กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 23.2 ไร้ศัตรูเทียมทาน
เฉินผิงอันที่เปลือยเท้าบิดหมุนปลายเท้าเบาๆ พื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมส่วนตัวยุคบรรพกาลที่มีไว้สร้างความบันเทิงให้กับเหล่าทวย
เทพแห่งนี้ใช้วิธีการหล่อหลอมคล้ายคลึงกับของที่กแพงเมืองปราณ
กระบี่จริงดังคาด
ดูเหมือนว่าจะพูดกลับกันแล้ว ควรเป็นบรรพจารย์สามลัทธิที่ท
การเสริมชดเชยโดยอยู่บนพื้นฐานนี้ สร้างกแพงเมืองปราณกระบี่
ขึ้นมามากกว่า?
ตรงลคอของหมอผียุคโบราณเจอเข้าไปหนึ่งหมัด ลูกกระเดือก
ของเขาขยับเคลื่อนเล็กน้อย ถูกหมัดหนึ่งต่อยจนลคอเหมือนน ้าวน
ที่หมุนไปทางซ้าย ก่อนจะกลับคืนมาเป็นสภาพเดิม
ฝืนกลืนเลือดสดลงคอ ไหล่สองข้างของหมอผียุคโบราณขยับ
เล็กน้อย เส้นเอ็นและกระดูกบนร่างก็ส่งเสียงเหมือนเสียงฟ้าร้องดัง
เป็นระลอก สลายปณิธานหมัดของเฉินผิงอันที่ปล่อยมาไว้บนร่าง
ของเขาทิ้งไป
หมัดหนึ่งปล่อยออกไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้รีบร้อนปล่อยหมัด
ที่สอง เหมือนกับนักต่อสู้สองคนที่มาพบเจอกันบนทางแคบในยุทธ
ภพที่จะต้องชั่งน ้าหนักฝีมือของอีกฝ่ายคร่าวๆ ก่อน
หมอผียุคโบราณผู้นี้สวมชุดผ้าป่านชื่อหมา (ชุดไว้ทุกข์แบ่ง
ออกเป็นห้าระดับ แยกตามความใกล้ชิดกับผู้ที่ล่วงลับ ชุดชื่อหมาคือ
ชุดไว้ทุกข์ระดับต ่าสุด สหรับญาติห่างๆ จะต้องไว้ทุกข์ให้ผู้ล่วงลับ
สามเดือน) ที่ตัดเย็บอย่างประณีตบรรจง คล้ายคลึงกับชุดผ้าป่านไว้
ทุกข์ของโลกยุคหลัง วัสดุเป็นผ้าป่านที่ผ่านการทให้นุ่ม จนวน
เส้นด้ายที่ถักทอในแนวตั้งและแนวนอนมีจนวนมากนับล้านเส้น
อาศัยความสามารถในการมอง เฉินผิงอันสามารถมองเห็น ‘ต้น
กเนิด” มากมายของโลกยุคหลัง มีทั้งความชาญฉลาดในการสร้าง
เสื้อเกราะน ้าค้างแห่งสนักการทหาร และยังมีความประณีตที่คล้าย
กับชุดคลุมอาคมของของเด็กชายผมขาว รวมถึงฝีมือการทอที่
งดงามล ้าเลิศของนครจินชุ่ย
เพียงครู่เดียว ทั้งสองฝ่ายก็ขยับก้าวพร้อมกัน หมัดของเฉินผิง
อันต่อยลงไปบนหน้าท้องของหมอผียุคโบราณ เลือดบนร่างของฝ่าย
หลังพลันเหมือนน ้าตกที่ไหลย้อนกลับ เส้นเอ็นจนวนนับไม่ถ้วนปูด
