กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 26.2 เขียวถามขาว
เจิ้งจวีจงพยักหน้า อาจารย์ของเขาอยู่ที่อาณาเขตเลียบ
ชายทะเลแห่งหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกล กลังเที่ยวเล่นไปตามภูเขาสายน ้า
ผ่อนคลายอารมณ์และจิตใจ
ข้างกายเฉินชิงหลิวในเวลานี้นอกจากเซี่ยสือจีแล้วก็ยังมีบิน
ทะยานเฒ่าอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงมงคลที่ยอดเขาโหยวอี๋
จิงเฮาแห่งหลิวเสียทวีป
เทพเซียนผู้เฒ่าจิงในใจของเด็กชายชุดเขียวถือว่าได้รับโองการ
ฉบับหนึ่งมานานแล้วนั่นคือให้เขาไปพบเจ้าของที่แท้จริงของภูเขาชิง
กง
เจิ้งตั้นมองสตรีกระโปรงเขียวที่เอาแต่ยืนมองอยู่ข้างๆ อย่างนิ่ง
เฉยตลอดเวลา ใช้เสียงในใจถามว่า “คือนางหรือ?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “ไม่อย่างนั้น?”
สตรีกระโปรงเขียวที่สุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าคนที่อยู่นอก
สถานการณ์ไม่ได้ขัดขวางการสละร่างของบุรุษถือง้าวใหญ่ ไม่มี
วิธีการที่ช่วยชดเชยแก้ไขใดๆ ปล่อยให้กายเนื้อนั้นหลอมละลาย
หายไประหว่างฟ้าดิน แล้วก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้อดีตผู้ครองชิงชิวโอบ
ล้อมเมืองหลวง ไม่ได้ยื่นมือเข้าแทรกการประลองยุทธระหว่างเฉินผิง
อันกับหมอผีโบราณ ยิ่งไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เฉินผิงอันและซานย่วน
ฝ่าจู่ร่ายวิชาอภินิหาร
นางแค่จ้องมองสภาพนานาประการในโลกมนุษย์ของฟ้าดินใหม่
เอี่ยมนี้อย่างละเอียดซ ้าไปซ ้ามา
เจิ้งตั้นขยับสายตามองไปอีกทางก็เห็นนักพรตกระดูกขาวถูกเจ้า
แห่งถ ้าปี้เซียวกไว้ในมือง่ายๆ นางยิ้มเอ่ย “ไฉนถึงได้รู้สึกว่ากระดูก
ขาวร่างนี้ ทอะไรไร้ระเบียบแบบแผนให้พูดถึงล่ะ?”
เจิ้งจวีจงเอ่ย “เส้นสายไม่ชัดเจน ถึงได้รู้สึกปะปนกันมั่วซั่ว”
เจิ้งตั้นถามอย่างใคร่รู้ “ขออาจารย์เจิ้งโปรดไขข้อข้องใจให้ข้า
ด้วย”
เจิ้งจวีจงกล่าว “เจ้าแค่รับหน้าที่เป็นหุนเจ่อของนครจักรพรรดิ
ขาวตามคเชิญ ตั้งใจฝึกกระบี่ อดทนแสวงหาเส้นทางของการผสาน
มรรคาไปก็พอ”
เจิ้งตั้นอ่อนใจนัก
อันที่จริงเจิ้งจวีจงเข้าใจความคิดของซานย่วนฝ่าจู่ผู้นั้นดี
เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงผู้ถ่ายทอดมรรคาของตนก็ควรต้องให้
ความเคารพผู้สูงศักดิ์บ้าง
ข้อแรก หาพันธมิตรใหม่ ชูธงอีกครั้ง หวังสร้างกิจการยิ่งใหญ่
สืบเนื่องเป็นพันปี อย่างเช่นการก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์ ลอง
ชั่งน ้าหนักศักยภาพของเฉินผิงอันก่อน หากอ่อนแอก็ถือโอกาสนี้ฆ่า
ทิ้งเสียเลย หากแข็งแกร่งมากพอก็เชื้อเชิญให้เฉินผิงอันไปเป็นรอง
เจ้าขุนเขา
ข้อสอง ดูว่าจะสามารถดึงตัวประมุขจิ้งจอกแห่งชิงชิวมาเป็นพวก
