กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 18.1 ออกเดินทาง
ร้านเหล้าริมทางดินเหลือง ธงร้านเหล้าที่ห้อยตกเหมือนคนอ่อน
ระโหยโรยแรง เมื่อลมพัดโชยก็พลิ้วไสวสองสามที่
หญิงงามผู้ยืนอยู่ข้างโต๊ะเหล้า ข้อมือขาวดุจหิมะดังหยกใส
ใบหน้าของนางผู้ขายสุราเปี่ยมด้วยความเศร้าสร้อยอันสุดจะ
พรรณนา “อาจารย์เจิ้ง ช่วยบอกอย่างตรงไปตรงมาได้หรือไม่ว่าสรุป
แล้วท่านต้องการสิ่งใด?”
เด็กหนุ่มท่าทางที่มที่อสีหน้าซีดขาวผู้นั้นยืนอยู่ข้างโต๊ะ ดีด
ลูกคิดที่เปรอะไปด้วยคราบน ้ามันเบาๆ เปิดปากพูดเยาะเย้ยว่า “มี
อะไรเดายากกันเล่า แม้กระทั่งโซ่วเฉินยังกลายมาเป็นสุนัขของเขา ก็
ไม่พ้นต้องการรวบรวมก าลังคน สะสมก าลังอย่างลับๆ เพื่อเตรียมช่วง
ชิงอ านาจเหนือแผ่นดิน ถ้าถามข้านะ เขาเจิ้งจวีจงวางท่าชัดเจนว่า
เตรียมจะหลอมใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้เป็นนครจักรพรรดิแห่งถัดไป วิถี
มารในใต้หล้าไพศาลจะสร้างความชั่วร้ายได้ถึงแค่ไหนกันเชียว หลี่
เซิ่งยังไม่ตายเสียหน่อย แต่อยู่ในเปลี่ยวร้างของพวกเรา ขอแค่เขา
แข็งแกร่งมากพอ ขอบเขตสูงมากพอ ใครจะสนว่าเขาจะเป็นนักพรต
เป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อหรือลาหัวโล้นกันเล่า”
โซ่วเฉินนั้นจ าได้ง่ายมาก รูปโฉมและการแต่งกายของผู้ฝึกกระบี่
ขอบเขตบินทะยานท่านนี้เด่นชัดอย่างยิ่ง
สวมชุดคลุมอาคมสีเขียวมรกตที่มีชื่อว่า “ซูเจียวเลี่ยน
ด้านหลังสะพายกล่องกระบี่ ด้านในบรรจุกระบี่ยาวหกเล่ม หาก
ไม่ใช่อาวุธเซียนก็เป็นอาวุธกึ่งเซียน
โซ่วเฉินยกชามเหล้าขึ้นจิบเหล้าหนึ่งค า ยิ้มเอ่ยว่า “ชิวอวิ๋น
อาศัยวิธีการเอาตัวรอดไม่กี่อย่างนั้นของเจ้า พูดจาอะไรก็ควรจะ
ระมัดระวังหน่อยนะ”
เซียวสวิ้นแหงนหน้ากระดกเหล้าดื่มหมดชาม ดื่มไปแล้วก็
อารมณ์ดีอย่างมาก พออารมณ์ดี จิตสังหารของนางก็บางเบาลงแล้ว
ด่าโซ่วเฉินแล้วท าไม ดีจะตายไป
แน่นอนว่าสตรีไม่กล้าเอาเหล้าปลอมผสมน ้ามารับรองแขก
เหล่านี้ นางไปหิ้วเหล้าเก่าแก่สองไหที่อยู่ในมุมมา คิดอยากจะร่าย
วิชาจักรวาลในชายแขนเสื้อ หยิบเอาอุปกรณ์ดื่มสุราที่เลียนแบบจอก
น ้าพุสุราออกมาสองสามชิ้น แต่เจิ้งจวีจงกลับยิ้มบอกว่าไม่ต้อง แค่
ชามขาวที่ใช้ปกติก็พอแล้ว
สตรียิ้มกระอักกระอ่วน ได้แต่ท าตาม ทว่าในใจกลับรู้สึกเป็น
กังวล มารร้ายที่เห็นเปลี่ยวร้างเป็นสวนดอกไม้ในบ้านของตัวเองผู้นี้
ทั้งภูเขาทัวเยว่ นครจินชุ่ย มีที่ไหนที่เขาไปโผล่ไม่ได้บ้าง? กลัวก็แต่
ว่าอีกฝ่ายจะชักสีหน้าไม่จ าคน ขว้างถ้วยแล้วเอาชีวิตนาง
เป็นมารร้ายอยู่ในใต้หล้าไพศาลที่ลัทธิขงจื๊อเป็นผู้ดูแล ไม่ได้
ยากเหมือนเป็นอริยะผู้ทรงคุณธรรมอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างหรอก
หรือ?
