กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 15.3 พิธีสมรส
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ยากยิ่งกว่าการกอบกู้แคว้นอีก
หรือ?”
หลซีถึงเอ่ยอย่างสงสัย “ขอท่านราชครูโปรดไขข้อข้องใจให้
ด้วย”
เฉินผิงอันเอ่ย “กอบกู้แคว้นก็แค่ชาวบ้านตกยากที่ในอดีตเคย
เป็นผู้สูงศักดิ์สิบกว่าคน ตามหาคนหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ครอบครอง
สายเลือดของเชื้อพระวงศ์ ชูธงก่อกบฏ รวบรวมพรรคพวกเก่ามา
จากนั้นก็ถูกต้าหลีสยบก าราบภายในวันสองวัน ทว่าต่อให้จะเป็นดั่ง
ดอกราตรีที่บานเพียงชั่วข้ามคืน ก็ยังสามารถทิ้งเรื่องราวหนึ่งไว้ใน
ต าราประวัติศาสตร์ได้ กอบกู้แคว้นได้หนึ่งวันก็ถือว่ากอบกู้ได้แล้ว”
“แต่หากจะบอกว่าไม่ใช่การกอบกู้แคว้น แต่เป็นการแสวงหา
ผลประโยชน์ในทุกด้านให้กับคนในพื้นที่ของราชวงศ์สกุลหลูเก่า ขุน
นางบุ๋นแม่ทัพบู๊ที่เดิมที่สามารถเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานอยู่ใน
ราชส านักต้าหลี เป็นขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาได้ ล้วนรบตายกัน
แทบทั้งหมดแล้ว สุดท้ายที่เหลือทิ้งไว้ให้กับราชส านักต้าหลีก็คือ
ลูกหลานชนชั้นสูงพวกนี้ พวกเขาที่คนแต่ละรุ่นล้วนเชี่ยวชาญการ
“เป็นขุนนาง” หากไม่เป็นเพราะราชส านักต้าหลีจ าเป็นต้องมอบสิทธิ์
ส่วนหนึ่งให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ตอนนั้นพวกเขา “รู้จักกาลเทศะ
เข้าใจสถานการณ์” หาไม่แล้วถ้าถามความเห็นข้า ย่อมไม่มีทาง
อนุญาตให้ขุนนางของสกุลหลูเก่าเข้ามาอยู่ในที่ว่าการกรมคลัง ไม่
อนุญาตให้รับหน้าที่เป็นขุนนางหลักขั้นสี่ขึ้นไปตามเขตและเมืองใน
ท้องถิ่นต่างๆ นี่ยังถือว่าผ่อนปรนมากแล้ว”
หลูหลางหวนรับฟังด้วยสีหน้าสดใสแช่มชื่น ปัญหาหลายข้อที่
เมื่อก่อนตัวนางเองไม่เข้าใจ และพวกหลซีถิงก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน ดู
เหมือนว่าจะกระจ่างแจ้งในทันใด ในถ้อยค าที่เย็นชาจนแทบจะ
โหดร้ายของราชครูหนุ่มซุกซ่อนหลักการเหตุผลที่มีชีวิตชีวาเอาไว้
หลายข้อยกตัวอย่างเช่นนางเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่าที่แท้ราช
ส านักต้าหลีกับชุยฉานซิ่วหูถึงกับเคยท าการแลกเปลี่ยนที่บอกกล่าว
ใครไม่ได้เช่นนี้กับพวกชนชั้นสูงสกุลหลู แต่พอหันหลังกลับ ชุยฉาน
กลับแว้งมีดแทงใส่กรมขุนนางต้าหลี โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า ไม่
อนุญาตให้เข้าไปเป็นขุนนางในกรมคลัง” จุ๊ๆ ช่างมีนัยชวนให้ขบคิด
ยิ่งนัก!
