กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 24.2 เชิญออกหมัด
บทพิเศษ ตอนที่ 24.2 เชิญออกหมัด
เซี่ยโก่วชักกระบี่สั้นออก คมกระบี่กลับคืนมาเป็นสิ่งของที่จับต้อง
ได้จริงอีกครั้ง แบฝ่ามือข้างขวา รวบรวมห้าอสนีไว้บนมือ มือซ้าย
ตวัดปลายกระบี่เบาๆ สะเทือนให้วัตถุที่มีลักษณะคล้ายไส้เดือนสีแดง
สดจนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาอยู่ในลูกสายฟ้ากลางฝ่ามือ พวกมัน
พลันถูกเวทอสนีหล่อหลอมส่งเสียงลั่นเปรี้ยะๆ กลิ่นเหม็นคลุ้งตลบ
จิตแห่งมรรคาของจู๋ซู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เซี่ยโก่วโบกมือสลายกลิ่นเหม็นพวกนั้นทิ้งไป ถลึงตามองจู๋ซู่
เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หากไม่เป็นเพราะสังเกตเห็นทันเวลา เจ้า
ก็จะถูกซานย่วนฝาจู่เป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนโดยไม่รู้ตัวแล้ว
ปล่อยให้มันสร้างป้ายวิญญาณขึ้นมาในช่องโพรงลมปราณของเจ้า
หนึ่งร้อยสองร้อยปีให้หลัง เรือนกายที่มีเนื้อหนังมังสานี้ของเจ้าก็ควร
จะกลายเป็นคฤหาสน์ในป่าของนักพรตกระดูกขาวแล้ว! หลังจากนั้น
ทุกครั้งที่เจ้าเรียกกระบี่บิน ซานไล่ ออกมามันก็สามารถใช้กระบี่บิน
เป็นท่าเรือ มาเดินเล่นอยู่ในร่างกายของเจ้าได้ตามใจชอบ และสักวัน
หนึ่งก็จะเปลี่ยนจากแขกเป็นเจ้าบ้านอย่างสมบูรณ์”
จู๋ซู่หน้าซีดขาวเล็กน้อย
ขอแค่เป็นปีศาจใหญ่ที่สามารถทตัวกร่างอยู่บนพื้นดินยุคบรรพ
กาลได้นานเป็นพันปีก็ไม่มีใครที่เป็นตะเกียงประหยัดน ้ามัน
แล้วก็ไม่ใช่ว่านักพรตกระดูกขาวล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า จงใจ
อยากจะเล่นงานจู๋ซู่มาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแค่เพราะนางประมาท
เกินไปถึงได้ถูกนักพรตกระดูกขาวฉวยช่องโหว่แทรกซึมเข้ามา
เซี่ยโก่วเอ่ย “ตอนนี้ไม่มีภัยแฝงแล้ว ลายน ้าเส้นนั้น เจ้ายังมี
โอกาสที่จะลงทองอีกหนึ่งรอบ ก็แค่ว่าต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่
ต้องรีบร้อน”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “รับหน้าที่เป็นกระบี่ส่วนตัวอยู่ใน
เปลี่ยวร้าง เส้นเอ็นหัวใจต้องขมึงเกร็งอยู่ทุกวัน มาถึงไพศาล
กลายเป็นผู้ฝึกตนทเนียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอกระทั่งได้ตแหน่ง
“เซียนกระบี่ใหญ่” ที่ปรารถนามานานแม้ในยามหลับฝันมาอยู่ในมือ
แน่นอนว่าต้องรู้สึกผ่อนคลายในทันที่ จิตแห่งมรรคาของเจ้าก็เลย
เกิดปัญหาใหญ่”
จู๋ซู่เหงื่อแตกท่วมตัว กุมมือประสานเอ่ยว่า “น้อมรับคสั่งสอน จู๋
ซู่ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้”
เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว เอ่ยเนิบช้าว่า “ไม่เป็นไร ถือ
เสียว่าเป็นการฝึกขัดเกลาจิตใจ นี่ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน”
ช่วยจู๋ซู่กจัดภัยแฝง การกระทนี้มองดูเหมือนเซี่ยโก่วทได้
อย่างผ่อนคลาย แต่แท้จริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด จะว่าไปแล้วก็ยัง
เป็นเพราะทุกวันนี้ขอบเขตต ่าแล้ว น่าหงุดหงิดนัก!