ต่อให้เป็นมหาสมุทรความรู้แห่งเปลี่ยวร้างผู้นั้น เขาเองก็เคยเป็น
บัณฑิตของลัทธิขงจื๊อมาก่อน แต่พอมาถึงใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็ไม่ใช่
ว่าต้องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามหรือไร? มีการซุ่มวางแผนและการ
ปูพื้นมามากมายขนาดนั้น แต่ก็ยังท าอะไรป่าเถื่อนยิ่งกว่าเปลี่ยวร้างที่
เป็นดินแดนป่าเถื่อนไม่ใช่หรือ?
ถูกโซ่วเฉินเรียกว่า “ชิวอวิ๋น” ในเมื่อถูกเปิดโปงตัวตนที่แท้จริง
แล้ว เด็กหนุ่มที่พูดจาร้ายกาจก็ไม่เก็บง าตัวตนอีกต่อไป เขาสะบัด
ไหล่ท าให้มีแสงสีทองกระเพื่อมไหลออกมาเหมือนสายน ้า ชุดตัวเก่า
และหน้ากากชิ้นเก่าร่วงเผลาะลงมาพร้อมกัน ราวกับว่าช าระล้าง
จิตใจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ตามความหมายตรงตัวอักษร เขา
กลับคืนมามีรูปโฉมของมนุษย์ที่แท้จริง คือเรือนร่างของเด็กหนุ่มที่
สวมชุดสีขาวที่ขาวยิ่งกว่าหิมะ บนใบหน้าสวมหน้ากากสีขาวหิมะที่
เป็นของตกทอดของหมอผีในยุคบรรพกาล
ชายแขนเสื้อสองข้างที่ยาวมากแทบจะลากระอยู่บนพื้น ตรงเอว
ห้อยดาบแคบเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ตี้จี” วัตถุชิ้นนี้ยิ่งมีประวัติความ
เป็นมายิ่งใหญ่ ต่างก็ถือเป็นอาวุธเทพที่สรวงสวรรค์บรรพกาลสร้าง
ขึ้นเช่นเดียวกับดาบแคบ “พิฆาต” เล่มนั้นของเฉินอิ่นกวาน
ผู้ลงทัณฑ์หนึ่งในสิบสองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงของยุคบรรพกาล
ผู้ใต้บังคับบัญชามี “สี่ขุนนาง” ได้แก่คนที่ท าหน้าที่ลงทัณฑ์ เซี่ย
กวานจิ้นอวิ่นที่เป็นคนหนึ่งในนั้นมีหน้าที่ดูแลแท่นสังหารมังกร ชิวก
วานป๋ายอวิ๋นดูแลบ่อสายฟ้า รับผิดชอบเนรเทศสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาอยู่
ในโลกมนุษย์ เด็กหนุ่มที่ใช้นามแฝงว่า “ชิวอวิ๋น” ก็คือการกลับชาติ
มาเกิดของเทพองค์นี้
ชิวอวิ๋นยื่นมือไปกดด้ามดาบเอาไว้ แม้จะมองไม่เห็นหน้าตา แต่
คนอื่นกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการขยับเคลื่อนไหวของอวัยวะทั้ง
ห้าบนใบหน้าของเขาในเวลานี้ รู้ว่าสายตาของเขาฉายประกาย
ร้อนแรง ร่างทั้งร่างแผ่กลิ่นอายของความบ้าคลั่งพลุ่งพล่าน
เขายื่นนิ้วไปเคาะตรงจอนผม หน้ากากก็สลายหายไป รูปโฉมที่
ปรากฏคู่ควรกับค าว่าเด็กหนุ่มผู้งดงาม เขายิ้มเหี้ยมเอ่ยว่า “เป็น
ราชาบนบัลลังก์ดีๆ ไม่ยอมเป็น ดันมาส่ายหางขอความสงสาร เอา
ชีวิตอยู่รอดไปแค่วันๆ เป็นสุนัขรับใช้ผู้อื่น? โซ่วเฉินหนอโซ่วเฉิน
เจ้าสมกับเป็นผู้ฝึกกระบี่จริงๆ ศักดิ์ศรีของปีศาจใหญ่เปลี่ยวร้าง
สายสืบทอดของโจวมี่ถูกเจ้าท าลายจนหมดสิ้นแล้ว”
ลูกศิษย์คนแรกของมหาสมุทรความรู้โจวมี่ หนึ่งในปีศาจใหญ่
ราชาบนบัลลังก์คนใหม่ถึงกับถูกผู้ฝึกตนต่างถิ่นคนหนึ่งปราบให้
ยอมสยบได้เร็วถึงเพียงนี้?