ได้หรือไม่ อาศัยขอบเขตสิบสี่ที่อพรางไว้มาทสัญญาพันธมิตร
ร่วมกัน สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าต้อง
มีมันเป็นผู้นสูงสุด หากอดีตผู้ครองชิงชิวหรือใครไม่รู้กาลเทศะก็จะ
จับเคี้ยวร่างจริง กินให้สะอาดเอี่ยมอ่อง ยังสามารถยึดระยะเวลาของ
ตบะขอบเขตสิบสี่ไปได้อีก ถึงขั้นที่ว่าด้วยมหามรรคาของพวกมัน
แล้วทให้มีเส้นสายเก่าเหลืออยู่ สามารถเอามาสร้างเป็นสะพานแห่ง
การผสานมรรคาสองสามแห่ง เพื่อเป็นการปูพื้นให้เรียบร้อยบน
เส้นทางของการผสานมรรคาของจิตหยินและจิตหยางในอนาคต
ข้อสาม ทตามสัญญา
ภายในเวลาหนึ่งปี ผู้บรรลุมรรคาที่สามารถมองแม่น ้ายาวแห่ง
กาลเวลาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ คือบุคคลที่ไม่สร้างความรบกวน
ให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลที่รับหน้าที่เป็นหุนเจ่อ เกรงว่าคงมีแค่
อาจารย์ของเขา เฉินชิงหลิวที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต
เล่มนั้นแล้ว
ตอนที่เฉินชิงหลิวเดินทวนกระแสน ้าจะต้องเคยได้เจอกับซานย่
วนฝ่าจู่อย่างแน่นอนไม่แน่ว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะได้ข้อตกลงลับ
บางอย่างที่รู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา
บุรุษถือง้าวใหญ่เดินทางมาที่นี่ด้วยเป้าหมายที่เรียบง่ายยิ่ง นั่นก็
เพื่อได้พบเจอเฉินผิงอันที่ “หลังจากเวลาแปดพันปีผ่านไปอย่าง
เชื่องช้าก็ยังสามารถทิ้งชื่อไว้ในโลกมนุษย์ได้
หมอผีโบราณเดินทางมาที่นี่พร้อมกันก็เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่า
เฉินผิงอันหรือไม่ก็โจวมี่สรุปแล้วใช่การจุติกลับมาเกิดของ “หนึ่ง”
หรือไม่กันแน่ คตอบคือไม่ใช่
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวกังวลว่าวิถีทางโลกในอีกหมื่นปีให้หลังจะมี
แต่ความพิสดารยากคาดเดา จึงเดินทางมาพร้อมกับ “สหาย” ที่รู้ไส้รู้
พุง สนิทสนมกันมานานแล้วหลายคน จะได้ไม่ถึงขั้นมีจุดจบที่ว่าแค่
ได้พบแสงสว่างก็ต้องตายทันที่
มีแค่ซานย่วนฝ่าจู่เท่านั้นที่มีความทะเยอทะยาน อยากจะหา
สถานที่แห่งหนึ่งมาก่อตั้งลัทธิ ตั้งตัวเองเป็นบรรพจารย์ น่าเสียดายที่
ใจสูงกว่าแผ่นฟ้า ชะตาเบาบางยิ่งกว่าแผ่นกระดาษ แล้วยังดูแคลนค
ว่า ‘อดทน” สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ล้วนเป็นเพราะทั้งฟ้าอนวย ดิน
อวยพร จิตแห่งมรรคาและพลังตบะล้วนไม่ได้เรื่อง
เฉินผิงอันบอกกล่าวกับเซี่ยโก่วว่าให้มาช่วยเก็บสมบัติที่หมอผี
โบราณทิ้งไว้ที่นี่
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจเฒ่าหูหนวก แต่เป็นเพราะเชื่อว่า “ดวงมือ”
ของเซี่ยโก่วจะดียิ่งกว่า
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบลุกขึ้นยืนบนป้อมทันที่ ทท่า
หมายมั่นปั้นมือ ถูมือเอ่ย “รับคสั่ง!”
