กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 15.2 พิธีสมรส
ลูกศิษย์ของลูกศิษย์เหล่านี้ต่างก็เคารพนับถืออาจารย์ปู่จากใจ
จริง
เหตุผลหลักใหญ่ๆ แล้วก็เพราะบางครั้งสวีเสี่ยวเฉียวได้เล่าเรื่อง
เก่าในอดีตให้พวกเขาฟัง อย่างเช่นว่าเจ้าส านักหลิวเคยเป็นช่างใน
เตาเผามานานหลายปี และยังมีคนบางคนที่เคยท างานระยะสั้นอยู่ใน
ร้านตีเหล็กริมล าคลองหลงซวี…ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะใกล้
หน่อยก็หนีไม่พ้นนการถามมารยาทกับภูเขาตะวันเที่ยง หรือไม่ก็งาน
เลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพีอวิ๋นที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทวีป และยันต์
กระบี่ที่ปีนั้นส านักบ้านตนเป็นผู้สร้างขึ้นและแจกจ่าย
ตอนที่ยังไม่ได้
ย้ายส านักมา ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็ล้วนต้องพกยันต์กระบี่ห้อยเอวไว้
ถึงจะสามารถทะยานลมได้ หาไม่แล้วก็ต้องรับเคราะห์โดยที่ไม่มีใคร
กล้าฟ้องร้องด้วยพวกลูกศิษย์สามรุ่นชอบฟังเรื่องราวของเซียนกระบี่
ที่เต็มไปด้วยสีสันตระการตาพวกนี้มากเป็นพิเศษ เพราะถึงอย่างไร
ภูเขาแห่งอื่นของแจกันสมบัติทวีปต่างก็แค่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่พวก
เขากลับมีโอกาสได้เห็นเองกับตา ต่อให้พูดถึงภูเขาถั่วทั่วที่ถูกปก
คลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งนั้น พวกเขาก็มีความวาดฝันใคร่รู้
มากกว่าความเคารพย าเกรง
เฉินผิงอันถาม “เซี่ยหลิงเป็นขอบเขตหยกดิบแล้วหรือ?”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “เจ้าเด็กคิ้วยาวตระกูลเซี่ย ฐานะทาง
บ้าน คุณสมบัติและความโชคดีล้วนมาเป็นอันดับหนึ่ง กลายมาเป็นผู้
ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคือเรื่องที่แน่นอนดุจน ้ามาล าคลองก่อเกิด
อยู่แล้ว”
กู้ช่านถาม “เจดีย์จิ๋วที่ลู่เฉินมอบให้ ระดับขั้นสูงมาก สมบัติชิ้นนี้
เดิมทีก็เป็นสายสืบทอดสายหนึ่งอยู่แล้ว เซี่ยหลิงไม่มีความคิด
อยากจะสร้างระบบสืบทอด ก่อตั้งภูเขาเป็นของตัวเองบ้างหรือ?”
หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ต่อให้เซี่ยหลิงจะมีพรสวรรค์และความ
กล้าหาญแค่ไหน อยู่กับศิษย์พี่เจ้าส านักอย่างข้านานเข้าก็รู้หลักการ
เหตุผลที่ว่าภูเขาลูกหนึ่งมักจะต้องเจอภูเขาอีกลูกที่สูงกว่าเสมอ จะ
ทดท้อทอดอาลัยก็ไม่แปลก”
กู้ช่านเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ใต้เท้าราชครูรีบตั้งกฎใหม่ให้ต้า
หลีเลย บอกว่าการคุยโวนั้นผิดกฎหมาย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเรื่องนี้ เขาไม่ได้คุยโวจริงๆ ด้วยนิสัยดื้อดึง
ของเซี่ยหลิงที่หากไม่ได้เป็นที่หนึ่งก็จะไม่ยอมเป็นที่สองนั้น รอให้วัน
ใดเขาคิดว่าพรสวรรค์บนวิถีกระบี่ของตนเหนือกว่าหลิวเสี้ยนหยาง
แล้ว เขาก็จะมีความคิดที่จะก่อเตาขึ้นมาใหม่ ถือเป็นบุคคลอันดับ
สองรองจากป๋ายฉางแห่งแจกันสมบัติทวีป”
สวีเสี่ยวเฉียวแห่งยอดเขาจู่ไห่มีลูกศิษย์อย่างหลี่เซินหยวนแค่คน
เดียว หลิวเสี้ยนหยางกับเขี่ยหลิงยังไม่ได้รับลูกศิษย์ผู้สืบทอด คน
หนึ่งขี้เกียจ คนหนึ่งสายตาสูง หาคนที่เหมาะสมไม่เจอ เซี่ยหลิงอยาก
จะหาลูกศิษย์ใหญ่ที่คุณสมบัติในการฝึกตนดีกว่าตัวเองมาโดย
ตลอด
แต่ปัญหาคือตัวเขี่ยหลิงเองก็คือหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ของแจกัน
สมบัติทวีปอยู่แล้วอีกทั้งล าดับรายชื่อยังอยู่ต้นๆ คิดอยากจะหาคนที่
พรสวรรค์ดียิ่งกว่าเขาน่ะหรือ?