เขาคือเจิ้งจวีจงแล้วอย่างไร เจ้าเองก็ไม่ใช่โซ่วเฉินหรอกหรือ?!
นอกจากโซ่วเฉินแล้วก็ยังมีหลิวป๋าย โจวชิงเกาที่มาจากกระโจม
เจียเซิน เหอะ ชิวอวิ๋นเกือบจะเข้าใจผิดคิดว่าเจิ้งจวีจงก็คือร่างจ าแลง
ของโจวมี่ในโลกมนุษย์แล้ว
เซียวสวิ้นนั้นไม่ต้องไปพูดถึงนางแล้ว นางสมองไม่ค่อยดี
โจวชิงเกาก าลังใคร่ครวญเรื่องหนึ่งอย่างตั้งใจ
เจิ้งจวีจงส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “สิบคนของแผนภูมิฟ้า เขาค่อนข้างจะ
พิเศษ ตอนนี้ยังไม่อาจมีใครมาแทนที่ได้”
ชิวอวิ๋นหัวเราะเยาะ “คน?! ข้าผู้อาวุโสคือเผ่าปีศาจ!”
โจวชิงเกายิ้มเอ่ย “ท าไมถึงต้องรื้อสะพานหลังข้ามแม่น ้าไปแล้ว
ด้วยเล่า”
ชิวอวิ๋นหันหน้ามามอง ถ่มเสลดเหนียวข้นลงบนพื้น
โจวชิงเกาแสร้งท าเป็นมองไม่เห็น เอ่ยว่า “ศิษย์พี่โซ่วเฉิน อย่า
เอาแต่คิดว่าจะฆ่าคนให้จบเรื่อง ฆ่าไม่หมดหรอก คนที่ฆ่าตัวเองไม่ได้
ย่อมไม่อาจฆ่าคนอื่นได้”
โซ่วเฉินยิ้มเอ่ย “ชอบใช้หลักการเหตุผลขนาดนี้ วันหน้าก็สร้าง
ส านักศึกษาสักแห่งสิ”
โจวชิงเกาเอ่ย “ข้าเป็นแค่รองเจ้าขุนเขาก็พอ”
ความนัยในประโยคนี้ก็คือ ในใจเขามีตัวเลือกของเจ้าขุนเขาไว้
แล้ว
เซียวสวิ้นยกชามเหล้าขึ้น ขอเหล้าอีกชามจากสตรีขายเหล้า
ยังคงกระดกดื่มจนหมดนางขยับปากแจ็บๆ เอ่ยว่า “ข้าล่ะประหลาดใจ
นัก เฉินผิงอันท าของใส่เจ้าหรือ? หรือว่าถูกเฒ่าจันทราที่เมาเหล้า
ผูกด้ายแดงให้ เจ้าถึงได้ชื่นชมเลื่อมใสเขาขนาดนี้? ข้าขอถามเจ้า
หน่อย หากเฉินผิงอันมาเชื้อเชิญให้เจ้าให้ไปเป็นขุนนางที่แจกัน
สมบัติทวีปด้วยตัวเอง เจ้าจะเป็นหรือไม่เป็น?”