หลูซีถิงเอ่ยเสียงเบา “ราชครูเฉิน หากเรื่องพวกนี้ล้วนท าไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นภาษีหนักหน่วงของชาวบ้านในสองมณฑลล่ะ มันเข้มงวด
เกินไปจริงๆ นะ เมื่อสองปีก่อนข้าใช้ข้ออ้างว่าลงจากภูเขาไปหา
ประสบการณ์ เคยไปเยือนที่นั่น ไม่ได้ไปร่วมงานชุมนุมกวีที่อยู่เบื้อง
หน้าบุปผาใต้แสงจันทรา แล้วก็ไม่ใช่งานเลี้ยงสุราที่มีพวกพ้องนั่งกัน
เต็มห้องโถงอะไร ข้าเคยไปเยือนอ าเภอและหมู่บ้านในชนบทมา
มากมายจริงๆ ชีวิตของพวกชาวบ้านล าบากอย่างมาก”
เฉินผิงอันเอ่ย “สองมณฑลนี้จ าเป็นต้องเก็บภาษีหนักต่อเนื่องไป
อีกห้าสิบปี นี่ก็เป็นกฎที่ชุยฉานตั้งไว้ด้วยตัวเองเช่นกัน ราชส านักต้า
หลีมีแต่จะรับประกันว่าชาวบ้านของสองมณฑลจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป
ชีวิตไม่มีทางย ่าแย่ไปกว่าชาวบ้านของสกุลหลูเก่า”
บนเส้นที่เป็นบรรทัดฐานนี้ พวกชนชั้นสูงของสกุลหลูเก่าที่หยั่ง
รากลงลึกอยู่ในท้องถิ่นสามารถหาหนทางด้วยตัวเองได้ สุจริต
เปิดเผย มีเส้นทางของการท าเงิน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าของเมือง
หลวงต้าหลี เมืองหลวงส ารองหรือทางทิศใต้ของล าน ้าใหญ่ ล้วนต้อง
ขึ้นอยู่กับความสามารถ ไม่สุจริตแล้วยังถูกจับได้คาหนังคาเขา ตัด
มือ เรียบง่ายเพียงเท่านี้
คงเป็นเพราะราชครูพูดจาอย่างตรงไปตรงมามากแล้ว ดังนั้นหลู
หลางหวนจึงเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ก็คือจัดสรรผลประโยชน์กันเอง
หมากับหมากัดกัน? สามารถตั้งตัวด้วยเส้นทางท าเงินที่สุจริตได้ ต่อ
ให้ตระกูลเหล่านี้ผสานรวมเข้ากับราชส านักต้าหลี กลุ่มที่มีชีวิตไม่
สบายก็ต้องไม่ยินยอม เกิดความไม่พอใจ อยากจะกอบกู้แคว้นมาก
ยิ่งกว่า? หากตัดสินใจว่าจะกอบกู้แคว้น จะไม่ใช่ว่าถูกกองทัพ
ประจ าการของต้าหลีที่ลับดาบอยู่ในมุมลับมาตั้งนานแล้วรวบแห
จัดการได้รวดเร็วพอดีเลยหรือ? ถึงเวลานั้นรากฐานในพื้นที่ของสกุล
หลูเก่าก็เปลี่ยนมาเป็นสะอาดเอี่ยมอย่างสิ้นเชิง แล้วราชส านักต้าหลี
ก็ค่อยมาลดภาษีให้กับสองมณฑล?
หลูหลางหวนถอนหายใจเบาๆ มิน่าเล่า
ตอนที่พวกเจ้าส านักหลิว
ลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ถึงได้หัวเราะร่วนพูดประโยคไร้ที่มาที่
ไปกับพวกเขาบอกว่า “โฉมหน้าที่แท้จริงของขุนเขา กลับต้องมอง
จากนอกภูเขาจึงจะเห็นได้
เฉินผิงอันเอ่ย “หลูซีถิง เจ้าคือชาวบ้านตกยากของสกุลหลู แต่
เจ้าต้องจดจ าข้อหนึ่งไว้ให้แม่น คอยถามค าถามข้อหนึ่งกับตัวเองอยู่
ตลอด นอกจากตัวเองแล้ว เจ้ายังสามารถเป็นตัวแทนของใครได้อีก
ขอแค่เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน เจ้าถึงจะอาจจะท าเรื่องบางเรื่องได้ดี
ยกตัวอย่างเช่น ข้าเคยเป็นอิ่นกวานของก าแพงเมืองปราณกระบี่ แต่
เฉินผิงอันกล้าพูดว่าตัวเองก็คือก าแพงเมืองปราณกระบี่ไหม?
