กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 27.2 ผืนแผ่นดิน
หากไม่มีใจเช่นนี้ เมื่อหมื่นปีก่อนพวกเขาจะเข้าร่วมศึกเดินขึ้น
ฟ้าได้อย่างไร
นั่นคือการเดินขึ้นสู่ที่สูงและการกระโจนหาความตายที่ไม่ว่าใคร
ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะได้
กวอจู๋จิ่วมีนิสัยร่าเริงมาตั้งแต่เกิด เห็นท่าทางร่ายรของหมอผี
โบราณผู้นั้น นางก็ไม่รู้สึกว่าน่าขันไร้สาระ กลับกันยังยกแขนขึ้น บิด
ข้อมือเลียนแบบเขา
จู๋ซู่ยกสองแขนกอดอก ยืนพิงราวรั้ว หลับตาทสมาธิ ใบหน้า
ประดับยิ้ม เซียนกระบี่หญิงที่วันเวลาที่อาศัยอยู่ในเปลี่ยวร้างยาวนาน
กว่าวันเวลาที่ได้อยู่บ้านเกิดผู้นี้ คงจะนึกถึงบ้านเกิด
ตอนที่ตัวเองเป็น
เด็กขึ้นมา ในเมื่อเป็นสตรี แล้วจะไม่มีความคิดเพ้อฝันของเด็กสาวที่
ไร้เดียงสาได้อย่างไร
ดูเหมือนว่าหรงอวี๋จะสัมผัสได้ถึงความสุขอย่างจริงใจของ
ดินแดนเปลี่ยวร้างอันเก่าแก่นั้น นางเองก็ยกสองมือขึ้นปรบกันเป็น
จังหวะเบาๆ อย่างที่ห้ามตัวเองไม่ได้
อันที่จริงไม่ว่าใครก็ไม่ได้พูดอะไรกับอดีตผู้ครองชิงชิว แต่นาทีนี้
อดีตผู้ครองชิงชิวกลับรู้สึกได้เองว่าบางทีตัวเองอาจจะคิดผิดก็เป็นได้
ตนไม่เคย “เข้าใจมรรคา” อย่างแท้จริงใช่หรือไม่? โดยไม่ทัน
รู้ตัว อดีตผู้ครองชิงชิวก็ยิ่งมองบรรยากาศอันปรองดองของพวกเขา
ตัวนางเองกลับหลั่งน ้าตาเต็มใบหน้า
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่เรือนกายแข็งแกร่งกยเดินอยู่ในเมือง
หลวง เดินอยู่บนผืนแผ่นดินของโลกมนุษย์ไปทีละก้าว ทีละก้าว
……
หลิวชากลับไปที่กระท่อมบนภูเขาหวงหูอีกครั้ง แขวนกระบี่ยาว
เล่มนั้นไว้บนผนังดังเดิม เดินออกมาจากห้อง มองราวไม้ไผ่ที่พาดไว้
ตากผ้าซึ่งเวลานี้ถูกปลาชิงตัวใหญ่สองตัว น ้าหนักรวมๆ แล้วสามสิบ
สี่สิบจินถ่วงรั้งจนโก่งงอ หลิวชาได้ยินว่าปลาตัวใหญ่อย่างแท้จริงใน
ทะเลสาบ ต้องหนักร้อยจินขึ้นไป
ผู้ฝึกกระบี่แห่งเปลี่ยวร้างที่เคยชินกับการไปไหนมาไหนเพียง
ลพังพลันรู้สึกเปลี่ยวเหงา ครุ่นคิดว่าควรจะชวนคนที่ถูกชะตากันสัก
คนสองคนให้มาดื่มเหล้ากินข้าวกันที่กระท่อมดีหรือไม่
ฉวยจังหวะยามที่ฝูงปลากลังคึกคักและอยู่ในสภาพพร้อมที่สุด
นี้มาไล่ล่าพวกมัน หลิวชาสวมงอบที่ถักด้วยไม้ไผ่ไว้ใช้กันแดด
กลับไปที่ตแหน่งตกปลาของตัวเองอีกครั้ง นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เกี่ยว
เหยื่อแล้วโยนคันเบ็ดออกไป
เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูคนหนึ่งบังเอิญพลิ้วกายมายังพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้พอดี นางเอาของจุกจิกแต่จเป็นสหรับการ
ใช้ชีวิตบนภูเขามาให้ตามธรรมเนียม อย่างเก้าอี้ไม้ไผ่ที่หลิวชานั่งใน
เวลานี้ก็เป็นนางที่เอามาให้ เพราะได้ยินนายท่านเจ้าขุนเขาบอกว่า
