กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 25.2 ถึงเมืองหลวง
เฒ่าหูหนวกพยักหน้าให้ ก่อนจะเดินไปทางเมืองหลวง
อยู่ที่เปลี่ยวร้าง หากทเรื่องเช่นนี้จะรู้สึกประหลาดอย่างมาก
อยู่ที่ไพศาล เรื่องแบบนี้กลับเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย
บนเส้นทาง ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิตคนใดที่ท่องบทกวีหนึ่งนขึ้นมา
ก่อน เพียงไม่นานก็มีคนที่อยู่จุดอื่นท่องตาม เสียงท่องบทกวีทอดยาว
เป็นสายประหนึ่งสายฝน คล้ายจะมีความพิถีพิถันของบัณฑิตซ่อนอยู่
อย่างเช่นหากคนผู้หนึ่งเอ่ยประโยคที่ว่าสายลมเกรี้ยวกราด หมายจะ
พัดเรือนให้ปลิวหาย สายฝนโถมกระหน ่าดุจน ้าท่วมทะลักทนบ ก็จะ
มีคนที่อยู่ในจุดอื่นพูดเสียงดังว่าเสียงฟ้าร้องกึกก้องดั่งหลั่งลงจากพัน
สันเขา สายฝนพรั่งพรูราวไหลมาจากหมื่นยอดภูผา และเพียงไม่นาน
ก็มีเสียงใสกระจ่างทั้งยังกังวานของสตรีดังมาว่า หางสายฟ้าเผาเมฆ
ดวาบวับ สายฝนโปรยพริ้วดุจเส้นเงินปลิวว่อน ต่อมาก็เป็นเสียงท่อง
ตราไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ร้อนรนเอ่ยว่าฝนชาแล้วไม่รู้ว่ามังกรลา
ลับไปแห่งใด เหลือเพียงสระน ้าเขียวขจีที่กบนับหมื่นส่งเสียงร้องระงม
…บนถนนก็มีเสียงหัวเราะดังครืน มีทั้งเสียงที่ดังมาจากในห้อง
โดยสารรถม้า แล้วก็มีเสียงที่ดังมาจากบนหลังม้า และยังมีเสียงที่ดัง
มาจากบนเส้นทางดินโคลน
อาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งเลิกม่านรถม้าขึ้น ออกมานั่งข้างกายสารถี
เอ่ยบทกวีที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับฤดูกาลอย่างเนิบช้าว่า “หิมะในเมือง
เพิ่งละลาย ผักกาดป่าก็เริ่มผลิหน่อ”
มีบัณฑิตยากจนที่เดินทางมาสอบเข้าใจความนัย จึงเอ่ยประโยค
ต่อทันที่ “ประตูมุมและตรอกลึกเงียบเหงา แทบไร้ผู้คนสัญจร”
แล้วก็มีเสียงดังที่ฟังแล้วองอาจผึ่งผายตามมา “ปลายกิ่งหลิวแว่ว
เสียงนกขมิ้นขับขาน….ท่านทั้งหลายโปรดรอสักครู่ วรรคสุดท้ายนี้
ขอให้สตรีผู้มีความสามารถแห่งต้าหลีเป็นผู้ปิดท้ายเอง!”-
แล้วก็มีเสียงพูดกลั้วหัวเราะอ่อนหวานของสตรีดังมาทันที่ “นี่คือ
เสียงแรกแห่งการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ!”
เฒ่าหูหนวกที่เดินเนิบช้าอยู่บนถนนก็รู้จักกวีบทนี้เหมือนกัน ชื่อ
ของบทกวีไม่ถือเป็นวลีติดปากผู้คน แต่ก็ไม่ถือว่าหาฟังได้ยาก
บทกวีนี้ชื่อว่า “มาถึงเมืองหลวง
ต่อให้ป๋ายจิ่งจะยังไม่ได้บอกกล่าวอะไร ทว่าเฒ่าหูหนวกแห่ง
กแพงเมืองปราณกระบี่ผู้ถ่ายทอดมรรคาบนยอดเขาฮวาอิ่งของ
ภูเขาลั่วพั่ว กานถังผู้ฝึกกระบี่ที่อัดอั้นไม่สมปรารถนามาโดยตลอด
อยู่ดีๆ เขาก็อยากจะไปเจอกับนักพรตกระดูกขาวที่มีฉายาว่าซานย่
วนฝ่าจู่ผู้นั้นสักหน่อย
ตรงจุดสูงกลางฟ้าคราม นักพรตกระดูกขาวที่เปลี่ยนมาสวมชุด
คลุมอาคมสีเหลืองเงียบไปพักใหญ่ มันได้แต่ฝืนนิสัยยอมลดความ
หยิ่งลง ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “สหายเฉินเดิมทีเจ้ากับข้าก็ไม่มี
ความแค้นต่อกัน ไยต้องฉีกหน้าแตกหักให้มีจุดจบที่ต้องพินาศวอด
วายกันไปทั้งคู่ด้วย หากพูดกันอย่างละเอียดแล้ว ชุดคลุมอาคมตัว
นั้นถูกโจรแย่งชิงไป บนมหาสมุทร ต้องเป็นเปิ่นจั้วที่ได้รับความ
เสียหายอย่างหนักถึงจะถูก สหายเฉินมีความเสียหายตรงไหน? ใช่
ไหมล่ะ?”
เฉินผิงอันเงยหน้ามองนักพรตกระดูกขาว กวักมือเรียก “อย่ายืน
คุยกับข้าสูงขนาดนั้นลงมาคุยกัน”
นักพรตกระดูกขาวเกือบจะอดไม่ไหวก่นด่าออกไป คิดว่าเปิ่นจั้ว
เป็นเด็กน้อยสามขวบที่ไม่รู้ประสาอย่างนั้นหรือ ข้าจะไม่รู้ผลลัพธ์
จากการที่ “พูดคุย” กับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดในระยะประชิดหรือ
อย่างไร?
ด้วยความโมโหจึงมีการชักนให้มรรคกถาจแลงออกมาเป็น
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติ เห็นเพียงว่าร่างของซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้มีแสงสี
ทองไหลริน ช่องโพรงลมปราณห้าหกร้อยแห่งล้วนเกิดความ
เคลื่อนไหว เผยวัตถุแห่งชะตาชีวิตจนวนมากน่าดูชมออกมา พวก
มันมารวมตัวกันกลายเป็นฟ้าดินสีทองที่เหมือนการกระจายตัวของ
ดวงดาวแห่งหนึ่ง สมบัติอาคมและวัตถุแห่งชะตาชีวิตหลากหลายสีสัน
เปล่งประกายแสงอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในชุด
คลุมอาคมสีเหลืองที่ระดับขั้นไม่สูง จึงไม่อาจบดบังภาพเหตุการณ์นี้
ไว้ได้
เฉินผิงอันหรี่ตาคลี่ยิ้มบางๆ
อ่านตรามาเยอะ แต่ไม่รู้จักเอามาปรับใช้ ง่ายที่จะถูกเย้ยหยัน
ว่าเป็นตู้หนังสือสองขาคิดไม่ถึงเลยว่าสหายกระดูกขาวผู้นี้จะเป็นคลัง
สมบัติสองขาด้วย?