แน่นอนว่าข้าไม่กล้า หนิงเหยาก็ท าไม่ได้ แม้กระทั่งเซียนกระบี่ผู้
อาวุโสก็ท าไม่ได้เหมือนกัน”
อารมณ์ของหลูซีถิงซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ทั้งซาบซึ้งใจที่ราชครู
หนุ่มเปิดอกพูดคุยด้วยค าพูดที่แม้จะโหดร้าย แต่กลับจริงใจพวกนี้
กับตน แล้วก็เสียดายที่ตนไม่อาจช่วยเหลืออะไรชาวบ้านของสอง
เมืองได้
ไม่ว่าจะอย่างไร หลูซีถิงก็ยังต้องขอบคุณความใจกว้างของ
ส านักบ้านตนและของศิษย์พี่เจ้าส านัก หากไม่เป็นเพราะมี
ความสัมพันธ์สองชั้นนี้อยู่ ท าไมเฉินผิงอันจะต้องสนใจตนด้วย แล้ว
ตนจะได้เจออีกฝ่ายได้อย่างไร?
และเวลานี้เอง เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยว่า “กฎที่ศิษย์พี่ชุยฉานของข้า
ตั้งไว้ ไม่ใช่กฎเหล็กที่ร้อยปีพันปีไม่อาจเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นว่า
ภาษีหนักห้าสิบปี ข้ารู้สึกว่าเวลาที่ก าหนดเอาไว้นานไปหน่อย แค่
สามสิบปีก็พอแล้ว”
ดวงตาของหลูซีถิงเป็นประกายวาบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่น
ตะลึง สามสิบปี? ห่างจากวันที่ราชวงศ์สกุลหลูล่มสลายก็ไม่ใช่ว่า…?
ทว่าหลูหลางหวนกลับมีสีหน้าแปลกประหลาด ค าพูดประเภทนี้ก็
มีแต่อื่นกวานควบราชครูอย่างเจ้าเท่านั้นแหละที่พูดได้
เฉินผิงอันยื่นฝ่ามือออกมาแล้วพลิกฝ่ามือเบาๆ “ศิษย์พี่
เชี่ยวชาญการวางแผนก าหนดแนวทางยุทธศาสตร์ใหญ่ ข้าเทียบกับ
ศิษย์พี่ไม่ได้ ได้แต่ท าเรื่องเล็กๆ ไปตามกฎระเบียบ ในเมื่อเป็นเรื่อง
เล็ก แน่นอนว่าย่อมง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
ในนาทีนี้หลูซีถิงเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าอะไรคือ “ราชครู” แห่ง
ราชส านักต้าหลีที่แท้จริง ปัญหาใหญ่เทียมฟ้าในสายตาของพวกเขา
ส าหรับเฉินผิงอันแล้ว กลับเหมือนผ่าล าไม้ไผ่ คลี่คลายปัญหาได้
อย่างว่องไว ล้วนเป็นเรื่องเล็ก”
เฉินผิงอันเก็บฝ่ามือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หลูชีถิง หลูหลางหวน
หลังจากที่พวกเจ้าเรียนกระบี่ในภูเขาประสบความส าเร็จแล้วก็ต้องไป
รับหน้าที่เป็นผู้ฝึกตนติตตามกองทัพอยู่ข้างกายผู้ว่าและแม่ทัพของ
สองเมือง”
หลูซีถิงมองสบตากับหลูหลางหวน ต่างก็มองความตื่นเต้นอยาก
ลองในดวงตาของอีกฝ่ายออก
ตรงริมหน้าผา หลิวเสี้ยนหยางยกมือมาตั้งไว้ข้างหู แอบฟังบท
สนทนาของทางฝั่งนั้น“น่าชิงชังนัก เจ้าหมอนี่ท าตัวเสแสร้งอีกแล้ว!
ถึงกับมาแย่งชิงความมีหน้ามีตาในถิ่นของข้าได้ เกินไปแล้ว!”
