กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 26.3 เขียวถามขาว
คิดไม่ถึงว่านักพรตเฒ่าคนนั้นจะส่ายหน้า ไม่ได้ผ่านทางมา ผิน
เต้าตั้งใจมาหาเจ้า
ซานย่วนฝ่าจู่ลุกขึ้นยืน กัดฟันเอ่ยว่า “ทไมสหายต้องทลาย
แผนการใหญ่ในการผสานมรรคาของข้าด้วย?!”
นักพรตเฒ่าเอ่ย “ข้าก็ตั้งฉายาการฝึกตนด้วยตัวเองเหมือน
สหาย มีสี่ตัวอักษรเหมือนกัน นอกจากนี้ต่างก็ไม่เคยเดินขึ้นฟ้า ถือ
ว่ามีวาสนาต่อกัน”
มันเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว?!!
นักพรตเฒ่าพยักหน้า “ก็ไม่ถือว่าโง่เกินไป ผินเต้ามาจาก
หาดลั่วเป่า คือสถานที่เล็กสกปรกหูของสหายแล้ว
อึ้งไปครู่หนึ่ง มันก็พูดอย่างรวดร้าวปานจะขาดใจ “ข้ากับเจ้าแห่ง
ถ ้าปี้เซียวไม่เคยมีความแค้นใดต่อกัน ไยต้องสร้างความลบากใจให้
ผู้เยาว์เช่นนี้ด้วย?!”
นักพรตเฒ่าร้องเอ๊ะ ไม่มีความแค้นใด? ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็
สับสนแล้ว สหายบอกว่าตัวเองมีนิสัยเหมือนกับผินเต้า ไม่เดินขึ้นฟ้า
ก็คือการกระทที่ฉลาด ไยต้องเดินไปบนเส้นทางของการกลับชาติ
มาเกิดใหม่ที่เหมือนการให้ขี้เถ้ามอดติดไฟอีกครั้ง ความหวังเลือน
รางอย่างยิ่งนั่นด้วย ไม่สู้เป็นเถ้าถ่านที่เหลือหลังหายนะ ยังพอจะ
ประสบผลสเร็จบนมหามรรคาได้อยู่บ้าง
ผินเต้าล่ะประหลาดใจนัก จะประสบผลสเร็จบนมหามรรคา
หรือไม่ เจ้าซานย่วนฝ่าจู่เป็นคนตัดสินใจอย่างนั้นหรือ?”
“หากเป็นเช่นนี้จริง ผินเต้าก็ต้องขอให้สมพรปากของสหายที่
เอ่ยวาจาผลลัพธ์บังเกิดแล้ว อย่างเช่นที่บอกว่าให้ผินเต้าเป็น
ขอบเขตสิบห้าบนพื้นดิน เป็นอย่างไร? หากสเร็จ ผินเต้าเป็น
ขอบเขตสิบห้าก็จะช่วยฉุดดึงเจ้า มอบขอบเขตสิบสี่กลับคืนให้เจ้า
หากไม่สเร็จ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษหากผินเต้าต้องส่งเจ้าออก
เดินทาง
ฟังคพูดที่เหี้ยมโหดอย่างถึงที่สุดพวกนี้ มองใบหน้าที่เต็มไป
ด้วยแววหยอกเย้าดูแคลนของนักพรตเฒ่า มันก็รู้สึกเกลียดแค้นยิ่ง
นัก
มันฝืนบังคับเก็บอารมณ์ของตัวเองให้ดี ถามว่า “แค่คพูด
เหลวไหลของคนเมาไม่กี่คเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวต้องทถึงขนาดนี้เลย
หรือ?”
