กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 27.1 ผืนแผ่นดิน
จวนราชครู ซ่งอวิ๋นเจียนที่สวมมงกุฎทองสวมชุดคลุมสีหยก
ยังคงถือกระบอกยาสูบไว้ในมือ จิตแห่งมรรคาโล่งเหมือนได้ยกภูเขา
ออกจากอก รีบก้าวเร็วๆ ไปยังเรือนที่อยู่ติดกันทันที่ มองต้นท้อ นับ
ดอกท้อที่อยู่บนต้น ไม่เพียงแต่ไม่ลดจนวนลง กลับกันยังมีดอกท้อ
ผลิดอกเพิ่มใหม่อีกหลายสิบดอก เวลานี้ทัศนียภาพเช่นนี้ทให้
นักพรตหน้าตาหล่อเหลางดงามจนยากจะแยกแยะว่าเป็นชายหรือ
หญิงผู้นี้คลี่ยิ้มงามยิ่งกว่าบุปผา
แต่เขาไม่กล้าประมาท เพียงแค่เพราะในเมืองมีเจ้าอารามผู้เฒ่า
ท่านนั้นเพิ่มมา และเวลานี้อีกฝ่ายก็กลังเดินเล่นอยู่ในตลาดของ
เมืองหลวง
ยังไม่ต้องพูดถึงวิชาอภินิหารของนักพรตเฒ่าที่ยังแจ่มชัดอยู่ใน
ความทรงจ แค่ประโยคที่บอกว่า “ผินเต้ารีบกลับไปหลอมยา” ก็ท
ให้ซ่งอวิ๋นเจียนหวาดผวาไม่คลายแล้ว
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าก่อนราชครูเฉินจะออกไปจากอาณาเขตของ
เมืองหลวง เขาไม่ได้สั่งความอะไรไว้ คล้ายกับจงใจโยนข้อสอบฉบับ
หนึ่งให้กับซ่งอวิ๋นเจียน สหายอิงหนิงจะเอาแต่นอนเสวยสุขไม่ได้ ควร
จะรับรองแขกอย่างเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวอย่างไร เจ้าก็ตัดสินใจเอาเอง
ซ่งอวิ๋นเจียนครุ่นคิดซ ้าไปซ ้ามา ไม่ได้มีความคิดที่ว่าไม่หวังมี
คุณความชอบ ขอแค่ไม่ได้ทผิด แต่เขาเลือกที่จะเสี่ยงอันตรายใหญ่
เทียมฟ้า แจ้งไปยังกองโหราศาสตร์และเสินจวินห้ามหาบรรพตด้วย
ตัวเอง แล้วถอนตราผนึกแต่ละชั้นออกโดยพลการ
นักพรตเฒ่าที่กลังเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีพยักหน้า ถือ
ว่าพอจะรู้ความอยู่บ้าง
หากเฉินผิงอันบอกกล่าวกับผู้เยาว์ที่ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับ
กล้าตั้งฉายาให้ตัวเองว่าอิงหนิงผู้นี้ล่วงหน้า แล้วซ่งอวิ๋นเจียนค่อยท
เรื่องนี้ นั่นก็เรียกว่าเป็นการประจบเอาใจอย่างมีนัยยะแอบแฝงแล้ว
สวีเซี่ยข้ามทะเลเดินทางขึ้นเหนือต่อ ขยับเข้าใกล้ทางเหนือสุด
ของแจกันสมบัติทวีป แสงกระบี่พร่างพราวเส้นหนึ่งก็ผลุบหายเข้าไป
ในทะเล เซียนกระบี่สวีจวินท่านนี้ทมุทราคาถาหลบเลี่ยงน ้า เดินอยู่
บนซากปรักของสะพานยาวที่เคยเชื่อมโยงสองทวีปเข้าด้วยกันทอด
ถอนใจอย่างปลงอนิจจัง กลังคนถึงกับสามารถทได้ถึงขั้นนี้ เมื่อ
ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดหมื่นปี อย่าว่าแต่บิน
ทะยานคนสองคนที่ไม่อาจนับเป็นอะไรได้เลย ต่อให้เป็นสิบสี่ใหม่เก่า
เมื่อถูกห่อหุ้มอยู่ในสถานการณ์ใหญ่นั้น ใครเล่าจะกล้าโอ้อวดว่าใจ
ข้ามีอิสระ ตัวข้ามีเสรี?