เฉินผิงอันหยิบป้ายหยกสองแผ่นออกมาจากในชายแขนเสื้อ
หลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่านได้กันไปคนละแผ่น
เนื้อหาที่บันทึกไว้ในแผ่นหยกทั้งสองไม่ถือเป็นต าราเต๋าตาม
ความหมายที่เข้มงวด แต่เป็นเนื้อหาของ “สามบรรยาย” ที่เกากู
บุคคลอันดับหนึ่งด้านการหลอมยาของใต้หล้ามืดสลัวได้บรรยายไว้ที่
ต าหนักหัวหยางภูเขาตี้เฝ่ยก่อนจะลงจากภูเขาไปถามมรรคากับป๋า
ยอวี้จิง
“สามบรรยาย” ในแผ่นหยกที่แรกเริ่มสุดเจ้าอารามผู้เฒ่ามอบ
ให้กับเซี่ยโก่วไม่เกี่ยวพันไปถึงความลับของระบบสืบทอด ไม่ว่าจะ
เป็นผู้ฝึกตนคนใดก็สามารถศึกษาได้อย่างแพร่หลายกว้างขวาง เฉิน
ผิงอันก็เลยคัดลอกมาไว้หลายฉบับ
หลิวเสี้ยนหยางกวาดตาอ่านเนื้อหาในแผ่นหยกแล้วก็รู้สึกว่าไม่มี
ประโยชน์ต่อการหลอมกระบี่ของตนนัก เลยคิดว่าจะเอาไปมอบ
ให้กับเซี่ยหลิง ให้เขาน าไปถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์สามรุ่นทุกคน
กู้ช่านกลับเตรียมจะท าความเข้าใจอย่างละเอียด ในอนาคตจะ
มอบให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาลบรรพจารย์
ตรงลานประลองยุทธยอดเขาจู๋ไห่ เดิมทีก็เป็นการประลองฝีมือ
ระหว่างคนร่วมส านักที่หยุดแต่พอสมควร เด็กสาวร่างผอมสูงใบหน้า
เย็นชาคนหนึ่งเก็บกระบี่ กุมหมัดยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่หญิงอ้าย ออมมือให้
แล้ว”
เด็กสาวสวมเสื้อคอกลมแขนเสื้อรัดปลายท าจากผ้าแพรต่วนสี
เขียวต้นหอม เส้นผมดกด าเงางามของเด็กสาวถักเป็นเปียสองเส้น
ลักษณะคล้ายอักษร “ยา” (Y)
เห็นเพียงว่านางบิดหมุนข้อมือ ขว้างกระบี่ยาวกลับไปยังชั้นวาง
กระบี่ที่ตั้งอยู่ริมขอบของลานกว้าง ตัวกระบี่ลากเส้นโค้งเส้นหนึ่ง
ก่อนสอดเข้าฝักเสียงดังเครั้ง
เด็กสาวอีกคนที่เป็นคู่ประลองของนางมีนามว่าหลิ่วอ้าย นางอายุ
มากกว่าหลูเจาที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็กน้อย บนศีรษะของหลิ่วอ้าย
สวมพวงเครื่องประดับรูปห่วงอิงลั่ว ลวดลายมังกรขดสีทองพร่างพราว
ชุดกระโปรงที่นางสวมใส่ผ่านการรมกลิ่นหอมของดอกไม้มาก่อน แค่
มองก็รู้แล้วว่ามาจากตระกูลใหญ่ร ่ารวยสูงศักดิ์ของล่างภูเขา เห็นได้