ก่อนหน้านี้อิงตามคกล่าวของเจิ้งจวีจงตอนอยู่บนเรือราตรี ใน
แม่น ้ายาวแห่งกาลเวลาสายนั้น แค่รักษาร่างไม่ให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้
ก็ถือว่ายากมากแล้ว ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้มีวิธีการที่ดีจริงๆ คิดดูแแล้วน
อกจากพลังตบะของมันจะหนาขันลึกล ้าแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะเรือไม้
ท่อนเดียวลนี้มีวาสนาอย่างอื่นซ่อนอยู่ด้วย?
สัมผัสได้ถึงลมปราณที่เปลี่ยนแปลงไปของอีกฝ่ายอย่างเฉียบไว
นักพรตกระดูกขาวรู้สึกขนลุก เสียวสันหลังวาบๆ
เพียงแค่เพราะมันคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง ตัวนักพรต
กระดูกขาวเองรู้สึกเช่นนี้เชื่อว่าผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งก็น่าจะรู้สึก
เช่นเดียวกัน
ก็คือนักพรตบรรพกาลคนหนึ่งที่ท้องร้องโครกครากด้วยความ
หิวโหย เดินทางท่องไปในใต้หล้า เดินกร่างไปทั่วสารทิศ ในที่สุดก็
เจอเสบียงบนมหามรรคาที่เรียกได้ว่าเป็นของบรุงชิ้นใหญ่ จิต
สังหารจึงพลันบังเกิด อยากจะจับอีกฝ่ายมากิน!
แล้วก็จริงดังคาด เจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้นออกหมัดแล้ว เรือนกาย
ทะยานขึ้นสูงจากพื้นดินหอบูชาเทพสีขาวหิมะหล่นร่วง ระดับสูงลดลง
มาร้อยกว่าจั้ง
นักพรตกระดูกขาวยกชายแขนเสื้อชุดคลุมอาคมที่กว้างใหญ่
อย่างมากขึ้นบดบังเบื้องหน้าตัวเองอย่างว่องไว ประหนึ่งม่านมุ่งสี
เหลืองที่ถูกกางไว้บนฟ้าสีคราม ก่อนจะใช้ดวงจิตบังคับเรือไม้ท่อน
เดียวลนั้น ร่องรอยพลันถูกเก็บ หายวับไปมองไม่เห็นอีก
สายตาของเฉินผิงอันฉายประกายร้อนแรง ยิ้มเอ่ยว่า “ไหนๆ ก็
มาแล้ว ก็อย่าไปไหนเลย”
ถามหมัดกับหมอผีโบราณคนนั้น คือการขัดเกลาวิถีวรยุทธ
ระหว่างผู้ฝึกยุทธเต็มตัวสองคน
ประมือกับนักพรตกระดูกขาวผู้นี้กลับเพียงแค่เพราะต้องการให้
มันทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แล้วจะเหมือนกันได้อย่างไร
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นเหมือนมีเส้นใยเส้นหนึ่งคอย
ซักน
นั่นคือกระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่การปล่อยหมัดขาดช่วง
ไปนานแล้ว แต่กลับสามารถเชื่อมติดกันได้ใหม่
อยู่ใต้แสงอาทิตย์สาดส่องตอนกลางวันแสกๆ เช่นนี้ วิธีการของ
ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบสี่ล้วนมองเห็นได้อย่างแจ่มชัด
กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่ชุยเฉิงถ่ายทอดให้ มาอยู่บนมือ
ของเฉินผิงอันที่เป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่า
ตะลึงพรึงเพริดได้อีกขั้นหนึ่ง
ก่อนหน้านี้กระบวนท่าหมัดนี้ต้องปล่อยหมัดติดต่อกันหลายหมัด
เพื่อเพิ่มพูนปณิธานหมัดอย่างต่อเนื่อง ทว่าเฉินผิงอันในเวลานี้กลับ
สามารถชิง “ออกหมัด” อยู่ในฟ้าดินร่างกายมนุษย์ของตัวเองได้ก่อน
เหมือนการรวมเล่มหน้าหนังสือให้กลายเป็นตราเล่มหนึ่ง ทับซ้อน
กันกลายเป็นหนึ่งหมัด
เหมือนอย่างที่ปีนั้นผู้เฒ่าสอนหมัดอยู่ในเรือนไม้ไผ่ บางครั้งก็จะ
มีอารมณ์หดหูหม่นหมองที่แปลกไปจากยามปกติ
เพียงแค่เพราะกระบวนท่าหมัดมากมายที่ชุยเฉิงตั้งใจศึกษามา
ต่อให้มีพลังใจสูงแค่ไหน มีความหมายยิ่งใหญ่เท่าไร แต่สุดท้ายแล้ว
ก็เป็นแค่เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ไม่อาจแสดงพลา
นุภาพของกระบวนท่าหมัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ว่าหมัด
ไม่ดี แต่เพียงแค่เพราะขอบเขตของชุยเฉิงต ่าเกินไป ถึงได้ไม่อาจท
ให้ผู้ฝึกยุทธในโลกมนุษย์ได้เห็นว่าวิถีวรยุทธที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
นั้น ระดับความสูงอยู่ตรงไหนกันแน่!
