กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 25.1 ถึงเมืองหลวง
เฉินผิงอันยกมือข้างซ้ายขึ้นกเป็นหมัด เท้าขวาก้าวถอยหลัง
หนึ่งก้าว กระทืบพื้นหนักๆ ตั้งท่าหมัด คือท่าปรับแก้มังกรใหญ่ที่
เรียนรู้มาจากพื้นที่มงคลดอกบัว กระดูกสันหลังบนร่างส่งเสียงเหมือน
เสียงโลหะ ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ไล่ไปตามกระดูกจนกระดูก
สั่นสะเทือนไม่หยุด กระดูกเกี่ยวพันไปถึงกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อนพา
เลือดลม เลือดลมย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจร มองดูเหมือนเป็น
การยกแขนขึ้นและก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวง่ายๆ แต่เฉินผิงอันกลับ
ผสานรวมกระบวนท่าหกชนิด หลอมทุกอย่างเอาไว้ในเตาเดียวกัน
เฉินผิงอันไม่ปกปิดความฮึกเหิมสูงสุดของตัวเองเอาไว้อีก
ปณิธานหมัดหนาขันอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เหมือนน ้าที่ทะลักท่วม
ทนบ ไหลเชี่ยวกรากมายังหอบูชาเทพสีขาวหิมะ ริ้วกระเพื่อมเป็น
ชั้นๆ ซัดแผ่ออกไป พริบตาเดียวก็แผ่ลามไปถึงนอกแท่นบูชาเทพ
เป็นเหตุให้ฟ้าครามไร้เมฆรอบด้านเหมือนคันฉ่องโบราณบานหนึ่งที่
ถูกน ้าใสชะล้างซ ้าไปซ ้ามา
นับตั้งแต่ตั้งท่าจนไปถึงปณิธานหมัดไหลริน เฉินผิงอันไม่ได้
ปิดบังอพราง ราวกับว่าเป็นตราหมัดที่ไร้ตัวอักษรเล่มหนึ่ง
ผู้ที่จะยึดเอาวิชาหมัดนี้เป็นแบบอย่างการเรียนรู้ในภายหลัง ก็
เชิญเรียนรู้ได้ตามสบายจะจดบันทึกหรือเลียนแบบก็ตามใจ เชิญเบิก
ตากว้างมองดูให้ดีๆ
หมัดที่ปล่อยก็ไปก็คือกระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่บุกรุดหน้า
อย่างไม่หวั่นเกรง
ชายแขนเสื้อสีเขียวสองข้างพองเหมือนมีเครื่องเป่าลม ส่งเสียง
สะบัดดังพึ่บพั่บ
การเรียนวรยุทธในยุคบรรพกาล เป็นเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษ
สนักการทหารที่สร้างขึ้นมากับมือตัวเอง มีคุณูปการอย่างใหญ่
หลวง ได้บุกเบิกเส้นทางที่สามที่มีความแตกต่างจากวิชาอภินิหาร
และวิชาอาคม
หากจะบอกว่าหมอผีผู้นี้คือสัญลักษณ์ของยอดเขาเดียวดายแห่ง
หนึ่งที่อยู่ในขอบเขตของวรยุทธยุคบรรพกาล แล้วเฉินผิงอันที่มานั่ง
บัญชาการณ์ยอดเขาสูงสุดของวิถีวรยุทธแห่งนั้นแทนที่เจียงเซ่อล่ะ?
