กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 24.1 เชิญออกหมัด
เฉินผิงอันยกเท้าขึ้น ใช้ปลายเท้าเตะไปที่ซี่โครงของอีกฝ่าย ร่าง
ของหมอผีโบราณที่นอนกองอยู่บนพื้นจึงถูกดีดขึ้นแล้วถูกเตะ
กระเด็นออกไป
หากไม่เป็นเพราะหมอผีที่ชุดผ้าป่านแหลกละเอียดไปแล้วเปลี่ยน
มาสวมชุดผ้าป่านใหม่เอี่ยมอีกตัวหนึ่งกะทันหัน เฉินผิงอันก็เกือบจะ
เตะผ่าเอวของอีกฝ่ายได้แล้ว
หมอผีใช้ฝ่ามือข้างเดียวตบพื้นหยุดร่างที่ถอยกรูดเอาไว้ได้ พลิ้ว
กายลุกขึ้นยืน เพิ่งจะยืนนิ่ง ไม่รอให้เขาได้ทันทอะไรก็มองเห็น
ใบหน้าหนึ่งที่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
สองมือของเฉินผิงอันกระชากแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
กระชากเข้ามาหาตัวเองอย่างแรง
ก่อนจะใช้หัวกระแทกหัว
แขนข้างหนึ่งถูกฉีกขาดคาที่ ถูกเขาโยนทิ้งไป
หมอผียังเหลือแขนอีกข้างหนึ่ง
เฉินผิงอันตีเข่าใส่จนอีกฝ่ายร่างโก่งงอมาด้านหน้า แล้วถือ
โอกาสนี้กระชากแขนอีกข้างที่เหลืออยู่ ก่อนจะใช้หัวไหล่กระแทก
หัวใจของอีกฝ่าย
เหมือนเหล็กที่ขุดเจาะภูเขา
แค่การใช้ศอกกระแทกง่ายๆ ก็มีพลังอนาจประหนึ่งกองทัพม้า
เหล็กทะลวงขบวนรบอยู่บนสนามรบ
หมอผีถูกชนจนกระเด็นออกไป ร่างไปหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ริมขอบ
ของหอบูชาเทพ
เฉินผิงอันหมุนข้อมือเบาๆ ขว้างแขนในมือไกลๆ ไปให้อีกฝ่าย
หมอผีเพิ่งจะใช้ความคิดในใจบังคับแขนข้างที่ถูกดึงขาดก่อน
หน้านี้กลับมาอยู่ข้างกาย เพียงไม่นานแขนก็ต่อเข้ากับหัวไหล่ที่ฉีก
ขาดได้ ยกมือขึ้นรับแขนที่สองมา เวลานี้บนร่างของเขายังสวมชุดผ้า
ป่าน ชุดนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กลายไปเป็นเนื้อผ้าดิบที่หยาบ
ที่สุด ไม่มีการกุ้นขอบ ชายขาดรุ่ยสะเปะสะปะ เหมือนถูกมีดธรรมดา
ฟันขาด สมกับเป็นธรรมเนียมไว้ทุกข์แบบจ่านชุยซึ่งมีระดับสูงกว่าฉี
ชุยอยู่หนึ่งขั้น
ใช่แล้ว
หมอผีใหญ่ที่เป็นผู้ติดต่อกับเทพจากบนพื้นดินโลกมนุษย์ได้
เป็นคนแรกสุด สหรับการพังถล่มและการดับสูญของวิถีแห่งเทพยุค
บรรพกาลแล้ว แน่นอนว่าต้องแสดงถึงการบูชาและการไว้อาลัยด้วย
พิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ชุดผ้าป่านที่แตกต่างไปตามพิธีการและกฎระเบียบซึ่งหมอผีสวม
อยู่บนร่างก็คือระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อที่แตกต่างกันไป คือ
ระดับความสูงของวิถีวรยุทธที่ไม่เหมือนกัน คือปริมาณการรองรับ
ควันธูปบริสุทธิ์ที่แตกต่างกัน
ชุดเขียวพลิ้วไสว เปลือยเท้ายืนอยู่บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะ
มือหนึ่งกเป็นหมัดไพล่หลังเอาไว้ อีกมือหนึ่งผายมาข้างหน้า
