กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 3.1 ฟ้าฝนคลี่คลาย
เฉินผิงอันแค่ยืนอยู่บนหัวกำแพงเมืองเงียบๆ คล้ายกำลังอดทนรอคอยให้ฟ้าสว่าง
ซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงก็ยินดีที่ได้ “เบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” ได้มองทัศนียภาพของชานเมืองนานอีกหน่อย
ความต่างระหว่างยามทิวากับยามราตรี สำหรับบุคคลอัศจรรย์ที่เป็นบินทะยานเทียมอย่างซ่งอวิ๋นเจียนแล้ว การมองเห็นไม่ถูกพันธนาการใดๆ
มีคนกลุ่มหนึ่งมาเยือนหัวกำแพงเมือง ซ่งอวิ๋นเจียนคารวะอีกฝ่ายเงียบๆ
เฉินผิงอันคืนสติกลับมา ยิ้มถามว่า “ฝ่าบาทมาได้อย่างไร”
ซ่งเหอกล่าว “มาดูท่าน”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “กลัวว่าข้าจะโยนภาระหน้าที่ทิ้งหรือ?”
ซ่งเหอยื่นมือไปลูบหัวกำแพง สัมผัสที่ปลายนิ้วหยาบกระด้าง แล้วก็รู้สึกถึงความเย็นของอากาศยามค่ำคืนในช่วงหน้าร้อนด้วย
“ทั้งกลัวว่าวันพรุ่งนี้ของต้าหลีจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แล้วก็รู้สึกว่าหากราชสำนักไม่มีราชครูเฉิน ราวกับว่าแค่คิดเช่นนี้ก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว
ทว่าความคิดสองอย่างคอยตีกันอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายก็เป็นฝ่ายแรกที่ชนะ ดังนั้นพอรู้ว่าราชครูเฉินกลับเมืองหลวงมาอย่างปลอดภัย ข้าก็ดีใจมาก”
ชุยฉานเป็นทั้งอดีตราชครูของต้าหลี แล้วก็เป็นทั้งอาจารย์ของฮ่องเต้ซ่งเหอด้วย
ซ่งเหอรู้จักนิสัยของชุยฉานดี และเฉินผิงอันก็คือตัวเลือกผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีใครจะมารับช่วงต่อนี้ได้
ถ้าอย่างนั้นหากเฉินผิงอันไม่ได้เป็นราชครูต้าหลี ราชสำนักต้าหลีก็คือราชสำนักของสกุลซ่งหนึ่งแซ่หนึ่งตระกูลแล้ว เรื่องประเภทนี้เป็นความล่อลวงที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจริงๆ
ในใจซ่งอวิ๋นเจียนเกิดความคิดแบบนี้ หากไม่มีราชครูเฉินจริงๆ ฮ่องเต้ต้าหลีท่านนี้ก็ต้องดื่มยาพิษดับกระหายแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ความรู้สึกเช่นนี้สามารถเข้าใจได้ ก็เหมือนกำลังเข้าห้องส้วมในหมู่บ้านชนบท นอกห้องส้วมกลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังพูดคุยกัน”
ซ่งเหออึ้งตะลึง แล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น เขาเคยอยู่ในหมู่บ้านมาก่อน
ทว่าซ่งอวิ๋นเจียนกลับไม่ค่อยเข้าใจการรู้ใจกันในเรื่องนี้ของคนทั้งสองมากนัก
เฉินผิงอันอธิบายว่า “นับแต่คืนนี้เป็นต้นไป ข้าจะปฏิบัติต่อฝ่าบาทอย่างจริงใจตามความหมายที่แท้จริงแล้ว
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ จำเป็นต้องมีการคิดคำนวณให้รอบคอบ ไม่อาจให้ก้าวใดเกิดความผิดพลาดได้จริงๆ”
ซ่งเหอเอ่ย “อาจารย์เฉินไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดกับข้า ซ่งเหอไม่ได้สนใจเรื่องบนภูเขาและเรื่องบนฟ้ามากนัก
คนที่ชื่อนี้ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดก็คือวันนี้ของปีหน้า จากสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ร่ำรวยมากที่สุดถึงสถานที่ที่ทุกข์ยากแร้นแค้นมากที่สุด ชาวบ้านของต้าหลีทุกคนจะหาเงินได้เพิ่มขึ้นกี่ตำลึง
ตลาดทางทิศเหนือ งานวัดทางทิศใต้ ถนนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ยามที่ถึงด่านสิ้นปีจะเปลี่ยนมาเป็นคึกคักกว่าเดิมได้หรือไม่
ทุกปีจำนวนเด็กน้อยที่เริ่มเล่าเรียนได้หัดเขียนอักษรคำว่า “คน” กราบไหว้ป้ายวิญญาณภาพเหมือนของปรมาจารย์มหาปราชญ์ร่วมกับเหล่าอาจารย์จะมีมากขึ้นได้หรือไม่
การตระเตรียมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อพร้อมรับศึกของกองทัพชายแดนต้าหลีจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นได้หรือไม่”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “อดีตฮ่องเต้และศิษย์พี่ชุยเคยคาดการณ์ถึง ‘ต้าหลี’ ในอนาคตมาก่อน แต่กลับไม่อาจคาดการณ์ได้สำเร็จ
ฝ่าบาทกับข้าต้องทำได้ ต้องได้เห็นอย่างแน่นอน”
ซ่งเหอกล่าว “อาจารย์เฉิน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเชื่อจริงๆ แล้วนะ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ภายในสามสิบปี ต้องได้เป็นอันดับหนึ่งแน่นอน”
ซ่งเหอกางสองแขนออก สองมือตบลงบนหัวกำแพงเมืองหนักๆ “ดี ถ้าอย่างนั้นข้าก็สามารถกลับไปนอนหลับอย่างสบายใจได้แล้ว”
เฉินผิงอันยื่นมือมาตบแขนของฮ่องเต้ เอ่ยสัพยอกประโยคหนึ่งว่า “อายุน้อยๆ ก็มีลูกชายสองคนลูกสาวคนหนึ่งแล้ว ฝ่าบาทลำบากแล้ว”
ซ่งเหอหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ “ถ้าอย่างนั้นท่านก็รีบหน่อย”
ซ่งอวิ๋นเจียนรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง ในตำรากล่าวถึงมิตรภาพระหว่างจักรพรรดิกับขุนนาง ก็คงหนีไม่พ้นเช่นนี้กระมัง?
เชื่อว่าร้อยปีที่ผ่านมา ฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีหลายคน ส่วนลึกในใจของพวกเขาจะต้องมีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อซิ่วหูผู้นั้นอย่างแน่นอนกระมัง?
จากแรกเริ่มที่เป็นความสงสัย กลายเป็นความเชื่อถือ กระทั่งกลายเป็นความตกตะลึงระคนยินดี ความตื่นเต้น กระทั่งเริ่มคาดเดาริษยาเคียดแค้น หวาดกลัวยำเกรง?
สุดท้ายก็ยอมรับชะตากรรม ใจคนถูกปลุกเร้าให้ฮึกเหิม?
ซ่งเหอหันหน้ามาเอ่ยว่า “ยามที่ข้าอยู่กับอาจารย์ อันที่จริงไม่ค่อยกล้าพูดความในใจมากนัก กลัวว่าจะพูดผิด กลัวว่าจะไม่เข้าใจความหมายของอาจารย์ กลัวว่าอาจารย์จะหมดความอดทน”
กล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วซ่งเหอก็เอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนราชครูแล้วจะจงใจตีสนิทกับอาจารย์เฉิน หากทำเช่นนี้จริงก็จะต้องกลายเป็นปล่อยไก่แน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้า
ซ่งเหอเก็บสองมือมา เอามือถูกัน เอ่ยว่า “อาจารย์เคยทดสอบข้าด้วยคำถามข้อหนึ่งของในโลกมนุษย์ที่เปลี่ยนมามีขนาดเล็กที่สุดภายในเวลาหมื่นปีคืออะไร?”