เฉินผิงอันท่องตัวเลขอยู่ในใจเงียบๆ
ยี่สิบเจ็ด
นักพรตกระดูกขาวที่ทมุทราไม่หยุด ร่างจลองที่เป็นตัวตายตัว
แทนระเบิดแตกกระจายอยู่กลางอากาศ
ตรงจุดอื่น ร่างจริงของนักพรตกระดูกขาวทการควบคุมเรือไม้
ท่อนเดียวนั้นอีกครั้ง เรือไม้ล่องลอยไม่หยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ
กลางนภากาศที่โอบล้อมไปด้วยปณิธานหมัดเข้มข้น
เฉินผิงอันที่เส้นผมสยายเปลือยเท้า ขยับเข้ามาใกล้ พลิ้วกายลง
บนเรือไม้ท่อนเดียว
สามสิบหก
จุดจบของเรือไม้ท่อนเดียวไม่ต่างจากหอบูชาเทพแห่งนั้น นั่นคือ
ถูกฉีกกระชากออกเป็นสองส่วน
ชุดคลุมอาคมสีเหลืองบนร่างของนักพรตกระดูกขาวฉีกขาด
แหลกเละ หยุดลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ ยื่นมือไปคว้าจับเรือไม้ท่อน
เดียวครึ่งที่เป็นส่วนของหัวเรือมา
คนชุดเขียวที่ยืนอยู่บนไม้ท่อนเดียวอีกครึ่งหนึ่งพลันเลือดไหล
ออกจากทวารทั้งเจ็ด เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดถึงกับมี
รอยปริร้าวเล็กๆ จนวนนับร้อยรอยปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า เส้นเอ็น
เลือดเนื้อบนหลังมือข้างขวาขมวดรวมเข้าด้วยกัน น่าอกสั่นขวัญ
ผวา
เห็นว่าเจ้าคนแซ่เฉินคล้ายจะอึ้งตะลึงไปเพราะหมัดนี้ อีกฝ่ายยก
แขนข้างนั้นขึ้นมา ก้มหน้าลงมอง
ในใจของนักพรตกระดูกขาวก็รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก หัวเราะดังลั่น
ไม่หยุด “เจ้าคนที่ดีแต่จะใช้กลัง รสชาติเป็นอย่างไรเล่า? ยังกล้าจะ
ปล่อยหมัดที่สามออกมาอีกไหม…”
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งมายังนักพรตกระดูก
ขาวที่มีวิชาอภินิหารร้ายกาจ น่าสนใจนัก ถึงกับสามารถเฉลี่ย
ปณิธานหมัดให้กระจายเท่าเทียมกันได้
ไม่เหลือการวางแผนและความคิดวุ่นวายที่คิดว่าหากกจัด
นักพรตกระดูกขาวได้ก็จะได้ทุนคืนอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว
แม้กระทั่งจิตสังหารก็ยังไม่เหลือ มีเพียงความเหี้ยมเกรียมและความ
เร่าร้อนรุนแรงที่…บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเท่านั้น
หมัดหนึ่งปล่อยออกไประหว่างฟ้าดิน เบื้องหน้าก็ควรไร้ศัตรูทัด
ทาน!
ในเมื่อเจ้าอยู่ตรงหน้าพอดี จะมีเหตุผลอะไรให้ไม่ออกหมัด?
ข้าผู้อาวุโสอยากจะเห็นนักว่าเป็นเรือนกายผู้ฝึกตนขอบเขตสิบ
สี่ที่เก็บซ่อนอพรางตัวอย่างเจ้าที่มั่นคงกว่า หรือเป็นเรือนกายของผู้
ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดของข้าที่ทนการทุบตีได้มากกว่า!
เจ็ดสิบสอง!
ปณิธานหมัดแผ่เต็มฟ้าคราม
นักพรตกระดูกขาวร้อนใจราวกับมีไฟลน นี่มันคนบ้าคลั่งไร้
เหตุผลชัดๆ ไอ้หมอนี่เป็นบ้าไปแล้ว เสียสติไปแล้วจริงๆ
หนึ่งหมัดผ่านไป ฟ้าดินสะอาดสว่างไสว
เฉินผิงอันที่เส้นผมปลิวสยายลอยตัวอยู่กลางอากาศสูง พายุ
หมัดบนร่าง ต่อให้เป็นมนุษย์ธรรมดาก็ยังมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
ประหนึ่งดวงตะวันกลางนภา
เขาปรายตามองไปยังจุดหนึ่งบนม่านฟ้า กระตุกมุมปาก เจ้าโจร
เฒ่าผังติ่งแห่งป๋ายอวี้จิง เจ้ามองเห็นชัดแล้วหรือยัง?
……
เฉินผิงอันไม่ได้เข้าใจผิดคิดว่านักพรตกระดูกขาวตายไปนับแต่
นี้ แขกที่ไม่ได้รับเชิญพวกนี้ นักพรตไร้นามที่ขว้างง้าวยาวลงไปใน
มหาสมุทร และยังมีอดีตผู้ครองชิงชิวที่เป็นผู้นของเผ่าจิ้งจอก พวก
เขาต่างก็ขอบเขตถดถอย หากมองกันแต่ภายนอก นักพรตกระดูก
ขาวก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่เฉินผิงอันเชื่อในสัญชาตญาณของ
ตัวเองมากกว่า
ไม่จเป็นต้องให้เจ้าขุนเขาเอ่ยเตือน หรือให้ป๋ายจิ่งเร่งรัด
เฒ่าหูหนวกที่เดินอยู่บนถนนทางหลวงนอกเมืองหลวงต้าหลี
เพียงลพังก็เป็นฝ่ายออกกระบี่ด้วยตัวเอง
อีกทั้งขณะเดียวกันยังเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มที่มหา
มรรคาขัดแย้งกันออกมาด้วย
อันที่จริงเฒ่าหูหนวกรู้แก่ใจตัวเองดีว่า หมัดทั้งหลายที่เหมือน
การแสดงวรยุทธของเจ้าขุนเขาก่อนหน้านี้ ทั้งการจแลงมหามรรคา
ให้หมุนไปทางซ้ายและหมุนไปทางขวา เป็นทั้งการแสดงให้หมอผี
โบราณผู้นั้นได้เห็นวรยุทธใหม่เอี่ยมของโลกมนุษย์ และยิ่งเป็นการ
วิถีกระบี่เส้นหนึ่งที่แสดงให้…ผู้ถวายงานอันดับรองอย่างเขาได้เห็น
หรือว่าระหว่างฟ้าดินจะยังมีสิ่งที่เป็นเอกยิ่งกว่าการหมุนเวียน
ของมหามรรคาอีก? ในเมื่อเป็นไปได้ กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่ม
ของผู้ฝึกกระบี่กานถังก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสเปลี่ยนจากการข่มกันเป็น
การเกื้อหนุนกันหรอกหรือ?