ต่อให้มีเวลาหนึ่งหมื่นปีกั้นขวาง หมอผีก็ยังสามารถเข้าใจ
เจตนาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
เชิญออกหมัด
หมอผีโบราณที่เคยเสวยสุขกับการกราบไหว้บูชาของสรรพชีวิต
บนพื้นดินจนวนนับไม่ถ้วน เขาที่อยู่บนหอบูชาเทพเคยได้เห็นศีรษะ
และแผ่นหลังที่หมอบกราบอยู่กับพื้นของสรรพชีวิตมามากมายเหลือ
คณานับ
หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็คล้ายจะกักตัวเองไว้ในพื้นที่แคบๆ อย่าง
มากก็แค่ขยับเท้าข้างเดียว ปล่อยให้หมอผีขยับเข้ามาโจมตีในระยะ
ประชิด
บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะเหมือนว่ามีร่างสวมชุดผ้าป่านนับร้อย
นับพันร่างในเวลาเดียวกัน แต่สีเขียวกลับมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว
ปณิธานหมัดยิ่งใหญ่โอฬารที่เข้มข้นราวกับน ้าสองขุมประหนึ่ง
มหานทีสองสายที่ไหลเชี่ยวอย่างเกรียงไกรอยู่ในโลกมนุษย์ สีสัน
แตกต่างกัน หนึ่งเขียวหนึ่งเหลือง
ระดับความเร็วในการปล่อยหมัดและพละกลังของหมอผีโบราณ
เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกดินอย่างแท้จริง อีกทั้งไม่รู้ว่า
เป็นวิชาอภินิหารบทใดที่ถึงกับสามารถโยกเอาปณิธานหมัด
ภายนอกส่วนหนึ่งของเฉินผิงอันมาใช้ได้
นอกจากนี้หมอผียังสามารถใช้ปณิธานหมัดของตัวเอง
เลียนแบบวิชาอภินิหารได้มากมาย “แปรเปลี่ยน” มันอยู่บนแท่นบูชา
เทพ ปณิธานหมัดมารวมกันเหมือนกระบี่บินที่เกาะกลุ่มกันเป็นค่าย
กล หอบหุ้มเอาสัจธรรมแห่งมหามรรคาทั้งของลมฝนและสายฟ้า
เอาไว้ หมอผีโบราณถึงขั้นยังสามารถ “จแลง” ศาสตราวุธเทพ
บรรพกาลหลายต่อหลายชิ้นออกมาได้ตามใจ ในบรรดานั้นก็มีดาบ
แคบพิฆาตที่เอาไว้ใช้สะบั้น “เส้นลมปราณมังกร” ซึ่งอยู่ในอาณาเขต
ที่สคัญของร่างกายผู้ฝึกยุทธโดยเฉพาะ
ผู้ฝึกยุทธในโลกยุคหลังหรือจะจินตนาการได้ว่าวิถีวรยุทธจะมี
วิชาอภินิหารเช่นนี้ได้?
ในที่สุดก็ถูกขาข้างหนึ่งฟาดเข้ามาที่ใบหน้า
ร่างของเฉินผิงอันแน่นิ่งไม่สะทกสะท้าน แค่เอียงศีรษะถ่ม
เลือดออกมาคหนึ่งเท่านั้น
กลับเป็นหมอผีที่ถูกแรงพุ่งชนมหาศาลชัดให้ถอยกรูดออกไปยืน
ห่างหลายสิบจั้ง กระดูกขาวบนน่องขาเล็กเปิดเปลือยให้เห็น บน
กระดูกมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏแล้ว เลือดสดสีทองอ่อนไหลตามน่อง
มายังข้อเท้า ก่อนจะไหลนองไปบนพื้นกระจกสีขาวหิมะที่ไม่มีฝุ่นสัก
เม็ด
ชายชุดเขียวที่ยืนอยู่บนยอดสูงสุดของวิถีวรยุทธในอีกหมื่นปีให้
หลังซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยอะไร แต่หมอผีโบราณ
ก็ยังสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน
อ่อนแอ อ่อนแอเกินไปแล้ว!