ชัดว่าเป็นเวทกระบี่แบบเดียวกันที่อาจารย์คนเดียวกันถ่ายทอดให้
เด็กสาวใช้กระบี่ด้วยวิธีการเผด็จการเปิดใหญ่ปิดใหญ่ แต่นางกลับ
เป็นแบบเอวอ่อนร่อนพลิ้ว แขนเสื้อพลิ้ววนดั่งหิมะโปรย
ด้านข้างยังมีบุรุษอีกสองคนที่ชมศึกอยู่ คงเป็นเพราะต่างก็อยู่ใน
วัยสวมกวาน การแต่งตัวจึงเรียบง่ายอย่างมาก ผู้ถ่ายทอดมรรคาของ
พวกเขาไม่เหมือนกับอาจารย์ของหลิ่วอ้ายและหลูเจา
พวกเขาแค่นัดหมายกันมาเดินเล่นที่นี่หลังจากกินข้าวอิ่ม แล้ว
เด็กสาวก็เกิดความคิดอยากจะฝึกกระบี่กะทันหัน หลิ่วอ้ายจึงได้แต่
ร่วมวงด้วยอย่างห้ามไม่ได้ เพราะไม่อยากจะท าลายความสนใจของ
ศิษย์น้องหญิงผู้หลงใหลในกระบี่
หากเป็นการฝึกตนในเวลาปกติ พวกนางก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้
ถ้าอาจารย์ปู่ที่ให้ความส าคัญกับกฎระเบียบที่สุดรู้เข้า ท่านผู้อาวุโส
จะไม่มีไฟโทสะลุกโชนสามจั๋ง ด่าจนอาจารย์ของพวกเขาได้แต่เงียบ
กริบเป็นนกกระทาเลยหรือ?
พวกหน่วนอ้ายแค่รู้ว่าแม่นางหน้ากลมที่อีกเดี๋ยวจะแต่งงานกับ
เจ้าส านักหลิวมีชื่อว่าอวี๋เชี่ยนเยว่ คือพี่สาวที่นิสัยอ่อนโยน ไม่ว่าจะ
พูดคุยกับใครน ้าเสียงก็เล็กแผ่วเบา ส่วนขอบเขตของนางเป็นอย่างไร
มองสูงต ่าไม่ออก เพียงแต่ในเมื่อสามารถกลายมาเป็นคนรักของเจ้า
ส านักได้ คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาสามัญ
แต่กลับไม่รู้ว่านางก็คือเซอเยว่แห่งเปลี่ยวร้าง คือหนึ่งในสิบคน
รุ่นเยาว์ของหลายใต้หล้าในอดีต
หลูเจามองไปทางยอดเขาโหยวอี๋ ขอบเขตของเด็กสาวในตอนนี้
ยังไม่พอ ความสามารถในการมองเห็นจึงมีจ ากัด นางถามเสียงเบาว่า
“คนผู้นั้นจะเข้าร่วมงานแต่งงานของอาจารย์ลุงเจ้าส านักของพวกเรา
ไหม?”
พอประโยคนี้ของเด็กสาวดังออกมา พวกศิษย์พี่ชายหญิงอย่าง
หน่วนอ้ายก็ไม่จ าเป็นต้องเดาแล้วว่า “คนผู้นั้น” คือใคร พวกเขาต่าง
ก็รู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
หลูเจามีความคิดบริสุทธิ์เรียบง่าย นางถามอย่างสงสัยว่า “ศิษย์
พี่หญิงอ้าย ท าไมอาจารย์ถึงต้องก าชับพวกเราซ ้าๆ ว่าห้ามพูดถึงชื่อ
ของเขาอย่างส่งเดชด้วยล่ะ?”