อาจารย์หลิวชอบตกปลา ดังนั้นพวกข้าวของอย่างเหยื่อล่อปลา เก้าอี้
ไม้ไผ่ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นภูเขาลั่วพั่วที่เตรียมไว้ให้แต่เนิ่นๆ แล้ว ใน
สถานการณ์ทั่วไป อาจารย์หลิวไม่เรียกร้องอะไร นางก็ไม่เป็นฝ่าย
สอบถามอะไรก่อน หากมีข้อเรียกร้อง นางก็จะจดจเอาไว้เงียบๆ
หากมีความเกี่ยวข้องกับ “ข้อเรียกร้อง” นี้ นางก็จะคิดให้มากหน่อย
คราวหน้าที่มาภูเขาหวงหูก็แค่วางข้าวของทุกอย่างไว้หน้าประตูใต้
ชายคากระท่อมอย่างเป็นระเบียบ ไม่เคยเข้าไปในห้อง
หลิวชาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปทางกระท่อมหลังนั้น “หน่วนชู
เพิ่งจะตกปลาชิงมาได้สองตัว ข้าเองก็กินไม่หมด เจ้าเอาไปตัวหนึ่งสิ
ให้อาจารย์จูเอาไปทอาหารอร่อยๆ กินเขาฝีมือดี พวกเจ้าก็กิน
ด้วยกันได้หลายคน พูดถึงแค่ปลาตุ๋นเต้าหู้ก็รสชาติไม่เลวแล้ว”
ดวงตาหน่วนชูเป็นประกายวาบ ยิ้มเอ่ยขอบคุณอาจารย์หลิว
นางมีความสุข มีความสุขที่ดูเหมือนอาจารย์หลิวก็เห็นที่แห่งนี้เป็น
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตัวเองบ้างแล้ว
หลิวชาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “เอาตัวใหญ่ไปนะ”
หน่วนซู่รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
หลิวชากลับเอ่ยว่า “เชื่อข้าเถอะ คิดเสียว่าแขกตามใจเจ้าบ้านก็
แล้วกัน”
เฒ่าหูหนวกมาถึงยอดเขาฮวาอิ่งภูเขาเที่ยวอวี๋ เดินก้าวเข้ามาใน
“โรงเรียน” แห่งนั้นในมือถือไม้บรรทัด เดินไปตามเบาะแต่ละใบ
ตรวจสอบเส้นทางการหลอมลมปราณของพวกผู้ศึกษามรรคาที่นั่ง
อยู่บนเบาะอย่างละเอียดว่าถูกต้องหรือผิดวิธี รอกระทั่งจิตวิญญาณ
ของพวกเขาออกจากฌาน ก็จะบอกกับพวกเขาอย่างละเอียดว่าต้อง
ปรับแก้ตรงไหนบ้าง ตรงไหนสามารถพัฒนารุดหน้าไปได้อีก
หมอผีเข้ามาในเรือนชั้นสอง เลือกห้องหนึ่งไว้เป็นห้องพัก เขา
ขอตราส่วนหนึ่งมาจากหญิงสาวที่ชื่อว่าหรงอวี๋ บอกกับนางว่ายิ่ง
เอามาเยอะก็ยิ่งมีประโยชน์ ไม่จกัดประเภท
เมื่อครู่นี้หรงอวี๋ยื่นส่งป้ายหยกของจวนราชครูแผ่นหนึ่งให้กับเขา
หมอผีมองผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งแวบหนึ่ง รู้สึกอัดอั้นอย่างมาก นางให้
ความสคัญกับวัตถุชิ้นนี้ขนาดนี้ ไฉนหรงอวี๋แค่พบหน้าตนก็มอบให้
ตนเลย? ตนควรจะรับหรือไม่รับดีล่ะ? สีหน้าของเด็กสาวสวมหมวก
ขนเตียวเป็นปกติ เอ่ยเตือนว่า “แผ่นหยกสคัญ อย่าทหายล่ะ”
เก็บแผ่นหยกไปแล้วก็เดินเข้าไปในห้อง หมอผีลังเลอยู่นานกว่า
จะนั่งลงข้างโต๊ะท่าทางอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
หยิบตราธรรมดาที่สุดเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ที่สุด รอบคอบที่สุดหมอผีไม่ยอมเปิดหน้าหนังสือเสียที่ แค่ใช้ฝ่ามือ
ลูบผ่านชื่อหนังสือเบาๆ
ส่วนทางฝั่งของอดีตผู้ครองชิงชิว หรงอวี๋บอกกล่าวกับกรม