นูนขึ้นมาบนผิวหนังแล้วพลันระเบิดดังปัง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบ
เลือด ตรงรูจมูกมีเลือดสดสองเส้นไหลย้อยลงมา เฉินผิงอันถูกหมัด
ของอีกฝ่ายต่อยจนผงะหงายหลัง ยกมือตบลงบนหอสูงสีขาวหิมะ
พลิกตัวลุกขึ้นอย่างว่องไว หมัดหนึ่งก็ต่อยเข้าที่ใบหน้าอีก ลมปราณ
แท้จริงที่บริสุทธิ์ของผู้ฝึกยุทธเหมือนเสาสวรรค์ที่เอนเอียง ส่ายคลอน
จะร่วงมิร่วงแหล่
ปณิธานหมัดของทั้งสองฝ่ายถูกกระเทือนให้สลายไป เนื่องจาก
ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้น จู๋ซู่ที่อยู่บนหน้าผาห่าง
ไปไกลก็เลือดลมพลุ่งพล่านไปพร้อมกันด้วย นางได้แต่ถอยออกมา
จากขอบเขตของการเข้าฌาน
บนชุดผ้าป่านที่ถักทออย่างประณีติบนร่างของหมอผีโบราณมี
เถ้าถ่านร่วงเผลาะๆ ลงมา แต่กลับเผยให้เห็นชุดผ้าป่านที่ค่อนข้าง
หยาบซึ่งอยู่ด้านใน คล้ายกับชุดเสี่ยวกง (ชุดผ้าป่านไว้ทุกข์สหรับ
การไว้ทุกข์ห้าเดือน สูงกว่าชุดชื่อหมาหนึ่งขั้น)
จนวนเส้นด้ายแนวตั้งแนวนอนที่อยู่บนชุดผ้าป่านลดฮวบลง
ทันใด แต่เห็นได้ชัดว่าหนาใหญ่แข็งแรงกว่าเก่า เส้นด้ายทุกเส้นซุก
ซ่อนปณิธานหมัดที่หนาข้นยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ที่นอนหมอบกราบอยู่บนพื้น ใช้นิ้วทั้งห้าจิกหน้า
ตัวเอง ก็เหมือนว่าหมอผีโบราณลงโทษตนเองด้วยการสัก
เครื่องหมายบนใบหน้า เป็นเหตุให้กระดูกขาวโผล่ออกมาทั้งหน้า
กระทั่งบัดนี้ หมอผีโบราณคนนี้ก็ยังไม่ยอมกลับคืนสู่รูปโฉมเดิม
สีหน้าของหมอผีโบราณซับซ้อน มีทั้งความคิดถึงที่เข้มข้น มีทั้ง
ความเสียใจที่ทั้งมิตรและศัตรูบนมรรคาล้วนจากลากันไปหมดแล้ว
แล้วก็มีทั้งความตกตะลึงระคนยินดีอย่างไม่คาดฝันเหมือนได้เจอกับ
คนรู้จักเก่า
เฉินผิงอันยกมือขึ้นเช็ดหู เช็ดเลือดสดที่ไหลออกมาจนสะอาด
ก่อนจะยื่นมือมาลูบแขนขวาเบาๆ ฝืนสยบลมปราณแท้จริงและ
ปณิธานหมัดที่พลุ่งพล่านปั่นป่วนเหล่านั้นเอาไว้ปล่อยหมัดต่อยไปที่
ท้องของอีกฝ่าย ตัวเขาเองกลับเหมือนอยู่ในสภาพการณ์ที่น ้าขึ้นถา
โถมทะลักเข้าสู่แม่น ้าลคลอง น ้าบ่าไหลท่วมสองฝากฝั่ง คือ
ความสามารถด้านวิชาหมัดของอีกฝ่าย หรือเป็นเพราะชุดผ้าป่านตัว
นั้น? หรือจะบอกว่าปณิธานหมัดก็สามารถหล่อหลอมขึ้นมาเป็นชุด
คลุมอาคมตัวหนึ่งได้ด้วย?
ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีโอกาสอีกมากที่จะสืบเสาะให้รู้แน่
ชัด
เส้นเอ็นและกระดูกของอีกฝ่ายแข็งแกร่ง เลือดลมโชติช่วง ขัด
เกลาเรือนกายได้อย่างมั่นคงอย่างถึงที่สุด แทบจะเป็นขีดจกัดที่
เรือนกายนั้นจะรับไหวได้แล้ว
แขนหนาใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของหมอผีโบราณ บน
กล้ามเนื้อสักอักขระโบราณไว้แน่นขนัด ประหนึ่งจินฮุยตุย (เป็น
ศิลปะดั้งเดิมของจีนรูปแบบหนึ่งที่จลองภาพสิ่งของชรุดหรือของ
เหลือทิ้งต่างๆ เช่น เศษภาพวาด อักษรลายมือ สมุดเก่าหรือภาพ
พิมพ์ที่ขาดวิ่น นมาจัดวางซ้อนทับกันดูเหมือนกองขยะที่ถูกเผา แต่
เป็นงานประณีตที่เน้นความงามของความไม่สมบูรณ์) ของโลกยุค
หลังที่นภาพวาดบนฝาผนังร้อยกว่าภาพมากองรวมกัน เบียดเสียด
อยู่ด้วยกัน ด้านบนมีทั้งภาพวาดของเหล่าหมอผีที่เต้นระบล้อมรอบ
กองไฟบวงสรวงสร้างความบันเทิงให้กับเทพเจ้า แล้วก็มีภาพที่คน
คุกเข่าขอฝน ถวายเครื่องสังเวย
แขนอีกข้างหนึ่งมองดูเหมือนแขนของคนปกติ แต่แท้จริงแล้ว
กลับสักภาพซับซ้อนของ “ผนังภายใน” ในโลกแห่งร่างกายมนุษย์
เอาไว้
ประหนึ่งการแกะสลักแบบจมและแบบนูนบนหินและทองในโลก
ยุคหลัง เป็นเพราะเหล่าหมอผีอยากจะอาศัยเรือนกายมนุษย์เป็น
สะพาน สร้างเค้าโครงของฟ้าดินที่เชื่อมโยงกันอย่างนั้นหรือ?
คงเป็นเพราะท่าทีของเฉินผิงอันดูผ่อนคลายเกินไป สีหน้าของ
หมอผีจึงเผยโทสะ สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที่ บนแท่นบูชาเทพ จาก
พื้นที่เป็นสีขาวหิมะราวกระจกมีไอเมฆหมอกแผ่อวลขึ้นมาเป็นระลอก
พวกมันลอยลิ่วไปถึงระดับสูงที่แน่นอนแล้วก็มีภาพจแลงของ “ทวย
เทพ” องค์หนึ่งที่รูปโฉมคล้ายหมอผีโบราณตนนี้มาชักน พาให้ลอย
ร่วงลงมา หล่นกระแทกพื้นเสียงดังครืนครั่น เรือนกายของพวกมันสูง
หลายสิบจิ้ง บนร่างสวมเสื้อเกราะที่จแลงออกมาจากควันธูปบริสุทธิ์
หลายตัว ในมือถืออาวุธหลากหลายชนิด
เมื่อพวกมันยืนอยู่บนแท่นบูชาเทพที่กินอาณาบริเวณนับร้อยลี้
แห่งนี้ก็เหมือนป่าแห่งวิถีของการต่อสู้
เฉินผิงอันแค่ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น ยื่นมือที่ประกบสองนิ้วออกไป
รับคมของขวานยักษ์ที่ฟันผ่าลงมาแสกหน้าไว้อย่างง่ายๆ
แต่เฉินผิงอันมีการคาดเดามาก่อนนานแล้ว จึงไม่คิดจะปล่อยให้
มันได้สมดังใจ เขาจึงใช้ปณิธานหมัดที่ผ่านการหล่อหลอมจน
เข้มข้นต้านทานขวานยักษ์ที่เป็นภาพจแลงนั้นเอาไว้
นิ้วผลักออกไปเบาๆ ขวานยักษ์ก็หมุนคว้างถอยไปอยู่กลาง
อากาศ ฟันหัวของผู้ฝึกยุทธเจ้าของขวานให้แหลกสลายกลายเป็น
ควันเขียวกลุ่มหนึ่ง
โบกชายแขนเสื้อฟาดสะบัดผู้ฝึกยุทธที่ถูก “อัญเชิญเทพลง