เฉินผิงอันหลุดปากเอ่ยไปโดยไม่ต้องหยุดคิด “คือใจคน”
ซ่งเหอเอ่ยด้วยอารมณ์อันซับซ้อน “ข้าไม่เข้าใจซิ่วหูได้อย่างอาจารย์เฉินจริงๆ”
การฝึกตนบนภูเขาก็แค่แบ่งออกเป็นข้าตัวจริงกับข้าตัวปลอม
วงการขุนนางในโลกมนุษย์ดูเหมือนว่ามีการลดทอนความยึดมั่นในตนเองให้เล็กลง ขยายขอบเขตแห่งจิตใจให้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา
สนามรบที่แท้จริงสามารถอธิบายอย่างสั้นๆ ได้ด้วยสองคำว่าเป็นและตาย วงการการค้า ดูเหมือนว่าทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าเงิน
เฉินผิงอันพูดอย่างจริงใจว่า “เฉินผิงอันก่อนหน้าวันนี้ บางทีอาจพูดว่าเป็นกับการตัดสินใจของจวนราชครู
ฝ่าบาทสามารถเสนอแนะ มีความเห็นต่างหรือปฏิเสธ อย่างมากก็เอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “ข้าจริงใจอย่างถึงที่สุด คำพูดทำให้เห็นแผนการ เรื่องราวทำให้เห็นนิสัยใจคอของคน จวนราชครูยินดีรับการตรวจสอบจากฝ่าบาท”
เมื่อเป็นเช่นนี้ มองดูเหมือนได้มอบอำนาจหลักให้แก่ฮ่องเต้ซ่งเหอ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นกับดัก
สุดท้ายฝ่าบาทก็ไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามนโยบายของแคว้นแล้ว หลังจากเกิดข้อผิดพลาดสองสามครั้ง ฝ่าบาทย่อมรู้สึกใจฝ่อ สุดท้ายก็ปล่อยมือจากอำนาจไปอย่างสิ้นเชิง”
“บางทีนี่ก็คือการอธิบายที่ดีที่สุดจากการคัดกรองมาจากคำพูดหนึ่งร้อยหนึ่งพันประโยคที่แตกแขนงออกมาจากความหมายไม่กี่อย่าง”
เฉินผิงอันยิ้มพลางชี้ไปที่หัวของตัวเอง “คำพูดประเภทนี้ไม่ต้องผ่านสมอง”
“ตอนนี้น่ะหรือ แน่นอนว่าก็มีความเห็นเช่นนี้ แต่จะจัดมันไว้เป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ ก่อน แล้วจะให้ตัวเองหยุดก่อนครู่หนึ่ง คิดให้มากขึ้น จงใจสร้างความลำบากใจให้ตัวเอง”
อย่างแรกก็เหมือนตัวอยู่ในทะเลเมฆแล้วเผยเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาออกมา มองเผินๆ คล้ายจะอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ แต่แท้จริงแล้วกลับแม่นยำจนแทบจะจับผิดไม่ได้ ไร้ข้อผิดพลาดเกินไป เหนือสามัญเกินไป
อย่างหลังก็เหมือนนั่งยองอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มองไปยังดอกไม้ที่งอกงามออกมาจากในกองดินโคลน สองมือคอยประคองปกป้องมัน
คอยถลึงตาใส่คนเดินผ่านที่เหยียบย่ำมัน ด่าคนอื่นด้วยความเดือดดาลหรืออาจถึงขั้นลุกขึ้นต่อยตีกัน
ความจริงในประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งมี ช่วงหนึ่งไม่มี แล้วช่วงหนึ่งก็มีอีก ก็เหมือนความทรงจำเฉพาะตัวของพวกเราทุกคน
ชีวิต ณ ปัจจุบันขณะของพวกเราทุกคนก็เหมือนดินบนพื้นดินที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนกลายเป็นพื้นดิน
ซ่งเหอเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “จิตใจเที่ยงตรงก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “นั่นยังห่างชั้นอีกไกลนะ”
ซ่งเหอพลันถาม “ศาลเทพเจ้าแห่งผืนดินที่ทรุดโทรมพังถล่มริมทางเก่าของหมู่บ้าน ปีนี้สามารถซ่อมให้ดีได้ไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ต้องทำได้แน่นอน”
หลายๆ คน หลายๆ เรื่องราวและหลายๆ วัตถุ หากคนยุคหนึ่งลืมมันไป เกรงว่าก็คงจะถูกหลงลืมไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ภาษาถิ่นของบางสถานที่ ศาลาริมทางบางแห่ง อย่างเช่นศาลเฉิงหวงที่ทำให้ฮ่องเต้คิดถึงอยู่เสมอไม่เคยลืมแห่งนั้น
ซ่งอวิ๋นเจียนมองออกว่าฮ่องเต้เห็นค่าในการได้ใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบทช่วงนั้นอย่างมาก
ราชวงศ์ใหญ่สิบแห่งของไพศาล ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางได้ครอบครองไปห้าแห่ง ราชสำนักเฉิงกวาน สกุลเฉาต้าตวน สกุลอินต้าโซ่ว ราชสำนักเสวียนมี่ ราชสำนักเส้าหยวน
สกุลซ่งต้าหลีแห่งแจกันสมบัติทวีปอยู่ในอันดับที่สาม สกุลหลูต้าหยวนแห่งอุตรกุรุทวีปอยู่อันดับรั้งท้าย นอกจากนี้ธวัลทวีป หลิวเสียทวีปและทักษินาตยทวีปต่างก็มีกันคนละหนึ่งราชสำนัก
ฝูเหยาทวีปกับเกราะทองทวีป และยังมีใบถงทวีป ตอนนี้ยังไม่มีแคว้นที่แข็งแกร่งมากพอจะติดอันดับได้
นี่ก็คือการช่วงชิงบนมหามรรคาที่มองไม่เห็น ถูกอำพรางซ่อนเร้นอย่างมิดชิด
แน่นอนว่าสกุลอินต้าโซ่วต้องหลุดออกจากอันดับนี้ไปแล้ว ราชวงศ์ทั้งหลายซึ่งมีราชวงศ์ต้ายงแผ่นดินกลางเป็นหนึ่งในนั้นต่างก็มีโอกาสจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งว่างนี้
เฉาอิงบอกว่าอยากไปดูเมืองหลวงสำรองและท่าเรือฉีตู้สักหน่อย
หลูจวินเองก็ได้รับคำอนุญาตจากราชครูหยางโฮ่วแจว๋ สามารถไปชมขนบธรรมเนียมประเพณีในอาณาเขตของต้าหลีได้
ดังนั้นรัชทายาทสองคนที่คิดเห็นตรงกันจึงคิดว่าจะใช้วิธีการท่องยุทธภพเดินทางไปทางทิศใต้ คนหนึ่งใช้นามแฝงว่าเฉาเลวี่ย อีกคนใช้นามแฝงว่าหลูจวิ้น
ปลอมตัวเป็นองครักษ์ข้างกายฉวีซ่วยหลิ่วซ่วย พอฟ้าสางก็พากันขี่ม้าออกไปจากเมืองหลวง
ส่วนจะทิ้งชื่อเสียงไว้ในยุทธภพได้หรือไม่ หรือจะได้เจอจอมยุทธหญิงสักกี่คน ได้ทิ้งเรื่องรักหวานซึ้งไว้บ้างไหม…เอาเป็นว่าพวกเขาแต่ละคนต่างก็มีความมั่นใจกันมาก
ก่อนจะ “จัดขบวนกลับวัง” ซ่งเหอนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงถามว่า “เหยาจิ้นจือ ฮ่องเต้หญิงของต้าเฉวียน?”
ซ่งอวิ๋นเจียนหลุดหัวเราะพรืด ฮ่องเต้ก็เป็นคนเหมือนกัน ดูท่าคงสงสัยใคร่รู้ใน “เกร็ดพงศาวดาร” พวกนี้เหมือนกันสินะ?
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แม้ว่านางจะเป็นสตรี แต่นางกลับเป็นจักรพรรดิที่ไม่เลวเลย”
ซ่งเหอพยักหน้ารับหนึ่งที
ซ่งเหอชี้ไปยังทิศไกล เอ่ยว่า “ข้าเคยยืนอยู่กับอาจารย์ตรงนี้ มองไกลๆ ไปยังลำน้ำใหญ่ภาคกลางที่กำลังจะทำการผสานมังกร”
“อาจารย์บอกว่ามันอาจจะเกิดน้ำท่วมที่เป็นภัยเดือดร้อนคนสองฝากฝั่ง และบางทีก็อาจจะแห้งขอด คนที่อาศัยน้ำของที่นี่ทำไร่ทำนาจะต้องรู้สึกสิ้นหวัง แต่ลมฟ้าลมฝนก็อาจจะตกต้องตามฤดูกาล ชาวประชาอยู่อย่างสงบร่มเย็นก็เป็นได้”
ซ่งเหอหัวเราะ บางทีในสายตาของอาจารย์ ขุนนางบุ๋นบู๊ต้าหลี หรือแม้กระทั่งลูกศิษย์อย่างตนก็น่าจะเป็นเหมือนเด็กประถมที่เพิ่งเรียนหนังสือเพิ่งรู้จักตัวอักษรกระมัง
เฉินผิงอันเองก็คิดถึง “คำถาม” ข้อหนึ่งของศิษย์พี่ใหญ่เหมือนกัน
ศิษย์น้องเล็ก คิดอยากจะเอาชนะอวี๋โต้วอย่างแท้จริง มีแค่เรื่องของเวทกระบี่ แค่มรรคกถาเสียที่ไหน?