อดีตผู้ครองชิงชิวมองไกลๆ มาเห็นภาพนี้ สายตาของนางก็แฝง
เลศนัย ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งที่ในอดีตยึดความคิดตนเองเป็นหลัก ทุก
วันนี้กลับมีกลิ่นอายของมนุษย์อย่างเข้มข้น
หากมองแค่ผู้บเพ็ญเพียรที่อยู่ในเมืองหลวง ดูแค่จิตแห่งมรรคา
และวิธีการฝึกตนของพวกเขา หากจะให้นางพูดจริงๆ ผู้เล่าเรียน
มรรคาในทุกวันนี้ก็ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่ใช่สตรีอัปลักษณ์ที่
เลียนแบบการเขียนคิ้วของผู้อื่นก็เป็นพวกนกแก้วเรียนท่องค
ณ หอบูชาเทพสีขาวหิมะที่ลอยสูงอยู่กลางนภา คงเป็นเพราะใน
ที่สุดหมอผีโบราณก็ไม่คิดจะออมฝีมือเอาไว้อีกแล้ว จึงไม่ได้เป็นฝ่าย
ที่ถูกซ้อมอยู่ข้างเดียวอีกแล้ว
เสียงฟ้าครณดังกัมปนาทเกิดจากพายุหมัดของผู้ฝึกยุทธที่ชัด
กระแทกไปโดนเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างยักษ์ของกรมสายฟ้ายุคบรรพ
กาลตนหนึ่งที่กลังตีกลอง
ยิ่งพลังตบะสูงเท่าไรก็จะยิ่งสามารถสัมผัสได้ถึงพลานุภาพอัน
แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ของปณิธานกระบี่ขุมนั้น อดีตผู้ครองชิงชิวอดทอด
ถอนใจด้วยความปลงอนิจจังไม่ได้ อาศัยแค่พละกลังคนอย่างเดียว
เลยนะ ความปลงอนิจจังไม่ได้
ถึงอย่างไรจู๋ซู่ก็ไม่ใช่ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ เวลาที่มอง
สถานการณ์บนเวทีประลองจึงรู้สึกเหมือนมองดอกไม้ในม่านหมอก
คล้ายกับว่ามีอะไรกางกั้นไว้อยู่ตลอดเวลา
นางใช้เสียงในใจถาม “เจ้าขุนเขาเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ด
แล้ว ยังสามารถผลัดกันรุกผลัดกันรับกับอีกฝ่ายแบบนี้ได้อีกหรือ?”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “เจ้าขุนเขาของพวกเรานิสัยเป็น
อย่างไร เจ้าไม่รู้เหรอ”
จู๋ซู่ยิ้มเอ่ย “ขอผู้อาวุโสป๋ายจิ่งโปรดไขข้อข้องใจให้ด้วย”
เซี่ยโก่วเห็นว่านางไม่เหมือนแกล้งโง่ก็ได้แต่อธิบายว่า “ผู้ฝึก
กระบี่ ศึกษาเล่าเรียนมรรคา ผู้ฝึกยุทธ ล้วนให้ความสคัญกับสองค
ว่า “บริสุทธิ์” สองฝ่ายที่ถามหมัดกันต่างก็ให้ความเคารพซึ่งกันและ
กัน ทะนุถนอมเห็นค่ากัน แน่นอนว่าเจ้าขุนเขาก็มีความคิดที่อยากจะ
ขโมยเรียนวรยุทธยุคโบราณด้วย จะต้องให้อีกฝ่ายออกหมัดอย่าง
เต็มคราบ แต่งหน้าขึ้นเวทีอย่างยิ่งใหญ่ แล้วก็ต้องได้ลงจากเวทีไป
อย่างเกรียงไกร”
จู่ซู่พยักหน้า เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “เข้าใจแล้ว”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกลับไปที่หัวกแพง เรือนกายเล็กบาง
เหมือนแมวป่าตัวเล็กที่หมอบซ่อนอยู่ระหว่างป้อมเชิงกแพงสองแห่ง
อดีตผู้ครองชิงชิวยิ้มเอ่ย “เซียนกระบี่หญิงผู้นี้ ไฉนถึงได้ไม่ระวัง
ตัวเอาเสียเลย หรือว่าขอบเขตเซียนเหรินของกแพงเมืองปราณ
กระบี่ล้วนเป็นพวกประมาทเลินเล่อเช่นนี้?”