หลิ่วอ้ายตอบด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน “ในเมื่อเจ้าส านักกู้มาถึงแล้ว
เชื่อว่าต่อให้คนผู้นั้นจะงานยุ่งแค่ไหน แต่พรุ่งนี้ก็ต้องปรากฏตัวอย่าง
แน่นอน ส่วนท าไมอาจารย์ถึงไม่ให้พวกเราเรียกชื่อเขาตรงๆ หรือ
ไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ถึงเขาส่งเดช คิดดูแล้วก็น่าจะเป็นเพราะเด็กรุ่น
เยาว์อย่างพวกเราสมควรให้ความเคารพต่อผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า”
กู้ช่าน ลูกศิษย์คนเล็กของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวคือ
บุคคลที่ได้เปิดส านักก่อตั้งพรรคอยู่ที่ฝูเหยาทวีป แล้วนับประสาอะไร
กับที่ยังได้ครอบครองนครจินชุ่ยที่ย้ายจากเปลี่ยวร้างมายังไพศาล
ด้วย คนที่ตามีแววล้วนรู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ดูจากท่าทางแล้วกู้ช่านแห่ง
ส านักฝูเหยาจะต้องช่วงชิงต าแหน่งผู้ครองแห่งทวีปกับเทียนเหยาเซีย
งอย่างแน่นอน
คนหนุ่มสวมชุดขาวใบหน้าหล่อเหลาดุจหยก คิ้วสองข้างยาว
มาก ในมือถือพัดหางกวางเดินช้าๆ ออกมาจากต าหนักอู่ฮวาที่
ภายนอกไม่เคยทราบนาม ข้างกายเขามีเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าหลี่เซิน
หยวนติดตามมาด้วย
ลูกศิษย์สามรุ่นสี่คนที่มีหลิ่วอ้ายเป็นหนึ่งนั้นรีบหันหน้าไปหาคน
ผู้นี้ กุมมือคารวะเอ่ยเรียกว่าอาจารย์อาเซี่ย
คนผู้นี้ก็คือเซี่ยหลิง สีหน้าของเขาอ่อนโยน ให้ค าชี้แนะข้อพก
พร่องด้านเวทกระบี่ของพวกนางไปสองสามประโยค
แม้ว่าหลี่เชินหยวนจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของสวีเสี่ยวเฉียวแหง
ยอดเขาจู่ไห่ แต่เรื่องของการถ่ายทอดมรรคา ในส านักกระบี่หลง
เฉวียนแห่งนี้ก็มีแต่เขาเซี่ยหลิงที่ใส่ใจที่สุดแล้วก็ถนัดมากที่สุดจริงๆ
อีกทั้งสิ่งที่เซี่ยหลิงเรียนรู้มายังหลากหลาย ที่ส าคัญคือเขา
เชี่ยวชาญทุกด้าน นอกจากเวทกระบี่สายของส านักกระบี่หลงเฉวียน
เองแล้ว วิชายันต์ พิธีอัญเชิญเทพ อัญเชิญวิญญาณให้เข้าสิงผ่าน
การเขียนอักษรบนทรายหรือกระดาน ฯลฯ ล้วนมีความรู้ความเข้าใจ
เป็นของตัวเอง
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “บนเส้นทางของการฝึกตน เซี่ยหลิงมองเจ้า
เป็นศัตรูในจินตนาการ”
เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ
กู้ช่านหัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเขาหาถูกคนแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าอย่าเพิ่งบอกไปว่าแผ่นหยกแผ่นนั้นข้าเป็น
คนมอบให้ บอกไปว่าเป็นสมบัติลับที่ได้มาจากพื้นที่มงคลโดยบังเอิญ
วันหน้ารอให้เขาเป็นเซียนเหรินหรือในอนาคตพิสูจน์มรรคาบิน
ทะยานแล้วค่อยบอกให้เขารู้อีกที”
กู้ช่านนึกสีหน้าเหมือนคนกินอาจมของเจ้าคิ้วยาวที่หยิ่งทระนง
ในศักดิ์ศรีออกได้เลย
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “เป็นวิธีที่ดี”
กู้ช่านพลันถามว่า “หลิวชาพึ่งพาได้ไหม? ขออย่าให้เขาก่อเรื่อง
เล่นงานเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันตั้งตัวอะไรเลย”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก หากเขาเกิดในไพศาลก็ถือ
เป็นมือกระบี่ที่กล้าหาญชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งได้เลย”
กู้ช่านพยักหน้า พอจะวางใจลงได้บ้าง
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ผู้ฝึกบ าเพ็ญตน นิสัยใจคอมักจะมั่นคงกว่า
คนธรรมดาทั่วไป ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเห็นตัวตนที่
แท้จริงบนสนามแห่งความเป็นความตายเท่านั้น”
“ดูอย่างพวกเราสามคนสิ หากไม่นับเรื่องสถานะหรือขอบเขต
อะไร อันที่จริงนิสัยก็ไม่ได้ต่างจากในอดีตสักเท่าไร”
“ใช่แล้ว เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้านี่ยังไงกัน ท าไมถึงไม่ให้หมี่ลี่น้อย