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองซ่งอวิ๋นเจียน ฝ่ายหลังรู้ใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ร่ายเวทอำพรางตาบนหัวกำแพงเมืองทิ้ง เฉินผิงอันถอยหลังไปเงียบๆ หนึ่งก้าว
ท่ามกลางแสงตะเกียง เริ่มมีคนมองเห็นเงาร่างของคนชุดสีเหลืองสว่างและคนชุดเขียวบนหัวกำแพงเมืองแล้ว
บนเส้นทางนอกเมือง ไม่รู้ว่าใครที่จำราชครูคนใหม่ได้ก่อน แล้วก็มีใครสักคนตะโกนคำว่าฝ่าบาทออกมา
สุดท้ายบนเส้นที่แสงตะเกียงสว่างไสวทอดยาวคดเคี้ยวก็กระหึ่มไปด้วยเสียงตะโกนคำว่าต้าหลี ต้าหลี!
บทพิเศษ ตอนที่ 3.2 ฟ้าฝนคลี่คลาย
ได้แต่รบกวนเว่ยเสินจวินให้ร่ายเวทขนย้ายที่หนึ่งวิชาใช้เชื่อมโยงได้นับหมื่นวิชาอีกครั้ง ส่งเฉินผิงอันไปที่ยอดเขาจี๋หลิงโดยตรง
เดิมทีนัดกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าอาหารมื้อดึกคืนนี้จะเป็นหม้อไฟ แต่คนบางส่วนรวมหัวกันคิดแล้วรู้สึกว่ากินหม้อไฟอาจจะแสดงฝีมือการทำอาหารอันเลิศล้ำของพ่อครัวเฒ่าออกมาไม่ได้ ยังคงทำกับแกล้มสักสองสามจานจะดีกว่า
จำนวนสมาชิกบนทำเนียบของภูเขาลั่วพั่วมีอยู่ไม่เยอะจริงๆ แต่ภูเขาลูกเล็กกลับมีเยอะมาก
วางโต๊ะหลายตัวไว้ในลานบ้านของพ่อครัวเฒ่า พรรคของภูเขาลูกเล็กทั้งหลายต่างก็แสดงให้เห็นอยู่บนโต๊ะอย่างแท้จริงแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นเผยเฉียน หน่วนซู่ หมี่ลี่น้อย พวกนางถือเป็น “สายเรือนไม้ไผ่”
ดังนั้นแม้กระทั่งฮูหยินเจ้าขุนเขาก็ยังถูกหมี่ลี่น้อยลากไปนั่งด้วยกัน เผยเฉียนเองก็เรียกผู้คุมกฎฉางมิ่งมานั่งด้วยกัน
ในเมื่อหนิงเหยานั่งอยู่ที่นี่ ซุนขุนหวังที่เป็นว่าที่ลูกศิษย์ก็ย่อมต้องตามมาด้วย ฉางมิ่งเองก็ต้องเรียกลูกศิษย์ที่รักของตัวเองมา เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโต๊ะใหญ่แล้ว
กวอจู๋จิ่ว เซี่ยโก่ว เด็กชายผมขาว ถือว่าเป็นภูเขาลูกเล็กที่ช่วงชิงความมีหน้ามีตากับสายเรือนไม้ไผ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเผยเฉียน เสี่ยวโม่ก็ถูกเซี่ยโก่วดึงให้ไปนั่งที่โต๊ะด้วยกัน
ป๋ายเสวียนนั่งที่โต๊ะตัวนี้ แน่นอนว่าย่อมมีความหมายลึกซึ้ง
พี่ใหญ่จงเชี่ยนนำพาพวกเจ้าตัวขี้เกียจอย่างเฉินหลิงจวิน เจิ้งต้าเฟิงและเวินจื่อซี่มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกกวอจู๋จิ่ว แต่กลับเริ่มโหวกเหวกว่าจะดื่มเหล้ากินเนื้อแล้ว
สมควรเสียที่ไหน ไม่เข้าท่าเลย! ทหารที่ข้าเป็นผู้นำล้วนเป็นคนไร้ประโยชน์หรือ?
จงเชี่ยนขมวดคิ้วน้อยๆ ยกมือขึ้นกดลงบนความว่างเปล่าสองที เฉินหลิงจวินก็เงียบเสียงลงทันใด
พวกผู้ฝึกกระบี่กลุ่มของฉีถิงจี้และลู่จือนั่งโต๊ะอีกตัวหนึ่ง
พวกเขาต่างก็อยากรู้เรื่องหนึ่งกันมาก ไม่ทราบว่าผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองที่คาบไม้จิ้มฟันผู้นั้น ไฉนถึงมีบารมียิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
ราวกับว่าโต๊ะอาหารก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเขา แล้วก็เหมือนกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “เย่เซียว” (อาหารมื้อดึก)
นักพรตคนเฝ้าประตูนอนหลับไปนานแล้ว ส่งเสียงกรนดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่า
เวินจื่อซี่ไปเรียกที่เรือนตรงตีนเขามาสองรอบ แต่ก็ปลุกนักพรตเซียนเว่ยให้ตื่นไม่ได้
เวินจื่อซี่คิดว่าจะให้พ่อครัวเฒ่าทำกับแกล้มเพิ่มอีกสักสองจาน หลังกินมื้อดึกกันเรียบร้อยแล้วก็ค่อยยกกล่องอาหารไปให้เซียนเว่ย
เฒ่าหนวกได้รับแจ้งข่าวจากทางยอดเขาจี๋หลิง ทว่ากานธรรมดาที่ย้ายออกจากหอบูชากระบี่มาสร้างกระท่อมอยู่บนยอดเขาฮวาอิ่งผู้นี้ ทุกวันนี้ลุ่มหลงอยู่กับการถ่ายทอดมรรคา
บอกว่ายามไฮ้ที่คนสงบกับยามจื่อที่กลางวันกับกลางคืนผลัดเปลี่ยนกัน คือช่วงเวลาที่สำคัญมากของการฝึกวิชาตระกูลเซียน
คาถาทั้งหลายที่เขาสอนไปล้วนต้องทุ่มเทฝึกฝนในช่วงเวลานี้ เขาวางใจไม่ลง ต้องคอยจับตามองเด็กๆ กลุ่มนั้น อาหารมื้อดึกมื้อนี้จึงขอเหลือค้างไว้ก่อน
เว่ยป้อมานั่งที่โต๊ะของจงเชี่ยน เพราะถึงอย่างไรโต๊ะของหนิงเหยาก็มีแต่สตรี โต๊ะของฉีถิงจี้ก็มีแต่เซียนกระบี่ที่มาจากสายของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง
ยังดีที่ข้างกายเว่ยป้อยังเว้นที่ว่างไว้ให้กับจูเหลี่ยนด้วย
ยังมีอีกโต๊ะหนึ่งก็คือโต๊ะของซิ่วไฉเฒ่า ชุยตงซาน โจวอันดับหนึ่งที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นรองเจ้าขุนเขา เฉาฉิงหล่าง เติ้งเจี้ยนผิง หนิงจี๋ จ้าวซูเซี่ย และเหลือที่ว่างไว้ให้เจ้าขุนเขา
เฉินผิงอันเดินก้าวเร็วๆ เข้ามาในลานบ้าน นั่งลงแล้วก็ยิ้มมองไปยังอาจารย์ที่อยู่ข้างกาย
ซิ่วไฉเฒ่าถึงได้หยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “เริ่มกินได้!”
ไม่ว่าจะเป็นสำนักแห่งใด ก็อย่าว่าแต่มีผู้ฝึกตนขอบเขตถดถอยจากขอบเขตสิบสี่เลย
พูดถึงว่ามีขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง ถดถอยจากบินทะยาน เซียนเหริน หยกดิบจนมาถึงก่อกำเนิด ไม่ใช่ฟ้าถล่มลงมาจะเรียกว่าอะไร?
ทว่าในลานบ้านของยอดเขาจี๋หลิง เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ถอดรองเท้าสลัดทิ้งนั่งขัดสมาธิ ยังคง “แข่งขันเอาชนะ” อยู่ตรงนั้น
นางที่กินจนแก้มป่องพูดเสียงอู้อี้ว่า แม้ว่าข้าจะขอบเขตถดถอยไม่มากเท่าเจ้าขุนเขา แต่ข้าก็เริ่มขอบเขตถดถอยจากบินทะยาน…..