เพียงแต่สวีเซี่ยก็ไม่รู้สึกทดท้อ กลับกันจิตแห่งมรรคาของเขายัง
ฮึกเหิม เชื่อว่าระหว่างฟ้าและดินจะต้องมีสักเรื่องสองเรื่องที่มีเพียง
ข้าสวีเซี่ยที่กล้าคิดกล้าท และสามารถทได้สเร็จ
พอคิดอย่างนี้ สวีเซี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าจิตแห่งกระบี่ของตนปลอดโปร่ง
สว่างไสวขึ้นอีกหลายส่วน ถือกระบี่ไว้ในมือ เดินไปบนสะพานยาว
กลางทะเลที่คดเคี้ยวเหมือนสันหลังมังกรแห่งนี้อย่างผ่อนคลายสบาย
อารมณ์ สะบัดควงกระบี่ครั้งแล้วครั้งเล่า ช่วยให้เส้นทางน ้าไหลรินได้
เร็วยิ่งขึ้น
พรุ่งนี้จู๋ซู่ยังต้องคุ้มกันฮ่องเต้ต้าหลีเดินทางไปลงนามพันธมิตรที่
อุตรกุรุทวีปอย่างลับๆ แน่นอนว่าจึงต้องติดตามป๋ายจิ่งไปที่จวน
ราชครู มานอนพักค้างแรมที่นี่หนึ่งคืน
ในเมื่ออดีตผู้ครองชิงชิวไม่ได้จากไปพร้อมกับพวกเจิ้งจวีจง และ
ตอนนี้นางก็ไม่มีที่ให้ไปแล้วจริงๆ อีกทั้งนางยังไม่กล้าเดินเตร็ดเตร่ไป
ไหนมาไหนอย่างส่งเดช แล้วนับประสาอะไรกับที่นางก็สงสัยใคร่รู้ใน
สภาพการณ์ของแคว้นหูเล็กๆ แห่งนั้นอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรก็มีการ
เกี่ยวพันกับระบบสืบทอดของตน ดังนั้นนางจึงติดตามป๋ายจิ่งไป คิด
ว่ารอให้เฉินผิงอันถามหมัดเสร็จสิ้น กลับมาจากทะเลก็ค่อยเสนอว่า
จะขอไปดูที่แคว้นหูได้หรือไม่ เพียงแต่ตอนนี้นางก็เป็นกังวลเช่นกัน
เฉินผิงอันจะบอกกล่าวแคว้นหูล่วงหน้า เปิดเผยตัวตนของตนให้อีก
ฝ่ายรู้หรือไม่ เพื่อให้ทางฝั่งของแคว้นหูเตรียมการอย่างตั้งใจเอาไว้
ก่อน ประดับตกแต่งภายนอกให้ดูสงบสุข เพียงแค่เพราะอยากให้นาง
ได้เห็นความรุ่งเรืองความสุขสราญที่นางอยากเห็น
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น อดีตผู้ครองชิงชิ
วจึงไม่กล้าที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา วางแผนไว้ว่าจะทความเข้าใจ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของ “ภูเขาลั่วพั่ว” และราชสนักสกุลซึ่งต้า
หลีให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
เดินเข้าจวนราชครูผ่านทางประตูใหญ่ หรงอวี๋พาพวกเขาเดิน
เข้าไปในเรือนพักที่เอาไว้รับรองผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ
เซี่ยโก่วรู้จากพี่หรงอวี๋ว่าเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนมาเยือนจวน
ราชครูสองครั้งแล้ว เนื่องจากไม่ได้พบตนก็ต้องกลับไปพร้อมความ
ผิดหวังทั้งสองครั้ง
เซี่ยโก่วจึงคิดว่าจะไปหาอู่ไฉ่ที่ศาลเทพีบุปผา แต่ว่าก่อนจะไปท
ธุระส่วนตัว ยังมีงานส่วนรวมบางอย่างที่ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของ
ภูเขาลั่วพั่วต้องทเสียก่อน
นอกจากแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะสองชิ้นที่ถูกนางหลอมออกมา
เป็น “ตราประทับเปล่า” รวมไปถึงของที่ใช้ในพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ยุค
โบราณอีกสามสิบหกชิ้นแล้ว
เฉินผิงอันยังได้มอบ “ของชิ้นหนึ่ง” ที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อ
ให้กับเซี่ยโก่ว หากนี่ยังไม่ถือว่าเป็นแม่ทัพใหญ่คนรู้ใจอีก แบบไหน
ถึงจะถือว่าใช่? ไม่รู้ว่าจะสามารถเพิ่มตแหน่งรองเจ้าขุนเขาได้อีก
ตแหน่งหรือไม่?