นักพรตเฒ่าเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย ใครพูดผิดแค่ไม่กี่ประโยค
ก็จะทร้ายเอาชีวิตของคนผู้นั้น ผินเต้าไม่มีความสามารถยิ่งใหญ่
ขนาดนั้นหรอก แล้วก็ไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้นด้วย
มันอยากจะร้องไห้แต่ไร้น ้าตา
เดิมทีซานย่วนฝ่าจู่คิดว่าครั้งนี้ได้ออกมาข้างนอกอีกครั้ง เชื่อว่า
สักวันหนึ่งจะต้องได้งัดข้อกับนักพรตเฒ่าจมูกวัวหน้าเหม็นนั่นให้ดี
สักตั้ง!
ตกมาอยู่ในกมือของเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวอีกครั้ง ปณิธานอันฮึก
เหิมห้าวหาญของนักพรตกระดูกขาวก็ไหลหายไปกับสายน ้าแล้ว
ใจของนักพรตกระดูกขาวเหมือนขี้เถ้ามอด เพียงแต่ว่าจู่ๆ ก็แผด
เสียงหัวเราะดังลั่น “จะต้องลากเอาคนมารับเคราะห์ด้วยเสียหน่อย”
ไม่ปิดบังภาพบรรยากาศของขอบเขตสิบสี่อีกต่อไป ฝืนเผย
ร่างกายธรรม ควันดกลิ้งหลุนๆ วัตถุทุกชิ้นที่ผ่านการหลอมใหญ่ใน
ช่องโพรงลมปราณในร่างกายล้วนกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพุ่ง
ออกมา มันเตรียมจะเอื้อมมือไปบีบดวงจันทร์ดวงนั้นให้แตก
ขณะเดียวกันนั้น มือข้างหนึ่งของกายธรรมก็กดลงไปบนพื้นดิน
นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเรือนกายปีศาจใหญ่ยุค
บรรพกาลได้เป็นอย่างดี
เจ้าอารามผู้เฒ่าส่ายหน้าอย่างไม่ให้เป็นที่จับสังเกต ผ่านเวลามา
นานหลายปีก็ยังดื้อดึงโง่เขลาเช่นนี้ หายนะใหญ่สองครั้งที่มาเยือน
ล้วนอาศัยการหลบเลี่ยง แล้วจะหลบครั้งที่สามได้หรือ?
ปีนั้นทดลองผสานมรรคาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ เดิมทีก็ซานย่
วนฝาสู่ผู้นี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะทไม่สเร็จ จะต้องถูกทัณฑ์สวรรค์
บดขยี้ให้กลายเป็นผุยผง
จึงเท่ากับว่าเขาช่วยให้ซานย่วนฝ่าจู่ที่ร่อแร่ปางตายผู้นี้ข้ามผ่าน
หายนะมาได้ แล้วยังสอนให้สหายรุ่นเยาว์ผู้นี้รู้จักคว่า “เคารพ
ครั้งนี้ลุยน ้ามาเยือนใต้หล้าไพศาล เจ้าอารามผู้เฒ่ายังคงหวังว่า
เขาจะสามารถตระหนักรู้ถึงคว่า “ยเกรง” ในขณะที่อยู่ระหว่าง
ความเป็นกับความตายได้
หากนักพรตกระดูกขาวสามารถเปลี่ยนความคิดได้ การที่จะน
อีกฝ่ายกลับไปยังอารามกวานเต๋า ให้ฝึกตนร่วมกับสหายเก่าผู้นั้น
ไยจะเป็นไปไม่ได้เล่า
นักพรตเฒ่ายกมือขึ้นสูงอีกครั้ง เอ่ยว่า “ยังหลงผิดไม่ยอมตื่นรู้
จะดื้อดึงงมงายไปถึงเมื่อไหร่?!”
นักพรตกระดูกขาวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือหนึ่งกระแทกชนไปที่
ดวงจันทร์ อีกมือหนึ่งกดทับลงไปยังเมืองหลวงต้าหลี “เหตุผลผายลม
สุนัขของคนที่อาศัยอนาจรังแกผู้อื่น เหม็นโฉ่ไม่น่าดม วันนี้เปิ่นจั้ว
จะต้องกราบเจ้า เอามาทเป็นพาหนะเดินทางท่องไปทั่วทิศ ขี่เจ้า
นานหมื่นปี!”