กู้ช่านหลุดหัวเราะพรืด “เจ้าก็มีหน้าด้วยหรือ? เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว
ให้เจ้ากลับต้องมาเจอเรื่องวุ่นวาย ยังจะกล้าบ่นอีก? หากไปที่ส านัก
ข้า เจ้ารอดูเถอะว่าจะมีใครกล้าขยับเข้ามาพูดใกล้ๆ ไหม”
หลิวเสี้ยนหยางทิ้งตัวนอนหงายไปด้านหลัง ยกขาไขว่ห้าง “ใคร
ให้เขามาเจอสหายอย่างพวกเราล่ะ เวรกรรมแท้ๆ …เพ้ยๆๆ ต้องบอก
ว่าเป็นบุญต่างหาก”
กู้ช่านพึมพ ากับตัวเอง “เปลี่ยวร้างกับมืดสลัว จะพลาดอีกไม่ได้
แล้ว”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “เจ้าถือเป็นลูกกระจ๊อกที่คอยชูธงร้อง
ให้ก าลังใจอยู่ข้างๆ แต่ข้ากลับเป็นแม่ทัพหลัก ทั้งสามารถเป็นแนว
หน้า แล้วก็สามารถเป็นแนวหลังได้ด้วย”
กู้ช่านวางสองหมัดยันไว้บนหัวเข่า ดวงตาฉายประกายร้อนแรง
“บินทะยาน บินทะยาน!”
หลิวเสี้ยนหยางมองดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า คิดถึงแม่นางคนดีที่อยู่
ในใจ ขนบธรรมเนียมของบ้านเกิดนี่นะ พี่ชายต้องแต่งงานก่อน น้อง
รองค่อยแต่งตาม ส่วนจะวนไปถึงน้องสามหรือไม่ก็ตามสบายแล้ว
เฉินผิงอันกลับมานั่งที่เดิม ถามว่า “บนภูเขามีแปลงปลูกแตง
หรือไม่ กู้ช่านไปเด็ดแตงมากินกันสักสองลูกดีไหม?”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “แตงที่ปลูกในบ้านตัวเองจะไปอร่อยอะไร
ไม่สู้ให้กู้ช่านวิ่งไปขโมยไกลหน่อย ขโมยมาสักสามลูก”
กู้ช่านย่อมขี้เกียจไป คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะลุกขึ้นยืน ออกไป
จากยอดเขาโหยวอี๋แล้ว กู้ช่านก็ได้แต่เดินตามไป
ตอนที่พวกเขา
กลับมา เฉินผิงอันเหน็บแตงโมสองลูกไว้ใต้รักแร้ยิ้มเอ่ยว่าเกือบจะถูก
เด็กหนุ่มสวมหมวกผ้าขนสัตว์ที่เฝ้าแปลงปลูกแตงตอนกลางคืนดึง
หนวดแล้วจิ้มก้นกู้ช่าน แต่กู้ช่านกลับบอกว่าแม่นางน้อยแก้มแดง
ปลั่งคนหนึ่งเป็นคนเฝ้าสวนแตง เขาจ่ายเงินซื้อแตงโมมาจากนาง
หลิวเสี้ยนหยางรับแตงโมลูกหนึ่งมา กดลมปราณลงสู่จุด
ตันเถียน ใช้ฝ่ามือผ่าแตง อิงตามกฎเดิม แบ่งชิ้นใหญ่ที่สุดให้กับ
กู้ช่าน ต่างคนต่างกินแตงโม พูดคุยกันถึงเรื่องราวของบ้านเกิดที่เคย
พูดซ ้ากันหลายต่อหลายหน อย่างเช่นบริเวณใกล้เคียงกับหลังวัวด า
พวกเขาสามคนไปว่ายน ้าเล่นตอนกลางคืนในหน้าร้อน กู้ช่านเปลือย
ก้น สองมือเท้าเอว แกว่งไอ้จ้อนน้อยกระโดดลงไปในน ้า กู้ช่านหน้า
ด าทะมึน แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไร
หมากกระดานใหม่ของราชส านักต้าหลี ในที่สุดก็ลงมือชิงความ
ได้เปรียบมาได้ส าเร็จ
ตัวเลือกของรัชทายาทสกุลซ่ง ตัวเลือกของราชครูคนถัดไป
ตัวเลือกของขุนนางต าแหน่งส าคัญมากมาย เงื่อนไขที่เสาคาน
ส าคัญทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของราชส านักต้าหลีต้องใส่ใจและ
พิจารณาอย่างรอบคอบ การจัดวางจัดระเบียบใหม่ของเมืองหลวง
เมืองหลวงส ารองและท้องถิ่น สถานการณ์ใหม่เอี่ยมของทั้งบนและ
ล่างภูเขา การวางแผนอย่างลับๆ ทางทิศใต้ของล าน ้าใหญ่…ล้วนมี
การวางเม็ดหมากลงบนกระดานแล้ว สถานการณ์ใหญ่ของแจกัน
สมบัติทวีปยุติลงแล้ว ใต้หล้ายังไม่ทันวุ่นวาย แจกันสมบัติทวีปก็ลง