……
คนที่ชมศึกไม่มีใครคิดว่าเฉินผิงอันจะแพ้ แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน
เท่านั้นที่คิดว่าเฉินผิงอันจะสามารถเอาชนะมาได้อย่างสบายๆ เช่นนี้
สวีเซี่ยรู้สึกว่าก่อนหน้านี้
ตอนที่ไปถึงจวนราชครูแล้วตนยัง
อนุมานถึงวิธีการว่าต้องทอย่างไรจึงจะทลายการสยบกราบลงไป
ได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นตนที่คิดมากเกินไป
ขอแค่ปล่อยให้เฉินผิงอันขยับมาประชิดตัวได้ ตนก็ต้องตาย
อย่างไม่ต้องสงสัย ปัญหาคือจะทอย่างไรไม่ให้เฉินผิงอันเข้าประชิด
ตัว? ไม่มีทางเลย!
ส่วนทางฝั่งเมืองหลวงต้าหลี นอกจากซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่า
อิงหนิงแล้ว ก็มีคนน้อยนิดที่สามารถมองออกอย่างปรุโปร่ง มีเฟิงอี๋ที่
นั่งอยู่บนม้านั่งหินใต้ซุ้มเถาวัลย์ของศาลเทพอัคคี วันนี้นางไม่ได้ดื่ม
เหล้าอย่างที่หาได้ยาก ศอกสองข้างยันไว้บนโต๊ะหิน คลี่ยิ้มมีเลศนัย
เงยหน้ามองสถานการณ์การสู้รบบนฟ้า พอจะรู้สึกได้อย่างเลือนราง
ว่าหมอผีที่ใบหน้าแต้มสีหลากหลายผู้นั้นค่อนข้างจะคุ้นตา เพียงแต่
ว่าปีนั้นหลังจากที่วิถีแห่งเทพพังทลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าอย่างตน
นอกจากการถูกลดขั้นในตแหน่งเทพและการลดลงของหน้าที่เทพ
อีกทั้งยังต้องสูญเสียความทรงจที่ยากจะหวนนึกถึงไปอีกมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอกระทั่งจอมปราชญ์น้อยสะบั้นการเชื่อมโยง
ระหว่างฟ้าดิน ทวยเทพยุคบรรพกาลอย่างนางก็ยิ่งเหมือนมนุษย์
ธรรมดาที่ “แก่แล้วก็ขี้หลงขี้ลืม” และนี่ก็เป็นเรื่องที่ทอะไรไม่ได้ จะ
ว่าไปแล้วในบางความหมายก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดีเหมือนกัน
ยังมีสารถีเฒ่าชูคานที่วางโต๊ะตัวเล็กตัวหนึ่งไว้ในลานบ้านบ้าน
ตัวเอง บนโต๊ะวางผักดองปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวไว้สองจาน ผู้เฒ่าที่นั่ง
อยู่บนม้านั่งตัวเล็กจิบเหล้าหนึ่งคแล้วขยับปากแจ๊บๆ คีบผักขึ้นมา
เคี้ยวเสียงดังกรุบกรอบ กินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อครู่นี้เห็นวิชา
เฉพาะตัวหลากหลายชนิดของนักพรตกระดูกขาวผู้นั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์
บรรพกาลที่เคยเป็นผู้ดูแลกองพิฆาตของสนักอวี้ซู่ก็อดรู้สึกขัดหูขัด
ตาอีกฝ่ายไม่ได้
นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินอย่างหยวนฮว่าจิ้ง
นักพรตเก๋อหลิ่งที่ยังอยู่ในเมืองหลวง
เก๋อหลิ่งถามเสียงเบา “ไม่ต้องเรียกพวกโจวไห่จิ้งกลับมาจริงๆ
หรือ?”