โจวชิงเกาครุ่นคิดอย่างตั้งใจ “ข้าจะต้องคิดไม่ตกอย่างมากแน่ๆ
สุดท้ายก็คงปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมกระมัง”
เซียวสวิ้นส่ายหน้า เจ้าเด็กเวรนี่สมองต้องมีปัญหาแน่นอน
นางหันหน้าไปมองสตรีหน้าตางดงามรูปร่างอวบอิ่มที่ถือกาเหล้า
คอยยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ เวลานี้กลับรู้จักที่จะปกปิดร่างกายตัวเองให้
มิดชิดแล้ว
เพราะอยู่ใกล้มาก เซียวสวิ้นจึงต้องบิดคอถึงจะมองเห็นใบหน้า
ของจินตันผู้นี้จากด้านข้างได้ นี่ท าให้เซียวสวิ้นรู้สึกร าคาญสุดขีดจึง
ยกมือขึ้นตบหน้าอกสูงตระหง่านให้แหลกเละก็แค่ภาพมายาหลอกตา
เท่านั้น…
คิดไม่ถึงว่าสตรีจะมีสีหน้าเจ็บปวดทรมาน เลือดโชกไหลนองเต็ม
หน้าอก นางยังคงไม่ลืมวางกาเหล้าไว้บนโต๊ะ หันตัวกลับไป ข้างหู
ของนางมีไข่มุกสีทองเม็ดหนึ่งที่ถูกผูกไว้ด้วยด้ายแดงโผล่มา เลือด
เนื้อตรงหน้าอกก็งอกขึ้นมาอย่างว่องไว จากนั้นนางเอานิ้วประกบเข้า
ด้วยกันคล้ายคีบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาสะบัดเบาๆ แล้วสวมทับไว้บนร่าง ก็
คือชุดคลุมอาคมตัวหนึ่งที่นางสวมไว้เพื่อปกปิดกลิ่นคาวเลือด
เข้มข้นบนร่าง
สีหน้าของเซียวสวิ้นกระอักกระอ่วน หัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “ขอโทษ
ด้วย ไม่ได้กะน ้าหนักให้ดี ก็แค่หงุดหงิดที่อากาศร้อนอยากจะยกมือ
ขึ้นโบกลมเท่านั้น”
หากคิดจะอยากจัดการนาง อยากให้นางเจอความยากล าบาก
จริงๆ เซียวสวิ้นก็คงไม่ท าอะไรคลุมเครือเช่นนี้ เพราะอาจตกเป็นที่
ครหาว่าจงใจหมิ่นเกียรติผู้อื่น แค่ท าให้หัวของนางระเบิดก็พอแล้ว ปี
นั้นอยู่ในก าแพงเมืองปราณกระบี่ก็ดี ภายหลังอยู่บนสนามรบสอง
ทวีปในไพศาลก็ช่าง นางสังหารเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างสังหารผู้ฝึก
ตนแห่งไพศาลไปเยอะมาก มีเพียงเรื่องเดียวที่นางไม่ท าก็คือ “ฆ่า
อย่างอ ามหิต”
ในเมื่อไม่ได้ตั้งใจ เซียวสวิ้นก็ยอมที่จะขอโทษ “สตรีออกเรือน
แล้ว”
จินตันสีหน้าซีดขาวเล็กน้อย ฝืนคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “บาดแผล
ภายนอกเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เป็นไร อิ่นกวานไม่ต้องคิดมาก”
เซียวสวิ้นแกว่งชามเหล้า “ข้าไม่ได้เป็นอิ่นกวานมานานแล้ว อีก
ทั้งเฉินผิงอันก็เป็นอิ่นกวานได้ดีกว่าข้ามากนัก”
นางถามต่อว่า “จินตัน ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหยวนอิงและ
เหย่าเที่ยวต่างก็ไม่เลว ช่วยโน้มน้าวพวกเขาให้มารวมกลุ่มกับพวก
เราได้ไหม? ให้มาอยู่กับพวกเรา?”