เห็นว่านังจิ้งจอกยั่วยวนผู้นั้นยังยืนอยู่ที่เดิม เซี่ยโก่วก็ถลึงตาใส่
“มัวยืนอึ้งอยู่ทไม?”
อดีตผู้ครองชิงชิวเอ่ยอย่างลังเลว่า “จะให้ข้าไปทอะไรที่นั่น?”
เซี่ยโก่วบ่น “ดูท่าทางอึดอัดของเจ้านั่นสิ ขอแค่นอนไม่หลับก็คง
ไม่รู้ว่าควรจะพูดคุยกันอย่างไรแล้วสินะ?”
อดีตผู้ครองชิงชิวจึงได้แต่ติดตามเซี่ยโก่วไปยังชานเมืองหลวง
ซึ่งเป็นสถานที่ที่แท่นบูชาเทพร่วงหล่นลงมา เผยร่างอยู่เหนืออาณา
เขตสีขาวหิมะ
เจอเซี่ยโก่วแล้ว เรื่องแรกที่เฉินผิงอันถามก็คือแท่นบูชาเทพที่อยู่
ใต้ฝ่าเท้าสามารถซ่อมกลับไปให้เป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่
เซี่ยโก่วนอนฟุบลงบนขอบของแท่นบูชาเทพที่ขาดออกเป็นสอง
ท่อน งอนิ้วเคาะลงเบาๆ หนึ่งที่ แล้วเปลี่ยนที่ ไล่เคาะตรวจสอบไป
เรื่อยๆ
เฉินผิงอันนั่งยองอยู่ด้านข้าง รอคอยผลลัพธ์อย่างอดทน
เซี่ยโก่วเงยหน้าเอ่ย “ไม่ได้หรอก”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ถามหยั่งเชิงว่า “ไม่มี
โอกาสสักนิดที่จะหลอมใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลยหรือ?
ต้องจ่ายเงินเท่าไรก็ได้นะ”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าขุนเขา ทีอย่างนี้ถึงเริ่มรู้สึก
เสียดายอย่างนั้นหรือ?”
เฉินผิงอันนวดคลึงปลายคาง “อุตส่าห์ได้ออกหมัดอย่างเต็มที่
ครั้งหนึ่ง ก็เลยค่อนข้างลืมตัวไปหน่อย”
เซี่ยโก่วหัวเราะหึหึ “โอ้โห แค่ “ค่อนข้าง” เท่านั้นเองหรือ? ข้าว่า
เจ้าขุนเขาออกหมัดมีบารมีอนาจมากเลยนะ”
เฉินผิงอันยื่นมือไปกดหมวกขนเตียว ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “โอ้อวด
ความรู้เรื่องคประกอบ (อย่างในประโยคก็คือโอ้โห หรือ นะ) กับข้า
อย่างนั้นหรือ? พูดคุยกับเจ้าขุนเขาแบบนี้ได้อย่างไร”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างขัดเคือง “ข้าก็แค่เคยชินกับการเรียบเรียง
ถ้อยคเซียนเป็นตราแล้วอย่างไรล่ะ คช่วยบอกน ้าเสียงของ
ประโยคก็สคัญมากเหมือนกันนะ”
แล้วพวกเขาก็ไม่สนใจว่าการปล่อยอดีตผู้ครองชิงชิวไว้อีกด้าน
ไม่สนใจเช่นนี้จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่
เซี่ยโก่วลุกขึ้นยืน ตรวจสอบสมบัติพวกนั้นผ่านมือไปทีละชิ้น
แล้วเก็บเข้าไปในชายแขนเสื้อ ช่วยเก็บรักษาไว้ให้ก่อนชั่วคราว
นางบอกให้เฉินผิงอันและอดีตผู้ครองชิงชิวขยับไปอยู่ที่หอบูชา
เทพอีกครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆ ก่อน ส่วนนางทรุดตัวลงนั่งยองอีกครั้ง
ยื่นฝ่ามือออกมา แนบไปบนหอบูชาเทพ ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตา
นางก็ลุกขึ้นยืน ขยับเท้าเดินไปหยุดอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน เซี่ยโก่ว
ยื่นมือออกมาทท่าประคองอยู่กลางอากาศ แล้วเอ่ยว่า “ขึ้น” หอบูชา
เทพที่เดิมทีถูกหล่อหลอมให้ถึงขีดสูงสุดแล้วแห่งนั้นถึงกับกลายเป็น
วัตถุขนาดจิ๋วเล็กเท่าฝ่ามือในทันที่ ถูกเซี่ยโก่วถือไว้ในมือก็เหมือน
ตราประทับเปล่าสีขาวหิมะชิ้นหนึ่ง
อดีตผู้ครองชิงชิวถอนหายใจเบาๆ ป๋ายจิ่งผู้นี้ศึกษาวิชา
หลากหลายจริงๆ ทั้งๆ ที่ขอบเขตถดถอยเป็นหยกดิบแล้ว แต่กลับยัง
สามารถจแลงวิชาอภินิหารได้สมดังใจปรารถนาเช่นนี้อีก?