มือหนึ่งของเจ้าอารามผู้เฒ่าบีบจิตวิญญาณให้แหลกสลาย แต่
กลับไม่ทร้ายร่างจริงเลยสักนิด จากนั้นยกฝ่ามือตบลงไปบนหัวของ
กายธรรม ตบจนหัวของอีกฝ่ายแหลกเละก่อนจะสะบัดข้อมือ สลัด
‘ร่างจริง’ ลงไปยังเมืองหลวงต้าหลี ขณะเดียวกันก็โบกชายแขนเสื้อ
ขับไล่ท่วงทนองแห่งมหามรรคาสองขุมที่เหลืออยู่ให้สลายหายไป
ทั้งหมด
นักพรตกระดูกขาวลั่นวาจาอมหิต แต่แท้จริงในใจยอมรับชะตา
กรรมพร้อมตายมานานแล้ว ในขณะที่ร่างกายกลังจะสลายหายไป
นั้นเอง นักพรตก็แค่มองดวงจันทร์บนฟ้าครามเท่านั้น
เคยมีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าชิงจู่ ยามที่ข้ามน ้ามาได้
สัญญากับเขาว่า ในอนาคตหากมีโอกาสจะต้องไปเยือนโลกมนุษย์
ด้วยกัน
ผู้ฝึกกระบี่คนนั้นก็เคยโน้มน้าวตักเตือนเขาอยู่หลายค บอกว่า
โลกมนุษย์ในยุคหลังมีเวทคาถาละลานตา แตกกิ่งก้านสาขามากมาย
น่าดูชม มิอาจดูแคลนได้….
หึ มหามรรคาแปรปรวนไม่แน่นอน ช่างเถอะๆ ให้เป็นไปตามนี้ก็
แล้วกัน
ร่างของนักพรตกระดูกขาวหายวับไป มาแล้วก็ผ่านไปดุจเงาแสง
วูบไหว มิทันตั้งตัวก็ลาลับ ราวกับว่าให้บรรดาผู้ชมเหตุการณ์
ทั้งหลายเหลือบเห็นแค่แวบเดียว แค่นี้เท่านั้น
สีหน้าของอดีตผู้ครองชิงชิวอ้างว้าง มีความรู้สึกเหมือนกระต่าย
ตายจิ้งจอกเศร้าอย่างอดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรวีรบุรุษแห่งยุคบรรพ
กาลของพื้นที่แห่งหนึ่งต้องตายดับไปเช่นนี้ ไม่ต่างจากก้อนหินที่
กระดอนไปบนผิวน ้าเลยสักนิด
สตรีกระโปรงเขียวถอนหายใจเบาๆ ไปที่ยอดเขา นางผงกศีรษะ
ทักทายเจิ้งจวีจง
เจิ้งจวีจงเอ่ย “ผู้อาวุโสสามารถเดินทางไปเยือนเปลี่ยวร้างกับเจิ้ง
ตั้นได้”
สตรีกระโปรงเขียวสีหน้าซับซ้อน เอ่ยว่า “ไม่เชื่อใจคนของทุก
วันนี้”
เจิ้งจวีจงยิ้มกล่าว “แค่เชื่อใจเจิ้งจวีจงก็พอ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเก็บกายธรรมดวงจันทร์มา รวบกลิ่นอายแห่ง
มรรคาที่อยู่บนร่างลงไปไม่ได้กลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในใต้
หล้ามืดสลัว แต่พลิ้วกายลงบนถนนหลังฝนตกในเมืองหลวงต้าหลีต้า
หลี
หยวนฮว่าจิ้งได้เรียก “เย่หลาง” เล่มนั้นออกมาแล้ว สามารถ
ชดเชยกระบี่สุดท้ายได้สเร็จ มีแม่ทัพใหญ่ใต้อาณัติเพิ่มมาคนหนึ่ง
คือหุ่นเชิดขอบเขตบินทะยาน
ภาพที่เกิดขึ้นในลดับถัดมาทให้พวกหยวนฮว่าจิ้ง เก๋อหลิ่ง
สะดุ้งโหยง เห็นเพียงว่ามีแสงเรืองรองหลายเส้นชวนให้คนตาลายพุ่ง