ออกไปจากอาณาเขตของฉู่โจวช้ากว่านี้สักหน่อย จะดีจะชั่วก็ควร
เข้าร่วมงานแต่งของหลิวสัปหงกก่อนแล้วค่อยไปท่องเที่ยวทางใต้สิ”
เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไร
และเวลานี้เอง คนหนุ่มหน้าตาอมทุกข์คนหนึ่งก็เดินมา รูปโฉม
สง่างาม เรือนร่างสูงใหญ่ก าย า คล้ายกับว่าเกิดมาพร้อมกับหัวคิ้วที่
ขมวดมุ่นไม่คลาย ข้างกายเขายังมีผู้ฝึกตนหญิงมวยผมสูงที่สวมใส่
กระโปรงสีสันสดใส รูปโฉมของนางงามพิสุทธิ์ ปักปิ่นทองไหวระย้าไว้
บนศีรษะ ตรงเอวรัดผ้าแพรหลากสีเหมือนการแต่งกายของสตรีในวัง
มองออกว่านางตื่นเต้นมาก เพียงแต่แสร้งท าเป็นสงบนิ่ง สถานะของ
พวกเขาบนท าเนียบของส านักกระบี่หลงเฉวียน แซ่สกุลล้วนใช้แซ่
หลู แล้วก็โชคดีที่อาจารย์ของพวกเขาคือหร่วนฉง หากเปลี่ยนไป
เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งอื่น เกรงว่าคงต้องมีคนห้ามปรามว่า
อย่าได้เปิดเผยสถานะของชาวบ้านร่อนเร่ของแคว้นล่มสลายชัดเจน
ขนาดนี้ หากเป็นคนในยุทธภพก็ยังพอท าเนา แต่นี่เป็นผู้ฝึกบ าเพ็ญ
ตนที่แสวงหาชีวิตเป็นอมตะ เปิดเผยตัวตนชัดเจนขนาดนี้คงไม่ใช่ว่า
ในอนาคตเมื่อพวกเจ้าฝึกตนประสบความส าเร็จแล้วคิดอยากจะท า
อะไรบางอย่างหรอกนะ?
หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้าให้เขา
ศิษย์น้องหลู ไม่ได้บอกว่าวันนี้เวลานี้ไม่เหมาะจะพูด แต่เป็นไม่
ว่าเวลาใดก็ไม่เหมาะจะพูดทั้งนั้น
กู้ช่านพยักหน้า แม้ว่ามองดูเหมือนหลิวเสี้ยนหยางจะเป็นคนไม่
ยี่หระกับสิ่งใด ไม่เคยยึดติดในรายละเอียดปลีกย่อย แต่หากเป็นเรื่อง
ใหญ่เขากลับเป็นคนที่แยกแยะทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เฉินผิงอันกลับยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน บอกว่าจะขอพูดคุยเรื่อง
การศึกษามรรคากับพวกเขาเป็นการส่วนตัวสักสี่ห้าประโยค
แน่นอนว่าเฉินผิงอันย่อมรู้ดีถึงภูมิหลังและรายละเอียดที่แท้จริง
ของพวกเขาสองคน หลูซีถิง มาจากตระกูลชนชั้นสูงของราชวงศ์
สกุลหลูเก่า ผู้ฝึกตนหญิงหลูหลางหวน นางเหมือนกับเซี่ยเซี่ย ตอน
เด็กต่างก็เคยขึ้นเขาฝึกวิชาเซียนมาก่อน
เดินกันออกไปได้ระยะทางหนึ่ง บริเวณใกล้เคียงกับน ้าตกที่ถูก
แสงจันทร์สาดส่องเสียจนสว่างเจิดจ้า ข้างทางมีกระถางดอกกล้วยไม้
หลายสิบใบ ขนาดใหญ่เหมือนกระดัง กลิ่นหอมอบอวลชวนให้คน
สบายใจ
หลูซีถิงหยุดเดิน ดวงตาของเขาแดงก ่า ประสานมือโค้งคารวะ
“กากเดนสกุลหลูเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้พบราชครูเฉิน”
หลูหลางหวนยอบกายคารวะตามมาด้วย อันที่จริงนางมีความ
ทรงจ าต่อแคว้นบ้านเกิดอย่างเลือนราง
ตอนที่แคว้นล่มสลาย นางยัง
เป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสา ปีนั้นติดตามพวกผู้อาวุโสในส านัก
เซียนอ่านท่องต ารา นางยังพูดไม่ชัดเลย
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบ
เฉยว่า “หลูซีถิง เจ้ารู้หรือไม่ว่า หลายครั้งที่เจ้ากับชาวบ้านสกุลหลู
และชนชั้นสูงเก่าของสกุลหลูติดต่อกันอย่างลับๆ กรมอาญาต้าหลี
ต่างก็จดลงบันทึกเอาไว้ พูดคุยกันเรื่องอะไร อยากจะท าอะไร กิน
อะไร น ้าเสียงและสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ล้วนมีบันทึกไว้อย่าง
ชัดเจน เพราะในบรรดานั้นมีสองคนที่เป็นสายลับของกรมอาญาต้า
หลี แล้วก็เพราะพวกเจ้าโชคดี บังเอิญได้เข้ามาอยู่ในส านักกระบี่หลง
เฉวียน หากอยู่ที่ส านักโองการเทพ ต าหนักฉางชุน ศาลลมหิมะ ฯลฯ
ล้วนจะค่อนข้างล าบาก ง่ายที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น”
หลูซีถิงเงยหน้าขึ้น เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงอย่างยิ่ง เฉินผิงอันยิ้ม
เอ่ยว่า “ข้าไม่จ าเป็นต้องข่มขู่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตชมมหาสมุทรอย่าง
เจ้า ว่าไหม?”
