส่อง
ประกายแสง มีแสงศักดิ์สิทธิ์สีสันดุจเปลวเพลิงลอยทะยานขึ้นสูง
สถานที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ถ่ายทอดมรรคาเล่าเรียนวิชาของส านัก
กระบี่หลงเฉวียน
มีความสูงเท่าเทียมกับร้านตีเหล็กบนภูเขาบรรพบุรุษที่มักจะมี
สะเก็ดเปลวเพลิงปลิวประกาย กลายมาเป็น ‘ดวงตามังกร” ข้างหนึ่ง
บนลานหยกขาวที่อยู่ด้านนอกต าหนักไร้นามเวลานี้มีแสงกระบี่
พุ่งสลับฉวัดเฉวียนเกิดจากลูกศิษย์ของลูกศิษย์หลายคนที่มานะฝึก
ตน ก าลังฝึกเวทกระบี่กันอยู่ที่นั่น
หลิวเสี้ยนหยางยกกาเหล้าในมือขึ้นชี้ไกลๆ ไปยังลานประลอง
ยุทธบนยอดเขาจู่ไห่ที่มีแสงกระบี่เต้นระริก พูดอย่างล าพองใจว่า
“เห็นหรือยัง เวทกระบี่ของแม่นางน้อยสองคน ล้วนร่ายออกมาได้อย่า
งดงามใช่ไหม? ส านักกระบี่หลงเฉวียนของพวกเรายังพอจะมีต้นกล้า
ที่ดีอยู่บ้าง ผ่านไปอีกสามสิบห้าสิบปี เหอะ ข้าก็จะถูกเรียกว่าบรรพ
จารย์ไท่ซ่างแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องของการรับลูกศิษย์ เจ้าจงหัดเรียนรู้จาก
ข้าให้มาก”
อิงตามล าดับก่อนหลังก็เป็นซุยตงซาน เผยเฉียน เฉาฉิงหล่าง
จ้าวซู่เซี่ย กวอจู๋จิ่ว หนิงจี๋ เติ้งเจี้ยนผิง หยวนหวง
หลิวเสี้ยนหยางโบกมือ “ข้ากับเจ้าส านักกู้ต่างก็ไม่มีความเคย
ชินที่จะชอบท าตัวเป็นอาจารย์ของผู้อื่น”
กู้ช่านเองก็ไม่ได้พูดอะไร ลูกศิษย์ที่มีความขบถเต็มตัวของเขา
คนนั้น ดูเหมือนว่ามีก็เหมือนไม่มี
หร่วนฉงยังรับลูกศิษย์มาอีกหลายคน หลายปีมานี้ต่างก็ตีเหล็ก
หลอมกระบี่อยู่ข้างกายเขา เพียงแต่ว่าแม้พวกเขาจะเป็นผู้ฝึกกระบี่
คุณสมบัติกลับค่อนข้างจะธรรมดา ไม่อาจเทียบกับผู้ฝึกกระบี่มี
พรสวรรค์ที่ปีนั้นถูกหร่วนฉง “ส่งตัวลงจากภูเขาอย่างมีมารยาท”
อย่างพวกอวี่จิ่น หลิ่วอวี้ ในบรรดานั้นมีชาวบ้านที่เป็นนักโทษอาญา
ของสกุลหลอยู่สองคน พวกเขามีชาติก าเนิดแบบเดียวกับอวี๋ลู่ เซี่ย
เซี่ย หร่วนฉงนั้นขึ้นชื่อว่ามีนิสัยประหลาด อย่างลูกศิษย์ผู้สืบทอด
หลายคนนี้ก็ยังไม่มีใครที่ถูกรับเข้าท าเนียบของศาลบรรพจารย์เสียที่
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะรังเกียจว่าขอบเขตของพวกเขาต ่า เพียงแค่
เพราะหร่วนฉงรู้สึกว่าพวกเขายังไม่ผ่านการฝึกฝน ยังไม่หนักแน่น
มั่นคงมากพอ
ยังดีที่ผู้ฝึกกระบี่ที่ทุกวันนี้อยู่ในวัยตั้งตัว (ประมาณสามสิบปี)
เหล่านี้ ในเมื่อสามารถอยู่ต่อได้ นิสัยก็ไม่ได้ต่างจากหร่วนฉงนัก
พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่มีใครพร ่าบ่นอะไร
ทุกวันนี้ส านักกระบี่หลงเฉวียนก็มีลูกศิษย์สามรุ่นอยู่สิบกว่าคน
แล้ว ต่งกู่ลูกศิษย์คนแรกที่เปิดยอดเขาอยู่บนยอดเขาเหิงซั่วรับลูก
ศิษย์มาสามคน ล้วนมีชาติก าเนิดเป็นภูตทั้งสิ้นชื่อสัตย์และประพฤติ
ตนเรียบร้อย แล้วก็ไม่ชอบลงจากภูเขาไปฝึกประสบการณ์ แค่ก้ม
หน้าก้มตาฝึกตนอยู่ในภูเขาเท่านั้น นอกจากส านักบ้านตนและกรม
พิธีการต้าหลีแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครรู้อีกว่าพวกเขาคือลูกศิษย์ของ
ลูกศิษย์หร่วนฉง
ลูกศิษย์เข้าห้องของหร่วนฉงกลุ่มนั้นก็รับลูกศิษย์มาเหมือนกัน
ภายหลังพบว่าอาจารย์ควบคุมพวกเขาอย่างเข้มงวด แต่กลับมีสีหน้า
อ่อนโยนปราณี พูดจาใจดีกับลูกศิษย์ของลูกศิษย์ แล้วก็มีสีหน้าที่ดี
กับลูกศิษย์ของตัวเองมากขึ้นหลายส่วน ในเมื่อวิธีนี้ใช้ได้ผล ลูกศิษย์
เข้าห้องคนอื่นๆ ที่เหลือก็รีบร้อนหาลูกศิษย์กันบ้างแล้ว อย่างพวก
หลิ่วอ้าย หลูเจา พวกนางต่างก็ขึ้นเขากันมาเพราะเหตุนี้ อันที่จริง
อายุของพวกนางห่างจากอาจารย์ของตัวเองอย่างมากก็แค่สิบปี เท่านั้น