ถ้าอย่างนั้นก็ขอเชิญให้วิถีวรยุทธยุคบรรพกาล รับหมัดนี้ไว้
ผู้ที่มองดูอยู่เห็นเพียงว่าในบริเวณที่เป็นสีขาวหิมะแห่งนั้น เรือน
กายชุดเขียวที่พุ่งตรงไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงถึงกับฟันผ่าแท่นบูชา
เทพเจ้าที่ใกล้เคียงกับมรรคาจนไร้ช่องโหว่ให้หักออกเป็นสองท่อน
ก่อนจะหล่นร่วงลงสู่พื้นดินช้าๆ
หมอผีที่เลือดลมในร่างพลุ่งพล่านดุจน ้าเดือดยืนอยู่ที่เดิม
สายตาพร่าเลือน ชุดผ้าป่านที่อยู่บนร่างตัวนั้นกลายเป็นผุยผง เลือด
เนื้อบนใบหน้าพลันหลอมละลายในเสี้ยววินาทีกระดูกสีขาวบนร่าง
เปิดเปลือย พริบตาเดียวก็กลายเป็นเถ้าถ่านที่ร่วงเผลาะๆ ลงมา จิต
วิญญาณแกว่งไกวแล้วก็ปลิวสลายหายไปตามลม
หลังจากหมัดหนึ่งผ่านไป หมอผีโบราณที่เรือนกายแข็งแกร่งก็
เหมือนดอกไม้ป่าดอกหนึ่งที่อยู่บนทุ่งกว้าง ดอกไม้บานดอกไม้ร่วง
เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือ
แต่ดูเหมือนว่าหมอผีโบราณได้นพรสวรรค์ด้านการเรียนวร
ยุทธและจิงขี่เสินทั้งหมดที่เล่าเรียนมากรอกรดลงไปบนแขนข้างหนึ่ง
อย่างไม่มีกักออมเอาไว้ ล้วนมอบมันให้กับหมัดที่นุ่มนิ่มไร้เรี่ยวแรงนี้
และหมัดนี้ก็กระแทกลงบนใบหน้าของบุรุษชุดเขียวเบาๆ
ดูเหมือนว่าหมอผีโบราณท่านนี้จะมีความยึดมั่นถือมั่นชุมหนึ่ง
ประคับประคองเอาไว้ เขาไม่เพียงแต่ต้องรับหมัดนี้ แล้วยังต้องเอาคืน
ด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปณิธานหมัดของตนโชติช่วงเกินไป หรือว่าเจอ
หมัดนี้ของหมอผีเส้นผมของเฉินผิงอันถึงได้ปลิวกระจาย
เส้นผมของคนชุดเขียวแผ่สยาย สีหน้าของเขายังคงเป็น
ธรรมชาติ เปลือยเท้ายืนอยู่บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะเพียงลพัง
เฉินผิงอันลูบชายแขนเสื้อสองข้างให้เรียบ ก่อนจะม้วนชายแขน
เสื้ออีกครั้ง
ขณะเดียวกันก็ใช้ปณิธานหมัดที่มองไม่เห็นกระชากรั้งแท่นบูชา
ที่ขาดออกเป็นสองท่อนเอาไว้ ทให้พวกมันไม่ถึงขั้นกระแทกชนเข้า
มาในเขตชานเมืองของต้าหลีโดยตรง
พอกวาดตามองไปรอบด้าน เฉินผิงอันก็เอาสิ่งที่เรียนรู้มาใช้งาน
ทันที่ ก่อนหน้านี้เขาได้เรียนรู้เวทกระบี่ที่ปล่อยออกไปในความฝัน
จากหลิวเสี้ยนหยาง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิดมาโดยตลอด แต่
การถามหมัดกับหมอผีโบราณในวันนี้ทให้เขาเกิดความคิดที่
อยากจะบุกเบิกเส้นทางใหม่ที่แตกต่างออกไป เขานึกถึงรูปโฉมของ
นักพรตกระดูกขาว ในฟ้าดินของทะเลสาบหัวใจที่ค่อนข้างจะขุ่นมัวก็
มีแสงไฟเปล่งประกายขึ้นมา เหมือนการจุดธูปหนึ่งดอกควันธูปลอย
กรุ่น ภาพเหมือนภาพหนึ่งลอยขึ้นมา
นี่ก็คือข้อดีของการที่ก่อนหน้านี้ได้ถามหมัดกับราวตากผ้าผู้นี้
อย่างจริงจังมาหลายครั้ง
หาไม่แล้วหากอาศัยแค่วิธีการนิมิตภาพจากการมองผ่านๆ ไม่กี่
ครั้งก็ไม่มีทางได้ผลลัพธ์เช่นนี้แน่นอน
หมัดหนึ่งถูกปล่อยในแนวเฉียงพุ่งไปยังจุดที่พื้นดินกับทะเล
เชื่อมต่อกัน พริบตาเดียวเกิดความเคลื่อนไหวเหมือนมีประทัดพวง
หนึ่งที่ถูกโยนไปยังทะเลเมฆที่อยู่ใต้ฟ้าเท้า เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดัง
ครืนครั่น
หาม้าตามลายแทง น่าเสียดายที่ยังไม่อาจคว้าจับร่างจริงเอาไว้
ได้
ไม่เป็นไร
เฉินผิงอันยื่นมือออกไปอีกครั้ง ห้านิ้วงอเป็นตะขอ กระชาก
กลับมาเบาๆ หนึ่งที่
ถึงกับกระชากนักพรตกระดูกขาวที่นั่งอยู่บนเรือไม้ท่อนเดียวให้
ออกมาจากในน ้าวนแห่งกาลเวลาได้
นักพรตกระดูกขาวที่ตกใจอย่างหนักยื่นมือไปกดกราบเรือ เดือด
ดาลเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้าคนแซ่เฉิน เปิ่นจั้วเป็นฝ่ายถอยให้เจ้าก่อน
แล้วนะ ไฉนเจ้ายังต้องบีบคั้นกันเช่นนี้?!”