ออกมาจากในร่างของนักพรตกระดูกขาว พริบตานั้นก็กองกันอยู่
เต็มพื้น
กู้ชานพากู้หลิงเยี่ยนมาอยู่ที่ริมทะเลมหาบรรพตประจิมของ
แจกันสมบัติทวีป นางยอบกายคารวะไกลๆ ไปยังอาจารย์เจิ้งที่อยู่ใน
เมืองหลวงต้าหลีซึ่งช่วยให้นางได้หลุดพ้นจากการเป็นผู้ฝึกตน
แผนภูมิฟ้า ถือเป็นการขอบคุณอยู่ไกลๆ
เจิ้งจวีจงถาม “เฉาสือ เจ้ามองอะไรอยู่?”
เฉาสือลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
เขากลังมองว่าจะมีขอบเขตวรยุทธที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหรือไม่
ในเมื่อสตรีกระโปรงเขียวตัดสินใจได้แล้วจึงมองไปยังเจ้าประมุข
เผ่าจิ้งจอกที่อยู่บนหัวกแพงเมือง
ฝ่ายหลังลังเลตัดสินใจไม่ได้ ควรจะออกผจญโลกกว้างที่เปลี่ยว
ร้าง สร้างชิงชิวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง? หรือว่าอยู่ในไพศาล แสวงหา
มรรคาหล่อหลอมจิตใจท่ามกลางธุลีแดงคลุ้งหมื่นจั้ง?
สตรีกระโปรงเขียวเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ไม่เอ่ยอะไรอีก จากไป
พร้อมกับเจิ้งจวีจงและผีหญิงตนนั้น
เพียงแต่ว่าก่อนจะจากไป นางได้คลี่ยิ้มให้ป่ายจิ่งที่สวมหมวกขน
เตียว เซี่ยโก่วก็ยกนิ้วโป้งให้นาง
อดีตผู้ครองชิงชิวพึมพ “หวังเพียงว่าในอนาคตจะไม่เสียใจ
ภายหลังกับการตัดสินใจในวันนี้”
เซี่ยโก่วเอ่ย “ทางฝั่งของเปลี่ยวร้างมีเผ่าจิ้งจอกอยู่อาศัยอย่าง
กระจัดกระจาย ไม่เป็นโล้เป็นพาย แม้กระทั่งพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
อักษรจงสักแห่งก็ยังสร้างขึ้นมาไม่ได้ กลับเป็นที่แจกันสมบัติทวีปแห่ง
นี้ที่มีแคว้นหู (จิ้งจอก) อยู่แห่งหนึ่ง ในอดีตทการค้าน่าสงสารที่ต้อง
ขายเนื้อหนังกับยันต์หนังจิ้งจอก กระทั่งแคว้นหูถูกเจ้าขุนเขาของ
พวกเราเก็บเข้ามาเป็นของในกระเป๋าถึงได้มีสภาพการณ์ที่แตกต่าง
ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พี่หญิงอาจื่อไปดูก็จะรู้เองว่าจริงหรือเท็จ”
อดีตผู้ครองชิงชิวสูดจมูก ทท่าสูดกลิ่นไปทางเฉินผิงอันแล้ว
ส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าคลางแคลง “สหายป๋ายจิ่ง เจ้าอย่าได้หลอก
ข้า”
เฉินผิงอันเอ่ยเยาะเย้ยตัวเอง “ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่
ไปกลิ้งตัวอยู่ในหม้อน ้ามันสองสามรอบ แล้วกระโดดลงแม่น ้าล้างน ้า
ให้สะอาด บนร่างจะยังเหลือกลิ่นอายอะไรได้?”