หยวนฮว่าจิ้งส่ายหน้า “ไม่จเป็น”
น่าเสียดายที่ถูกจกัดด้วยค่ายกลของเมืองหลวง ตอนนี้เขาจึง
ไม่อาจปล่อยเสียงในใจออกไปได้ แต่เชื่อว่าด้วยผลงานอันเป็น
รูปธรรมแล้ว ราชครูเฉินก็ไม่น่าจะปฏิบัติกับตนแย่ๆ เพราะถึงอย่างไร
การยกระดับของพลังพิฆาตสายแผนภูมิดิน นอกจาก ‘การคูณ” ที่มี
ต่อขอบเขตวิถีวรยุทธที่สูงขึ้นของโจวไห่จิ้งแล้ว ต่อจากนี้ก็ควรถึง
คราวที่ระดับขั้นของกระบี่บิน “เย่หลาง” ของหยวนฮว่าจิ้งจะได้
ยกระดับบ้างแล้ว
พวกเก๋อหลิ่งสามารถมองสถานการณ์ออกได้คร่าวๆ มีทั้งคนที่
รู้สึกเหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไปเพราะ “ข้ากับราชครูเป็นพวก
เดียวกัน” แล้วก็มีทั้งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพราะ “ดูเหมือนว่าพวก
เราก็เคยเจอกับความยากลบากเช่นนี้มาก่อน สรุปก็คืออารมณ์ของ
พวกเขาซับซ้อนอย่างถึงที่สุด
และยังมีเค่อชิงคนหนึ่งในกองโหราศาสตร์ของเมืองหลวงที่มี
ความรู้เทียมฟ้า ทว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไร้ตแหน่งฐานะ ในมือของ
เขาหอบตราไว้ปีกหนึ่ง กลังเลยหน้ามองฟ้า
ริมหน้าผานอกถ ้าชิงเสวียนของสะพานหยวนโหรว จู๋ซู่มองดูด้วย
อาการชาไปทั้งหนังหัว ก็โชคดีที่กระดูกของหมอผียุคโบราณ
แข็งแกร่งมากพอ หาไม่แล้วคงถูกอิ่นกวานกระชากหัวลงมาโดยตรง
เลยกระมัง
ไม่ใช่ว่าจู๋ซู่ประสบการณ์ตื้นเขินก็เลยตกอกตกใจ แต่เป็นเพราะ
นั่นคือทัศนียภาพและความหมายที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับการ
ถามกระบี่
เหมือนปัญญาชนอ่อนแอคนหนึ่งที่สวมชุดลัทธิขงจื๊อไปนั่งบน
ชากปรักของสนักศึกษาที่ตั้งอยู่ในป่าชานเมืองรกร้าง กินเนื้อสดๆ
ที่ยังมีเลือดไหลโชก พอเงยหน้าขึ้นก็ยังคงเงยหน้าคลี่ยิ้มด้วยรอยยิ้ม
อบอุ่น
ประหลาดหรือไม่เล่า?
หากจับอิ่นกวานที่ต่อสู้อย่างเต็มกลังโยนไปไว้ที่ใต้หล้าเปลี่ยว
ร้าง จุ๊ๆ นางไม่กล้าคิดถึงภาพเหตุการณ์พวกนั้นเลย
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้ร่างที่ใหญ่โตโอฬารโอบล้อมเมืองหลวง
เอาไว้ก็ตกใจมากเหมือนกัน พรสวรรค์บนวิถีวรยุทธของหมอผี
โบราณเป็นเช่นไร วิธีการอัญเชิญเทพของเขายอดเยี่ยมแค่ไหน นาง
ล้วนรู้ดี ในดินแดนที่ใช้ขังผู้ที่ล่วงเกินเบื้องบนอย่างพวกเขา ใน
ประวัติศาสตร์ เคยมีผู้ฝึกตนใหญ่หลายคนที่อดทนผ่านการถูก
กาลเวลาชระกัดเซาะกายเนื้อไม่ได้ แล้วก็บอกได้ยากเหมือนกันว่า
พวกเขาอยากตายอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะจิตแห่งมรรคาพังทลายถึง
ถูกธาตุไฟเข้าแทรก ก็เลยอยากจะข้ามผ่าน โซ่ตรวน” เส้นนั้นไป ไม่
จเป็นต้องให้หุนเจ่อที่ทหน้าที่เฝ้าประตูลงมือ หมอผีก็จะออกหน้า
ขัดขวาง สังหารพวกเขาให้ตายไปทีละคน เป็นเหตุให้ตลอดทางใน
การ “เดินลุยน ้า” กลับมาเยือนโลกมนุษย์อีกครั้งในครานี้ นักพรต
กระดูกขาวที่ทะเยอทะยานอยากจะก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเองเป็นบรรพ
จารย์จงใจอยากดึงเขามาเป็นพวกอยู่หลายครั้ง ทว่าหมอผีที่ไร้ชื่อไร้
แซ่เอาแต่เงียบงัน ไม่สนใจ
คงเป็นเพราะต้องการจะลดความกดดันในใจ อดีตผู้ครองชิงชิ
วถึงได้ชวนพูดเรื่องอื่นไม่คุยเรื่องการประลองฝีมือบนเวทีทางฝั่งนั้น
แต่ถามป๋ายจิ่งว่า “เขาคือคู่บเพ็ญเพียรของเจ้าหรือ?”