ของชิ้นนั้นก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่งที่เฉินผิงอัน
เลียนแบบมาจากพื้นฐานวรยุทธของหมอผีโบราณ เรียนรู้แล้วเอามา
ปรับใช้ในทันที่ ใช้ปณิธานหมัดที่ละเอียดแน่นหนามาถักทอขึ้นใน
ชายแขนเสื้อ เท่ากับว่าได้สร้างหอบูชาเทพขนาดจิ๋วแห่งหนึ่งที่เอาไว้
ใช้ “เลี้ยงผี” ขึ้นมาชั่วคราว
เซี่ยโก่วสะบัดชายแขนเสื้อ พริบตานั้นควันเขียวก็กลิ้งหลุนๆ ร่วง
หล่นลงพื้นกลายร่างเป็นมนุษย์
ก็คือหมอผีโบราณที่เดิมที่ควรกายดับมรรคาสลายอย่างสิ้นเชิง
อยู่บนหอบูชาเทพแห่งนั้นแล้ว แต่ว่ากายเนื้อถูกทลายสิ้น กลายมา
เป็นผี และขอบเขตก็ถดถอยอย่างหนัก
เซี่ยโก่วหยิบเอา “ตราประทับคู่” ออกมา “เจ้าขุนเขาให้ข้าบอก
กับเจ้าว่าขอโทษด้วยเอาเป็นว่าข้าไม่อาจซ่อมแซมพวกมันได้ก็แล้ว
กัน เจ้าจงคิดหาวิธีเอาเอง”
หมอผีคืนสติกลับมา ส่ายหน้าบอกเป็นนัยให้รู้ว่านี่คือของที่ได้
จากการชนะศึกของเฉินผิงอัน ในเมื่อตนแพ้แล้วก็จะไม่เก็บกลับคืน
มาเด็ดขาด ในฐานะแม่ทัพผู้พ่ายศึก ถูกเอามาใช้เป็นเครื่องเซ่น
สังเวยก็สมเหตุสมผลดีแล้ว
เซี่ยโก่วเอ่ย “ความหมายของเจ้าขุนเขานั้นเรียบง่ายมาก ตอนนี้
เจ้าพักอยู่ในนี้ไปก่อนชั่วคราว อยากจะออกไปตอนไหนก็แค่บอก
กล่าวกันก่อน หากสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ดี เจ้าขุนเขาของพวกเรา
อาจจะยังหาเนื้อหนังมังสาร่างหนึ่งมาให้เจ้าไว้ใช้พักพิง หาก
ความสัมพันธ์ธรรมดา ทั้งสองฝ่ายแค่ต้องการเคารพกันอยู่ไกลๆ
แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน”
เห็นได้ชัดว่าหมอผีโบราณประหลาดใจอย่างมาก
เซี่ยโก่วเอ่ย “ใช่แล้ว เจ้าคิดจะตั้งชื่ออะไรให้ตัวเองล่ะ? เมือง
หลวงต้าหลีมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และเจ้าเองก็ไม่มี…”
หยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมา เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวพูดโอ้
อวดว่า “ป้ายหยกของจวนราชครู ไม่ใช่แค่เดินทางไปไหนมาไหนใน
เมืองหลวงได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคเท่านั้น แม้กระทั่งในอาณาเขต
ของต้าหลีก็ยังไปได้ทั่ว”
หมอผีโบราณเปลี่ยนคพูดสเนียงโบราณให้กลายเป็น
ความหมายในปัจจุบันว่า “เฉินอี้”
เซี่ยโก่วโบกมือทันใด พูดสั่งสอนว่า “รบกวนเปลี่ยนชื่อใหม่เถอะ
อัปมงคลเกินไป เปลี่ยนอักษร “อี้” จากอี้สื่อที่แปลว่าผูกคอตายให้
เป็น “อี้” ของเหรินอี้ที่แปลว่าเมตตาธรรมและความชอบธรรม เจ้าชื่อ
เฉินอี้ที่เซียนอย่างข้าบอก (ออกเสียงเหมือนกันแต่ความหมาย
ต่างกัน) ก็แล้วกัน”
เห็นว่าหมอผีโบราณไม่หลงกล เซี่ยโก่วก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เชื่อข้าเถอะ รับรองว่าไม่มีผิดพลาด ข้ามีผลงานเล่มหนึ่งที่กลังจะ