ปณิธานหมัดของเฉินผิงอันไม่เพียงแต่ประคองหอบูชาเทพที่
ขาดออกเป็นสองท่อนให้ลอยอยู่บนฟ้าคราม ถึงขั้นที่ว่ายังเหลือกลัง
มากพอที่จะทให้มันกลับมาผสานรวมกันได้อีกครั้ง
หากในอดีตมีวิธีการเช่นนี้
ตอนที่อยู่ในซากปรักของอุตรกุรุทวีป
ไยต้องแบกฝ้าเพดานอันนั้นวิ่งวุ่นไปทั่วด้วยเล่า?
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เดิมที่ข้าก็
ต้องการให้เจ้าตายอยู่แล้ว เจ้าจะไม่ตายได้หรือ?”
นักพรตกระดูกขาวสีหน้าเยียบเย็น ปรายตามองจิ้งจอกยักษ์ที่
ยังคงล้อมเมืองตัวนั้น “ทไมถึงไว้ชีวิตนาง? แต่กลับต้องตั้งตัวเป็น
ปรปักษ์กับข้า?”
เฉินผิงอันยิ้มรับ คร้านจะอธิบายแม้แต่ครึ่งค
หากเจ้าไปที่เปลี่ยวร้างก่อน ใช้สายตาในการมองไร่นามามอง
โลกมนุษย์ มองใต้หล้าเป็นเหมือนเขียง สรรพสิ่งคือเนื้อและปลา ก็
ตามใจเจ้า แค่เจ้ามีความสุขก็พอ
อยู่ในไพศาลแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในอาณาเขตของต้า
หลี กลับยังกล้ามีความคิดเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นสหายก็รังเกียจที่จะมี
ชีวิตยืนยาวแล้ว
เฉินผิงอันยกแขนข้างหนึ่งขึ้นบอกเป็นนัยกับเสี่ยวโม่ว่าสามารถ
เก็บแสงกระบี่เส้นนั้นไปได้แล้ว
ไม่มีความลังเลใดๆ จิตของเสี่ยวโม่ขยับไหวเล็กน้อย บังคับแสง
กระบี่พร่างพราวเส้นนั้นให้กลับไปในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือก
หอยของภูเขาฮุยเหมิงทันที่
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวเดือดดาลอีกครั้ง
เจ้าโครงกระดูกผู้นี้อมหิตเหลือเกิน ถึงกับคิดจะลากนางลงน ้า
ด้วยเลยหรือ?
จิตหยินที่มีรูปโฉมเป็นร่างมนุษย์ของนางหรี่ตาหงส์คู่นั้นลง ในใจ
เคียดแค้นอย่างหนัก
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่หมอบซ่อนตัวอยู่ในกแพงเคี้ยว
ขนมมงคลอย่างละเอียดหัวเราะร่าเอ่ยว่า “กินขนม กินขนม ลดโทสะ”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวสามารถได้ยินคพูดและเสียงในใจที่อยู่ใน
เมืองหลวงต้าหลีได้แต่ถึงอย่างไรก็มีขีดจกัด นางสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง
ว่าไฉนเฉินผิงอันถึงได้…ค่อนข้างเกรงใจตนเพียงคนเดียว หมอผี
โบราณกายดับมรรคาสลายไปแล้ว แต่ว่าจิตวิญญาณที่เหลือเหมือน
จะถูกรวบรวมไว้ในชายแขนเสื้อ ตามมาด้วยบีบให้ซานย่วนฝ่าจู่
ออกมาจากที่ซ่อนตัวกลับมาคุมเชิงกันใหม่อีกครั้ง
จิตหยินของนางออกจากช่องโพรง ถือถุงปักลายใบนั้น รู้สึก
ลังเลตัดสินใจไม่ได้ หรือว่าเขาอยากจะดึงตนให้มาเป็นพวกเพื่อให้
เป็นแรงหนุนช่วยเหลือภูเขาลั่วพั่วอีกแรง?