หัวหน้าสาขาเซี่ยที่อารมณ์ดีมีความสุขกำลังพูดอย่างออกรสออกชาติ เจ้าประมุวกวอได้รับสายตาบอกเป็นนัยจากรองหัวหน้าลูกสมุนผมขาวบางคน บอกว่าให้พูดออกมาให้หมดเลย
เวินจื่อซี่ดื่มสุราคารวะรองเจ้าขุนเขาเจียงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ บอกว่าพี่น้องบ้านเดียวกันไม่ต้องพูดมาก ข้าขอดื่มก่อน มิตรภาพล้วนอยู่ในสุรา วันหน้าก็ช่วยสนับสนุนพี่น้องให้มากหน่อย…
หนิงเหยาคีบอาหารให้พวกเผยเฉียนและหมี่ลี่น้อย
เว่ยป้อยกจอกเหล้าชนกับพ่อครัวเฒ่าเบาๆ ต่างคนต่างกระดกดื่มจนหมด
เฉินหลิงจวินแทะน่องไก่น่องหนึ่ง ลุกขึ้นยืน สองมือถือจอก บอกว่าตนขอเป็นผู้นำทุกคนให้ดื่มสุราคารวะนายท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง
โต๊ะของนายท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่งนี้ ข้าจะซัดรอบวงไปก่อนรอบหนึ่ง พวกเจ้าก็ตามมาแล้วกัน
เฉินผิงอันเหล่ตามองเด็กชายชุดเขียว ฝ่ายหลังใจฝ่อทันใด
คิดไม่ถึงว่าซิ่วไฉเฒ่าจะพูดกลั้วหัวเราะว่าดีๆๆ กลับเป็นฝ่ายดึงลูกศิษย์ปิดสำนักมา บอกว่าเขาที่เป็นอาจารย์ต้องลากเจ้าขุนเขาของพวกเจ้ามาดื่มสุราคารวะพวกเจ้าทุกคนก่อนถึงจะถูก
ซิ่วไฉเฒ่ายืนอยู่ที่เดิม ถามเฉินผิงอันเบาๆ ว่าดื่มได้ไหม เฉินผิงอันบอกว่ารับมือกับพวกเขาเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะดื่มได้หรือดื่มไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
ทุกคนหัวเราะครืน นอกจากโต๊ะของหนิงเหยาแล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่มีใครยอมใคร
ต่อให้เป็นหนิงจี๋ก็ยังทำท่าหมายมั่นปั้นมือ คิดไว้แล้วว่าจะจิบนิดๆ หน่อยๆ เป็นเพื่อนอาจารย์ เพียงแต่กังวลว่าการกระทำนี้อาจจะไม่เหมาะสม
แต่กลับเห็นศิษย์พี่เฉากับศิษย์พี่จ้าวต่างก็ถือจอกเหล้าลุกขึ้นยืนกันแล้ว ทำท่าเหมือนจะประมือกับอาจารย์
เผยเฉียนหัวเราะร่วนลุกขึ้น นางไม่ใช้จอกเหล้า แต่เทเหล้าลงในชามใบหนึ่งโดยตรงแล้วหิ้วกาเหล้าขึ้นมา
เฉาฉิงหล่างเห็นท่าไม่ดีก็รีบนั่งลงที่เดิม หลีกเลี่ยงประกายเฉียบคมไปก่อนชั่วคราว
จ้าวซู่เซี่ยจงใจหันไปคุยเล่นกับเติ้งเจี้ยนผิงที่อยู่ข้างกาย จึงเหลือแต่หนิงจี๋ที่ยืนบื้ออยู่ที่เดิม มองอาจารย์ รอจะได้ดื่มเหล้า
ค่ำคืนนี้คือคืนใดเล่า จันทร์กระจ่างดุจดวงใจแห่งฟากฟ้า
ท่านที่อยู่กลางเมฆา เคยถามมรรคา เคยถามกระบี่ คนในยุทธภพ เคยสะสางความแค้นเคยถามหมัด ทุกท่านเคยถามสุรากับใครหรือไม่
บทพิเศษ ตอนที่ 3.3 ฟ้าฝนคลี่คลาย
เมืองหลวงคือสถานที่ที่ยอดเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งของแคว้น
ขุนนางของราชสำนักต้าหลีที่มีอำนาจมากที่สุด พวกคนที่ร่ำรวยมากที่สุดต่างก็พยายามสุดกำลังความสามารถเพื่อตามหาอำนาจเงินทองที่มากกว่าเดิม เพื่อเติมเต็มความทะเยอทะยานหรือไม่ก็ปณิธานในใจตน
การขึ้นลงของอำนาจและการไหลรินของเส้นทางแห่งทรัพย์สินเงินทองที่ไหลไปไม่ขาดสาย ไม่มีการแบ่งกลางวันกลางคืน
เมืองหลวงในค่ำคืนนี้เด่นชัดมากเป็นพิเศษ คนที่มีตาล้วนรู้ดีกันอยู่แก่ใจว่าพรุ่งนี้หลังจากผ่านคืนนี้ไป วงการขุนนางของราชสำนักต้าหลีจะต้องเจอกับการชำระล้างครั้งใหญ่ที่ชวนให้คนตะลึงพรึงเพริด
ขุนนางหลายคนที่เหมือนถูกทากาวติดกับเก้าอี้บางตัวของที่ว่าการ พวกเขาและตระกูลของพวกเขาต่างก็จะต้องสูญเสียเกียรติยศความรุ่งเรืองอย่างที่เคยมีมาในอดีต
และในเวลาเดียวกันนั้นหลายคนที่ทดท้อทอดอาลัย รอแค่ให้ฟ้าสว่าง หลังจากการประชุมในห้องทรงพระอักษรและการประชุมเล็กผ่านไปเท่านั้น พวกเขาก็จะได้ตำแหน่งชื่อเสียงและอำนาจมาครองอย่างที่ในอดีตแม้แต่ฝันกลางวันพวกเขาก็ไม่กล้าฝัน
ตระกูลสกุลหยวนตรอกอี้ฉือ ห้องหนังสือของหยวนฉงผู้เป็นเจ้าประมุข
เจ้าประมุขแซ่สกุลเสาค้ำยันแคว้นที่ดูแลสำนักตรวจการแผ่นดินมานานหลายปีท่านนี้ ผู้เฒ่าไม่สนใจคนวัยเดียวกันหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจของกองงานต่างๆ ที่ร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน
หยวนฉงแค่เรียกพี่น้องสองคนอย่างหยวนเฉิงกับสวี่มี่มา แล้วยังเชิญเซียนกระบี่หยวนฮว่าจิ้ง “คนรุ่นเดียวกัน” ในตระกูลที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีมาด้วย
ตระกูลเว่ยที่อยู่ห่างจากจวนสกุลหยวนไม่ถือว่าไกลนัก คนหนุ่มทั้งหลายที่มีเว่ยเจียเป็นหนึ่งในนั้นต่างก็ถูกโบยจนตายไปแล้ว พวกสตรีนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่นอกศาลบรรพชน
รองเจ้ากรมต่งหูนั่งรถม้าอยู่ท่ามกลางม่านราตรีหนาหนัก เข้าจวนของสกุลจ้าวเทียนสุ่ยจากประตูด้านข้าง มาพบจ้าวตวนจีน เจ้ากรมพิธีการ
เรื่องที่ถูกดักขวางอยู่หน้าประตูของทะเลสาบเหล่าอิงเมื่อตอนกลางวัน ขุนนางของกรมพิธีการและศาลหงหลูทุกคนล้วนมีส่วน
จ่างซุนเม่าที่ก่อนหน้านี้ไม่นานนี้เลื่อนขั้นจากศาลหงหลูไปอยู่กองสื่อสาร แล้วจึงไปรับตำแหน่ง “ขุนนางสวรรค์” เป็นเจ้ากรมของกรมขุนนาง ยามนี้ปิดประตูไม่ต้อนรับแขก
แต่อันที่จริงผู้เฒ่าแอบให้คนเรียกกวนอี้หรานหลางจงกองชิงลี่ กรมคลังมา
แขกที่ไม่ต้อนรับก็คือเพื่อนร่วมงานกับคนนอก แต่กวนอี้หรานเด็กคนนี้ ผู้เฒ่ากลับมองดูเขาเติบโตมา อีกทั้งยังเป็นผู้เยาว์ที่ทางตระกูลฝากความหวังไว้ให้มาก
แล้วนับประสาอะไรกับที่ในวงการขุนนางต้าหลี หรือควรจะพูดว่าตลอดทั้งแจกันสมบัติทวีป ใครบ้างที่ไม่รู้ว่ากรมขุนนางของราชสำนักต้าหลีเป็นของตระกูลกวน?
นายท่านผู้เฒ่ากวนมีพลังอำนาจแข็งแรงเช่นนี้ได้ กลับเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้สามรุ่นก่อนหลังของสกุลซ่งต้าหลีและชุยฉานอดีตราชครูให้การยอมรับโดยปริยาย
ผู้เฒ่าถาม “อี้หราน คิดว่าตัวเองใช่คนดีหรือไม่?”
กวนอี้หรานยิ้มเอ่ย “หมายความว่าอย่างไร?”