ทว่าต่อให้เป็นอย่างนี้ ต่อให้จะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ และ
รู้สึกซาบซึ้งในกับสิ่งที่เฉินผิงอันทอย่างมาก ทว่าตอนนั้นเฒ่าหู
หนวกก็ยังไม่ยินดีจะออกกระบี่
ใจของข้าจะไม่มีอิสระได้อย่างไร
เฒ่าหูหนวกเหมือนคนเป็นโรครักความสะอาด เขาคิดจะหา
เหตุผลที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าให้กับตัวเอง สามารถเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่
มาก แล้วก็สามารถเล็กจ้อยได้มากเช่นกัน
ด้วยจิตแห่งกระบี่ของตน ทให้ผู้ฝึกกระบี่กานถังแห่งเปลี่ยวร้าง
ผู้มีฉายาว่าหลงเซิงปล่อยกระบี่ใส่ศัตรูผู้แข็งแกร่งอย่างเต็มกลัง
คงเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ปล่อยกระบี่บินสองเล่มออกมาพร้อม
กัน แสงกระบี่ที่ไหลรินถึงทให้คนที่มองดูอยู่มีความรู้สึกที่ค่อนข้าง
ขัดแย้งไม่ลื่นไหล
ในอาณาเขตที่แสงกระบี่สองเส้นพุ่งไปถึง แถบหนึ่งเป็นสีด แถบ
หนึ่งเป็นสีขาวประหนึ่งทะเมฆ ดุจดั่งม่านฝน เมฆดเหมือนกรงเล็บ
มังกร ฝนสีขาวเหมือนเม็ดหมาก
เฒ่าหูหนวกหดย่อพื้นที่ในก้าวเดียว เลือกเนินเขาขนาดเล็กแห่ง
หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง บังคับกระบี่บินสองเล่มให้ตัดสลับกันอยู่
กลางอากาศ
แล้วก็จริงดังคาด แค่เรียกกระบี่บินออกมาเท่านั้น พลังตบะของ
ตัวเองก็ถูกลดทอนลงทว่าเฒ่าหูหนวกกลับรู้สึกได้ว่าจิตกระบี่ใส
สะอาดมากเป็นพิเศษ
ตวัดชายแขนเสื้อปัดกระบี่บินสีขาวหิมะให้กลับไปบนพื้นดิน
จากนั้นใช้เรือไม้ท่อนเดียวที่เหลือเพียงครึ่งท่อนชัดกระบี่บินเล่มที่
สองที่เหมือนเจียวสีหมึกที่พลิกตัวอยู่กลางอากาศ
เนินเขาใต้ฝ่าเท้าของเฒ่าหูหนวกพลันสาดกระจายเหมือนโคลน
เละๆ ยืนอยู่ในแอ่งดินที่เว้ายุบลงไป ควบคุมกระบี่ให้สังหารศัตรูอีก
ครั้ง ไม่ลืมเงยหน้าเอ่ยว่า “รองผู้ถวายงานแห่งภูเขาลั่วพั่ว ผู้ถ่ายทอด
มรรคาแห่งภูเขาเที่ยวอวี๋ ผู้ฝึกกระบี่กานถัง ขอสแดงวิชากระบี่หลาย
กระบวนท่ากับผู้อาวุโสท่านนี้”
นักพรตกระดูกขาวที่ถูกบีบให้เผยกายอีกครั้งคอยชัดกระบี่บินที่
เหมือนผีร้ายกัดกระดูกสองเล่มให้ถอยกลับไปอย่างต่อเนื่อง มันเช่น
เขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “แต่ละคนอาศัยวิชาหมัดและเวทกระบี่เพียง
เล็กน้อย ดึงดันทในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าอย่างนั้นจะมาโทษที่เปิ่น
จั้วเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ไม่ได้แล้ว”
มันหลุบตามองเงาเล็กจ้อยเหมือนเมล็ดงาที่อยู่บนถนน แม่งเป็น
ผู้ฝึกกระบี่อีกคนหนึ่งแล้ว
แทงเปิ่นจั้วมาก่อนทีหนึ่ง แล้วค่อยบอกกล่าวสถานะ ฉายาและ
ภูเขาอย่างนั้นหรือ?
“ความคึกคัก” ที่หล่นลงมาจากฟ้าครั้งนี้ นอกจากคนที่อยู่ใน
สถานการณ์อย่างพวกอดีตผู้ครองชิงชิวแล้ว ยังมีคนที่นิ่งดูดายอยู่
เฉยๆ ซึ่งบ้างก็เผยกายอย่างโจ่งแจ้ง บ้างก็เลือกจะปิดบังร่องรอย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลสองคนอย่างเฟิงอี๋และซูคานที่อยู่ใน
เมืองหลวง เสี่ยวโม่ที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยแต่
ปล่อยกระบี่ออกมาหนึ่งครั้ง ป๋ายจิ่งที่แทงนังจิ้งจอกแพศยาอย่างเอา
เป็นเอาตาย หลิวชาที่ยืนอยู่ริมหน้าผาของเมืองหลวง กุมกระบี่ไว้ใน
มือด้วยท่าทางสบายๆ เฒ่าหูหนวกที่รอฟังข่าวอยู่ข้างถนนทางหลวง
นอกเมือง สวีจวินเซียนกระบี่ที่เป็นขอบเขตบินทะยานเหมือนกัน รวม
ไปถึงจู๋ซู่ที่เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน
แน่นอนว่ายังมีผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดอีกสองคนอย่างเฉินผิง
อันและเฉาสือ
เฉินผิงอันหันไปมองทางถ ้าชิงเสวียน เห็นเงาร่างของคนสองคน
ก็ค่อนข้างจะประหลาดใจ
ถึงกับเป็นเจิ้งจวีจง แล้วก็ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นร่างจริง จิตหยิน
หรือจิตหยางที่มาเยือนที่นี่กันแน่
ข้างกายเขาคือหุ้นเจ่อแห่งนครจักรพรรดิขาว เจิ้งตั้นจากสาย
เวทกระบี่เยว่หนวี
คลื่นลูกหนึ่งสงบ คลื่นอีกลูกหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา ทางฝั่งของม่านฟ้า
เกิดความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
จิตแห่งมรรคาของนักพรตกระดูกขาวพลันสั่นสะเทือนอย่างหนัก
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งมหามรรคาที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุด
หัวใจของมันเหมือนถูกมีดคว้าน เงยหน้ามองไปที่ม่านฟ้าอย่าง
เหม่อลอย เห็นเพียงกายธรรมของนักพรตร่างสูงใหญ่ที่ใบหน้าพร่า
เลือน เป็นมายาล่องลอย รัศมีแสงที่อยู่ข้างหลังเหมือนพระจันทร์ดวง
หนึ่ง ร่างจริงไม่ได้ข้ามทวีปมา เป็นแค่จิตหยินที่ออกเดินทางไกล
อาศัยแค่พลังตบะที่แข็งแกร่งฝืน “ข้ามน ้า” มา
เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่าผู้นี้ไม่ได้บอกกล่าวกับป่ายอวี้จิงและ
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางล่วงหน้า
นักพรตกระดูกขาวตกตะลึงระคนหวาดกลัว คือเจ้าจมูกโคหน้า
เหม็น เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวแห่งหาดลั่วเป่าผู้นั้น!