อาญาไว้แล้วว่าให้ช่วยหาสถานะบนทเนียบง่ายๆ อย่างหนึ่งให้นาง
ใช้นามแฝงว่า “สวีเหนียง” ฉายาการฝึกตนคือ ‘ชิงชิว’ ทว่าเรื่องของ
การจดบันทึกภูมิลเนาและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมลงในเอกสาร กลับ
เป็นเรื่องยุ่งยากที่ไม่เล็กเลย
ผู้ฝึกตนอิสระทั่วไป หรือแม้กระทั่งขอบเขตเซียนเหรินที่ชอบท่อง
ไปในโลกโลกีย์ ต่างก็ไม่สนใจในเรื่องนี้ เดิมทีก็เป็นแค่ของที่ทให้สิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าในทวีปต่างๆ และสถานที่ราชการประจ
ราชสนักแคว้นต่างๆ ดู ทว่าสถานะของอดีตผู้ครองชิงชิวพิเศษ
เกินไป นางคือเจ้าประมุขแห่งเผ่าปีศาจอย่างสมชื่อ เอกสารทของ
ปลอมได้ แต่จิตฟ้าล่ะ มหามรรคาล่ะ? ก็ปลอมกันได้ด้วยหรือ? หาก
ไม่ปลอม ก็ต้องมีความจริงใจ
คว่าเซียนดินยุคบรรพกาลนั้นพูดถึงห้าขอบเขตบนในปัจจุบัน
หลักๆ แล้วหมายถึงเซียนเหรินในปัจจุบัน
เซียนทองพูดถึงผู้บรรลุมรรคาที่ได้พิสูจน์ผลแห่งมรรคาในโลก
มนุษย์แล้ว ทั้งขอบเขตบินทะยานและขอบเขตสิบสี่ก็ล้วนถือว่าใช่
การที่อดีตผู้ครองชิงชิวได้รับโชคหลังเคราะห์ร้าย เลื่อนเป็น
ขอบเขตสิบสี่ในแม่น ้ายาวแห่งกาลเวลา แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับที่นาง
มีใจอยากจะปกป้องเผ่าจิ้งจอกในใต้หล้าด้วย
เซี่ยโก่วช่วยคิดหาวิธีให้ “เวลาปกติพวกเราก็เรียกนางว่า ‘ชิงชิว’
แล้วกัน ก็เหมือนอย่างที่บรรดานักปราชญ์มักใช้ ‘ชื่อรอง” เป็นที่รู้จัก
ในโลก ชื่อจริงกลับมีคนรู้ไม่กี่คน ส่วนภูมิลเนาก็เติมไปว่าแคว้นหู
เดิมทีชิงชิวก็ได้รับพระคุณจากสหายปี้เซียวอยู่แล้ว ปีนั้นเคยโขกหัว
ให้แล้ว ทุกวันนี้แคว้นหูก็แบ่งแยกพื้นที่อยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัว ก็ถือ
ว่าเป็นความสัมพันธ์ควันธูปที่สืบเนื่องมายาวนานหมื่นปีครั้งหนึ่ง”
“คนที่เดินขึ้นเขามักจะคิดถึงคนึงหาไม่คลาย ยืนหยัดอย่างไม่
ย่อท้อ สักวันหนึ่งขุนเขาทั้งหลายย่อมตอบรับเสียงสะท้อนกลับมา”
“ส่วนเมื่อมาอยู่ในหมู่ชาวบ้านของโลกโลกีย์แล้วถูกคนเรียกว่าส
วีเหนียง กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครได้เปรียบใคร”
ชิงชิวพยักหน้าเบาๆ ยอมรับในคพูดของป๋ายจิ่ง เรื่องของ
ภูมิลเนาก็ให้เป็นที่แคว้นหูซึ่งอยู่ใต้อาณัติของภูเขาลั่วพั่วก็แล้วกัน
เซี่ยโก่วเอ่ยสัพยอก “เคยได้ยินแต่นับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูล
เจ้ากลับดีนัก บรรพบุรุษเผยกายบนโลก เป็นฝ่ายเดินออกจาก
ภาพวาดมานับพวกคนรุ่นเยาว์แทนเสียนี่”
สามารถจินตนาการได้เลยว่าพวกลูกหลานรุ่นหลังที่อาศัยอยู่ใน
สถานที่คับแคบอย่างแคว้นหูเช่นพวกเพ่ยเซียง เมื่อได้เจอกับ “เจ้า
ประมุขแห่งชิงชิว” ที่ผู้คนพูดถึงกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว จะรู้สึก
เหมือนฝันที่กลายมาเป็นจริงถึงเพียงใด?