จ่างซุนเม่าถามต่อ “สามารถเป็นขุนนางที่ดีที่ทั้งซื่อสัตย์สุจริตและลงมือทำงานอย่างจริงจังมีผลงานจับต้องได้ สามารถทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ชาวบ้านยอมรับจากใจจริงได้หรือไม่?”
กวนอี้หรานเอ่ย “ความมั่นใจแน่นอนว่าต้องมี แต่ผลลัพธ์เป็นเช่นไร ต้องรอให้ผ่านไปหลายสิบปีก่อนค่อยว่ากัน ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจได้”
จ่างซุนเม่าเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “การประชุมเล็กวันพรุ่งนี้ ข้าจะเสนอฝ่าบาทกับราชครูให้ย้ายเจ้าไปอยู่กรมขุนนาง”
กวนอี้หรานคิดแล้วก็ถามว่า “เดินขึ้นฟ้าในก้าวเดียว ได้เป็นเจ้ากรมโดยตรงเลยหรือ?”
จ่างซุนเม่าด่าขำๆ “เจ้าเด็กบ้า! ให้เจ้าเป็นรองเจ้ากรมฝ่ายขวายังไม่แน่ว่าจะผ่านเลยยังจะเป็นเจ้ากรมอีกหรือ! ไม่สู้ข้าไปเอาหมวกขุนนางมาให้เจ้าได้ลองสวมเป็นเจ้ากรมดู?”
ได้เลื่อนขั้นเป็นรองเจ้ากรมขุนนางโดยตรง มีความยากไม่น้อย ในความเป็นจริงแล้วก็เพราะแซ่ “กวน” นี้ถึงได้ทำให้ความเร็วในการเลื่อนขั้นขุนนางของกวนอี้หรานด้อยกว่าขุนนางผู้ตรวจการลำน้ำใหญ่ทั้งสองท่าน
ในนี้มีเรื่องวงในที่ขุนนางทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้ซ่อนอยู่ ก็เพราะปีนั้นนายท่านผู้เฒ่ากวนได้บอกกล่าวกับ “เบื้องบน” ไว้ก่อนแล้ว ขอให้กวนอี้หรานได้ขัดเกลาไปอีกสัก…สิบกว่าปี
ทางราชสำนักก็สามารถดูไปตามสถานการณ์ได้ หากคิดว่าเป็นไปได้ก็ค่อยเลื่อนขั้นให้เขา คิดว่ายังไม่ได้เรื่อง ชั่วชีวิตนี้ก็ให้กวนอี้หรานเป็นขุนนางระดับกลางของต้าหลีไปแล้วกัน
นอกจากนี้แล้วภายในสิบกว่าปีนี้ กวนอี้หรานจะโยกย้ายไปฝึกประสบการณ์ตามกองงานต่างๆ ก็ได้ มีเพียงไม่อาจส่งเขาไปที่กรมขุนนางของตระกูลกวนเท่านั้น
หาไม่แล้วตระกูลทั้งหลายที่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือขุนนางเก่าที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของตระกูลกวนจะต้องพยายามผลักดันให้กวนอี้หรานได้เลื่อนขั้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยคลี่คลายปัญหาทุกอย่างที่อยู่นอกกรมขุนนางให้กวนอี้หรานอย่างแน่นอน
จ่างซุนเม่าก็มีแผนการเป็นของตัวเอง สมมติว่าเสนอแนะให้กวนอี้หรานเลื่อนขั้นเป็นรองเจ้ากรมของกรมขุนนาง เรื่องนี้ไม่ผ่าน เขาก็จะเสนอให้กวนอี้หรานออกจากเมืองหลวงไปเป็นผู้ว่าของเมืองแห่งหนึ่งในท้องถิ่น
ส่วนจะเป็นเมืองไหน ผู้เฒ่าก็คิดไว้เรียบร้อยแล้วต้องเป็นเมืองที่ยากจน ห่างไกล จำนวนทะเบียนสำมะโนครัวเล่มเหลืองมีน้อยจนน่าสงสาร
แต่ว่าผู้ว่าของเมืองแห่งหนึ่ง ถึงอย่างไรตำแหน่งขุนนางก็วางอยู่ตรงนั้น กวนอี้หรานก็จะสามารถอาศัยเรื่องนี้ก้าวเดินเข้าสู่อันดับของขุนนางผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่ในหัวเมืองประจำแคว้นได้
กวนอี้หรานยิ้มเอ่ย “ข้าเป็นขุนนางอยู่ในกรมขุนนางก็เท่ากับไม่ได้เป็นขุนนางจริงๆ แต่เป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยที่ทั้งต้องถูกมัดมือมัดเท้า แต่ก็สามารถนอนเสวยสุขกับการเลื่อนขั้นขุนนางได้
ท่านปู่จ่างซุน ข้าไปอยู่ที่เมืองจวี่โจวก็แล้วกัน ที่นั่นคือสถานที่แร้นแค้นที่อยู่ริมชายแดนซึ่งเล็กที่สุดและยากจนที่สุด”
ในใจจ่างซุนเม่าทั้งปลาบปลื้ม ทั้งรู้สึกสงสาร “จวี่โจว ที่นั่นอัตคัดยากจนเกินไปหน่อย อีกทั้งนับแต่โบราณมาขนบธรรมเนียมชาวบ้านของที่นั่นก็ดุดันแข็งกร้าว มลพิษสกปรกแพร่กระจายไปทั่ว ไม่มีอารยธรรมและการศึกษา…”
กวนอี้หรานยื่นมือไปลูบผ่านเหนือศีรษะ ยิ้มเอ่ยว่า “แต่ว่าหมวกขุนนางใหญ่เท่ากับหมวกของผู้ว่าการเลยนะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ หากไม่ได้เป็นเจ้าเมือง เจ้าก็อย่าหวังว่าจะมาร้องไห้อาละวาดเอากับข้า”
ผู้เฒ่าพยักหน้า เงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ตอนอายุยังน้อยอ่านนิยายจอมยุทธและเรื่องเล่าแนวคดีความ มักจะได้เห็นท่านผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรมดุจฟ้าครามปรากฏตัวเหมือนทะยานเมฆขี่หมอกออกมาชำระสางคดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
หรือไม่ก็เป็นจ้วงหยวนหลางคนใหม่ที่ชาติตระกูลยากจน แล้วก็ไม่มีประสบการณ์ในวงการขุนนางใดๆ ได้รับคำชมเชยจากฮ่องเต้ เพียงไม่นานก็สามารถจัดการสถานที่แห่งหนึ่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย พวกชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข”
กวนอี้หรานยิ้มเอ่ย “ก็นิยายนี่นะ พวกเขาแต่งเรื่องขึ้นมาก็เพื่อให้คนอ่านอย่างพวกเราระบายความอัดอั้นคับข้องใจออกมาได้อย่างเต็มที่ สอดคล้องกับความรู้สึกมาเป็นที่หนึ่งสอดคล้องกับเหตุผลมาเป็นที่สอง
ชีวิตคนเราก็ไม่สบายพอแล้ว ไยต้องหาความอึดอัดขัดใจมาจากในตำราอีกเล่า”
จ่างซุนเม่าหรี่ตามองกวนอี้หราน “ในตำราคือในตำรา วิถีทางโลกคือวิถีทางโลก จะเปิดหน้าหนังสือหรือไม่ก็ล้วนขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคล แต่การใช้ชีวิตทุกวันกลับต้องลืมตามองดูให้ดี
ถ้าอย่างนั้นทุกวันนี้เปลี่ยนให้ราชครูเฉินที่อายุน้อยๆ มาถ่อเรือใหญ่อย่างต้าหลีลำนี้ เจ้าคิดว่าสอดคล้องกับเหตุผลหรือสอดคล้องกับความรู้สึกกันล่ะ?”