เซี่ยโก่วหัวเราะร่วนเอ่ยว่า “พวกเจ้าเพิ่งมาถึงใหม่ๆ อาจจะยังไม่รู้
เจ้าขุนเขาของพวกเราขึ้นชื่อว่ารักหยกถนอมบุปผานักล่ะ”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวกึ่งเชื่อกิ่งกังขา
นักพรตกระดูกขาวย่อมมีความกังวลซ่อนเร้นอยู่ และเวลานี้ก็
รู้สึกเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ตายไม่
ยอมเลิกรา อีกฝ่ายกลับไม่รีบร้อนที่จะปล่อยหมัด สรุปเขารออะไรอยู่
กันแน่?
เมื่อครู่นี้คนผู้นี้ใช้วิชาหมัดที่แปลกประหลาดด้วยสองมือ? หรือ
ว่าใช้เวทกระบี่? ตามหาร่องรอยของตนพบก็ต้องมีวิชาอภินิหารที่
ยิ่งใหญ่น่าเหลือเชื่อมากจริงๆ แต่หากจะบอกว่าคิดจะอาศัยสิ่งนี้มา
ทลายรากฐานมหามรรคาของตน ก็ไม่ใช่ว่าเขาหลงตัวเองยกตนข่ม
ผู้อื่น แต่เป็นอีกฝ่ายที่เพ้อฝันปัญญาอ่อนจริงๆ
นักพรตกระดูกขาวกลุ้มใจยิ่งนัก รสชาติของการถูกจูงจมูกให้
เดินน่าอัดอั้นตันใจเหลือเกิน หวนนึกถึงปีนั้น ไหนเลยจะต้องมาเจอ
กับความอัปยศขนาดนี้?
จู๋ซู่ถอนหายใจด้วยความทึ่ง นางยิ่งอยากรู้เรื่องหนึ่ง การถาม
หมัดครั้งที่ห้าระหว่างเฉาชุดขาวกับเฉินชุดเขียว ใครจะแพ้ใครจะชนะ
กันแน่?!
หลิวชากลับตรงไปตรงมามากยิ่งกว่า ใช้เสียงในใจถามเฉาสือว่า
“เจอกับเฉินผิงอันในเวลานี้ โอกาสแพ้ชนะของพวกเจ้าเป็นอย่างไร?”
เฉาสือยิ้มตอบ “ต้องต่อสู้กันจริงๆ ก่อนถึงจะรู้ได้”
เฒ่าหูหนวกไม่ได้ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กับจู๋ซู่ สวีเซี่ย เขาไม่มีอะไร
ให้พูดคุยกับเซียนกระบี่ที่อายุน้อยๆ ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือพวกนี้จริงๆ
ต้องรอให้เซี่ยอันดับหนึ่งออกคสั่งเสียก่อน ผู้ถวายงานอันดับ
รองอย่างเขาถึงจะลงมือได้
แน่นอนว่าเฒ่าหูหนวกก็มองเห็นคนหนุ่มชุดขาวที่อยู่บนยอดสูง
ของเทือกเขากลุ่มนั้นเช่นกัน
ปีนั้นเด็กหนุ่มเฉาสือไปสร้างกระท่อมอยู่บนหัวกแพงเมือง
เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส บางครั้งเฒ่าหู
หนวกไปเข้าร่วมการประชุมจึงเคยเจอหน้าเฉาสือครั้งสองครั้ง เฒ่าหู
หนวกในเวลานั้นยังรู้สึกว่าคนต่างถิ่นที่รูปโฉมและบุคลิกล้วนไม่ต่าง
จากตนตอนเป็นหนุ่มผู้นี้ คู่ควรกับแม่หนูหนิงที่สุดแล้ว จนใจที่พวก
เขาสองฝ่ายไม่มีความคิดเช่นนี้ได้ยินแค่ว่าแม่หนูหนิงเดินทางไปข้าง
นอกมารอบหนึ่ง พอกลับมาที่บ้านเกิดก็มักจะเหม่อลอยเป็นประจ
ตอนนั้นเฒ่าหูหนวกก็รู้ว่าท่าไม่ดีแล้ว เดาเอาว่าหนิงเหยาต้อง
ถูกใครบางคนที่ใต้หล้าไพศาลหลอกแน่นอน?