เซี่ยโก่วปรายตามองเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไร
อดีตผู้ครองชิงชิวรีบเปลี่ยนคพูดใหม่ทันที่ “อันที่จริงต้องเป็น
แบบนี้ถึงจะถูก ผู้ศึกษามรรคาที่ไม่ให้ความสคัญกับเรื่องความเป็น
ความตาย มักจะประมาทกับเรื่องต่างๆ คิดดูแล้วก็คงเพราะสาเหตุนี้
คนที่มีชีวิตรอดถึงได้เป็นคนที่ระมัดระวังอย่างเจ้าและข้า”
ศึกเดินขึ้นฟ้า ผู้ฝึกกระบี่บาดเจ็บล้มตายกันมากมาย เป็นเพราะ
พลังพิฆาตของพวกเขาไม่สูงหรือ? เป็นเพราะจนวนของพวกเขาไม่
มากพอหรือ?
เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจหลักการเหตุผลที่ทให้คนอย่าง
นักพรตกระดูกขาวมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวยิ่งกว่าหรือ?
เซี่ยโก่วพยักหน้า นี่ต่างหากถึงจะเหมือนภาษาคน นางหยิบขนม
มงคลถุงหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ เซี่ยโก่วหยิบลูกอมออกมาสอง
เม็ด ส่วนอื่นๆ ที่เหลือก็โยนให้อดีตผู้ครองชิงชิวไปพร้อมถุงด้วย “นี่
เรียกว่าขนมมงคล ลองกินดู”
อดีตผู้ครองชิงชิวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเลือกปล่อยจิตหยินออก
จากช่องโพรง กลายร่างเป็นสตรีหน้าตางดงาม ยื่นมือไปรับถุงปัก
ลายเอาไว้ เอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่า “เป็นถุงที่ประณีติเหลือเกิน”
เซี่ยโก่วถลึงตาใส่ “ไม่กินขนมก็คืนมาให้ข้า”
อดีตผู้ครองชิงชิวส่ายหน้า ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ไม่กล้ากินขนม
กลัวว่าจะหลงกลน้องป๋ายจิ่ง แต่ก็ตัดใจคืนถุงให้ไม่ได้”
นางยกมือขึ้นพิศมองถุงปักลาย เหอะ นี่คือของชิ้นแรกที่ได้
หลังจากมาเยือนโลกมนุษย์ใหม่เชียวนะ ขนมมงคล? เป็นการเริ่มต้น
ที่ดี
สนักกระบี่หลงเฉวียนที่อยู่ห่างไกลจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
หลิวเสี้ยนหยางได้ขี่กระบี่ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบน
ยอดเขาโหยวอี๋ ไปยังตหนักห้าบุปผาที่อยู่บนยอดของยอดเขาจูไห่
เขานั่งอยู่บนเบาะนั่ง สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหน้าท้องคล้ายกึ่ง
หลับกึ่งตื่น ต้องการจะปล่อยกระบี่ในความฝัน
เซอเยว่ที่เฝ้าด่านให้อยู่ด้านนอก นางไม่ได้เอ่ยหลักการเหตุผล
ยิ่งใหญ่ทนองว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าเพิ่งจะถามกระบี่กับเจิ้งจวีจง