เขายกแขนขึ้น กางฝ่ามือออก เส้นด้ายสีทองเส้นหนึ่งลอยผลุบๆ
โผล่ๆ
นอกจากเพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหูที่เป็นผู้ถวายงานในศาลบรรพ
จารย์ยอดเขาจี้เซ่อแล้ว ยังมีพวกเด็กสาวที่มีชื่อจริงว่าชิวชิงที่ต่างก็มี
ความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับภูเขาลั่วพั่วแล้วนับประสาอะไรกับที่
แรกเริ่มสุดเฉินผิงอันยังเคยบังเอิญเจอกับป่ายเจ๋อและสาวใช้ข้างกาย
ของเขาที่สะพานริมหน้าผาในค ่าคืนที่หิมะตก
นางเอาสองมือไพล่หลัง สิบนิ้วสอดประสานกัน หรี่ดวงตา
เพ่งมองอย่างละเอียด สีหน้าเคร่งขรึม ขณะเดียวกันนางก็ยกนิ้วขึ้น
ทมุทราอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งต่อมาก็พลันคลี่ยิ้ม พยักหน้าพูดด้วย
แววตาหวานซึ้ง “คาดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วจะเป็นท่านชายรูปงามผู้
เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์เช่นนี้”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ถูกใจเลย
เฉินผิงอันหน้าดทะมึน “ว่าไงนะ?”
นางปิดปากหัวเราะคิก ยิ้มจนตาหยี โบกมือข้างหนึ่งเบาๆ พูด
ด้วยน ้าเสียงหวานเลี่ยน “ขอโทษด้วย ขอโทษด้วย เคยชินที่จะพูดจา
อย่างนี้จริงๆ พวกเจ้าต่างก็พูดกันว่าสันดอนเปลี่ยนง่าย สันดาน
เปลี่ยนยากไม่ใช่หรือ สหายเฉินโปรดอภัยให้ด้วย”
จู๋ซู่ที่อยู่ข้างๆ ทนมองกิริยาของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยั่วยวนผู้นี้ไม่ได้
จริงๆ เลี่ยนจนทให้คนขนลุกขนชัน
อดีตผู้ครองชิงชิวยืดเอวขึ้นตรง พูดด้วยแววตาไม่พอใจว่า “เรื่อง
ที่ปกป้องแคว้นหูเอาไว้ ไฉนสหายเฉินไม่บอกกันตั้งแต่แรก?!”
นางเป็นคนคิดอ่านละเอียดรอบคอบที่สุด เวลานี้รู้สึกเสียดายจน
ต้องเช่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สหายชิงชิวไม่ถามแต่แรกล่ะ?”
หากสหายไม่โดนซ้อมครั้งนี้ให้มีบทเรียน ไม่ว่าจะอยู่ในไพศาล
หรือจะไปที่เปลี่ยวร้างจะยอมหยุดอยู่อย่างสงบได้หรือ?
เซี่ยโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก เอ่ยว่า “พี่หญิงอาจื่อ ทุกวันนี้อยู่
ที่นี่ต้องใช้นามแฝง ข้ามีข้อเสนอ ชื่อว่า “สวีเหนียง” เป็นอย่างไร?”
อดีตผู้ครองชิงชิวรู้ความหมายของชื่อนี้ แต่นางกลับไม่ได้สนใจ
ปิดปากหัวเราะคิก “ดีสิ”
จู๋ซู่จุ๊ปาก
อดีตผู้ครองชิงชิวคลี่ยิ้มราวบุปผาผลิบาน หันมามองเซียนกระบี่
หญิงหน้าตางดงามผู้นี้ บุคลิกนิ่งเฉยเย็นชา มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
จู๋ซู่ทจิตแห่งมรรคาให้สงบอย่างรวดเร็ว ตวาดกร้าว “อยากตาย
รึ?!”