นักพรตผู้นั้นโบกชายแขนเสื้อ ปัดสายตาของป่ายอวี้จิงที่ลอบ
มองมายังที่แห่งนี้ทิ้งไปได้อย่างง่ายๆ
ไม่มีความคิดที่จะเก็บงฝีมืออีกต่อไป ซานย่วนฝ่าจู่ที่อาศัยวิชา
อภินิหารของสรวงสวรรค์บรรพกาลประคับประคองขอบเขตสิบสี่
ไม่ให้หล่นร่วงลงได้ชั่วคราวมองไกลๆ ไปยังสถานที่หนึ่งอีกครั้ง ครู่
หนึ่งต่อมามันก็เดือดดาล หมายจะเผ่นหนีไปไกล
เห็นเพียงว่ามีมือยักษ์ข้างหนึ่งที่ขาวสะอาดราวกับหยกยื่น
ออกมาจากดวงจันทร์ที่แสงจันทร์สว่างสุกสกาวช้าๆ
เจ้าของมือยักษ์ข้างหนึ่งเอ่ยแค่คเดียว น ้าเสียงที่เต็มไปด้วยแวว
เย้ยหยันพลันดังก้องสะเทือนไปทั้งชั้นเมฆ “หนี?”
อดีตเจ้าแห่งชิงชิวเก็บจิตหยินมา แล้วถอนร่างจริงที่โอบล้อม
เมืองหลวงออก กลายร่างมาเป็นสตรีโตเต็มวัยหน้าตางดงามเรือนร่าง
อรชรอีกครั้ง
เซี่ยโก่วเอ่ยสัพยอก “พี่หญิงอาจื่อ มีความรู้สึกนึกคิดเช่นไร?”
นางอ่อนใจเป็นทบทวี โลกมนุษย์ในทุกวันนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เป็น
อย่างเมื่อหมื่นปีก่อนแล้วจริงๆ รู้สึกว่าฟ้าดินแคบลงแล้ว
นางใช้เสียงในใจถาม “คนที่เพิ่งมาถึงคือเทพเซียนจากฝ่ายใด?”
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “เขาน่ะหรือ คือพญามารที่ฉลาดอย่างมาก”
อดีตเจ้าแห่งชิงชิวถามอย่างสงสัย “เขามาทอะไรที่นี่?”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก “ข้าไม่ได้ฉลาดนักหรอก จะรู้ความคิดของเขา
ได้อย่างไร”
ไม่ซักถามต่ออีก อดีตเจ้าแห่งชิงชิวลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังเปิด
ถุงปักลายใบนั้น หยิบเอาลูกอมมงคลเม็ดหนึ่งออกมา ใส่ปากเคี้ยว
มองไปยังแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะที่ลอยอยู่บนฟ้า คนชุดเขียวนั่งอยู่
ริมขอบแท่นสูงด้วยท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์ บุรุษกลังรวบผม
เป็นมวย
กว่าพวกเขาจะหนีออกมาจากกรงขังแห่งกาลเวลา กลับมาเห็น
แสงตะวันอีกครั้ง ฟื้นคืนสู่อิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินทางมาเยือน
แจกันสมบัติทวีปครั้งนี้ แต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ ความ
คิดเห็นไม่ได้ตรงกัน จะได้เห็นหนึ่งหรือไม่ได้เห็นก็ดูเหมือนจะไม่ได้
สคัญขนาดนั้นอีกแล้ว มาถึงเมืองหลวง มุ่งสู่ท้องพระโรงหลวง แล
เห็นชายผู้สวมอาภรณ์สีเขียวคราม
บทพิเศษ ตอนที่ 26.1 เขียวถามขาว
มือยักษ์ที่ยื่นออกมาจากดวงจันทร์กุมตัวนักพรตกระดูกขาวที่
เผ่นหนีอย่างบ้าคลังเหมือนคว้าจับลูกเจี๊ยบ
ซานย่วนฝ่าจู่ที่เมื่อครู่ยังป่าวประกาศว่าจะเปิดฉากสังหารครั้ง
ใหญ่ ถึงขั้นไม่มีความอยากจะประลองเวทคาถากับเจ้าของมือยักษ์
เลยด้วยซ ้า ได้แต่ขอร้องวิงวอนอย่างยากลบาก ผู้อาวุโสปี้เซียว
โปรดไว้ชีวิตด้วย”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “เทพเซียนยากจะ
โน้มน้าวผีที่รนหาที่ตายได้ นับประสาอะไรกับที่ผินเต้าก็ไม่ใช่เทพ
เซียนอะไร ก็แค่ไม้ผุๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น”
นักพรตกระดูกขาวพรั่นผวาสุดขีด “ขอผู้อาวุโสปี้เซียวโปรด
บอกด้วยว่าผู้เยาว์ทผิดตรงไหน ผู้เยาว์จะต้องแก้ไข จะต้องสนึกผิด
และแก้ไขความผิดที่เคยทลงไปอย่างแน่นอน”
ระหว่างที่พูด จิตวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ผู้ยิ่งใหญ่
ท่านนี้ก็คล้ายถูกมือยักบีบเค้นให้หลุดออกมาจากร่าง ใบหน้าที่บิด
เบี้ยวแปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง จิตหยินเหมือนเข็มขัดผ้าที่พลิ้วไสว
กลายเป็นภาพมายาล่องลอย
แม้จะบอกว่าขอบเขตสิบสี่ของนักพรตกระดูกขาวในเวลานี้ได้ใช้
วิชาอภินิหารลับที่มีน ้าเป็นส่วนประกอบอยู่เยอะมาก บวกกับเรือไม้
ท่อนเดียวที่มีความเกี่ยวพันกับมหามรรคาของตัวเขาเองอย่างแนบ
ชิดได้ถูกเจ้าคนแซ่เฉินใช้พละกลังอันป่าเถื่อนชัดให้หักออกเป็น
สองท่อน เป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่บนมรรคา พลังอนาจอ่อนด้อยลง
ทว่าขอบเขตสิบสี่ก็คือขอบเขตสิบสี่
หากไม่เป็นเพราะนักพรตเฒ่าปรากฏตัวกะทันหัน ข้ามใต้หล้า
มาถึงที่แห่งนี้ ด้วยความเคยชินของนักพรตกระดูกขาวที่เวลาต่อสู้ก็
มักจะเผยความเหี้ยมอมหิตออกมาอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ คงจะฉวย
โอกาสที่ขอบเขตสิบสี่ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงจังหวะสคัญ ก่อเรื่อง
สร้างความวุ่นวายให้กับในอาณาเขตของแคว้นต้าหลีแห่งนี้ ต้อง
ให้ต้าหลีแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ถึงจะยอมเลิกรา
ไม่เห็นมรรคกถาที่ยอดเยี่ยมใดๆ ของซานย่วนฝ่าจู่ ได้ยินเพียง
เสียงดังหนวกหู
เจ้าอารามผู้เฒ่าขมวดคิ้วน้อยๆ ไอ้หมอนี่ยิ่งมีชีวิตก็ยิ่งถอยหลัง
ลงคลองจริงๆ
นักพรตกระดูกขาวหรือจะมีท่าทีพยศยากจะกราบอยู่อีก ยังคง
ยอมก้มหัวพูดจาอ่อนน้อม ขอร้องให้ผู้อาวุโสปี้เซียวช่วยเมตตา
ในบรรดา “สิบสี่เก่า” ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ในโลกมนุษย์ เจ้า
อารามผู้เฒ่าแห่งอารามกวานเต๋าทะเลบูรพาผู้นี้ บางทีอาจเป็นคนที่
ไม่มีชื่อเสียงบนภูเขามากที่สุด แต่ปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่อายุขัย
การฝึกตนยาวนานมากพออย่างกลุ่มของนักพรตกระดูกขาวผู้นี้ ต่อ
ให้รวมผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเจอกับเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว
ของหาดลั่วเป่า ปีนั้นก็ไม่ใช่ว่านางสรวมขึ้นเยอะเลยหรอกหรือ? ได้
แต่หยุดอยู่ที่ริมอาณาเขตของหาดลั่วเป่า ไม่กล้าบุกเข้าไปใน
ดินแดนแห่งนั้น?