ไปสามครั้ง ต้องพักผ่อนให้ดี แล้วก็ไม่ได้พูดถึงการจับคู่ต่อสู้ในครั้ง
นั้น ในเมื่อเฉินผิงอันได้เปรียบ เจ้าหลิวเสี้ยนหยางก็ไม่จเป็นต้องปัก
บุปผาลงบนผ้าแพรอะไรก็ได้
นางกับคนรักหลิวเสี้ยนหยางก็ดี หลิวเสี้ยนหยางกับสหายรักเฉิน
ผิงอันก็ช่าง ล้วนไม่มีหลักการเหตุผลพวกนี้
ทางฝั่งของภูเขาหวงหู เข้าใจความเป็นอยู่ของพวกปลาดีแล้ว
ทั้งยังทหลุมล่อปลาไว้ถูกตแหน่งแล้ว หลิวชาก็ตกปลาชิงตัวใหญ่
ติดต่อกันได้สองตัว เขาลพองใจยิ่งนัก อารมณ์ดีสุดขีด
มือถือบ่าแบก เอาปลาที่ได้มาตากไว้บนราวไม้ไผ่ที่ใช้ตากผ้า
ราวไม้ไผ่ที่โค้งงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยวส่งเสียงออดแอด หลิวชาปัด
มือ น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในตลาดที่คึกคักจอแจ ถึงได้ขาด
ความหมายบางอย่างไป
หลิวชากวักมือหนึ่งที่ บังคับกระบี่พกที่แขวนไว้บนผนังห้องมา
ถือไว้ในมือง่ายๆ แล้วทะยานร่างขึ้นสูงจากพื้น กลายร่างเป็นแสงรุ้ง
เส้นหนึ่งที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงต้าหลี หลิวชาคิดว่าจะไปชมความ
ครึกครื้นก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ หากต้องออกกระบี่จริงๆ ก็ถือว่าเขา
ได้ทตามข้อตกลงแล้ว อยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้ จะเป็นคนหรือปีศาจ
ควรฆ่าไม่ควรฆ่า ผู้ฝึกกระบี่หลิวชาย่อมต้องมีการตัดสินใจเป็นของ
ตัวเอง
แสงกระบี่เส้นนี้พลันหักเหอยู่กลางอากาศ หลิวชาไปอยู่ข้างกาย
จู๋ซู่ เรือนกายพลิ้วยืนนิ่งอยู่ที่ริมหน้าผา มองสถานการณ์การสู้รบอยู่
พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะไม่ควรมา”
จู๋ซู่ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “คนที่อยู่บนภูเขาติดกันคือผู้ฝึกยุทธ
เฉาสือ และยังมีเซียนกระบี่สวีจวิน คือบินทะยานใหม่ มีความ
รับผิดชอบอย่างมาก”
หลิวชาเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ข้าก็แค่ขอบเขตถดถอย ไม่ได้
ตาบอด ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง ยังมองเห็นอยู่”
จู๋ซู่สะอึกอึ้งพูดไม่ออก
หลิวชาเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ยินดีด้วยที่ฝ่าทะลุขอบเขต”
จู๋ซู่กุมหมัดคารวะกลับคืน ยิ้มเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเจ้ารู้จักอาเหลียง
แล้วยังเป็นเพื่อนรักกันด้วย?”