เซี่ยโก่วขว้าง “ตราประทับเปล่า” ไปให้เจ้าขุนเขาก่อน แล้วนาง
ค่อยโบกมือบอกเป็นนัยกับพวกเขาว่าอย่าขวางทาง นางทรุดตัวลง
นั่งยอง เตรียมจะหลอมหอบูชาเทพอีกครึ่งที่เหลือ
เฉินผิงอันโน้มน้าวว่า “ครึ่งนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนหลอมหรอก ถึง
อย่างไรก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครมาขโมย”
เซี่ยโก่วไม่เงยหน้า ใบหน้ากระตุกเกร็ง เหงื่อเย็นหลั่งเต็มหลัง แต่
น ้าเสียงกลับเรียบเฉย “ไหนเลยจะมีเหตุผลให้ทอะไรครึ่งๆ กลางๆ
นั่นไม่เหมือนข้าเลยนะ”
เฉินผิงอันถือประคองตราประทับเปล่าชิ้นนั้นไว้ด้วยมือข้างเดียว
พยักหน้า แต่หางตากลับเหลือบไปบนร่างของอดีตผู้ครองชิงชิว
เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เซี่ยโก่วอ่อนแอที่สุดจริงๆ ไม่สู้สหายลองลง
มือดู?
อดีตผู้ครองชิงชิวโมโหเดือดทันใด รู้สึกอับอายจนพานเป็นโกรธ
ป๋ายจิ่ง นี่ก็คือเจ้าขุนเขาที่มีเหตุผลที่สุดของเจ้าอย่างนั้นหรือ?! รังแก
กันหรือไร
เฉินผิงอันหรี่ตาลงยิ้มบางๆ “สหาย ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าจะไม่
คู่ควรให้ข้าใช้เหตุผลอะไรกับเจ้าทั้งนั้น”
ดวงตาเรียวยาวคลอประกายน ้าคู่นั้นของอดีตผู้ครองชิงชิวพลัน
แผ่ประกายระยิบระยับ เพียงแต่ว่าพลังอนาจของนางก็ลดฮวบลงใน
เสี้ยววินาที่ เบี่ยงหน้าไปทางอื่น
เซี่ยโก่วพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบน
หน้าผาก โยน “ตราประทับเปล่า” สีขาวหิมะชิ้นที่สองให้กับเจ้า
ขุนเขา หัวเราะร่าเอ่ยว่า “เป็นอย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”
เก็บตราประทับเปล่าสองชิ้นไว้ในชายแขนเสื้อข้างหนึ่งนับว่าไม่มี
ปัญหา แต่ประหลาดยิ่งนัก เฉินผิงอันกลับหยิบตราประทับเปล่า
ออกมาอีกครั้ง ยื่นส่งให้เซี่ยโก่ว
เซี่ยโก่วเข้าใจได้ทันที่
อดีตผู้ครองชิงชิวกลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็มองข้ามไป
ไม่ครุ่นคิดให้ลึกซึ้ง
พวกเขาหวนกลับไปที่หัวกแพงเมืองกันอีกครั้ง เฒ่าหูหนวกก็
มาเจอกันที่นี่ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อมาขอความดีความชอบอะไร แต่
มายื่น “หนังสือลาออกจากตแหน่ง” กับเจ้าขุนเขา เขาต้องรีบ
กลับไปที่ยอดเขาฮวาอิ่ง
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ไม่ไปปิดด่านที่หอบูชากระบี่ก่อน
หรือ?”