จัดพิมพ์ มีตัวอักษรหลายแสนคเลยนะ”
สีหน้าของหมอผีแปรเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที่ คิดถึงตราเล่ม
หนึ่งของยุคบรรพกาลที่มีตัวอักษรหนาแน่นที่สุด ต่อให้แบ่งออกเป็น
เล่มบนกับเล่มล่าง หรืออย่างมากที่สุดต่อให้รวมหลายเล่มเข้าไว้
ด้วยกัน เนื้อหาก็มีเพียงไม่กี่พันคเท่านั้นไม่ใช่หรือ?!
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วพากันมาที่นี่
การประลองยุทธก่อนหน้านี้ อาจารย์พ่อจงใจให้พวกนางเห็นได้
ชัดเจนที่สุด
กวอจู๋จิ่วไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ นี่คืออาชีพเก่าของนางแล้ว เวลาชม
เรื่องครึกครื้นก็แค่ส่งเสียงร้องให้กลังใจเท่านั้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ เผยเฉียนไม่พูดอะไรสักค
ครั้งแรกที่ได้เห็นเผยเฉียน หมอผีก็มีสีหน้าแปลกไป เขาอึ้งตะลึง
ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน ้าเสียงแหบพร่าว่า “อยากเรียนวิชาหมัด
ไหม? ข้าสอนเจ้าได้”
เผยเฉียนส่ายหน้า แค่กุมหมัดขอบคุณอีกฝ่ายเท่านั้น
ยิ่งเวลาผ่านไปนานหมอผีโบราณก็ยิ่งพูดได้คล่อง ใช้ภาษา
ราชการของต้าหลีได้ไม่ต่างจากชาวบ้านในท้องถิ่น “วรยุทธของ
อาจารย์เจ้าย่อมต้องร้ายกาจ อยู่ในระดับสูงสุดแล้วแต่วรยุทธโบราณ
ที่ข้าเป็นยังมีอีกเยอะมาก ก่อนหน้านี้ประมือกับอาจารย์ของเจ้า ข้า
ถูกพลังอนาจของเขาสยบกราบเอาไว้ ได้แค่แสดงฝีมือห้าหกใน
สิบส่วนเท่านั้น ข้าแพ้ให้เขานอกจากเพราะมรรคาของเขาสูงแล้วก็
เป็นเพราะคุณสมบัติของข้ามีขีดจกัดด้วย เรือนกายก่อนหน้านี้ไม่
แข็งแกร่งมากพอ ไม่ได้แพ้เพราะเป็นวรยุทธโบราณ”
เผยเฉียนพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวแบ่งเป็น
โบราณกับปัจจุบัน แต่วิถีวรยุทธจะมีการแบ่งปัจจุบันกับโบราณเสียที่
ไหน”
หมอผีอึ้งตะลึง
สายตาของอดีตผู้ครองชิงชิวเป็นประกายระยิบระยับ ว้าว แม่นาง
น้อยอายุน้อยๆ แค่นี้เอง แต่กลับเข้าใจอธิบายหลักการเหตุผลเกินไป
แล้ว
เผยเฉียนลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ยังปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความ
จริงใจ “แพ้แล้วก็คือแพ้แล้ว”
อดีตผู้ครองชิงชิวยิ้มตาหยี แม่นางน้อยที่เกล้าผมเป็นมวยทรง
กลมผู้นี้พูดจาตรงไปตรงมา อารมณ์ร้ายใช่ย่อยเลยนะ
หมอผีได้ยินแล้วก็ไม่โกรธ กลับกันยังอารมณ์ดี ยิ่งยืนกรานใน
ความคิดที่อยากจะสอนหมัดให้กับนาง เดิมทีภาษาในโลกมนุษย์ก็
ได้รับการประทานจากสวรรค์อยู่แล้ว จะเอามาใช้รังแกตัวเอง
หลอกลวงสวรรค์ได้อย่างไร? คพูดของนาง ใจของนาง ล้วนถูกต้อง
แล้ว การเรียนวรยุทธของนางมาถูกทางแล้ว ดี ดีเหลือเกินแล้ว!