สถิต” ซึ่งถือกระบี่ยาวพุ่งมาจากด้านข้าง ร่างของฝ่ายหลังกลายเป็น
ผุยผง กลายเป็นควันเขียวกลุ่มหนึ่งที่พุ่งเข้าไปในเจ็ดทวารของสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่งที่ยืนอยู่ในพื้นที่ใจกลางของแท่นบูชาเทพ
เทพที่สวมเสื้อเกราะหลากสีตนนี้เรือนกายสูงร้อยจั้ง สองมือยัน
กระบี่ ใบหน้าที่เป็นสีทองมีดวงตาสิบสองคู่
เฉินผิงอันก้าวเดินอย่างผ่อนคลายอยู่ใน “ป่าแห่งนักสู้” ผืนนี้ ชัด
ให้บุคคลประหลาดที่เหมือนมัลละยันต์ เหมือนกองทัพธรรมของโลก
ยุคหลังเหล่านั้นสลายกลายเป็นควันเขียวขุมแล้วขุมเล่า จากภาพ
เหตุการณ์แรกเริ่มสุดที่พุ่งกรูกันมาถึง เพียงไม่นานก็เปลี่ยนเป็น
กระจัดกระจายบางตา เฉินผิงอันดีดปลายเท้าทะยานร่างไปบน
หัวไหล่และหัวของหุ่นเชิดผู้ฝึกยุทธเหล่านั้นเหมือนกบกระโดดแตะ
ผิวน ้า มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ใจกลางของหอสูง ฝ่าเท้าของเขาแตะโดนสิ่ง
ใดสิ่งนั้นก็แหลกสลาย กลายเป็นควันเขียวกลิ้งตลบซึ่งกรูกันพุ่งเข้า
ไปในดวงตาของแม่ทัพเทพสวมเสื้อเกราะหลากสีตนนั้น
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็คุมเชิงกันอยู่ไกลๆ
หมอผีโบราณยืนร่ายคาถาอัญเชิญเทพอยู่ตรงมุมหนึ่งของหอสูง
ชุดผ้าป่านบนร่างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ชุดชื่อหมาเปลี่ยนเป็นชุดผ้า
ป่านเนื้อหยาบ การแต่งกายไม่เป็นระเบียบอีกต่อไป เหมือนใช้
กรรไกรเฉือนตัดออกมา
ตามแผนการที่วางไว้แต่เดิม คือใช้เวทตัดหัวก่อนแล้วค่อยเอาวร
ยุทธมาผสานรวมเข้าด้วยกัน อย่างมากสุดแค่สองสามเท้าก็ตัดหัว
ของจิ้งจอกยักษ์ที่ล้อมอยู่รอบเมืองได้แล้ว
จากนั้นค่อยบังคับกระชากนักพรตกระดูกขาวมาที่หอบูชาเทพ
บีบให้อีกฝ่ายร่วมมือกับหมอผีโบราณ เฉินผิงอันก็จะทการเปิดศึก
ประลองแบบหนึ่งต่อสองโดยตรง
ส่วนสตรีกระโปรงเขียวจะลงสนามต่อสู้ด้วยหรือไม่ หรือจะใช้วิชา
ลับบรรพกาลบางอย่างเล่นงานตนอยู่ไกลๆ เฉินผิงอันก็จะตั้งตารอดู
แน่นอนว่าไม่ได้พูดว่าหนึ่งต่อสี่แล้วยังชนะได้ แต่เมื่อเลื่อนเป็น
ขอบเขตสิบเอ็ดแล้วก็ยากนักที่จะมีโอกาสขัดเกลาวิถีวรยุทธเช่นนี้
เขาอยากจะเห็นสิบสองอยู่เหมือนกัน
……
ทางฝั่งเมืองหลวงที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน เรือนกายใหญ่โตโอฬารของ
ประมุขเผ่าจิ้งจอกถูกแทงด้วยกระบี่อีกร้อยกว่าแผล ร่างจึงเหมือน
พรมสีขาวหิมะผืนหนึ่งที่เปื้อนผงประทินโฉมสีชาด
อดีตผู้ครองชิงชิวท่านนี้เอ่ยอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “ป๋ายจิ่ง!
เจ้าจะยังดื้อดึงไม่รู้สนึก จะเป็นศัตรูที่เข่นฆ่าเอาเป็นเอาตายกับข้า
จริงๆ รึ?!”