เฒ่าหูหนวกส่ายหน้า “ไม่ใช่การผสานมรรคาสักหน่อย ต้องปิด
ด่านทไมกัน ข้าสามารถถ่ายทอดมรรคาให้ผู้อื่นพลางทความ
เข้าใจหนทางแห่งมรรคาด้วยตัวเองได้”
เฉินผิงอันอึ้งงันพูดไม่ออก รู้สึกละอายใจอย่างหาได้ยาก
เพียงแต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เป็นเซี่ยโก่วที่เรียกตัวเฒ่าหู
หนวกมา เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า
เซี่ยโก่วถึงกับหยิบยันต์ที่ทด้วยกรรมวิธีลับปึกหนึ่งออกมายัด
ใส่ปากแล้วเคี้ยวโดยตรง
อดีตผู้ครองชิงชิวถอนหายใจ “พันไม่ควรหมื่นไม่ควร ซานย่วน
ฝ่าจู่ไม่ควรไปหาเรื่องผู้อาวุโสปี้เซียวเลยจริงๆ”
เซี่ยโก่วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พลาดมาก”
เฉินผิงอันเงียบไม่พูดอะไร
ระบบสืบทอดของลัทธิขงจื้อเสนอ “แนวคิดสามยุค” มานานมาก
แล้ว พูดถึงเรื่องยุคแห่งความโกลาหล ยุคแห่งการฟื้นคืนความสงบ
และยุคแห่งสันติร่มเย็นโดยเฉพาะ
รากฐานมหามรรคาของเจ้าอารามผู้เฒ่ามีความเกี่ยวข้องกับ
สถานการณ์ใหญ่ในโลกมนุษย์อย่างแนบแน่น เชื่อมโยงกันอย่าง
แน่นหนา วิถีทางโลกดี พลังตบะของเขาก็จะเหมือนเรือที่ลอยขึ้นสูง
ตามน ้า วิถีทางโลกแย่ มหามรรคาของเจ้าอารามผู้เฒ่าก็จะได้รับ
ความเสียหายอย่างที่มองไม่เห็น ดังนั้นนักพรตแห่งอารามกวานเต๋า
ของพื้นที่มงคลดอกบัวผู้นี้ถึงได้กลายเป็นบุคคลที่ใส่ใจ “เรื่อง
เล็กน้อยในโลกมนุษย์” มากที่สุด
ศึกเดินขึ้นฟ้าสิ้นสุดลง เหล่าผู้บเพ็ญเพียร บัณฑิตและผู้ฝึก
กระบี่ที่ยุคบรรพกาลเรียกรวมกันว่านักพรต ที่ตายก็ตาย ที่บาดเจ็บก็
บาดเจ็บ หรือไม่ก็หลับสนิทไปเหมือนอย่าง ป๋ายจิ่ง เสี่ยวโม่
นั่นก็น่าจะเป็นช่วงเวลาอันน่าอเนจอนาถช่วงหนึ่งที่ “เมื่อยุคสมัย
ไร้วีรบุรุษ แม้กระทั่งคนธรรมดาก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียงได้” แล้ว
บรรพจารย์ของเปลี่ยวร้างสร้างภูเขาทัวเยว่ขึ้นมา แต่ถูกผู้ฝึก
กระบี่สามคนซึ่งมีเฉินชิงตูเป็นหนึ่งในนั้นไปถามกระบี่ ปีศาจใหญ่ชู
เซิงสร้างตหนักอิงหลิง จูเยี่ยนแบกกระบอง ใช้มันทุบกลุ่มเทือกเขา
ให้แหลกสลาย หย่างจื่อครอบครองลคลองเย่ลั่ว หลังจากนั้นถึงได้มี
การลุกผงาดของปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก์อย่างพวกเฟยเฟย มี
สถานที่อย่างนครเซียนจาน
หลังจากศึกเดินขึ้นสวรรค์ ก่อนที่สถานการณ์ใหญ่ของเปลี่ยว
ร้างจะมั่นคง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งเรียงราย ระหว่างนี้ก็มี “ดาวรุ่ง
ผู้มาแรงรุ่นหลัง” ที่เชี่ยวชาญการอพรางตัวตนอย่างนักพรตกระดูก