กวนอี้หรานยิ้มบางๆ “ทั้งสอดคล้องกับความรู้สึกและสอดคล้องกับเหตุผล ทั้งเหตุผลและความรู้สึกล้วนมาเป็นอันดับหนึ่งเท่ากัน”
ผู้เฒ่าพยักหน้า “เป็นแบบนี้ก็ดี เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว”
ดึกดื่นค่อนคืน บนถนนของตรอกอี้ฉือนอกเรือนกลับมีเสียงดังเอะอะขึ้นมาเป็นระยะ
เยี่ยนหย่งเฟิงซือชิงแห่งศาลหงหลู เจ้าประมุขสกุลเยี่ยนที่ร่างเล็กเตี้ยสีหน้าเหี้ยมหาญผู้นี้กำลังกินแตงโมแช่เย็นอยู่กับเยี่ยนเจี่ยวหรานผู้เป็นพี่ชาย พวกเขามีท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์
ทางฝั่งของถนนฉือเอ๋อร์ก็มีความเคลื่อนไหวไม่น้อย นอกจากทหารม้าทั่วไปของกองทหารม้าที่หงจี้เป็นผู้นำแล้ว ก็ยังมีผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่เยี่ยนเจี่ยวหรานคัดเลือกและให้การสนับสนุนมากับมือของตัวเอง รับผิดชอบไปจับคนโดยเฉพาะ
คนที่ถูกพาออกมาจากจวนประตูสูงทั้งหลาย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์และคนที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ซึ่งมีหน้ามีตาอย่างมากอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี
ขนาดอยู่ในเมืองหลวงยังเป็นเช่นนี้ เมื่อไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ก็ยิ่งมีฐานะมีตำแหน่ง
ส่วนคนที่ถูกทางตระกูลเรียกตัวจากสถานที่ต่างๆ กลับมาที่บ้านในเมืองหลวงแทบจะเวลาเดียวกันพวกนี้ จะถูกจับโยนไปกินข้าวคุกของกรมอาญาโดยตรง หรือถูกพาไปกำหนดโทษที่ศาลต้าหลี่ หรือจะส่งไปสอบสวนในสำนักตรวจการแผ่นดิน
ก็ต้องดูว่าในเรื่องการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ของปีนั้นพวกเขาได้เงินฝนธัญพืชกันไปกี่มากน้อย
บางครั้งก็จะมีขุนนางอายุมากแล้วที่กุมอำนาจใหญ่อยู่ในเมืองหลวงตะโกนเสียงดัง บอกว่ากฎระเบียบของราชสำนักต้าหลีเป็นอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร เป็นต้น
ไม่เพียงแต่หนึ่งตรอกหนึ่งถนนที่เหล่าชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจของราชสำนักต้าหลีมารวมตัวกันเท่านั้น ยังมีย่านต่างๆ ที่ก็ถูกทหารม้าของกองลาดตระเวนซึ่งจับมือกันมากับผู้ฝึกตนติดตามกองทัพมาโอบล้อม แสงไฟสว่างไสวมากเป็นพิเศษ
เจ้ากรมคลังที่ถูกเรียกขานว่าเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้น จวนของมู่เหยียนเจ้ากรมมู่ไม่ได้อยู่ที่ตรอกอี้ฉือหรือถนนฉือเอ๋อร์ เขามีชาติกำเนิดจากตระกูลผู้ดีในท้องถิ่นที่ฐานะครอบครัวปานกลาง มิได้มั่งคั่งโดดเด่นนัก
มู่เหยียนที่อายุเกือบห้าสิบปี คือขุนนางหายากที่มีความเชี่ยวชาญและมีความจมูกไวเป็นพิเศษต่อทรัพย์สินเงินทองและตัวเลขบนสมุดบัญชี
ดังนั้นถึงได้เปลี่ยนจากมู่เหยียนรองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายของกรมอาญาแต่เดิม ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจ้ากรมการคลังเป็นกรณีพิเศษ กลายมาเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นแทนที่หม่าหยวน
และหม่าหยวนเจ้ากรมอาญา คืนนี้ก็ถึงกับสวมชุดขุนนางมาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน มองเจ้ากรมคลังที่สีหน้าซีดขาวไร้สีเลือด รวมไปถึงบุตรชายหญิงที่ตัวสั่นเทิ้มของมู่เหยียน
หม่าหยวนก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าจะพาพวกเจ้าไปด้วยตัวเอง ถึงอย่างไรก็ดีกว่าถูกพวกทหารสวมเสื้อเกราะจับมัดเอาตัวไป”
ริมลำคลองชางผู เหลาสุราขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งหนึ่ง เจ้าอ้วนคนหนึ่งพาเด็กสาวที่ท่าทางขลาดกลัวแต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเดินเล่นไปตามห้องโถงห้องเดี่ยวและห้องครัวของเหลาสุราบ้านตน
ข้างกายพวกเขายังมีเฉาเกิงซินที่ตรงเอวห้อยน้ำเต้าเปลือกม่วงติดตามมาด้วย
โน้มน้าวแม่นางเฉินซีว่าไม่สู้ทำงานอยู่ที่นี่ดีกว่า หากเถ้าแก่เหวยกล้าทำตัวบ้าตัณหา มือไม้ไม่อยู่สุข ตนก็จะจับเจ้าอ้วนเหวยโยนเข้าไปในคุกใหญ่ของกรมอาญาโดยตรง ทำให้เขาผอมลงไปสักร้อยจิน….
เจ้าอ้วนร้อนใจจนกระทืบเท้าถึงกับทำให้พื้นระเบียงสั่นสะเทือน บอกว่าตัวเองเป็นคนเที่ยงตรง แม่นางเฉินซีเจ้าอย่าไปฟังรองเจ้า…เอ่อ พี่ใหญ่เฉาพูดจาเหลวไหล…
เด็กสาวจากต่างถิ่นยิ้มจนตาหยี ทำท่าจะพูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็อดทนเอาไว้
เพียงแค่เปิดปากถามเฉาเกิงซินอย่างใคร่รู้ว่า พี่ใหญ่เฉาตำแหน่งขุนนางของท่านใหญ่เท่านายอำเภอหันหรือไม่
เฉาเกิงซินร้องเฮ้อแล้วตบน้ำเต้าบรรจุเหล้าด้วยท่าทางลำพองใจ บอกว่าแม่นางน้อย ความรู้ของเจ้าตื้นเขินไปสักหน่อยนะ
หมวกขุนนางที่อยู่บนหัวของข้าผู้แซ่เฉา พี่ใหญ่เฉาตำแหน่งขุนนางของท่านใหญ่นักล่ะ ขุนนางตำแหน่งใหญ่เท่าเมล็ดงาอย่างนายอำเภอหันเจอข้า เวลาพูดจาก็มักจะลิ้นพันกัน แค่ข้าถลึงตาใส่ แค่นเสียงเย็นชาในลำคอ พวกเขาก็ตระหนกลนกันแล้ว
ดังนั้นแม่นางเฉินเจ้าวางใจได้เลย ในเมื่อพวกเรานับญาติกันเป็นพี่ชายน้องสาวบุญธรรมแล้ว เวลาออกจากบ้านไปซื้อเครื่องประทินโฉมก็ให้มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ หั่นราคาเสียงดังกับพวกเจ้าของร้านได้เลย…
เด็กสาวมึนงง พวกนางนับญาติเป็นพี่ชายน้องสาวบุญธรรมกันตั้งแต่เมื่อไหร่…
เส้นทางภูเขาจากยอดเขาจี๋หลิงที่มุ่งหน้าไปยังศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อ พวกเขาเดินจับกลุ่มกันสองคนสามคน เมฆหมอกลอยอบอวล สลายกลิ่นสุราอ่อนจางทิ้งไป
ซิ่วไฉเฒ่าได้เดินทางกลับไปยังศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว กิจธุระมากมายรัดตัว เพราะต่อจากนี้สองใต้หล้าต้องปะทะกันซึ่งหน้าจริงๆ แล้ว
อิงตามคำกล่าวของซิ่วไฉเฒ่าก็คือไม่เพียงแต่หย่าเซิ่งเท่านั้นที่โมโหจริงๆ ขนาดเจ้าลัทธิหลักรองสามท่านของศาลบุ๋นก็ยังแสดงท่าทีอย่างชัดเจน
นอกจากฝูเหยา ใบถงและเกราะทองทวีปที่พลังต้นกำเนิดเสียหายอย่างรุนแรงแล้ว ทวีปอื่นๆ ที่เหลือล้วนต้องระดมกำลังพลไปที่เปลี่ยวร้างต่อไป
ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการศึกไม่ว่าจะเป็นเรือข้ามฟากหรืออาวุธ ฯลฯ ภายในเวลาครึ่งปี จะต้องยกระดับถึงขีดสูงสุด
จวนเซียนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายมีคนก็ส่งคน มีเงินก็มอบเงิน มีแรงก็ออกแรง ไม่มีใครเป็นกรณียกเว้นทั้งนั้น
เวินจื่อซี่ไม่ได้เป็นสมาชิกบนทำเนียบของภูเขาลั่วพั่ว ก่อนหน้านี้จึงคิดอยากจะขอตัวลงจากภูเขาไป แต่กลับถูกเฉินผิงอันรั้งตัวเอาไว้ บอกว่าให้เดินไปด้วยกัน