คงเป็นเพราะได้สัมผัสกับการระบบูชาก่อนหน้านี้ ชิงชิวจึงพูด
อย่างตรงไปตรงมาว่า “ป๋ายจิ่ง ข้าอยากรีบไปที่แคว้นหูเร็วๆ ไปให้เห็น
ว่าทุกวันนี้พวกนางสบายดีกันหรือไม่”
เซี่ยโก่วพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าค่อยไปศาลเทพีบุปผาทีหลังก็
แล้วกัน”
จะได้แวะไปดูเสี่ยวโม่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยบน
ภูเขาฮุยเหมิงด้วย
โยนยันต์สามภูเขาปีกหนึ่งไปให้นาง บอกวิธีการใช้ยันต์ไปแล้ว
ชิงชิวรู้สึกเพียงว่าร้อนลวกมือ เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “จะไม่ชักนให้
ท่านผู้นั้น….เดือดดาลอย่างหนักจริงหรือ?”
เซี่ยโก่วแสร้งทเป็นไม่รู้ จงใจพูดข่มขู่นาง “ใครกัน? ใช้ยันต์แต่
ไม่กี่แผ่นก็ผิดกฎสวรรค์แล้วหรือ? พี่หญิงอาจื่อ ต้องกลัวขนาดนั้น
เลยหรือไร หวาดระแวงจนเห็นเงาธนูในแก้วเป็นงู ขี้ขลาดเกินไปแล้ว
นะ”
เห็นว่าเซี่ยโก่วจะเรียกยันต์หดย่อพื้นที่ออกมา ชิงชิวก็รีบใช้เสียง
ในใจบอกเตือนว่า “ปีนั้นพวกคนดื้อดึงของโลกมนุษย์ทั้งหลาย มีใคร
ที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้วได้ดีบ้าง? บางทีเจ้าอาจจะยังขอให้ผู้
อาวุโสปี้เซียวช่วยเหลือได้ แต่ข้าจะไปหาใครได้?”
เซี่ยโก่วไม่หยอกเย้าจิ้งจอกยั่วยวนผู้นี้อีก ยกสองมือเท้าเอว
หัวเราะฮ่าๆ เอ่ย “วางใจเถอะ อาจารย์ซานซานจิ่วโหวท่านนี้ถูกเจ้า
ขุนเขาของพวกเราทให้หวาดกลัวอย่างมากแล้ว เลยได้แต่พูด
ออกมาว่าจะไม่สนใจการเรียกใช้ยันต์สามภูเขาตามใจชอบของผู้ฝึก
ตนสายภูเขาลั่วพั่วพวกเราอีกแล้ว ไม่ต้องจุดธูปคารวะสามดอก ทุก
ครั้งที่แต่ละคนข้ามภูเขาข้ามมหาสมุทรมักจะต้องรบกวนการฝึกตน
อย่างสงบของเขาเสมอ เขาเองก็ปวดหัวมากเหมือนกัน ไม่สู้ให้ตัวเอง
ตาไม่เห็นใจได้สงบยังดีเสียกว่า”
ชิงชิวกึ่งเชื่อกิ่งกังขา เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ทุกวันนี้ข้าเองก็ถือ
เป็นผู้ฝึกตนของภูเขาลั่วพั่วครึ่งตัวแล้ว น้องป๋ายจิ่งอย่าได้จงใจท
ร้ายข้า”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้มีข้าคอยจับ
ตามองเจ้า ก็เลยปล่อยให้เจ้าก่อเรื่องได้ตามใจชอบ ไปถึงภูเขาลั่วพั่ว
แล้ว ที่นั่นมีกฎระเบียบเข้มงวด เจ้าต้องสรวมจิตใจ ไม่ใช่ว่าเจอใคร
ก็อยากนอนกับคนนั้น ขอแค่ก่อเรื่อง ไม่ว่าใครก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ เจ้า