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นย่อมต้องมีบัญชาจากสวรรค์
เส้นทางของบุ๋นและบู๊ไม่ถึงขั้นต้องขาดสะบั้นลง หากนอกจากเรียนวร
ยุทธแล้ว นางยังสามารถเรียนศาสตร์ของหมอผีได้ด้วยเล่า?
ดังนั้นอารมณ์ของหมอผีจึงกระเพื่อมสะเทือนไม่หยุด พูดด้วย
ดวงตาฉายประกายร้อนแรง “เรียนวรยุทธกับข้า ข้าจะสอนทุกอย่าง
ให้เจ้า ระดับความสูงของวิถีวรยุทธเจ้าจะต้องสามารถข้ามผ่านบันได
ขั้นใหญ่ไปได้แน่นอน ข้าไม่ได้หลอกเจ้า…”
อดีตผู้ครองชิงชิวอึ้งตะลึงไปแล้ว มีใครเขาขอร้องให้คนอื่น “เล่า
เรียนมรรคา” เช่นนี้กันบ้าง หากเป็นในยุคบรรพกาล จะมีเรื่องแบบนี้
ได้หรือ?
กวอจู๋จิ่วใช้เสียงในใจเอ่ย “ศิษย์พี่หญิง กราบอาจารย์เรียนวิชา
สามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงได้นะ คอยประลองวรยุทธอย่างต่อเนื่อง
ถามหมัดก็ถือการเรียนหมัดนะ”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เลิกออกความคิดห่วยๆ สักที่
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้อาวุโสที่ขนาดอาจารย์พ่อก็ยังให้ความเคารพ
นะ”
กวอจู๋จิ่วหัวเราะหึหึ
แต่ดูเหมือนว่าหมอผีจะสามารถได้ยินเสียงในใจของพวกนาง
และเขาก็ไม่ปิดบังวิชาอภินิหารของตัวเองแม้แต่น้อย พูดอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า “ความคิดดี ความคิดดี ข้าไม่คู่ควรจะเป็นอาจารย์
ของเจ้า เดิมทีก็ควรเป็นฟ้าดินที่เป็นอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ถาม
หมัดกับข้าแล้วกัน เจ้าสามารถเรียนรู้ไปได้มากเท่าไรก็เท่านั้น ทุก
อย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า ข้าเองก็ไม่ได้ถ่ายทอด
มรรคาให้ ก็แค่เผยทัศนียภาพของวรยุทธเมื่อหมื่นปีก่อนให้ผู้ฝึกยุทธ
ในโลกยุคหลังเห็นก็เท่านั้น…”
เซี่ยโก่วอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เอ่ยโน้มน้าวว่า “เผยเฉียน รับปากเขา
ไปเถอะ หากเจ้ายังปฏิเสธอีก คาดว่าผู้อาวุโสท่านนี้คงจะลงไป
นั่งคุกเข่ากับพื้นขอร้องให้เจ้าเรียนหมัดแล้ว”
คิดไม่ถึงว่าหมอผีโบราณผู้นั้นจะพูดอย่างจริงใจว่า “คุกเข่ากับ
พื้นก็ได้ไม่เป็นไร ขอแค่เจ้ายอมเรียนหมัด จะให้ข้านับเจ้าเป็น
อาจารย์ก็ยังได้”
สิ่งที่ข้าต้องการก็คือมีผู้สืบทอดวรยุทธยุคโบราณ มีผู้ที่รวบรวม
ความสเร็จซึ่งความคิดจิตใจบริสุทธิ์คนหนึ่ง ไม่ถึงขั้นทให้วิถีวร
ยุทธเป็นภูเขาที่ว่างเปล่านานหมื่นปี
สิ่งที่ข้าคุกเข่าให้ก็คือผู้ฝึกยุทธหญิงที่หลายปีให้หลังได้เดินขึ้นสู่
ยอดสูงสุด ก็เหมือนอย่างที่นางพูด ยืนอยู่บนยอดสูงสุดแห่งวิถีวรยุทธ
ที่ยิ่งใหญ่โอฬารซึ่งไม่มีการแบ่งแยกอดีตกับปัจจุบัน
เดิมทีวิถีวรยุทธก็เป็นหนึ่งในระบบสืบทอดของวิถีแห่งเทพอยู่แล้ว
จึงสูงกว่าเวทคาถาทุกบทในโลกมนุษย์!