สีหน้าของจินตันล าบากใจ ตอบไปตามสัตย์จริงว่า “เวลาปกติก็
มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลว แต่เรื่องแบบนี้ ขนาดชิวอวิ๋นข้ายังเกลี้ย
กล่อมไม่ได้ จะไปเกลี้ยกล่อมหยวนอิงกับเหย่าเที่ยวได้อย่างไร”
เซียวสวิ้นถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ได้แต่หลอกมา
ก่อนแล้วค่อยจัดการคราวหน้าค่อยให้ชิวอวิ๋นช่วยเผากระดาษที่หน้า
หลุมศพของพวกเจ้า”
จิตแห่งมรรคาของจินตันสั่นสะเทือน ชิวอวิ๋นใช้เสียงในใจพูดกับ
นางว่า “วางใจเถอะข้าไม่มีทางมีชีวิตรอดอยู่เพียงล าพัง”
แต่จินตันกลับใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี”
ชิวอวิ๋นส่ายหน้า “พวกเราเป็นคนรักกัน ตกลงกันไว้แล้วว่าจะ
เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกัน แล้วก็จะตายเดือนเดียวปีเดียวกัน”
สีหน้าของจินตันเศร้าระทม ถึงกับรู้สึกตัดใจที่จะตายไม่ได้แแล้ว
โจวชิงเกาบิดหมุนข้อมือก็มีจอกเหล้าหนึ่งใบและกับแกล้มเย็น
อีกสองสามจานโผล่มา การเดินทางไปเยือนใบถงทวีปแห่งไพศาลมา
รอบหนึ่ง ได้ติดนิสัยแย่ๆ ที่แสร้งท าเป็นมีรสนิยมสูงมาหลายอย่าง
อย่างเช่นว่าดื่มเหล้าต้องมีกับแกล้มกินคู่หลายจาน แล้วก็เริ่ม
พิถีพิถันในเรื่องของข้าวของที่สะอาดและประณีติ เขายิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“จินตัน ชิวอวิ๋น พวกเจ้าอย่าได้ประเมินน ้าหนักของแผนภูมิฟ้าต ่า
เกินไป แล้วก็อย่าได้ประเมินตัวเองสูงเกินไป”
“ใครก็อย่าคิดจะข่มขู่ใคร ไม่มีความจ าเป็น ชิวอวิ๋น จินตัน”
เจิ้งจวีจงกวักมือให้เด็กหนุ่มกับสตรีออกเรือนแล้ว ยิ้มเอ่ยว่า “นั่ง
ลงคุยกัน”
ชิวอวิ๋นกับจินตันนั่งลงบนม้านั่งยาวตัวเดียวกัน เผชิญหน้ากับ
จอมมารเจิ้งที่ชื่อเสียงดุร้ายเลื่องลือไปทั่วผู้นี้
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากภูเขาใหญ่ที่มีตัวอักษร
แกะสลัก เพียงไม่นานก็มาถึงร้านเหล้าแห่งนี้
ผู้ฝึกกระบี่จู๋เขี่ย ลูกศิษย์ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของหลิวชาผู้นี้
ยังคงสะพายชั้นวางกระบี่เหมือนนกยูงร าแพนหางอันนั้น จ าได้ง่ายยิ่ง
กว่าโซ่วเฉินเสียอีก
ในอดีตอยู่ในกระโจมเจี่ยเซิน จู๋เชี่ยกับมู่จีที่ตอนนั้นยังไม่มีแช่มี
ความสัมพันธ์ที่ไม่เลวต่อกัน
จู๋เชี่ยถาม “อาจารย์เจิ้ง เป็นอย่างที่โจวชิงเกาพูดจริงๆ หรือ ข้า
จะได้พบหน้าอาจารย์อีกครั้งจริงใช่ไหม?”