พริบตานั้นหางและหนวดสีขาวของจิ้งจอกก็กลายร่างเป็นกระบี่
ยาวจนวนนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้าทิ่มแทงเรือนกายเล็กจ้อยที่เหมือนฝี
ร้ายเกาะกระดูกอย่างบ้าคลั่ง ช่างเป็น “ภูเขากระบี่” ที่น่าทึ่งเสียจริง
เรือนกายของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเพียงแค่ขยับเคลื่อน
อย่างปราดเปรียวเหมือนนกโบยบิน หลบหลีกคมกระบี่พวกนั้นได้
เสมอ หลบหนีไปตามช่องว่างระหว่างป่ากระบี่
ดวงตาใหญ่โตคู่นั้นของอดีตผู้ครองชิงชิวพลันแดงก ่า “ดีๆๆ ใน
เมื่อเจ้าป๋ายจิ่งไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน ก็อย่ามาโทษหากข้า
จะชัดกายเนื้ออัปลักษณ์ของเจ้าให้แหลกละเอียดแล้วค่อยเคี้ยวร่าง
จริงของเจ้าเป็นของบรุง นับแต่วันนี้ไป น้องป๋ายจิ่ง เจ้าและข้าก็ถือ
ว่าได้นอนร่วมห้องกันแล้ว นั่นจะไม่ยอดเยี่ยมหรอกหรือ?”
เดือดดาลสุดขีดแล้ว
เซี่ยโก่วไม่โลภมากอยากสร้างคุณความชอบ ทุกวันนี้ตนมี
ขอบเขตอะไร ในใจนางย่อมรู้ดี นางพลิกตัวไปมาอยู่กลางอากาศ
หลายตลบ เรือนกายบอบบางที่มองดูเหมือนอ่อนแอมิอาจต้านทาน
แรงลมพลิ้วกายลงบนคันนานอกเมือง จับประคองหมวกขนเตียว
ตวัดข้อมือกระบี่บินก็หมุนคว้าง ส่องประกายแสงระยิบระยับ
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ข้าเดิมพันว่าเจ้าตัดใจเอาทั้งร่างกายและชีวิต
ทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะเดิมพันไม่ลง”
จิ้งจอกขาวที่ฝึกบเพ็ญตนสเร็จเป็นเซียนทองมาได้นานแล้ว
กดกรงเล็บลงไป ทุบกระเทือนให้คันนาแถบใหญ่ตรงนั้นแหลก
กระจาย “ป๋ายจิ่ง เจ้าคิดว่ามีแค่ตัวเองที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมอมหิต
ได้เท่านั้นจริงๆ หรือ?!”
เซี่ยโก่วหดย่อพื้นที่ไปยังที่แห่งอื่นอยู่หลายครั้ง ทยอยหลบ
ลแสงเฉียบคมไปได้ห้าเส้น “อดทนแล้วอดทนอีก กว่าจะอดทนจน
ได้รับอิสระยิ่งใหญ่ ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้า
ตัดใจได้ลงหรือ ตัดใจไม่ได้อยู่แล้ว”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวหรี่ตาทั้งคู่ลง
เซี่ยโก่วใช้กระบี่สั้นชี้ไปที่หัวของมัน “ข้ายากจนมากนะ นัง
จิ้งจอกเจ้าเล่ห์จไว้ว่าต้องชดใช้เงินให้ข้าด้วย!”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวรู้ดีถึงความร้ายกาจของกระบี่สั้นป๋ายจิ่งเล่ม
นี้ นักพรตยุคบรรพกาลถูกผู้ฝึกกระบี่ทร้าย เรื่องที่ยุ่งยากมากที่สุด
ก็คือบาดแผลประสานตัวหายดีได้ยาก ง่ายมากที่จะถูกปราณกระบี่
ซึ่งกระจายไปสี่ทิศก่อกวนสร้างความวุ่นวาย ดังนั้นเมื่อต้องพักฟื้น
รักษาตัวก็ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองเวลา ยังต้องสิ้นเปลืองปราณวิญญาณ
และวัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดินปริมาณมากด้วย ยังมีปราณกระบี่ของผู้
ฝึกกระบี่ประเภทหนึ่งที่ไร้เหตุผลที่สุด หลังจากผ่านการเข่นฆ่ากันไป
แล้ว นักพรตที่บีบให้ผู้ฝึกกระบี่ถอยร่นไปได้ มองดูเหมือนไม่ได้
บาดเจ็บไปถึงรากฐานมหามรรคา แต่ในช่วงเวลาที่เป็นกุญแจสคัญ
เมื่อปราณกระบี่ผุดพุ่งขึ้นมาก็จะต้องเจอกับความทุกข์ทรมาน
และกระบี่สั้นเล่มนี้ของป๋ายจิ่ง อย่าได้เห็นว่ามันไม่สะดุดตา
เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นกระบี่ที่รวบรวมวิธีการอมหิตโหดร้ายของผู้
ฝึกกระบี่ประเภทนี้เอาไว้
เซี่ยโก่วหัวเราะร่วน “ทไมล่ะ เจ้าอยากจะดูผลแพ้ชนะก่อนแล้ว
ค่อยตัดสินใจว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูหรือ?”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวงอกรงเล็บที่แหลมคมลงเบาๆ เผยให้เห็น
ประกายเฉียบคม ไม่ได้เอ่ยอะไร หางจิ้งจอกหลายหางส่ายสะบัดไม่
หยุด
ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งทอะไรประหลาดพิสดาร รับมือได้ยากอย่างถึง
ที่สุด หลังจากที่นางเลือก…ฉายาการฝึกตนหนึ่งได้แล้วก็จะต้องมีการ
วางแผนอย่างลับๆ เป็นเวลานาน ต้องโจมตีให้ตายในคราวเดียว
ปล่อยกระบี่หนึ่งครั้งหรือหลายกระบี่ติดต่อกันในรวดเดียว หากโจมตี
แล้วไม่สเร็จก็จะเผ่นหนีไปไกล จะไม่อาลัยอาวรณ์การต่อสู้เด็ดขาด
เดิมทีป๋ายจิ่งก็มีคุณสมบัติล ้าเลิศ วิชาคาถาหลากหลาย นักพรต
บรรพกาลคนอื่นอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตถึงจะสามารถฝึกฝนวิชา
คาถาหนึ่งหรือสองชนิดได้จนถึงขั้นชนาญแต่นางกลับมีอะไรก็เรียน
ได้อย่างนั้น ใครบ้างที่ไม่อิจฉาป๋ายจิ่ง? ใครบ้างที่ไม่กริ่งเกรงผู้ฝึก
กระบี่ที่ราวกับว่าตบะพัฒนารุดหน้าในทุกวันเช่นนี้?
จได้ว่าเคยมีปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานที่พลังตบะลึกล ้าตน
หนึ่ง ครองอนาจยิ่งใหญ่ในดินแดนหนึ่งอย่างองอาจ ตอนนั้นป๋ายจิ่ง
เพิ่งจะเป็นเซียนดิน แต่นางถึงกับเป็นฝ่ายออกกระบี่ แม้จะบอกว่าท
ให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ไม่เบาก็จริง แต่ก็ทให้อีกฝ่ายเดือดดาลอย่าง
หนัก ทั้งสองฝ่ายจึงมีการไล่ฆ่าและการเผ่นหนีกันนับแต่นั้น ใครเล่า
จะคิดได้ว่าป๋ายจิ่งจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตบินทะยานได้
ระหว่างที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย จุดจบของปีศาจใหญ่ขอบเขตบิน
ทะยานตนนั้นจะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้ ของรางวัลที่ได้มาจาก
ชัยชนะในศึก นอกจากฉายาใหม่เอี่ยมแล้วก็คือกระบี่สั้นเล่มนี้ที่
ปีศาจใหญ่ไม่เคยหลอมได้สเร็จ
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวหัวเราะหยันติดๆ กัน
เซี่ยโก่วกระโดดไปข้างหลังหนึ่งที่ แสร้งทหน้าตกตะลึง
ที่แท้นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ปล่อยขุนนางใต้ชายกระโปรงสองคน
ออกมาแล้ว
บนพื้นมีนักพรตรูปโฉมเหมือนคนโบราณคนหนึ่ง ในมือถือไม้อู
เจียงหนึ่งท่อน มือหนึ่งประกบสองนิ้วตั้งวางไว้ตรงหน้าอก ยิ้มบางๆ
เอ่ยว่า “สหายป๋ายจิ่ง ได้เจอกันอีกแล้วนะ”
และยังมีสตรีร่างกยสวมเสื้อเกราะสีทองคนหนึ่งที่ใบหน้าดุดัน
สองมือถือค้อนหัวเป็นปุ่มนูนคล้ายผลแตง (อาวุธโบราณชนิดหนึ่ง)
ไม่พูดพร ่าทเพลงก็โบกค้อนทั้งสองทุบไปยังเด็กสาวสวมหมวกขน
เตียวที่เรือนกายเล็กจ้อยผู้นั้น
เซี่ยโก่ววิ่งพล่านไปมาอย่างสะเปะสะปะพลางยิ้มเอ่ยไปด้วยว่า “พี่
หญิงอาจื่อหนอ มีใครเขายกอาหารหนักสองถาดใหญ่มารับรองแขก
ผู้มีเกียรติโดยตรงบ้างเล่า อาหารเรียกน ้าย่อยอยู่ไหนล่ะ ไม่รู้จัก
พิถีพิถันเอาเสียเลย”
เซี่ยโก่วพูดจาหยอกเย้า แต่จิตแห่งมรรคากลับเหมือนน ้านิ่ง หาก
ยังอยู่ในสภาวะยอดเขาสูงสุด นางสามารถแทงอีกฝ่ายให้ตายใน
คราวเดียวได้เลย
ส่วนตอนนี้น่ะหรือ ได้แต่ฝืนนิสัยเล่นเป็นเพื่อนนาง
จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ในอดีตสามารถท่องไปทั่วใต้หล้าได้ แน่นอน
ว่าเพราะมีฝีมือ ทั้งสามารถรักษาตัวรอด แล้วก็สามารถสังหารศัตรู
จะขาดอะไรไปสักอย่างไม่ได้เลย
บนทุ่งรกร้างโบราณอันเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด ขอแค่ได้เจอ “คน”
ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดศึกตัดสินเป็นตายเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นใคร เดินท่องไปในโลกมนุษย์ กล้าดูแคลนนักพรต
คนใดก็ตาม ก็ต้องเจอกับเรื่องลบากอย่างใหญ่หลวง
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งทะลุศีรษะของทหารสวมเสื้อเกราะร่างกย
และนักพรตหน้าตาโบราณไปติดๆ กัน ในเมื่อตอนนี้ยังหาร่องรอย
ของนักพรตกระดูกขาวไม่พบ ก็มาเที่ยวที่นี่ไปก่อน
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวถอนหายใจเบาๆ เก็บร่างที่แหลกยับของหุ่น
เชิดทั้งสองกลับมาไม่อาจต้านทานการโจมตีได้เลยจริงๆ
เห็นว่าแสงกระบี่ไม่มีท่าทีว่าจะตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับตน แค่
หยุดชะงักเล็กน้อยคล้ายเตือนจิ้งจอกยักษ์ จากนั้นก็หวนกลับไปที่ฟ้า
ครามอีกครั้ง
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวรู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี ได้แต่ทให้จิต
สังหารของป๋ายจิ่งสงบลง
ไม่ว่าใครก็ไม่ยินดีจะไปหาเรื่องเจ้าของแสงกระบี่เส้นนี้
พลังพิฆาตสูง นิสัยพยศดื้อรั้น กระบี่บินเยอะ เดินกร่างอยู่ในใต้
หล้า ถามกระบี่ไปทั่วทุกหนแห่ง
เดิมทีผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ก็เป็นตัวประหลาดของฟ้าดินอยู่แล้ว เขา
ก็ยิ่งเป็นตัวประหลาดในตัวประหลาดอีกที่
นักพรตบรรพกาล หากไม่ประลองมรรคกถาที่หยุดแต่พอสมควร
ต่างคนต่างเพิ่มพูนตบะของตัวเองให้สูงขึ้นและทความเข้าใจกับ
มรรคกถาให้ได้มากกว่าเดิม เรียกกันและกันเป็นสหายบนเส้นทาง
ของการฝึกตน ไม่ก็เข่นฆ่ากันเอง ต่างคนต่างทุ่มสุดชีวิต จะต้องช่วง
ชิงผลประโยชน์ส่วนหนึ่งมาให้ได้จึงจะถือว่าไม่ขาดทุน ยกตัวอย่าง
เช่นสมบัติลับหลายชนิดบนร่างของอีกฝ่าย ระบบสืบทอดส่วนหนึ่ง
ได้ครอบครองถ ้าสถิตพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสเร็จรูป หรือไม่ก็อยาก
ได้ร่างจริงเผ่าปีศาจ ร่างทองเซียนดินของอีกฝ่าย
แต่เขากลับไม่เหมือนกัน
เขาถามกระบี่กับใครก็เป็นแค่การถามกระบี่เท่านั้นจริงๆ
ใครเล่าจะอยากไปหาเรื่องเขา? อีกฝ่ายได้ครอบครอง กระบี่บิน
แห่งชะตาชีวิตสี่เล่มบีบให้อีกฝ่ายร้อนใจก็ต้องเจอกับการต่อสู้ที่
พินาศวอดวายกันไปทั้งสองฝ่าย ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ทิ้งร่างจริงไว้ในโลกมนุษย์แม้สักเสี้ยว ต่อให้
ชนะเขาได้แล้วจะมีความหมายตรงใด? ไม่แน่ว่าอาจจะต้องชดใช้ด้วย
รากฐานมหามรรคา
เซี่ยโก่วเองก็เก็บกระบี่สั้นไปใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ เชิดหน้าขึ้นสูง
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ป๋ายจิ่งมีความสุข
อะไร?
ทางฝั่งของแท่นบูชาเทพเจ้า เงาร่างชุดเขียวพุ่งออกไปเหมือน
ลูกธนู ทะลุลคอของแม่ทัพเทพองค์นั้นไป ทให้ความสูงของอีกฝ่าย
ลดมาหนึ่งขั้นในทันที่
ที่แท้ตรงลคอก็ถูกชัดแหลกไปแล้ว ศีรษะร่วงหล่นลงมา เหมือน
เอาไปวางไว้บนกระดูกสันหลัง
เห็นได้ชัดว่าหมอผีก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ก้าวไปด้านข้าง
หนึ่งก้าว แต่กลับตรงไปยังจุดที่อยู่ห่างไกลที่สุดของมุมหนึ่งบนแท่น
บูชาเทพเจ้า
แต่กลับถูกเฉินผิงอันที่ขยับเข้ามาประชิดตัวใช้มือมีดแทงไปที่
ลคอ
หมอผีเห็นว่าเส้นผมตรงจอนหูของบุรุษชุดเขียวพลันพลิ้วไสว
เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่มน ้าหนักมือกะทันหัน แทงจนคอตนฉีกขาด
นิ้วทั้งห้างอเป็นตะขอ ยื่นแขนออกไป ควงเป็นวงกลม ถึงกับ
กระชากดึงให้สองเท้าของหมอผีลอยพ้นจากพื้น ร่างพลิกกลับอยู่
กลางอากาศก่อนจะหล่นกระแทกพื้น!
หอสูงทั้งแห่งสั่นสะเทือนโยกคลอนอย่างรุนแรงตามไปด้วย ต้นไม้
เทพทองสัมฤทธิ์และเชิงเทียนพวกนั้นลอยกระเด็นขึ้นสูงแล้วกระแทก
ลงพื้นหนักๆ
เหมือนกับการช่วงชิงของวีถีวรยุทธระหว่างยุคโบราณกับยุค
ปัจจุบัน ผู้ฝึกยุทธชุดเขียวที่มาจากสายเรือนไม้ไผ่ วิชาหมัดดุจมีเทพ
ช่วย เบื้องหน้าไร้ศัตรูเทียมทาน