คิดไม่ถึงว่าหลิวชาจะเอ่ยมาตามตรงว่า “ข้าไม่รู้จัก ข้าไม่ดื่ม
เหล้าร่วมโต๊ะกับอาเหลียง”
จู๋ซู่ได้แต่เงียบเสียงลงอีกครั้ง
หลิวชาปรายตามองภูเขาที่อยู่ติดกัน เขาเองก็เหมือนกับจู๋ซู่ที่
ไม่ได้ใส่ใจเซียนกระบี่สวีจวินที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานสัก
เท่าไร ส่วนใหญ่จะมองไปทางเฉาสือผู้ฝึกยุทธชุดขาวมากกว่า
จต้องยอมรับว่าหากพูดกันเรื่องบุคลิกหน้าตา เฉาสือก็หล่อเหลา
สง่างามราวกับต้นไม้หยกรับลม คือบุคคลที่มีรัศมีโดดเด่นเป็นอันดับ
หนึ่งของยุคจริงๆ
หลิวชาผงกศีรษะทักทาย
สวีเซี่ยย่อมต้องรู้ดีว่าเฉาสือคือใคร
ผู้ฝึกกระบี่แห่งไพศาล แต่ไหนแต่ไรมามักจะดูแคลนผู้ฝึกยุทธ
มากกว่าจะกริ่งเกรง จะเอาอะไรมาพูดถึงความเคารพนับถือ? นักพรต
ในภูเขา ผู้ฝึกตนทเนียบ บางครั้งเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันก็จะ
เปลี่ยนจากการถกมรรคาไปเป็นเรื่องของฝีมือหมัดเท้า แล้วก็มักจะ
หนีไม่พ้นนามว่า “เฉาสือ” นี้
แต่ผู้ฝึกบเพ็ญตนของหลายใต้หล้า ไม่มีใครที่ดูแคลนผู้ฝึกยุทธ
เฉาสือ
คนที่ชมเรื่องสนุกอยู่ที่ตีนเขา อย่างมากก็แค่พูดคุยกันว่า
กระบวนท่าของผู้ฝึกยุทธยอดเยี่ยมหรือไม่ หายากหรือไม่ คนที่กลาง
ภูเขาสามารถมองเห็นเบาะแสบางอย่างได้ มีแค่ผู้ฝึกตนบนยอดเขา
เท่านั้นที่ถึงจะเข้าใจเรื่องหนึ่ง สหรับวิถีวรยุทธแล้ว เฉาสือมี
ความหมายไม่ธรรมดา
แต่รอกระทั่งได้เห็นฝีมือด้านวรยุทธของเฉินผิงอันกับตาตัวเอง
เวลานี้สวีเซี่ยมองเฉาสืออีกครั้งก็มีความรู้สึกที่ต่างออกไป
เผชิญหน้ากับเฉินผิงอัน ทยอยถามหมัดสี่ครั้งเอาชนะได้ติดกัน
ทุกครั้ง! เจ้าเฉาสือทได้อย่างไรกันแน่?
ดูเหมือนว่าเฉาสือจะสัมผัสได้ถึงความคิดของสวีเซี่ย จึงอธิบาย
ว่า “พวกเราพบหน้ากันครั้งแรกที่กแพงเมืองปราณกระบี่ เฉินผิงอัน
ในเวลานั้น พรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่ได้สูง แต่เขามีความ
อดทนและความยืดหยุ่นอย่างมาก ท่าทีที่มีต่อการถามหมัดก็บริสุทธิ์
มากพอ เขาจะสร้างสมมติฐานไว้ก่อนว่าตัวเองต้องแพ้อย่างแน่นอน
แล้วค่อยมาถามหมัด ไม่ว่าจะได้เรียนรู้กระบวนท่าอะไรไปจากข้า เขา
ก็สามารถอาศัยโอกาสนี้มาขัดเกลาเรือนกาย ปรับแก้ช่องโหว่ของ
กระบวนท่าหมัดจุดสองจุดให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แม้
จะแพ้หมัดก็ถือว่าชนะแล้ว”
“แน่นอนว่าข้าเฉาสือคือศัตรูในจินตนาการบนเส้นทางการ
เรียนวรยุทธของเขา แต่ศัตรูในจินตนาการที่ใหญ่ที่สุดของเขา ยังคง
เป็นตัวเขาเอง”
“เฉินผิงอันเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าทุก “วันพรุ่งนี้” ของตัวเอง
จะต้องแข็งแกร่งกว่า ตัวเองในวันนี้” เป็นเหตุให้เมื่อถูกสภาพจิตใจ
เช่นนี้ชักน เขาจึงสามารถแพ้ให้ใครก็ได้แม้กระทั่งเฉาสือเอง แต่เขา
ไม่อนุญาตให้ตัวเองต้องสิ้นเปลืองเวลา ไม่ปล่อยให้ตัวเองเกียจคร้าน
ได้แม้แต่สักชั่วขณะ”
“เฉินผิงอันที่เป็นเช่นนี้ สหรับเฉาสือแล้วถือเป็นเรื่องดี คือแส้ที่
มองไม่เห็นซึ่งคอยเฆี่ยนให้เดินต่อ ก็เหมือนทุกครั้งที่ข้าหันกลับไป
มองก็จะเห็นว่าตรงตแหน่งที่ห่างไปไม่ไกล มีคนผู้หนึ่งฝึกหมัดไม่
หยุดอย่างไม่มีปริปากบ่น หนึ่งครั้งใช่ สองครั้งใช่ สามครั้งก็ยังใช่
นานวันเข้า เฉาสือไม่ต้องหันกลับไปมองก็จะบีบให้ตัวเอง
ขยันหมั่นเพียรให้มากขึ้นไปอีก”
ฟังมาถึงตรงนี้สวีเซี่ยก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จึงยิ้มเอ่ยสัพยอกไป
ประโยคหนึ่งว่า “ก็เหมือนการอยู่ในวงการขุนนาง ลูกหลานตระกูล
ชนชั้นสูงกับลูกหลานตระกูลยากจนที่สอบในปีเดียวกัน เทียบกันแล้ว
ฝ่ายหลังมักจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้มากกว่า”
เฉาสือคิดแล้วก็เอ่ยว่า “การเปรียบเทียบนี้ของสวีจวินไม่ได้
เหมาะสมขนาดนั้น”
สวีเซี่ยกล่าว “เมื่อก่อนได้ฟังผู้ถ่ายทอดมรรคาของข้าท่านนั้น
พูดถึงการเรียนวรยุทธในใต้หล้า บอกว่าผู้ฝึกยุทธเต็มตัวต้องมีจิตใจ
อันฮึกเหิมราวกับการดึงมวยผมทะยานขึ้นฟ้า ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจ
เลย แต่ตอนนี้เริ่มพอจะเข้าใจบ้างแล้ว”
เฉาสือพยักหน้า “ยิ่งเดินขึ้นสูงไปบนวิถีวรยุทธ ยิ่งขยับเข้าใกล้
ยอดเขา คนร่วมทางที่อยู่ข้างกายเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ยิ่งต้อง
พิถีพิถันในเรื่องนิสัยใจคอของผู้ฝึกยุทธ ต้องกล้าพูดกล้าคิด กล้าท
กล้ารับ”
สวีเซี่ยเอ่ย “เส้นทางการฝึกตนก็น่าจะเป็นประมาณนี้”
เฉาสือรวมเสียงให้เป็นเส้น พูดคุยอย่างลับๆ ว่า “ปีนั้นหลังจากที่
อาจารย์ของข้าเดินทางไปหาประสบการณ์ที่กแพงเมืองปราณกระบี่
ได้พาข้ากลับไปที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางด้วยกัน ระหว่างนั้นนาง
อยากจะถามหมัดกับอาจารย์เจิ้ง อาจารย์เจิ้งกลับไม่ยอมตอบตกลง”
สวีเซี่ยพยักหน้า เคยได้ยินเรื่องเล่าบนภูเขาเรื่องนี้มาจริงๆ
เฉาสือเอ่ย “แต่ว่าอาจารย์เจิ้งเคยมีคประเมินอย่างหนึ่ง เป็นการ
พูดถึงคุณสมบัติของผู้ฝึกยุทธในสายตาของเขา”
สวีเซี่ยประหลาดใจอย่างมาก “บอกเนื้อหาคประเมินของ
อาจารย์เจิ้งอย่างละเอียดให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?”