ภายหลังรอกระทั่งเด็กหนุ่มสะพายกระบี่คนหนึ่งเดินทางผ่าน
ภูเขาห้อยหัว เดินก้าวอาดๆ มายังกแพงเมืองปราณกระบี่ เฒ่าหู
หนวกก็รีบมาที่หน้าประตูคุก แอบมองมาที่หัวกแพงเมืองอยู่หลายที่
ตอนนั้นเซียวสวิ้นที่ยังรับหน้าที่เป็นอิ่นกวานก็อยู่ข้างกายเฒ่าหู
หนวกด้วย
เฒ่าหูหนวกทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง รู้สึกแค่ว่าผักกาดขาว
หัวสวยๆ ถูกหมูแทะเสียแล้ว
แม่นางน้อยมัดผมแกละถักเปียกลับบอกว่าคือ “คู่เซียนสวรรค์”
ตรงกับในใจของนาง
เฒ่าหูหนวกไม่เข้าใจ คิดแค่ว่าอิ่นกวานเชียวสวิ้นต้องการสื่อถึง
ความหมายในทางตรงกันข้าม
ฝนกระหน ่าตกติดต่อกันนานจนดินโคลนบนพื้นสาดกระเซ็น
เฒ่าหูหนวกยืนอยู่ข้างทางเพียงลพัง เพื่อไม่ให้เปิดเผยสถานะผู้ฝึก
ตนของตัวเอง เขาจึงเสกร่มคันหนึ่งออกมากางร่มให้พอเป็นพิธี
บริเวณใกล้เคียงมีพ่อค้าหาบเร่บ้านเดียวกันที่สนิทสนมคุ้นเคย
กันอยู่หลายกลุ่ม ร่วมแรงกันสร้างเพิ่งขึ้นมาง่ายๆ ขายของจุกจิกและ
ของกินเล่นที่ทั้งราคาถูกและคุณภาพดีอยู่ด้านในเพิง
คโบราณบอกไว้ว่าฝนตกหนักมักจะตกได้ไม่นาน ทว่าฝน
กระหน ่าในวันนี้กลับดื้อดึงยิ่งนัก ไม่มีลางว่าจะหยุดเลยสักนิด
ฝนกระหน ่าเม็ดฝนใหญ่เท่าเมล็ดถั่วกระทบลงด้านบนเพิ่งเสียง
ดังเปาะแปะ
เนื่องจากมีฝนตกหนักในครั้งนี้ ขบวนที่เดินทางเข้าเมืองจึงช้า
กว่าเดิมเล็กน้อย
พ่อค้าวัยชราคนหนึ่งที่กลังย่างแผ่นแป้งตะโกนพูดกับเฒ่าหู
หนวกที่อยู่ด้านนอกเพิ่ง ด้วยสเนียงท้องถิ่นเข้มข้น “ท่านผู้เฒ่า มา
นี่เถอะ มาหลบฝนในนี้”
เฒ่าหูหนวกเอ่ยขอบคุณพ่อค้า เดินเข้ามาในเพิ่งแล้วก็หยุด
หมุนตัวกลับไปหุบร่มสลัดน ้าฝนออกไปนอกเพิง
สั่งแผ่นแป้งย่างร้อนๆ มาสองแผ่น ม้วนเข้าด้วยกัน แล้วจึงหันไป
สั่งเหล้าต้มสองตลึงมาจากร้านข้างๆ โต๊ะและม้านั่งในร้านถูกลูกค้าที่
เข้ามาพักเท้าชั่วคราวจับจองกันจนเต็มแล้ว เฒ่าหูหนวกจึงเหน็บร่ม
ไว้ใต้รักแร้ นั่งยองอยู่ริมเพิ่งโดยไม่ขวางทาง มือหนึ่งถือชามเหล้า อีก
มือหนึ่งม้วนแผ่นแป้งย่าง กินดื่มคู่กัน
มีเด็กน้อยร่าเริงหลายคนกางร่มกระดาษน ้ามันคันเก่ายื่นเท้า
ออกไปย ่าน ้าที่อยู่ด้านนอกเล่น
เสื้อผ้าบนร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยปะชุน หากไม่หลวม
เกินไปก็แขนเสื้อขากางเกงเล็กแคบเกินไป
แต่กลับไม่ถ่วงรั้งการเล่นสนุกอย่างไร้เดียงสา การหาความ
บันเทิงท่ามกลางความทุกข์ของพวกเขา แต่หากผู้ปกครองของพวก
เขาทการค้าในมือเสร็จ คงต้องถูกด่าหรือแม้กระทั่งถูกตีอย่างเลี่ยง
ไม่ได้
คืนชามที่ว่างเปล่ากลับไปให้ เฒ่าหูหนวกหยิบถุงเงินฟีบแบนใบ
หนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ หยิบเงินเหรียญทองแดงออกมากหนึ่ง
คิดว่าจะจ่ายเงินให้กับพ่อค้าทั้งสอง เฒ่าหูหนวกกลังจะอ้าปากถาม
ราคา คิดไม่ถึงว่าเจ้าของร้านคนนั้นจะรีบโบกมือเป็นพัลวัน “ท่านผู้
เฒ่า ไม่คิดเงิน ให้เปล่าๆ เลย เมื่อครู่นี้เรียกท่านเข้ามาหลบฝนไม่ใช่
เพราะอยากจะได้เงินของท่าน การค้าไม่อาจทเช่นนี้ได้ ล้วนเป็นคน
ที่ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก แต่ละคนช่วยอนวยความสะดวกให้
กันก็ไม่ใช่เรื่องลบากอะไรเลย”
เฒ่าหูหนวกเองก็ไม่ยืนกราน เก็บเงินเหรียญทองแดงใส่เข้าไป
ในถุง เก็บถุงเงินใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “พี่ชายใจดีมีเมตตา
ต้องมีโชคในช่วงบั้นปลายอย่างแน่นอน”
“นี่ถือเป็นความใจดีมีเมตตาตรงไหน ท่านผู้เฒ่าคือบัณฑิต
กระมัง?”
“พี่ชายจะไปเปิดร้านทการค้าอยู่ในเมืองหลวงหรือ?”
“ใช่แล้ว สถานที่อย่างพวกอารามป่ายอวิ๋น ศาลเทพีบุปผา
อาจจะแย่งที่กับคนอื่นเขาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปเปิดร้านในงานวัด
ทางทิศตะวันตกของเมืองก็แล้วกัน พ่อของเจ้าหนูนั่นทงานอยู่ใน
ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอเภอหย่งไท่ ก็อาศัยโอกาสนี้แวะ
ไปเยี่ยมหาเขาสักหน่อย เจ้าหนูติดเล่น ทุกครั้งที่ไปหาพ่อของเขาใน
ที่ว่าการจะต้องไปลูบหางม้าในคอกเสมอ พ่อของเขาอยู่ที่นั่นมนุษย
สัมพันธ์นับว่าดีพอสมควร บวกกับที่พวกขุนนางทั้งหลายนิสัยดี ก็
เลยปล่อยให้เจ้าหนูได้เล่นสนุก”
“โอ้โห ได้ดิบได้ดีเลยนะ เป็นนายท่านขุนนางที่กินข้าวหลวง เก่ง
มาก ข้าเคยได้ยินว่านายอเภอของอเภอหย่งไท่กับอเภอฉางหนิง
ระดับขั้นขุนนางสูงมากเลยล่ะ”
พ่อค้าอายุมากหัวเราะชอบใจปากกว้าง
เฒ่าหูหนวกไม่สนใจพรรคตระกูลเขียนบนภูเขาของแจกันสมบัติ
ทวีปเลยแม้แต่น้อยอย่างเช่นว่าเขารู้จักตหนักฉางชุน แล้วก็อยาก
ดื่มเหล้าหมักฉางชุน รู้จักภูเขาตะวันเที่ยงก็เพียงแค่เพราะเจ้าขุนเขา
เคยไปอาละวาดที่นั่น รู้จักสนักโองการเทพก็หนีไม่พ้นสงสัยใคร่รู้
เรื่องผลผลิตพิเศษที่มีเฉพาะในพื้นที่มงคลชิงถาน
คงเป็นเพราะทอาชีพอะไรก็รักในอาชีพนั้น ในเมื่อเคยเป็นตา
เฒ่าฮ่องเต้มาก่อน เฒ่าหูหนวกจึงพอจะเข้าใจวงการขุนนางของ
ไพศาลอยู่บ้าง
เพื่อให้แผ่นดินมั่นคงดุจถ้วยทอง จักรพรรดิทุกยุคทุกสมัยล้วน
ต้องหย่อนแผ่นหยกมังกรทองลงสู่สายน ้า…เฒ่าหูหนวกได้ยินมาว่ามี
ผู้ฝึกตนอิสระบางคนทเรื่องที่มนุษย์ไม่
ควรท อาศัยเรื่องนี้มาหาทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ ราชสนักเพิ่ง
จะปล่อย พวกเขาก็มาขโมย
บนเส้นทาง ขบวนรถหลายคันยาวเหยียดติดต่อกัน ในห้อง