เซี่ยโก่วขยหมวกขนเตียว “เกี่ยวผายลมอะไรกับเจ้าด้วย”
ใบหน้าจิ้งจอกของอดีตผู้ครองชิงชิวเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ นาง
คลี่ยิ้มหวานเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บหนักมาก ดึงดัน
จะทอะไรโดยใช้อารมณ์ ฝืนปล่อยกระบี่ออกมา ไม่กลัวว่าจะรักษา
บาดแผลไม่สเร็จกลับกันยังขอบเขตถดถอยต่อเนื่องหรือ น้องป๋า
ยจิ่งเจ้าไม่ห้ามเขาบ้างเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วกระตุกมุมปาก “จิ้งจอกแพศยารู้จักแต่ความสุขสราญ
ในเรื่องบนเตียงแท้จริงแล้วไม่เข้าใจผายลมอะไรเกี่ยวกับความรักชาย
หญิงเลย”
ในเมื่อสองคนมีใจตรงกัน ตัดสินใจว่าจะผูกสมัครเป็นคู่บเพ็ญ
เพียรกันแล้ว อีกทั้งพวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ ถ้าอย่าง
นั้นป๋ายจิ่งก็ดี เซี่ยโก่วก็ช่าง นางก็ยิ่งต้องเคารพเสี่ยวโม่ไม่ว่าเขาจะ
ออกหรือไม่ออกกระบี่ก็ตาม เคารพในการทผิดพลาดของเขา ความ
ลังเลไม่เด็ดขาดของเขา เคารพในความไม่สนผลลัพธ์ ยึดมั่นใน
ความถูกต้องอย่างไม่หันหลังกลับของเขา สรุปก็คือต้องเคารพทั้ง
ข้อดีและข้อเสีย ความเป็นความตายและอิสระของเขา
นี่ต่างหากถึงจะเป็นความรักที่เมื่อหมื่นปีก่อนผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง
เป็นเช่นไร หมื่นปีให้หลังก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
อดีตผู้ครองชิงชิวม้วนหางสีขาวหิมะข้างหนึ่งมาบังใบหน้า
ครึ่งหนึ่งของตัวเอง เหมือนสตรีที่ใช้พัดกลมปิดบังใบหน้า “เรื่องของ
ความรัก ต่อให้เจ้าใสสะอาดก็ดี ขุ่นมัวก็ช่าง ล้วนหนีไม่พ้นความสุข
จากความรักและความใคร่ ผู้ศึกษามรรคาในทุกวันนี้ไม่เข้าใจถึงสัจ
ธรรมของเรื่องนี้ ดูแคลนเรื่องนี้ว่าเป็นศาสตร์การประกอบกามกิจใน
ห้องนอนอะไรนั่น ไหนเลยจะรู้ว่าเดิมทีฟ้าดินก็เหมือนโรงเตี้ยมแห่ง
หนึ่ง ผู้ที่ฝึกตนแสวงหาความเป็นเซียนก็ไม่ใช่ว่าต้องอยู่ในห้องกันทุก
คนหรอกหรือ น้องป๋ายจิ่ง เจ้าว่าใช่หรือไม่? ไม่สู้ให้พี่สาวสอนเจ้าดี
ไหม?”