เซี่ยโก่วขยหมวกขนเตียว รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง เมื่อหมื่นปี
ก่อน ใจในการแสวงหามรรคาของผู้ที่ศึกษามรรคาอย่างพวกเรา
สะอาดบริสุทธิ์จนมองเห็นถึงก้นบึงได้เลยนะ
ราวกับว่าหมื่นปีให้หลัง นอกจากเสี่ยวโม่ เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว และ
พวกเจียงเช่อแล้ว วันนี้ก็ได้มาเจอกับ “สหายเก่าบนมรรคา” ที่ไม่ได้
เจอกันมานานอีกคนหนึ่งแล้ว
แต่สีหน้าของเผยเฉียนยังคงหนักแน่น นางยังคงยืนกรานใน
ความคิดของตัวเอง “ข้าจะเรียนเฉพาะหมัดของบ้านตัวเองเท่านั้น”
วิชาหมัดของเผยเฉียนล้วนมาจากเรือนไม้ไผ่
เซี่ยโก่วไม่ได้รู้สึกประหลาดใจนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นลูกศิษย์
ใหญ่เปิดขุนเขาของเจ้าขุนเขา เพราะถึงอย่างไรก็เป็นลูกสาวของ
คู่รักอย่างเจียงเซ่อและอู่เหยียน
อดีตผู้ครองชิงชิวส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่เห็นด้วย นางไม่เข้าใจ
เรื่องวรยุทธ แค่รู้สึกว่าแม่นางอายุน้อยผู้นี้ออกจะเล่นตัวเกินไปสัก
หน่อย
โชควาสนาใหญ่เทียมฟ้ายื่นส่งมาให้ถึงปากแล้ว แต่กลับไม่รีบ
ขยับตะเกียบ นี่ต่างจากเหล่าขุนนางชนชั้นสูงที่มีชาติกเนิดสูงศักดิ์
ชอบพูดคุยเรื่องวิชาการตรงไหน จะเสแสร้งเล่นตัวไปไย
ทว่าหมอผีกลับเบิกบานใจอย่างยิ่ง เห็นเพียงว่าเขากระทืบเท้า
เบาๆ ส่ายหน้าโคลงหัวโบกมือขยับเท้า เขาที่ยืนอยู่ในระเบียงหลังฝน
ตกย ่าเท้าด้วยจังหวะทนองเก่าแก่ คล้ายกับกลังวนรอบกองไฟที่
มองไม่เห็นกองหนึ่ง สีหน้าเคลิบเคลิ้มอิ่มเอมใจ คลอเพลงภาษา
โบราณคล้ายขับขานบทเพลง คาดว่าน่าจะกลังขอพรให้กับผู้ฝึก
ยุทธหญิงอายุน้อยผู้นั้นกระมัง
เซี่ยโก่วเอนหลังพิงเสาระเบียง ฟังจังหวะดนตรีที่คุ้นเคย ดึงหมวก
ขนเตียวลงมาเบาๆ เพื่อบดบังคิ้วตาที่อ่อนเยาว์ของเด็กสาว