“ออกจากถ ้ามาก็ไร้ศัตรูคู่ต่อสู้” ที่พูดนี้ก็หมายถึงพลังตบะ
แข็งแกร่งอ่อนด้อยของนักพรตเฒ่าผู้นี้
แน่นอนว่าเจ้าสามารถพูดให้ไพเราะน่าฟังแค่ไหนก็ได้ แต่ห้ามให้
นักพรตผู้เฒ่าได้ยินเด็ดขาด
เพียงแค่เพราะประโยคท่อนหลังก็คือ “จุดที่ละเว้นได้ไม่เคยละเว้น
ใคร” ซึ่งนี่ก็ได้อธิบายให้เห็นถึงนิสัยการกระทของเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว
ผู้นี้อย่างชัดเจนแล้ว
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะเยาะ “ผินเต้าอยู่ในพรรคเล็กๆ ไม่ได้
สะสมหลักการเหตุผลไว้มากพอให้ผินเต้ามือเติบใจกว้าง ยามที่ออก
จากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมมาแล้วจะได้ยกให้คนอื่นไปทั่ว”
สีหน้าของนักพรตกระดูกขาวเศร้าสร้อย น่าอนาถเหลือเกิน
ชีวิตของข้าคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว
บนถนนนอกเมือง เจ้าประมุขเผ่าจิ้งจอกแห่งชิงชิวที่จแลงร่าง
มนุษย์ทมุทราคารวะด้วยพิธีการโบราณต่อเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวก่อน
แล้วค่อยยอบกายคารวะเอาอย่างสตรีออกเรือนแล้วของยุคปัจจุบันไป
ทางม่านฟ้าอย่างแซ่มช้อย
เพียงแค่เพราะ
ตอนที่นางเป็นเซียนดินเคยถูกปีศาจใหญ่สองตน
ร่วมมือกันไล่ล่า ด้วยศักยภาพที่ต่างกันมาก นางหนีตายไปตลอด
ทาง อันตรายรายล้อมอยู่รอบด้าน ได้แต่หนีไปทางหาดลั่วเป่า ขอ
การปกป้องคุ้มภัย แม้ว่าเวลานั้นเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวไม่ได้เผยกายมาให้
ความช่วยเหลือ แต่ปีศาจใหญ่สองตนนั้นป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นนาน
หลายวัน สุดท้ายก็ยอมจากไปอย่างรู้กาลเทศะ ไม่ได้ก้าวข้ามบ่อ
สายฟ้ามาแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่กล้าจับตัวจิ้งจอกยั่วยวนที่น ้าลายสอ
อยากได้มาครอบครองตัวนั้นกลับไป
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้สนใจการแสดงความเป็นมิตรของจิ้งจอก
ขาวตัวน้อยบนพื้นดินแค่จ้องมองซานย่วนฝ่าจู่ผู้นั้นอยู่ไกลๆ ขมวด
คิ้วเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่ต้องมาแสดงละคร รีบเผย
ความดุร้ายมาต่อสู้กันอย่างจริงจัง ผินเต้ายังต้องรีบกลับไปหลอมยา
ในอารามอีก”
นักพรตกระดูกขาวในเวลานี้ไม่มีท่าทีบีบคั้นอีกแล้ว เพียงแค่เอ่ย
ขอร้องวิงวอน ขอความเมตตาซ ้าแล้วซ ้าเล่า
วันนี้สวีเซี่ยถือว่าได้เปิดโลกกว้างแล้ว
ต่อให้เป็นหลิวเร่าก็ยังรู้สึกว่านักพรตเฒ่าผู้นี้พูดจากร่าง
วางอนาจ มีนัยชวนให้ขบคิดจริงๆ
เฉินผิงอันที่นั่งอยู่บนแท่นสูงสีขาวหิมะรวบผมเรียบร้อยแล้ว นั่ง
มองภูเขาสายน ้าอย่างสงบ สีเขียวครามปนสีแดงอ่อน งดงามจนสุดจะ
พรรณนา
ส่วนคพูดประโยคนั้นของเจ้าอารามผู้เฒ่า มองดูเหมือนเป็น
การเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง แต่แท้จริงแล้วกลับมีเป้าหมาย
เอาเป็นว่าเฉินผิงอันแค่ทเป็นไม่ได้ยิน ยืดแขนบิดขี้เกียจ ลุก
ขึ้นยืน เลือกพื้นที่ว่างเปล่าแถบหนึ่งชานเมืองหลวง จะพาหอบูชาเทพ
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าแห่งนี้ลดระดับลงสู่พื้นไปด้วยกันช้าๆ
เหลือบตามองไปในเมืองหลวง ดูเหมือนว่าเซียนกระบี่ใหญ่หยวน
จะร้อนใจอย่างมาก คงเป็นเพราะกลัวว่าร่างจริงของซานย่วนฝ่าจู่จะ
ถูกนักพรตเฒ่าบีบแตกโดยไม่ทันระวัง
เฉินผิงอันจึงได้แต่พูดคุยกับเจ้าอารามผู้เฒ่าอย่างลับๆ
เจ้าอารามผู้เฒ่าแสร้งทเป็นไม่ได้ยิน แล้วก็ไม่ได้บอกว่าได้หรือ
ไม่ได้
เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อด้วยความเคยชินอีกครั้ง บังคับ
สมบัติหนักบรรพกาลที่หมอผีใช้บวงสรวงบูชาเทพเจ้าพวกนั้นมา แม้
จะกลาดเกลื่อนกระจัดกระจาย แต่อย่างไรก็น่าจะมีมากถึงสามสิบกว่า
ชิ้น อยากจะเก็บเข้ามาไว้ในกระเป๋าทั้งหมด แต่กลับต้องกระอัก
กระอ่วน ลืมไปว่าวิชาอภินิหารชายแขนเสื้อจะเป็นวิธีการที่ผู้ฝึกตน
ใหญ่ขอบเขตคนหนึ่งเอามาใช้งานได้อย่างไร เป็นเหตุให้ของโบราณ
ที่มีมูลค่าควรเมืองหลายชิ้นกระทบกันอยู่ในชายแขนเสื้อ ส่งเสียง
ดังเคร้งคร้าง
ยังดีที่ปรมาจารย์เฉินยังคงมีสีหน้าสุขุมเยือกเย็น ใช้ปณิธาน
หมัดสายหนึ่งชักนสมบัติอาคมจนวนมากให้ลอยเรียงกันเป็น
วงกลม หมุนช้าๆ อยู่กลางอากาศ แสร้งทเป็นว่าตรวจสอบระดับขั้น
ของสมบัติพวกนั้นไปทีละชิ้น
เฉาสือกลั้นข หน้าหนาขนาดนี้ ตนคิดอยากจะใช้วิธีการของ
เขาจัดการตัวเขาเองกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนกลับคืนมา ดูเหมือนว่าจะ
ไม่ง่ายเลย?