หลูหลางหวนเม้มปาก ดูเหมือนว่าราชครูหนุ่มผู้นี้จะไม่ได้น่ากลัว
อย่างที่ตนคิดเลยนี่นา ครั้งนี้ปลุกความกล้าติดตามหลซีถิงมาพบเขา
นางก็ทุ่มสุดชีวิตแล้วจริงๆ
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ชาวบ้านสกุลหลูใจคิดแต่
อยากจะกอบกู้แคว้น แน่นอนว่าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้าดี
เพียงแต่ว่าจนใจที่ค ากล่าวว่า “สมปรารถนาดั่งใจนึก” มักจะถูกแบ่ง
ออกเป็นสองส่วน”
“ข้าบอกว่าไม่สมปรารถนา เจ้าก็จะรู้สึกว่าเป็นเพราะสถานะของ
ข้าในทุกวันนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าสามารถไปหาหวังอี้ฝู่ ถามความเห็น
ของเขาดู หากเขาบอกว่าได้ นั่นก็หมายความว่าสามสิบปีมานี้พวก
เจ้าไม่ได้เหนื่อยเปล่ากันจริงๆ ใช้ข้ออ้างว่าตั้งชมรมมาพบปะกันเป็น
ระยะ ล่องเรือไปบนทะเลสาบ ร ่ากวีร้องเพลง ใช้เหล่าหญิงคณิกา
มากมาย บังหน้าอ าพรางร่องรอย แต่หากหวังอี้ฝู่บอกว่าไม่ได้ เจ้าก็
ควรจะทบทวนตัวเองให้ดีได้แล้ว”
“หลายปีมานี้หวังอี้ฝู่เคยเป็นองค์รักษ์ของทั้งไทเฮาหนันจานและ
หลิ่วชิงเฟิงเจ้ากรมพิธีการของเมืองหลวงส ารอง เร่ร่อนพเนจรไป
ตามที่ต่างๆ มีความเข้าใจในราชส านักต้าหลีอย่างลึกล ้า ทุกวันนี้เขา
เก็บตัวเงียบอยู่ที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงส ารอง แต่ก็ไม่ได้หาตัวเจอยาก
คราวหน้าเจ้าสามารถพกป้ายสงบสุขแผ่นหนึ่งของกรมอาญาไป
เยือนเมืองลั่วจิงเพื่อพูดคุยกับหวังอี้ฝู่ดีๆ สักครั้งได้”
หลูซีถิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ราชครูเฉิน อันที่จริงพวกเราไม่
มีความทะเยอทะยานในการกอบกู้แคว้นแล้ว แค่อยากจะขอให้ราช
ส านักต้าหลีช่วยยกฐานะของชาวบ้านสกุลหลูให้สูงขึ้นอีกสักหน่อย”
ยกตัวอย่างเช่นขุนนางที่เป็นชาวบ้านเร่ร่อนของสกุลหลู จนถึง
ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยเป็นขุนนางระดับสาม ไม่เคยมีขุนนางในพื้นที่ศักดิ
นาสักคนเดียว หรือยกตัวอย่างเช่นอนุญาตให้ผู้ฝึกตนสกุลหลูเก่าได้
ฟื้นคืนสายสืบทอด เก็บพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายกลับคืนมา
บุกเบิกถ ้าสถิตใหม่อีกครั้ง อีกอย่างก็คือลดภาษีของสองมณฑลลง…
บอกตามตรง เรื่องของการกอบกู้แคว้น แค่คิดหลูซีถิงยังไม่กล้าคิด
เลย ดาบของทหารต้าหลี มีศีรษะแบบใดบ้างที่ไม่เคยฟันมาก่อน?