มือก่อนแล้ว ใต้หล้ายังไม่สงบนิ่ง แจกันสมบัติทวีปกลับสงบก่อนแล้ว
การปิดฉากที่แท้จริงของฟ้าดินเชื่อมโยงในครั้งนั้น คือการลง
เดิมพันและการวัดดวงระหว่างเฉินผิงอันกับโจวมี่
ทั้งสองฝ่ายสามารถท าตามใจตนเอง ไม่สนใจผู้อื่นได้ แค่มอบสิ่ง
ที่ตัวเองชื่นชอบ หรือไม่ก็กดข่มสิ่งที่ตัวเองรังเกียจ แน่นอนว่าก็
สามารถมอบสิ่งที่อีกฝ่ายรังเกียจ หรือกดข่มสิ่งที่อีกฝ่ายชื่นชอบได้
เช่นกัน
ก็เหมือนการแข่งดึงหญ้าหนึ่งในธรรมเนียมของเทศกาลตวนอู่
ของโลกมนุษย์
กู้ช่านถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าเลือกอะไร แล้วโจวมี่ล่ะเลือกอะไร?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ข้าลืมการเลือกของตัวเองไปแล้ว แล้วก็เดา
ไม่ออกว่าโจวมี่จะเลือกอย่างไร”
ผู้ที่ฝึกบ าเพ็ญตน ไม่ได้นอนทั้งคืนก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ พวก
เขาสามคนพูดคุยกันจนฟ้าสาง ถึงได้สังเกตเห็นว่าคนและเรื่องราว
ของเมืองเล็กบ้านเกิดที่สามารถพูดถึงได้มีมากมายขนาดนั้น รู้สึก
เหมือนว่ามีคนอยู่หลายคนที่ยังไม่ได้พูดถึง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยและจูเหลี่ยนมาที่ยอดเขาโหยวอี๋แล้ว ต่างคน
ต่างง่วนท างาน พ่อครัวเฒ่าเข้าห้องครัว ลูกศิษย์สองรุ่นหลายคน
อย่างพวกหลซีถิง หลูหลางหวนก็มาเป็นผู้ช่วยด้วย
ระหว่างนั้นเซี่ยหลิงมาที่ยอดเขาโหยวอี๋รอบหนึ่ง พูดคุยอยู่สอง
สามประโยค กู้ช่านยิ้มเสแสร้ง เซี่ยหลิงเองก็แสร้งท าเป็นว่ามองไม่
เห็น แค่สอบถามเรื่องขนบธรรมเนียมและผู้คนของที่อุตรกุรุทวีปจาก
เซียนกระบี่เฉิน
ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
ต้องไปรับเจ้าสาวแล้ว
เฉินผิงอันกับกู้ช่านต่างก็แต่งกายและจัดทรงผมพอเป็นพิธี แต่
หลิวเสี้ยนหยางกลับอยู่ในรูปลักษณ์ของเจ้าบ่าว พวกเขาสามคนเจ้า
มองข้า ข้ามองเจ้า แล้วก็หลุดข ากันอย่างอดไม่อยู่
หลิวเสี้ยนหยางโบกมือเป็นวงกว้าง ออกเดินทางได้ เทพเซียนผู้
เฒ่าเจี่ยลูบหนวดยิ้มบางๆ หากไม่เป็นเพราะฉุกละหุกไปสักหน่อย
ต้องสามารถปักบุปผาลงบนผ้าแพรได้มากกว่านี้เป็นแน่
บนเส้นทางของยอดเขาโหยวอี๋ ด้านหน้าเกี้ยวมงคลหลังหนึ่ง
นอกจากเจ้าบ่าวที่ขี่ม้าแล้วยังมีเพื่อนเจ้าบ่าวอีกสองคน บริเวณ
ใกล้เคียงกับเกี้ยวก็มีเพื่อนเจ้าสาวสองคนอย่างหนิงเหยาและจื่ออู่เมิ่ง
ยืนอยู่
ก่อนหน้านี้เพื่อนเจ้าบ่าวถูกเพื่อนเจ้าสาวท าให้ล าบากใจ ทั้งต้อง
แต่งกลอนโต้กัน ทั้งแสดงท่าเพลงยุทธอยู่หลายชุด ฯลฯ ท าเอาทั้ง
เฉินผิงอันและกู้ช่านอึ้งงันไปอย่างสิ้นเชิง พวกไหวลู่ที่มองดูอยู่หัวเราะ
ชอบใจ
ด้วยขบวนรับเจ้าสาวที่เป็นเช่นนี้ เป็นเหตุให้พอขยับเข้าใกล้
ยอดเขา ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ส่วนหนึ่งของศาลลมหิมะที่มารออยู่นานแล้ว
จึงหันมามองหน้ากันเอง พวกเขาไม่กล้าเข้ามาร่วมวงครึกครื้นด้วย
แต่กลับเห็นว่าเส้นทางภูเขาด้านหน้ามีเงาร่างของคนสามคน
โผล่พรวดออกมาติดๆ กัน คนที่น าขบวนมาดักขวางอยู่กลางทางคือ
เด็กชายชุดเขียวคนหนึ่ง สองมือของเขาเท้าเอว หัวเราะร่าเสียงดัง
“แย่งเจ้าสาว!”