จู๋ซู่อับอายแทนอิ่นกวานจะแย่อยู่แล้ว
หลิวชาที่กกระบี่ไว้ในมือใช้เสียงในใจพูดคุยกับเฉินผิงอันไป
ประโยคหนึ่ง เมื่อได้รับคตอบยืนยันว่าไม่ต้องชมศึกอยู่ที่นี่ต่อแล้ว
เขาก็ขี่กระบี่กลับไปที่ภูเขาหวงหูก่อน
เฒ่าหูหนวกเก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มนั้นมาแล้ว พรูลม
หายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆ
เวลาพันปีผ่านพ้นไปซ ้าแล้วซ ้าเล่า จิตแห่งกระบี่จมดิ่งมาโดย
ตลอด จากเปลี่ยวร้างที่เป็นบ้านเกิด กแพงเมืองปราณกระบี่ ไพศาล
ที่เป็นต่างบ้านต่างเมือง พเนจรร่อนเร่มาตลอดทาง ในที่สุด ในที่สุด
ข้าก็ได้พบเห็นเส้นทางหลังฝนแล้ว
เฒ่าหูหนวกปลอบกระบี่บินสองเล่มที่อยู่ในช่องโพรงลมปราณ
ซึ่งทท่าจะ “พุ่งออกไปซัดมันให้หมอบ” ทสภาพจิตใจให้มั่นคง จัด
ระเบียบปราณวิญญาณฟ้าดินสองขุมที่เกิดจากการชักนของกระบี่
บินให้เป็นระเบียบ ในปราณวิญญาณแต่ละชุมชุกซ่อนสัจธรรมแห่ง
มหามรรคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฒ่าหูหนวกรู้หนักเบาดีร้าย ก็
เหมือนการจัดการน ้าที่ไม่ควรอุดกั้นขวางทางไปของพวกมัน เขาจึง
บุกเบิกถ ้าสถิตจนวนมากขึ้นเพื่อชักนการไหลรินขึ้นลง ลอยจม
ของปราณวิญญาณมหาศาลสองขุมนี้
ท “การบ้าน” ที่เมื่อก่อนแม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันพวกนี้เสร็จ
สภาพจิตใจของเฒ่าหูหนวกก็พลันเปิดกว้าง ดุจทัศนียภาพที่กระจ่าง
ชัดหลังสายฝน
เนินดินเล็กๆ ถูกเขาย ่าจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ คิดอยากจะ
รายงานให้ที่ว่าการต้าหลีทราบสักหน่อย ส่วนที่ควรชดใช้ด้วยเงินก็
ควรชดใช้ ส่วนที่ควรถูกจดลงบันทึกก็ควรจดลงบันทึก ต้องมีการ
อธิบายอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ใช่ว่าอิ่นกวานเป็นราชครูต้าหลี ตน
เป็นผู้ถวายงานอันดับรองคนใหม่ของภูเขาลั่วพั่วแล้วจะทอะไร
ตามใจก็ได้
เฒ่าหูหนวกปล่อยพลังจิตออกไปเล็กน้อย สายตาหล่นร่วงลงไป
อยู่ในจุดหนึ่ง คือศาลาหลังหนึ่งที่ห่างออกไปประมาณสามสิบลี้ ใช้
เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “ทั้งสองท่านล้วนเป็นขุนนางจากกรมอาญา
หรือ?
จต้องยอมรับว่า “ขุนนาง” ของต้าหลีช่างใจกล้ากันเหลือเกิน
หากเป็นที่เปลี่ยวร้างกล้าขยับเข้ามาใกล้ผู้ฝึกตนใหญ่เช่นนี้ ไม่ใช่
รนหาที่ตายแล้วจะเรียกว่าอะไร ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ปีศาจใหญ่ที่มีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว ไหนเลยจะมีคกล่าวที่ว่า “ฆ่า
ผิดตัว
ผู้ฝึกตนทั้งสองบอกกล่าวสถานะ พวกเขามาจากกองตรวจตรา
และกองสรวจตรวจสอบของกรมอาญา ฝ่ายแรกยังเป็นผู้ถวายงานที่
ได้ครอบครองป้ายสงบสุขระดับสองด้วย
แน่นอนว่าพวกเขาต้องรู้สถานะบนทเนียบภูเขาลั่วพั่วของ “ผู้
ฝึกกระบี่กานถัง” ดีเพียงแต่เพราะมีภาระหน้าที่ติดตัว ช่วงนี้พวกเขา
รับผิดชอบคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนที่อยู่ในพื้นที่
แถบนี้ ก่อนหน้านี้หลิวเหล่าเฉิงเซียนเหรินแห่งสนักเจินจึงก่อเรื่อง
พวกเขาก็รู้สึกกดดันอย่างมาก
ต่อให้ทางฝั่งของจวนราชครูจะไม่ซักไซ้เอาผิด ฮ่องเต้ก็ไม่ได้พูด
อะไร ทว่ากรมอาญาและที่ว่าการเหนือหรือจะกล้าไม่เห็นเป็นเรื่อง
สคัญ
เฒ่าหูหนวกหดย่อพื้นที่ตรงดิ่งมายังศาลาริมทางหลังนี้ แต่ไม่ได้
เข้าไปข้างใน เขาหยิบถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ หยิบ
เหรียญเกล็ดหิมะออกมาเหรียญหนึ่ง โยนให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านใน
ศาลาเบาๆ เฒ่าหูหนวกไม่ลืมเอ่ยเตือนว่า “ทให้พื้นดินของที่แห่งนั้น
เสียหาย พวกเจ้าไปถามที่ว่าการอเภอ ให้ช่วยประเมินราคาให้
หน่อย หากมากไปก็คืนกลับมา น้อยไปจะจ่ายให้เพิ่ม”
ผู้ถวายงานสองคนของกรมอาญามองหน้ากันตาปริบๆ เซียน
กระบี่ของภูเขาลั่วพั่วล้วนมีนิสัยประหลาดเช่นนี้หรือ?