เซี่ยโก่วสะบัดชายแขนเสื้อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย เอ่ย
ข่มขู่ว่า “นังแพศยาเดี๋ยวก็แทงเจ้าเสียเลยนี่”
แต่แท้จริงแล้วนางใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “มีตราลับสองสามเล่ม
มอบให้ข้าบ้างหรือไม่ ทางที่ดีที่สุดเอาแบบที่มีภาพวาดด้วยนะ”
เซี่ยโก่วไม่ลืมเอ่ยเตือนมาอีกประโยค “ใช่แล้ว พี่อาจื่อ เนื้อหาใน
ตราลับก็อย่าให้นอกรีตนอกรอยเกินไปนัก ต้องควบกับมรรคกถา
ชั้นสูงด้วยจึงจะดีที่สุด”
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้หางจิ้งจอกลูบไล้ดวงตาเบาๆ เอ่ยทอดถอน
ใจอย่างปลงอนิจจังว่า “ใครเล่าจะคิดได้ว่าผู้ฝึกกระบี่ที่บริสุทธิ์ถึงที่สุด
อย่างป๋ายจิ่งก็ต้องตกอยู่ในห้วงอนาจแห่งรัก หลงทางไม่อาจหาทาง
กลับได้เหมือนกัน”
เซี่ยโก่วชักสีหน้าใส่ทันที่ ก่นด่าดังลั่น “นังแพศยาพูดจาใหญ่โต
ไม่รู้จักละอาย อุตส่าห์ไว้หน้าเจ้าแต่ไม่ยอมรับไว้ใช่ไหม?”
อดีตผู้ครองชิงชิวรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก หางจิ้งจอกข้างนั้นลากระ
พื้นเบาๆ มันผงกหัวขึ้นมากล่าวว่า “มีสิ ทไมจะไม่มีล่ะ หากสามารถ
รอให้คลื่นลมของที่แห่งนี้สงบลงได้ พี่สาวจะมอบให้เจ้าหลายสิบเล่ม
เลย”
ระหว่างที่คุยเล่นกับป๋ายจิ่ง ในใจของนางก็อดรู้สึกเจ็บปวดขม
ขื่นไม่ได้ พวกเด็กๆ ในภูเขาของข้าลบากตกอับกันมานาน
เหลือเกินแล้ว
ถึงอย่างไรกินของคนอื่นก็ต้องปากหวานมืออ่อน เซี่ยโก่วรู้สึก
ถูกชะตากับนางขึ้นหลายส่วน จึงโน้มน้าวดีๆ ว่า “พี่สาวก็ไม่ต้องท
หน้ากลัดกลุ้มหรอก ฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ ขอแค่ไม่รนหาที่ตาย
อย่างโง่งม ด้วยตบะของพี่สาวแล้ว มีที่ไหนที่ไปไม่ได้ มีที่ไหนไม่มี
อิสระบ้างเล่า”
อดีตผู้ครองชิงชิวถามอย่างสงสัย “ป๋ายจิ่งรู้จักใส่ใจความรู้สึก
ของคนอื่นแล้วหรือ?”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวมีสีหน้าจริงจัง พูดเหมือนพึมพกับ
ตัวเองว่า “ฟ้าดินกว้างใหญ่ ข้าล่องลอยพเนจรมานานแล้ว เดิมทีชีวิต
นี้ไม่รู้จักความทุกข์โศก สิ่งที่กลัวที่สุดคือเผลอไปพบความอ่อนโยน
เข้า”
อดีตผู้ครองชิงชิวอึ้งตะลึงไปก่อน แต่จากนั้นก็ตกใจ ก่อนจะถอน
หายใจอีกครั้ง “ป๋ายจิ่ง คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากวิถีแห่งกระบี่แล้ว เจ้า
ยังมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองเช่นนี้ได้”
สีหน้าของเซี่ยโก่วหม่นหมอง โบกมือเอ่ย “ไม่ต้องแปลกใจ พวก
เจ้าก็แค่คนที่เคยเปิดอ่านตรา แต่ข้ากลับเป็นคนเขียนตราที่อีก
เดี๋ยวจะตีพิมพ์ผลงานแล้ว”
อดีตผู้ครองชิงชิวครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามหยั่ง
เชิงว่า “คิดว่าจะเอาประสบการณ์การดักปล้นเมื่อหมื่นปีก่อนเขียนลง
บันทึก แล้วค่อยเรียบเรียงเป็นตรา หาบัณฑิตมาช่วยตรวจแก้
เพิ่มเติมสีสันสักหน่อย เอาไปขายให้กับพวกผู้ฝึกตนอิสระหรือ?”