จงอันดับหนึ่งที่คาบไม้จิ้มฟันรู้ว่าตัวเองสามารถเข้าร่วมการประชุมศาลบรรพจารย์ได้แม้กระทั่งเรอก็ไม่ยอมเรอแล้ว
เว่ยป้อแนะนำว่าเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน อย่างน้อยต้องดูไปอีกครึ่งปี แล้วภูเขาลั่วพั่วถึงจะเปิดค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาที่มีครบทั้งการป้องกันและการโจมตีนั้น
ฉีถิงจี้กับหมี่อวี้จะเดินทางไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างด้วยกัน ไปยังท่าเรือกุยซวีที่เทียนซือจ้าวเทียนไล่และฮว่อหลงเจินเหรินเป็นผู้เฝ้าพิทักษ์อยู่
กวอตู้ได้มอบภาพแผนที่ใจกลางเปลี่ยวร้างภาพนั้นให้กับเหวินเซิ่งไปแล้ว
เฉินผิงอันบอกให้เซี่ยโก่วเรียกเฒ่าหูหนวกมาเข้าร่วมการประชุมศาลบรรพจารย์ด้วยกัน เฒ่าหูหนวกยังคงไม่เต็มใจ
เจ้าขุนเขาเชิญออกคำสั่งมาได้เลย เขาที่เป็นผู้ถวายงานทั่วไปจะทำตามทุกอย่าง แต่การประชุมที่เป็นการเป็นงาน เขาย่อมไม่มีสิทธิ์เอ่ยแทรกอะไรได้อยู่แล้ว
เข้ามาในศาลบรรพจารย์ แต่ละคนจุดธูปคารวะแล้วพากันนั่งลง
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นว่า “ต่อจากนี้อีกหนึ่งร้อยปีบินทะยานใหม่และขอบเขตสิบสี่จะมีมากกว่าเดิม บนภูเขามีแต่จะยิ่งวุ่นวายมากกว่าเดิม
บุญคุณความแค้นก่อนหน้านี้ที่สะสมมานานหลายปี มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะระเบิดออกมาในช่วงเวลาสั้นๆ
สำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญตนแล้ว ร้อยปีนี้จะเป็นปียิ่งใหญ่ดีงามที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดหมื่นปี
สำหรับคนที่ได้รับอานิสงส์จากการที่ฝนแห่งความเป็นเทพโปรยปรายลงมายังโลกมนุษย์ คนที่ฝึกเซียนแสวงหามรรคาเป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวล่างภูเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ความแปลกประหลาดมหัศจรรย์มีมากมาย ภายใต้วาสนาที่อำนวยก็มีแต่จะยิ่งชวนให้คนตาลายมากขึ้นเรื่อยๆ โชควาสนาและการประทานพรแห่งมหามรรคาที่ภูเขาลั่วพั่วจะได้รับมีแต่มากไม่มีน้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้นต่อจากนี้ใครที่ควรปิดด่านก็จงรีบปิดด่าน ใครที่ควรรักษาบาดแผลก็จงรักษาบาดแผลให้ดี คนที่ควรฝ่าทะลุขอบเขตก็ฝ่าทะลุขอบเขตให้เร็ว โอกาสนี้หากพลาดไปก็จะไม่มีมาอีก”
“คนที่เป็นอาจารย์ของผู้อื่น นอกจากพลังตบะของตัวเองจะยกระดับขึ้นสูง มีการสั่งสมมากขึ้นแล้ว เรื่องของการถ่ายทอดมรรคาคือความสำคัญในความสำคัญอีกที
สิ่งของจำเป็นสำหรับการฝึกตนหรือการฝึกวรยุทธ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน เงินเทพเซียน อาวุธวิเศษ โอสถ ฯลฯ ที่ทุกท่านที่อยู่ในศาลบรรพจารย์และลูกศิษย์ของพวกเจ้าทุกคนต้องการ สามารถไปขอจากเหวยเหวินหลงได้เลย
ไม่ว่านักบัญชีใหญ่ของพวกเราท่านนี้จะบอกว่าให้ได้หรือให้ไม่ได้ก็ล้วนต้องให้ทั้งหมด หากในภูเขาไม่มีก็ไปหาซื้อ หายืมมา
ภูเขาลั่วพั่วเป็นเช่นนี้ สำนักกระบี่หลงเซี่ยงและสำนักกระบี่ชิงผิงก็ย่อมต้องทำตามหลักการข้อนี้เหมือนกัน”
“เจียงซ่างเจินเลื่อนขั้นเป็นรองเจ้าขุนเขา เซี่ยโก่วมารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง กานถังเป็นผู้ถวายงานอันดับสอง เสี่ยวโม่ยังคงเป็นผู้ถวายงานทั่วไป เพราะถึงอย่างไรต่อจากนี้เสี่ยวโม่ก็ต้องปิดด่านฝึกตน ใช้เวลาอีกไม่น้อย”
“เจียงซ่างเจินจะไปรับช่วงต่อดูแลสำนักเจินจิ้งที่ทะเลสาบซูเจี่ยน
ชื่อของสำนักเบื้องล่างควรต้องเปลี่ยนหรือไม่ ควรจะทำตามคำแนะนำของชุยตงซานที่เปลี่ยนชื่อเป็น “ทะเลสาบซูเจี่ยน” โดยตรงเลยหรือไม่ คืนนี้จะไม่มีการพูดคุย เจียงซ่างเจินแค่ต้องตัดสินใจเอาเอง ถึงเวลานั้นก็แค่แจ้งให้ภูเขาลั่วพั่วทราบก็พอ
นอกจากนี้แล้วสำนักเบื้องล่างแห่งใหม่ต้องการยืมห้าขอบเขตบนสี่ห้าคนไปจากสำนักกระบี่ชิงผิงหรือไม่ เจ้าสำนักสองท่านอย่างเจียงและชุยสามารถปรึกษากันเองเป็นการส่วนตัวได้เลย”
“ส่วนตัวข้าเอง ช่วงนี้ยังต้องวิ่งวุ่นอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือไปขานชื่อที่เมืองหลวง เป็นราชครูต้าหลี
อีกด้านหนึ่งคือกลับมาที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตอนกลางคืน อาศัยโอกาสที่พังทลายก่อนแล้วค่อยหยัดยืนขึ้นมาใหม่ เริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นในครั้งนี้ มาพิศมรรคาของ “นักพรตติง”
“เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่ว ก่อนที่พวกเจ้าแต่ละคนจะปิดด่าน จำเป็นต้องพูดคุยกับกานถังให้ดีๆ ดูสิว่าจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาเรื่องที่กระบี่บินสองเล่มของเขาขัดแย้งกันเองได้หรือไม่”
พลังการต่อสู้สูงสุดที่สามารถอยู่บนภูเขาได้อย่างยาวนาน ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีแค่ขอบเขตบินทะยานอย่างเฒ่าหูหนวกเท่านั้นแล้ว
เซี่ยโก่วยกสองแขนกอดอก หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “ข้าเป็นขอบเขตก่อกำเนิด บังอาจไปชี้แนะเทพเซียนผู้เฒ่าขอบเขตบินทะยาน ค่อนข้างจะตื่นเต้นนะ
กลัวก็แต่ว่ากานธรรมดา…อ้อ ตอนนี้ควรเรียกอย่างเคารพว่ากานอันดับรองแล้วสินะ กลัวว่าคำพูดไหนฟังแล้วไม่ถูกใจ ทั้งจิตสังหารและความดุร้ายระเบิดออกมาพร้อมกันก็จะตบหัวสุนัขของข้าให้แหลก”
เฒ่าหูหนวกพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ล่างภูเขาบอกว่ากราบอาจารย์เหมือนเลือกครรภ์ไปเกิดใหม่ บุญคุณแห่งการถ่ายทอดมรรคาบนภูเขาคือพระคุณยิ่งใหญ่ดุจให้กำเนิดใหม่อีกครั้ง
อย่าว่าแต่สถานะอาจารย์และศิษย์เลย ต่อให้คืนนี้ข้าต้องนับเซี่ยอันดับหนึ่งและอาจารย์เสี่ยวโม่เป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังไม่เป็นปัญหา”
เสี่ยวโม่นวดคลึงหว่างคิ้ว ทุกวันนี้หนังหน้าและชั้นเชิงในการพูดจาของกานถังสมกับคำว่าสามวันจากลาต้องหันมามองเสียใหม่อย่างแท้จริง
เซี่ยโก่วพอใจอย่างมากแล้ว เฒ่าหูหนวกที่แย่งตำแหน่งอันดับรองของเสี่ยวโม่ไปไม่ได้หางชี้ขึ้นฟ้า นางจึงพยักหน้า ยกนิ้วโป้งให้ “คนชื่อพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา”
เฉินผิงอันถาม “หยวนหวงขึ้นเขามาแล้ว ต้องการเรียนวิชาหมัดจากข้า มีความจริงใจอย่างมาก และพรสวรรค์ในการเรียนวรยุทธของคนหนุ่มผู้นี้ก็สูงมาก นิสัยใจคอไม่เลว แต่ก่อนหน้านี้ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะให้จ้าวซู่เซี่ยเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักด้านวิถีวรยุทธ จะจัดการอย่างไร?”