โดยสารรถม้าคันหนึ่งมีเสียงของปัญญาชนที่กลังท่องตัวอย่าง
บทความสหรับการสอบเคอจวี่
การสอบเคอจวี่ของต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบระดับเมือง
หลวงนั้นขึ้นชื่อว่าเข้มงวดอย่างมาก นอกจากจะมีการเขียนบทกวี
และบทความแล้ว ยังครอบคลุมถึงเศรษฐศาสตร์อันเกี่ยวพันกับ
บ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดจนวิชาเลขและศาสตร์
การคนวณ อีกทั้งยังต้องพูดถึงการทหารและกลศึก แม้จะเป็นเพียง
ทฤษฎีบนหน้ากระดาษของบัณฑิตก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย มิฉะนั้น
เมื่อออกไปรับราชการในท้องถิ่นก็ย่อมยากจะหลีกพ้นชะตาที่ถูกพวก
เสมียนข้าราชการชั้นผู้น้อยชักใยเล่นงานอยู่ในกมือ
การสอบในเมืองหลวงของปีนี้มีการเปลี่ยนจากสอบในช่วงฤดู
ใบไม้ผลิเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงกะทันหัน พวกผู้เข้าร่วมสอบขบคิด
ความนัยที่ซ่อนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าน่าจะเป็นเพระาฮ่องเต้
อยากให้ราชครูคนใหม่มารับหน้าที่เป็นขุนนางผู้คุมการสอบหลัก
อยากให้เขากลายเป็นอาจารย์ของจิ้นซื่อที่เข้าร่วมการสอบปีนี้มา
นานแล้ว?
ดังนั้นพวกผู้สอบที่ความคิดเฉียบไวหลายคนจึงเริ่มไปตามหา
ตราตราประทับสองเล่มนั้น บ้างก็ซื้อมา บ้างก็ยืมมาอ่าน หาก
ตัวอักษรมีความคล้ายคลึงกันอาจจะได้รับความโปรดปรานเพิ่มเติม
หรือไม่?
ฟ้าโปร่งใสหลังฝนตก สีท้องฟ้าสว่างไสวมากเป็นพิเศษ
เฒ่าหูหนวกหยิบเอาร่มที่เหน็บไว้ใต้รักแร้ออกมา ยื่นส่งให้กับ
เด็กคนที่หน้าตาคล้ายพ่อค้าอยู่หลายส่วน ยิ้มเอ่ยว่า “หนูน้อย มอบ
ให้เจ้าแล้ว”
เด็กน้อยมีนิสัยขี้อาย ไม่กล้ารับของขวัญจากคนแปลกหน้าง่ายๆ
แค่มองไปยังท่านปู่ที่อยู่ในเพิงพัก
พ่อค้าส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม เด็กน้อยก็ส่ายหน้าตาม
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “เคยได้ยินมาว่าอนุญาตให้แค่ขุนนางจุดไฟ
แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดตะเกียง แต่ไม่เคยได้ยินว่าอนุญาตให้
พี่ชายอนวยความสะดวกให้กับคนอื่น แต่ไม่อนุญาตให้คนแปลก
หน้ามอบร่มที่ไม่มีค่าให้”
พ่อค้าวัยชราอึ้งตะลึง หรือจะเป็นบัณฑิตที่ไม่มีตแหน่งติดตัว
แต่กลับชอบทเรื่องพิถีพิถันจริงๆ?
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “ฝนมักจะตกลงมาเสมอ ต้องได้ใช้งานแน่”
พ่อค้าพยักหน้าให้กับหลานชาย “รับไว้เถอะ ขอบคุณท่านผู้เฒ่า
ด้วย”
เด็กน้อยถึงได้รับร่มมากอดไว้ในอ้อมอก ทั้งยังพูดขอบคุณ
อาจารย์ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า