แม่นางน้อยคนหนึ่งที่ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียว สะพายห่อสัมภาระ
ไว้เอียงๆ ตะโกนเสียงดัง “แย่งเจ้าสาว แย่งเจ้าสาว!”
และยังมีชายฉกรรจ์ท่าทางเกียจคร้านที่สะพายห่อผ้าใบใหญ่กับ
บุรุษสวมห่วงต่างหูสีทองคนหนึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า พูดพร้อม
กันว่า “ยินดีด้วย ยินดีด้วย เอาซองแดงมา!”
เซอเยว่อยากจะเลิกผ้าม่านออกมองดูความครึกครื้นด้านนอก
หนิงเหยาที่แต่งหน้าบางๆ รีบเตือนนางทันทีว่าไม่ได้ ไม่ได้ อู่จื่อเมิ่ง
ปิดปากหัวเราะคิก แต่งงานสนุกขนาดนี้เลยหรือ
เพื่อนเจ้าบ่าวแซ่เฉินยิ้มกว้างสดใส ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า หยิบ
ซองแดงปีกหนึ่งที่เตรียมไว้ในชายแขนเสื้อมานานแล้วแจกจ่าย
ออกไป เขาลูบหัวหมี่ลี่น้อย
ได้ซองแดงแล้ว หมี่ลี่น้อยและเฉินหลิงจวินก็เริ่มกุมหมัด อวยพร
เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่อยู่ในเกี้ยวด้วยถ้อยค ามงคลว่าขอให้ครองคู่กัน
อย่างสุขสม มีบุตรในเร็ววัน อยู่ร่วมกันจนผมหงอกขาว…
เพิ่งจะผ่านด่านนี้มาได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กหนุ่มชุดขาวกับบุรุษ
สวมชุดลัทธิขงจื๊ออีกคนโผล่มา พวกเขาโหวกเหวกเสียงดังว่าแย่ง
เจ้าสาว แย่งเจ้าสาว ด้านหนึ่งพูดชมไม่ขาดปาก บอกว่าเจ้าบ่าวช่าง
หล่อเหลาเหลือเกิน คือเด็กรุ่นหลังของบ้านใดถึงท าให้คนอื่นละอาย
ใจที่สู้ไม่ได้ถึงเพียงนี้ ด้านหนึ่งก็บอกว่าจะต้องดูให้ได้ว่าเจ้าสาวงาม
ล่มบ้านล่มเมืองถึงเพียงใด หากไม่ให้ดูจะไม่เปิดทางให้เด็ดขาด…
ต่อจากนั้นก็เป็นเจิ้งต้าเฟิง กวอจู๋จิ่ว เผยเฉียนที่พาเด็กสาวสวม
หมวกขนเตียว คนหนุ่มสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว เด็กชายผม
ขาว เฉาฉิงหล่างมาด้วยกัน พวกเขาพากันโวยวาย รังเกียจว่าซอง
แดงน้อยไป เรื่องดีต้องมาเป็นคู่ ต้องมอบให้สองซอง
บนเส้นทางภูเขาที่สาดส่องเต็มไปด้วยแสงตะวันสีทอง ผ่านหนึ่ง
ด่านก็มีความอบอุ่นรออยู่อีกหนึ่งด่าน