เจิ้งจวีจงกล่าว “ภายในสามสิบปี แนะน าเจ้าว่าหากไม่ต้องเจอได้
ก็อย่าไปเจอดีกว่าหลังจากนั้นก็จะมีโอกาสให้ได้เจอกันง่ายแล้ว”
จู๋เชี่ยพยักหน้า แค่มีค าตอบนี้ก็เพียงพอแล้ว
เขานั่งลงข้างกายโจวชิงเกา ฝั่งตรงข้ามก็คือโซ่วเฉินกับ
หลิวป๋ายที่เป็นศิษย์พี่ชายศิษย์น้องหญิงกัน
เซียวสวิ้นนั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงล าพัง เดินไปที่โต๊ะคิดเงิน ค้นหา
เหล้าเก่าที่ไม่ได้ผสมน ้าซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่ไหแล้วส่ายหัวโคลงเคลง นาง
ชอบดื่มเหล้าจริงๆ
จินตันถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “อาจารย์เจิ้ง ติดตามท่านมี
ข้อดีอะไร?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “ไม่มีข้อเสีย”
จินตันคลี่ยิ้มหวานอย่างรู้ใจ ชิวอวิ๋นที่อยู่ข้างกายยังคงไม่ยอมก้ม
หัวยอมแพ้ หากให้เขาเอาอย่างท่าทีถ่อมตนก้มหัวเอาใจผู้อื่นอย่าง
นอบน้อมมาจากโซ่วเฉิน ในใจก็จะรู้สึก ขัดข้องไม่สบายใจอยู่เสมอ
เจิ้งจวีจงพูดเข้าประเด็นโดยตรงว่า “แผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง
อย่างพวกเจ้าก็เหมือนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายต้องการแย่งชิง
ใครก็อยากจะดึงตัวมาเป็นพวก ไม่ว่าจะเป็นหลีโก้ว หวังโหยวอู้ที่เป็น
ขอบเขตสิบสี่แล้ว หรือตัวส ารองราชาบนบัลลังก์ใหม่ทั้งหลาย พวก
เขาต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะใช้งานพวกเจ้าอย่างแท้จริงอย่างไร ข้าดึงตัว
พวกเจ้ามาเป็นพวกไม่ใช่ว่าต้องการให้พวกเจ้ามาเป็นบ่าวมาเป็นคน
รับใช้ แต่ให้กลายมาเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เจิ้งจวีจงก็ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้านาย? ถือว่าเริ่มต้นได้
ดี”
โซ่วเฉินยิ้มเอ่ย “คือการกระท าอย่างจงใจ หาไม่แล้วก็คงไม่ได้
เห็นเจตจ านงเดิมของคู่รักอย่างจินตันและชิวอวิ๋น”
เจิ้งจวีจงยิ้มบาง “จ าเป็นด้วยหรือ?”
โซ่วเฉินพูดยอมรับผิด “เป็นข้าที่วาดงูเติมขาไปเอง”
เจิ้งจวีจงเอ่ยประโยคหนึ่งที่ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็ไม่เข้าใจ
“มหัศจรรย์ก็ตรงขางูนี่แหละ”
เจิ้งจวีจงกล่าวต่ออีกว่า “อย่างจินตันและชิวอวิ๋น หากยินดี
ติดตามข้าออกเดินทางไปด้วยกันย่อมดีที่สุด แต่หากไม่ยินดีก็ไม่
เป็นไร พวกเราดื่มเหล้าเสร็จแล้วก็จะออกเดินทางต่อจากลากันครั้งนี้
ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ต่อที่นี่หรือเลือกพื้นที่ฝึกตนที่หลบซ่อน ก็จงฝึก
ตนไปให้สบายใจ การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในใต้หล้าล้วนไม่
มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าแล้วเงื่อนไขก็คือพวกเจ้าต้องหลบซ่อนตัว
ได้ดี ไม่ถูกใครหาตัวเจอง่ายๆ”
“ในอนาคตหากเจอด่านยาก ถูกศัตรูตามฆ่าก็ดี หรือเจอหายนะ
ที่ไม่คาดคิดก็ช่าง คิดจะมาหลบภัยอยู่กับพวกเราก็อย่าเลย ไม่รับ มี
แค่จะขายพวกเจ้าออกไปในราคาถูก”
“ความอิสระเสรีที่ได้มาเพียงชั่วขณะมักจะต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