ขาวปรากฏตัว มีโอกาสที่ยากจะพบพานให้ฉกฉวย รสชาติที่มองไป
ทั่วโลกมนุษย์แล้วไม่มีใครเป็นคู่ต่อกร ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะ
พูดจาหรือทอะไรก็ทได้ตามใจปรารถนา นักพรตกระดูกขาวนั้นยัง
ดีหน่อย ถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อยที่จิตแห่งมรรคามีความอดทนอดกลั้น
มากที่สุด ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ อยู่ดีๆ นักพรตกระดูกขาวก็ยังประสบ
เคราะห์ร้าย ในช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสคัญที่เขาแอบแสวงหา
ขอบเขตสิบสี่กลับได้เจอกับมรรคกถาเฉียบคมที่เกือบเอาชีวิตแก่ๆ
ของเขาไปได้ครึ่งหนึ่ง
เดิมทีเรื่องของการผสานมรรคาจะสเร็จหรือไม่ก็มีความเป็นไป
ได้อยู่ที่ห้าต่อห้า ผลคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งแห่งถูกปาดจน
ราบเรียบ ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้ก็มีสภาพกระเซอะกระเชิง นั่งเหม่ออยู่บน
เบาะรองนั่งที่ฉีกขาด ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว พื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมที่ดเนินการมาอย่างยากลบากนานเป็นพันปีล้วน
กลายเป็นซากปรักหักพังไปหมด
เมื่อครู่นี้เลือดเนื้อทั่วร่างของมันก็เพิ่งจะสลายหายไปสิ้น แค่
พอจะรักษาจิตวิญญาณและร่างที่เป็นกระดูกเอาไว้ได้เท่านั้น
นอกจากจะเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว คิดไปคิดมามันก็ไม่รู้
ด้วยซ ้าว่าหายนะที่มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวซึ่งไม่ต่างจากทัณฑ์
สวรรค์ครั้งนี้ มาจากฝีมือของศัตรูคนใดกันแน่
มันก่นด่าสาปแซ่งไม่หยุด ด่าไปแล้วก็ทิ้งตัวนอนฟุบคว ่ากับพื้น
ร ่าไห้เสียงดัง
และเวลานี้เอง ท่ามกลางฝุ่นคลุ้งที่มืดฟ้ามัวดินก็มีนักพรตเครา
ยาวเรือนกายกยคนหนึ่งเดินออกมา หัวเราะหยันเอ่ยว่า “มามัวคร ่า
ครวญเศร้าโศกอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ?”
มันรีบลุกขึ้นนั่งทันที่ เส้นเอ็นหัวใจขมวดตึง ลังเลอยู่พักใหญ่
ก่อนจะเปิดปากถามว่า “สหายบังเอิญผ่านทางมาที่นี่หรือ?”
กลัวก็แต่ว่าจะเป็นพวกที่แกร่งกล้ารับมือได้ยากซึ่งมาแอบซ่อน
ตัวอยู่ในจุดที่ห่างไปไกลเพื่อรอฉวยโอกาสลงมืออยู่นานแล้ว หากตน
ผสานมรรคาสเร็จ แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องไม่กล้ามาเสี่ยงอันตราย
ไม่มีทางมาพูดแสดงความยินดีด้วย ย่อมต้องหลบหนีไปอย่างรู้
กาละเทศะ หาไม่แล้วตกอยู่ในกมือของขอบเขตสิบสี่ เดิมทีก็คือ
ของขวัญแสดงความยินดีที่ดีที่สุดอยู่แล้ว