ขอแค่พูดถึงเจิ้งจวีจง พูดถึงเจ้านครเจิ้งหรือที่ผู้คนเรียกขานกัน
ว่าอาจารย์เจิ้ง มักจะต้องระมัดระวังเพื่อให้ขับเรือได้นานหมื่นปี
รับประกันว่าจะไม่มีความผิดพลาดใดๆ
เฉาสือเอ่ยคประเมินของเจิ้งจวีจงอย่างเชื่องช้า เกี่ยวพันไปถึง
ความสามารถและพรสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธคนหนึ่ง
“เฉาสือคือฟ้าเก้าคนหนึ่ง หลินซือแห่งใต้หล้ามืดสลัวกับเผยเปย
แห่งต้าตวนต่างก็เป็นฟ้าแปดคนสอง จางเถียวเสียคือฟ้าเจ็ดคนสาม”
“เจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสนักการทหารคือฟ้าห้าคนห้า”
“เซี่ยสือจีแห่งพื้นที่มงคลเถาฮวาคือฟ้าสี่คนหก ป้ายโอ่วแห่งราช
สนักชิงเสินคือฟ้าสามคนเจ็ด เจียงจ้าวหมอแห่งป๋ายอวี้จิงคือฟ้าสอง
คนแปด เฉินผิงอันคือฟ้าหนึ่งคนเก้า”
บนหอบูชาเทพเจ้า
บนร่างสวมชุดผ้าป่านจ่านชุยตัวสุดท้ายที่สภาพเสียหายอย่าง
หนัก หมอผีนั่งคุกเข่าข้างเดียว กระอักเลือดไม่หยุด
สายตาของเขาพร่ามัว ยังคงพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเงยหน้า
ขึ้นมองไปไกลๆ
เหมือนคนแก่ที่อายุขัยกลังจะหมดสิ้นคนหนึ่งที่เผชิญหน้ากับ
ความตายอย่างผึ่งผายนั่นจะเป็นงานศพที่ไม่จเป็นต้องโศกเศร้า
การประลองยุทธที่ไม่มีคนนอกมารบกวนครั้งนี้ สิ่งที่หมอผี
โบราณได้เรียนรู้มาล้วนถูกแสดงออกมาจนหมดอย่างเต็มคราบแล้ว
อีกฝ่ายเองก็ได้ทให้หมอผีโบราณสัมผัสกับวิชายุทธใหม่เอี่ยม
ของอีกหมื่นปีให้หลัง การฝึกขัดเกลาร่างกายและกระดูกเส้นเอ็น
อย่างไรจึงจะแปลกใหม่มีชั้นเชิง กระบวนท่าหมัดจะบุกเบิกขอบเขต
ใหม่ได้อย่างไร การประลองครั้งหนึ่งเปรียบเสมือนตราวิชายุทธ์ทั้ง
เล่มอธิบายความละเอียดลึกซึ้งของการหมุนเวียนลมปราณแท้จริงที่
บริสุทธิ์ในปัจจุบัน และชี้ให้เห็นว่า “ตัวข้าก็คือเทพ กายนี้ก็คือวิหาร
แห่งเทพ”
หมอผีโบราณแสยะปาก พยักหน้าให้บุรุษผู้นั้น คล้ายกับเอ่ย
ประโยคหนึ่งว่า หมัดดีข้าแพ้แล้ว
ทว่าหมอผีก็ยังดิ้นรนลุกขึ้นยืน เรือนกายโงนเงน ทั้งร่างกายและ
จิตวิญญาณล้วนเป็นดังม้าตีนปลาย ไม่อาจรวบรวมลมปราณแท้จริง
มาได้อีกแล้ว แต่เขาก็ยังเลียนแบบท่ายืนของบุรุษชุดเขียว ยกฝ่ามือ
ที่ไร้เลือดเนื้อ เหลือเพียงกระดูกขาวข้างหนึ่งขึ้นมาช้าๆ เลือดสดอาบ
ย้อมเปียกชายแขนเสื้อ มือที่สั่นระริกผายออกมาด้านหน้า
เชิญออกหมัด