ใบหน้าของเซี่ยโก่วเต็มไปด้วยความรังเกียจ ชี้ไปที่นาง “ผมยาว
ความรู้สั้น ดีแต่จะพูดจาเหลวไหลทลายบรรยากาศ”
อดีตผู้ครองชิงชิวหันหน้ามองไปทางหอสูงสีขาวหิมะ พึมพกับ
ตัวเองว่า “ข้ากับหมอผีโบราณผู้นั้นไม่ได้แตกต่างกันนัก เข้าใจผิด
คิดว่าเดินทางมาครั้งนี้จะได้พบเจอกับการกลับชาติมาเกิดในโลก
มนุษย์ของ “บุคคลผู้นั้น” เชื่อว่าหากได้เจอจริง ข้าคงไม่ได้ดีใจเจียน
คลั่งอะไร หากไม่ได้เจอก็ไม่รู้สึกเศร้าโศกเหมือนสหายผู้นั้น ก็แค่ ก็
แค่รู้สึกวูบโหวงในใจเท่านั้น”
เซี่ยโก่วหลุดหัวเราะพรืด “โจวมี่จงใจทลายกฎสวรรค์เดิม
ปล่อยพวกเจ้าทุกคนออกมา เดิมทีก็อยากจะให้พวกเจ้ามาสร้าง
ความวุ่นวายให้กับโลกมนุษย์แห่งนี้อยู่แล้ว
อดีตผู้ครองชิงชิวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูแคลน
โจวมี่เกินไปแล้ว”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เหลือบมอง
ไปทางถ ้าชิงเสวียนกระทืบเท้าเอ่ย “เจ้าคนโง่นี่”
เซี่ยโก่วเอ่ยกับอดีตผู้ครองชิงชิว “เอาหางจิ้งจอกมาทเป็น
สะพานสิ”
อดีตผู้ครองชิงชิวก็ยอมทตาม ยกหางจิ้งจอกสีขาวหิมะข้างหนึ่ง
ขึ้นมา เซี่ยโก่วกระโดดขึ้นไปบนหางจิ้งจอก หางจิ้งจอกสะบัดหนึ่งทีก็
โยนเด็กสาวสวมหมวกขนเดียวไปที่สะพานหยวนโหรวซึ่งอยู่ในแถบ
ชานเมือง
เซี่ยโก่วพลิ้วกายลงพื้น เอ่ยว่า “จู๋ซู่ รีบเปิดห้องหัวใจ ทกระบี่
แห่งชะตาชีวิตให้มั่นคง เจ้าติดกับแล้ว”
จู๋ซู่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ถามหาสาเหตุ กลั้น
หายใจทสมาธิทตามที่อีกฝ่ายบอก เก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสอง
เล่มที่มี “ซานไล่” เป็นหนึ่งในนั้นไปไว้ในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตสอง
แห่ง
เซี่ยโก่วโบกชายแขนเสื้อ กระบี่สั้นไถลออกมา มือซ้ายกุมกระบี่
มือขวาทมุทรากระบี่แตะไปตรงจุดต่างๆ อย่างหว่างคิ้วของจู๋ซู่อย่าง
รวดเร็ว ก่อนจะแทงกระบี่สั้นไปที่หัวใจของจู่ซู่อย่างว่องไว คมกระบี่
กลายเป็นภาพลวงตา ผลุบหายเข้าไปในถ ้าสถิตร่างกายมนุษย์ที่จู๋ซู่
ใช้ “คัดลอก” ถ้อยคศักดิ์สิทธิ์ กรีดเฉือนเส้นลายน ้าเส้นนั้นออกมา
ทิ้งไว้เพียงร่องรอยเจือจางชั้นหนึ่ง จู๋ซู่ขมวดคิ้วน้อยๆ ต่อให้จะ
เจ็บปวดราวหัวใจถูกบีบเค้น แต่ร่างกายของนางก็ยังสงบนิ่งไม่ไหวติง