นครชั้นนอกของเมืองหลวง เซี่ยโก่วยังคงหมอบเป็นแมวอยู่บน
ป้อมกแพง ยื่นมือชี้ไปยังที่นาแถบที่ถูกกรงเล็บจิ้งจอกตวัดพลิกคว ่า
เคี้ยวขนมมงคล พูดเสียงอู้อี้ว่า “ก่อนหน้านี้ทีบอกว่าจะให้เจ้าเงิน
ชดใช้ค่าที่นา ไม่ได้ล้อเล่น เจ้าขุนเขาของพวกเราใจแคบ นิสัย
เดียวกับสหายปี้เซียว ดังนั้นพวกเขาถึงได้ถูกชะตากัน”
อดีตผู้ครองชิงชิวพยักหน้า เงินแค่นี้เล็กน้อย
เซี่ยโก่วส่ายหน้า ตอไม้ที่มที่อเอ๋ย กลังสอนเจ้าว่าควรจะอยู่
ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามอย่างไรอยู่นะ
ช่างไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ต้องโดนสั่งสอนบ้างแล้ว
มนุษย์ธรรมดาสามารถตัดสินจากการกระท มิใช่จากเจตนาใน
ใจ อยู่ในแจกันสมบัติทวีป เจ้าขึ้นมาบนภูเขา ฝึกตนกลายเป็นเซียน
ต้าหลีก็จะต้องดูจากทั้งการกระทและเจตนาในใจของเจ้าด้วย
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้เสียงในใจถาม “ป๋ายจิ่ง เวลานี้คิดอยากจะ
ถอยออกไปจากแจกันสมบัติทวีปก็สายเกินไปแล้วใช่ไหม?”
เซี่ยโก่วผงกปลายคางไปทางแท่นบูชาเทพ “ข้าไม่ใช่คน
ตัดสินใจหรอกนะ เจ้าลองถามเขาเองเถอะ เจ้าขุนเขาของพวกเรา
เป็นคนมีเหตุผลอย่างมาก”
อดีตผู้ครองชิงชิวยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ดูไม่ออกเลยนะ”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน สตรีผู้นี้ไม่รู้จักพูดเลยจริงๆ ยังต้อง
ฝึกฝนให้มากกว่านี้
อันที่จริงก็ไม่ยาก โยนไปไว้ที่ภูเขาลั่วพั่ว ให้พูดคุยกับอาจารย์ผู้
เฒ่าจูสักสี่ห้าวัน แล้วค่อยดื่มเหล้ากับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยอีกสี่ห้ามื้อ
คาดว่าก็น่าจะสเร็จวิชาและออกสู่โลกภายนอกได้แล้ว
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้เสียงในใจถามว่า “ทไมผู้อาวุโสปี้เซียวถึง
ลงมือ?”
ปีนั้นอยู่ที่ริมชายหาดลั่วเป่า นางที่โชคดีหลุดพ้นมาจากเส้นเขต
แดน ได้ก้มลงกับพื้นหมอบกราบไปยังทิศทางของถ ้าปี้เซียวด้วย
ความจริงใจ โขกหัวอย่างจริงจังสามครั้ง
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว นางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หากจะ
บอกว่าสหายปี้เซียวแค่ต้องการระบายความแค้นแทนเสี่ยวโม่
แน่นอนว่าต้องมีเหตุผล แต่แท้จริงแล้วกลับอธิบาย
ได้ไม่ค่อยกระจ่างนัก นางรู้นิสัยของเสี่ยวโม่กับสหายปี้เซียวดี
ต่างก็เป็นคนดื้อรั้นดึงดัน หัวแข็งอย่างถึงที่สุด
หากจะบอกว่าฝ่ายใดยินดีเปิดปาก บอกตามตรงว่าอีกเดี๋ยวข้า
จะต้องมีการเช่นฆ่าที่ยากจะบอกได้ว่าจะเป็นหรือตาย ต้องให้อีกฝ่าย
ช่วยเหลือ ช่วยคุมท้ายขบวนให้
หรือต้องการให้อีกฝ่ายช่วยปิดด่าน หาสหายที่คู่ควรแก่การฝาก
ชีวิตและมหามรรคามาช่วยปกป้องด่านให้ พวกเขาต่างก็เป็นตัวเลือก
อันดับหนึ่งของแต่ละคน
แต่หากจะบอกว่ารับมือกับซานย่วนฝ่าจู่คนเดียว เสี่ยวโม่ถาม
กระบี่ก็ดี เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวถามมรรคาก็ช่าง ล้วนไม่ต้องทเช่นนี้ แค่
มองดูอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว
เซี่ยโก่วคิดแล้วก็มีการคาดเดาอย่างหนึ่ง “คงเป็นเพราะในอดีต
ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้เคยไปหาเรื่องสหายปี้เซียว มีความแค้นเก่ากัน แล้ว
ก็บังเอิญมาถูกจับได้คาหนังคาเขา”
ทางฝั่งถ ้าชิงเสวียนสะพานหยวนโหรว รอกระทั่งเจิ้งจวีจงปรากฏ
ตัว บรรยากาศก็เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียดทันที่
พวกสวีเซี่ย จู๋ซู่ต่างก็ไม่สะดวกแล้วก็ไม่กล้าที่จะเปิดปากโอภา
ปราศรัยกับเขา หลิวชาก็คร้านจะพูด กับคนอย่างเจิ้งจวีจง พวกเขา
สองคนควรจะเป็นน ้าบ่อที่ไม่ยุ่งกับน ้าคลองมากกว่า
จึงมีแค่เฉาสือที่เปิดปากยิ้มถาม “อาจารย์เจิ้งมาได้อย่างไร?”
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “ต้องมาที่นี่ มาดูท่าทีและจุดยืนของอาจารย์
เจ้าก่อน หากเป็นไปได้ก็ถือโอกาสเก็บตกของดีไปด้วย”
เฉาสือถามอย่างสงสัย “ผู้อาวุโสชิงจู่ก็อยู่ใกล้ตเนี้ด้วยหรือ?”