อดีตผู้ครองชิงชิวกุมหัวใจ เม้มปาก ทท่าจะพูดไม่พูด…จู๋ซู่ไม่
สนปีศาจจิ้งจอกที่ทท่ายั่วยวนผู้นี้ เตรียมจะปล่อยกระบี่แล้ว
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้ง
สอง ถลึงตาใส่เจ้าอันธพาลผู้นี้ อะไรกัน กระต่ายยังไม่กินหญ้าข้างรัง
ตัวเองเลยนะ นางพูดไกล่เกลี่ยอย่างสุขุมเหมือนคนแก่ว่า “คนกันเอง
คนกันเอง”
เฉินผิงอันที่ไม่อยากจะมองเหตุการณ์ทางนี้เพียงแค่มองไปยัง
ชายหนุ่มชุดขาวที่ยังคงอยู่บนยอดเขาของชานเมือง เอ่ยเรียกเสียง
ดังกังวาน “เฉาสือ!”
เกี่ยวกับเฉาสือ ใต้หล้าไพศาลมีการเดิมพันมิพ่าย พวกผู้ฝึกตน
ที่ลงเดิมพันว่าเฉาสือต้องไม่มีทางแพ้ให้ใครอย่างแน่นอนต่างก็คิดว่า
เป็นการเอาเงินไปฝาก กินดอกเบี้ยอย่างมั่นคง รับรองว่าได้ผลกไร
ในทุกสถานการณ์ ไยจะไม่ยินดีทเล่า?
สหรับเฉินผิงอันแล้ว นี่ก็ง่ายเลย ข้าผู้อาวุโสขาดเงิน!
เดิมทีเขาสือก็รอเฉินผิงอันอยู่แล้ว
การที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนก็หนีไม่พ้นกลัวว่าตัวเองจะ
ชนะอย่างไม่สมเกียรติ
เฉินผิงอันชี้ไปที่บนทะเล
เฉาสือพยักหน้า
เฉินผิงอันดีดปลายเท้า ร่างทะยานขึ้นสูง
เฉาสือทะยายลมพลิ้วกายออกไปจากยอดเขา
คนชุดเขียวบินโฉบไปทางมหาสมุทร ม้วนชายแขนเสื้อทั้งสอง
ข้าง ทันใดนั้นก็มีเสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นเป็นระลอก พลันมองไม่เห็น
เงาร่างสีเขียว
เฉาสือตามหลังมาติดๆ วาดวิถีสีขาวหิมะเส้นหนึ่งอยู่กลาง
อากาศ เหมือนสายรุ้งสีขาวที่พาดผ่านท้องฟ้า เนิ่นนานก็ไม่สลาย
หายไปไหน
ในจุดที่ทะเลและพื้นดินเชื่อมต่อกัน ระหว่างคลื่นสีมรกตกับฟ้าสี
คราม
เฉาสื่อชิงปล่อยหมัดออกไปก่อน
เฉินผิงอันพลิกตัวกลับ หันหน้าเข้าหาเฉาสือ เพียงแค่ยกสองมือ
บังด้านหน้า รับหมัดอย่างง่ายๆ
เรือนกายเหมือนลูกธนูที่พุ่งยิงไปยังมหาสมุทร เฉินผิงอันเปลือย
เท้ายืนอยู่บนผิวน ้าไถลไปด้านหลัง ถอยแล้วถอยอีก
ครู่หนึ่งต่อมา คนชุดเขียวที่ยืนนิ่งอยู่บนพื้นผิวทะเล ทว่า
ด้านหลังเขาห่างไปไกลมากมีคลื่นยักษ์หลายชั้นเบียดทับซ้อนกัน
ก่อตัวขึ้นเป็นกแพงสูงร้อยจิ้ง ลมพัดจนคลื่นทะเลโหมกระหน ่าตั้ง
ตระหง่าน