จ้าวซู่เซี่ยเอ่ย “อาจารย์ นี่ก็ง่ายเลย ให้หยวนหวงเป็นศิษย์พี่ของข้าก็แล้วกัน เป็นศิษย์น้องเล็กได้เปรียบที่สุด ไม่ว่าใครก็อย่าหวังมาแย่งชิงตำแหน่งนี้กับข้า”
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “มีศิษย์น้องเพิ่มมาก็เป็นเรื่องดีนะ”
คืนนี้หนิงจี๋ดื่มเหล้าไม่เยอะ แต่ความสามารถในการดื่มของเขาธรรมดามากจริงๆ เวลานี้จึงยังเมากรึ่มๆ
ก่อนหน้านั้นศิษย์พี่หญิงใหญ่มีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับใบหน้า ยกชามเหล้ามาดื่มคารวะพวกเขา เขาก็รีบขับเรือตามกระแสลมทันใด บอกว่าตัวเองกับอาจารย์และศิษย์พี่หญิงใหญ่คือพวกเดียวกัน…
แน่นอนว่าหนิงจี๋ยิ่งไม่มีความเห็นต่าง มีศิษย์พี่เพิ่มมาคนหนึ่งก็ได้รับการดูแลเพิ่มมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
เฉินผิงอันกล่าวต่อ “แต่ไหนแต่ไรมาภูเขาลั่วพั่วก็ทำดีต่อผู้อื่นมาโดยตลอด มีศัตรูไม่มาก ถึงมีก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ตอนนี้ภูเขาตะวันเที่ยงยังไม่กล้ามีการกระทำใดๆ ราชสำนักต้าโซ่วของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางต้องแบกรับการกล่าวโทษของเจ้าลัทธิรองท่านหนึ่งของศาลบุ๋นเสียก่อน
ข้ากับป่ายอวี่จิงนั้นถือว่าเป็นความแค้นส่วนตัว ไม่ว่าจะกับอวี๋โต้วหรือเจียงจ้าวหมอก็ล้วนเป็นเช่นนี้ ถึงเวลานั้นไปเป็นแขกที่มืดสลัวอีกครั้งก็หนีไม่พ้นประลองสูงต่ำด้านมรรคกถา เวทกระบี่และหมัดเท้า แบ่งแพ้ชนะ ลิขิตเป็นตาย
มีแค่ผังติ่งแห่งนครหลิงเป่าเท่านั้นที่เป็นทั้งแค้นส่วนตัวแล้วก็แค้นส่วนรวม หากเป็นเช่นนี้กลับง่ายเลย ต้องมีคนตายคนหนึ่ง”
“เจ้าโจรเฒ่าผังติ่งยินดีโขกหัวยอมรับผิดก็ได้เหมือนกัน ขอแค่เขาโขกหัวจนหัวแหลกยับหลุดจากบ่า ข้าก็จะยอมรับการขออภัยจากเขา”
“เดิมที่อู๋โจวแห่งมืดสลัวคือหนึ่งในศัตรูในจินตนาการที่ข้ากริ่งเกรงมากที่สุด ศาสตราวุธเทพยุคบรรพกาลสองเล่มอย่างพิฆาตและลงทัณฑ์สามารถชดเชยมรรคาให้กับขอบเขตสิบสี่เก่าผู้นี้ได้มากกว่า
แต่ก็ไม่ต่างจากที่ข้าคาดการณ์ไว้เท่าไร ผู้อาวุโสอูโจวมีคุณธรรมน้ำใจ มีความกล้าหาญองอาจอย่างมาก ผ่านศึกนี้ไป แม้ว่าพวกเราสองฝ่ายจะไม่ได้กลายเป็นสหายกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ศัตรูกัน”
“เรื่องของการผสานมังกรให้กับลำน้ำใหญ่ในใบถงทวีปในอนาคตค่อนข้างจะสำคัญ
นอกจากสำนักกระบี่ชิงผิงที่ต้องใส่ใจเรื่องนี้ไปอีกยาวนาน รับประกันว่าจะปิดฉากลงด้วยดีแล้ว คาดว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจจะยังต้องรบกวนให้สำนักกระบี่หลงเซี่ยงส่งผู้ฝึกกระบี่สักสี่ห้าคนไปช่วยจับตามองที่นั่น ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังเลือกที่จะ “เปิดเผยความลับสวรรค์” เป็นฝ่ายเอ่ยว่า
“นักพรตเซียนเว่ยที่ช่วยเฝ้าประตูให้กับภูเขาลั่วพั่วของพวกเรา แท้จริงแล้วคือร่างจุติของนักพรตคนแรกแห่งโลกมนุษย์ยุคบรรพกาล
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายได้แยกย้ายจากกันแล้ว ฝ่ายแรกยังคงอยู่ แต่ฝ่ายหลังกลับสลายพลังตบะทั้งหมดที่มีไปแล้ว
ก่อนหน้านี้หากไม่เป็นเพราะเขาลงมือสลายน้าวนลูกนั้นทิ้งไป เชื่อว่าอีกไม่นานโลกมนุษย์ก็จะต้องเจอกับยุคเสื่อมที่สมชื่ออย่างแท้จริงแล้ว”
“ผลลัพธ์ที่ตามมาร้ายแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง ยกตัวอย่างก็คือปราณวิญญาณฟ้าดินคือพื้นฐานของเวทคาถาวิชาอภินิหารทุกอย่าง
อาจารย์หล่อหลอมบางท่านที่ออกไปจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็นการไปหาประสบการณ์ในโลกโลกีย์ หรือการไปเยี่ยมหาสหายช่วยชี้นำผู้คนที่หลงผิด พบเจอกับคนร่วมอาชีพบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยระหว่างผู้ฝึกตนสองคน
ในใจจะต้องมองกันและกันเป็นศัตรูอย่างแน่นอน อย่างน้อยความสงสัยในใจก็ต้องเข้มข้นมาก ใจของข้าเป็นอย่างไรจะมีประโยชน์อะไร ใจของเขาล่ะเป็นอย่างไร? ใจที่คิดทำร้ายคนอื่นไม่ควรมี แต่ใจที่ป้องกันผู้อื่นไม่ควรขาด?
หากจิตแห่งมรรคาของอาจารย์หล่อหลอมเป็นเช่นนี้ ทัศนียภาพในโลกมนุษย์จะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้”
“ส่วนบนร่างของนักพรตเซียนเว่ยยังมีอะไรเหลือไว้หรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่คิดจะไปสืบเสาะ ก่อนหน้าวันนี้เป็นเช่นนี้ หลังจากคืนนี้ไปก็จะยังคงเดิม”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ปรายตามองเด็กชายชุดเขียวที่แสร้งทำท่าเงี่ยหูตั้งใจฟัง แต่แท้จริงแล้วสองตากลับว่างเปล่า
เวลานี้หัวสมองของเฉินหลิงจวินกำลังหมุนอย่างว่องไว คิดคำนวณว่าตัวเองมีคำพูดหรือการกระทำที่เสียมารยาทอะไรบ้างหรือไม่ คำตอบก็คือ….มีมากมายดารดาษ!
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “บรรพจารย์จิ่งชิง? ดื่มเยอะไปหรือ ก็เลยมานั่งให้สร่างเมาอยู่ตรงนี้”
เฉินหลิงจวินทำหน้าเหลอหลา ไฉนนายท่านเจ้าขุนเขาถึงเรียกตนเช่นนี้ล่ะ “หา?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “ยังดี พรุ่งนี้พวกเจ้าก็จะลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์กันแล้ว”
เฉินหลิงจวินเอ่ยอย่างใจฝ่อ “นายท่านเจ้าขุนเขา อันที่จริง เวลาปกติข้าพูดจาหรือทำเรื่องอะไรก็ล้วนพึ่งพาได้อย่างมาก หัวก็ไวมากด้วย”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถึงเป็นผู้มีปัญญารอบคอบเพียงใด ครั้นคิดพิจารณาพันครั้งก็ย่อมมีพลาดพลั้งได้สักครั้งหนึ่ง ใช่ไหม?”
เฉินหลิงจวินดวงตาเป็นประกาย ปรบมือเอ่ย “ใช่ ยอดเยี่ยมนัก นายท่านเจ้าขุนเขาพูดถูกเผงเลย”
ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มของจู๋ซู่ต่างก็รู้สึกว่าต้องหันมามองเด็กชายชุดเขียวผู้นี้เสียใหม่
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ ขอแค่เป็นผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนหรือผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขาไม่ก็ขอบเขตปลายทาง ต้องเหนื่อยหน่อยแล้ว คืนนี้คงต้องติดตามข้าไปเยือนวังหลวงราชสำนักต้าโซ่วด้วยกันหน่อยแล้ว”