ส าหรับความอิสระส่วนนี้ เรื่องเล็กในใต้หล้าที่เพียงแค่เพราะขาด
แรงใจเฮือกเดียวทุกสิ่งที่ท ามาก็ต้องสูญเปล่ามีน้อยนักหรือ? ข้าเจิ้งจ
วีจงเคยให้โอกาสกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าไม่รับไว้เอง ข้ายินดียอมรับ
ในการเลือกของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็อย่าได้คืบแล้วจะเอาศอก
เข้าใจอะไรผิดไป”
“นอกจากนี้พวกเจ้าจ าเป็นต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง หากปีศาจ
ใหญ่ที่เป็นราชาบนบัลลังก์ทั้งเก่าและใหม่หาตัวพวกเจ้าเจอ ดึงตัว
พวกเจ้าไปเป็นพวก ไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรหากข้ารู้เข้าว่าพวกเจ้า
ตอบตกลง ข้าย่อมมาคิดบัญชีกับพวกเจ้า”
“วางใจเถอะ เปลี่ยวร้างยังคงเป็นเปลี่ยวร้างของเผ่าปีศาจ ข้า
เจิ้งจวีจงก็แค่อาศัยที่แห่งนี้มาด าเนินวิถีแห่งตนเท่านั้น”
“ทุกท่านจงฟังให้ดี วันนี้ทุกค าที่ข้าพูดออกไปล้วนเป็นเรื่อง
ส าคัญ”
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “ข้าไม่ค่อยชอบค ากล่าวที่ว่า “ถ้อยค ามีที่
สิ้นสุด แต่ความหมายยังคงลึกซึ้ง” เท่าใดนัก เพราะมันคลุมเครือ
เกินไป ภาษาและตัวอักษรได้ก่อให้เกิดทางแยกและความ
คลาดเคลื่อนมานักต่อนัก ประโยคนี้เป็นเพียงค าพูดนอกเรื่องเท่านั้น”
ทุกคนที่นั่งอยู่ล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์ที่ฉลาดมากพอ อีกทั้งยัง
สามารถฉลาดได้มากกว่านี้ ดังนั้นเจิ้งจวีจงจึงมีความสนใจที่จะ
พูดคุยด้วย
เซียวสวิ้นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหันหน้ามายิ้มกว้างเอ่ยว่า “พวกเจ้า
คงคิดไม่ถึงกระมัง ก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์อยู่ในเปลี่ยวร้าง
เจิ้งจวีจงรับหน้าที่ก่อตั้งลัทธิ ส่วนคนที่ตั้งตนเป็นบรรพจารย์กลับเป็น
ข้า!”
ชิวอวิ๋นเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เดิมที่ข้าเกือบจะถูกเจิ้งจวีจง
โน้มน้าวได้แล้ว พอเจ้าพูดแบบนี้กลับรู้สึกคลื่นไส้จริงๆ”
เซียวสวิ้นหัวเราะฮ่าๆ ชี้ไปที่หัวของชิวอวิ๋น “จ านวนครั้งที่มุดเข้า
ใต้กระโปรงของคนรักคงเยอะแล้วสินะ พูดจาน่าฟังจริงๆ”
ชิวอวิ๋นหน้าด าทะมึน จินตันสีหน้ากระอักกระอ่วน ต่อให้เป็นโจ
วซิงเกาก็ยังรู้สึกทนฟังไม่ได้ หลิวป๋ายก็ยิ่งอยู่ไม่สุข
เซียวสวิ้นถามอย่างประหลาดใจ “ใช่แล้ว อาจารย์เจิ้ง ลัทธินี้ของ
พวกเราจะตั้งชื่อว่าอะไรดีล่ะ?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “นี่คือปัญหาใหญ่เทียมฟ้า ไม่ต้องรีบร้อน ขอให้
ข้าได้คิดอีกหน่อย”
ดึงตัวผู้ฝึกตน แผนภูมิฟ้า” ของเปลี่ยวร้างทุกคนมาเป็นพวก ก็
เป็นแค่หนึ่งในจุดเชื่อมต่อมากมายที่เขาจะช่วยให้เซียวสวิ้นได้ก่อตั้ง
ลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์อยู่ในเปลี่ยวร้างเท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว ป๋ายเจ๋อจะต้องเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าได้อย่าง
แน่นอน แล้วก็เพราะป๋ายเจ๋อใจอ่อนเกินไป เขาถึงได้เป็นคนที่
เหมาะสม