ขุนเขาของพวกเราคือวิญญูชนผู้เที่ยงตรง รคาญเรื่องที่ไร้สาระพวก
นี้ที่สุดแล้ว ชิงชิว เจ้าต้องคิดให้ดีนะ เข้าไปอยู่ในแคว้นหู ข้าเซี่ยโก่ว
ก็คือคนรับรองของเจ้าในใต้หล้าไพศาล หากเจ้าทให้เจ้าขุนเขาเกิด
จิตสังหาร ไม่ต้องให้เขาลงมือ ข้าก็ย่อมสังหารเจ้ากับมือตัวเอง ช่าง
เถอะ ทุกวันนี้ขอบเขตของข้าต ่าต้อย ไม่อาจสังหารบินทะยานที่
แข็งแกร่งอย่างเจ้าได้ ก็จะเรียกเสี่ยวโม่มา….ไม่เอาเสี่ยวโม่ดีกว่า เขา
บาดเจ็บอยู่ ข้าก็ได้แต่ทให้สหายปี้เซียวไม่ชอบขี้หน้าเจ้าแล้ว”
ชิงชิวคลี่ยิ้มหวาน “ป๋ายจิ่งหนอป๋ายจิ่ง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพี่สาว
ไม่เข้าใจเรื่องทางโลกเสียบ้างเลย ข้ามีพรสวรรค์ในการเรียนรู้เรื่อง
พวกนี้ที่สุดแล้ว”
เชียโก่วหลุดหัวเราะพรืด แล้วพลันเปลี่ยนสีหน้า ตวาดกร้าวว่า
“นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เจ้าลืมเรื่องอะไรไปหรือไม่?!”
จิตแห่งมรรคาของชิงชิวสั่นสะเทือน ถามอย่างสงสัยว่า “อะไร
หรือ?”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างโกรธเคือง “ไปเยี่ยมญาติที่แคว้นหูมารดาเจ้า
นั่นเถอะ มัวมายืนบื้ออยู่ทีนีทไม ไปปิดประตูทบทวนความผิดชะ!”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวหมุนตัวหันหนี ไปหาอู๋ไฉ่ที่ศาลเทพี
บุปผา
ชิงชิวก้าวเร็วๆ เดินตามไป ฉวยจังหวะว่ามีช่องเวลาว่างนี้ทให้
นางนึก เรื่องเล็ก เรื่องนั้นขึ้นมาได้ จึงเดินเบี่ยงตัวหันข้าง
ชายกระโปรงยาวลากระพื้น นางปิดปากพูดกลั้วหัวเราะว่า “น้องสาว
จะโกรธเคืองทไมกัน ตอนนี้พี่สาวไม่มีเงินเทพเซียนอย่างที่พวกเจ้า
เรียกกัน ในถ ้าสถิตแห่งชะตาชีวิต สมบัติไม่กี่ชิ้นที่สามารถเก็บมาได้
จนถึงทุกวันนี้ก็ต้องทะนุถนอมเห็นค่าเหมือนชีวิตจริงๆ จะเอาพวกมัน
ไปขายแลกเงินมาย่อมไม่ได้ เจ้าเอาเงินส่วนหนึ่งมาให้พี่สาวยืมใช้
ก่อนสิ คราวหน้าจะคืนให้เจ้าร้อยเท่าเลย”
เซี่ยโก่วร้องอ้อ หยิบเงินเทพเซียนถุงหนึ่งออกมาจากชายแขน
เสื้อ โยนให้นาง “ตกลงกันไว้แล้วนะว่าต้องใช้คืนให้ข้าร้อยเท่า”
ชิงชิวเปิดถุงหยิบเงินเทพเซียนเหรียญหนึ่งออกมา ดูเหมือนว่าจะ
เป็นเงินฝนธัญพืชของบนภูเขา
เดินเนิบช้าอย่างแซ่มช้อย นางชูเงินเทพเซียนที่เป็นสีเขียวมรกต
เหรียญนั้นขึ้นสูง เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ จึงไม่ถือสาความหน้าเลือดเจ้า
เล่ห์ของป๋ายจิ่งอีก
ของชิ้นแรกที่ได้มาจากโลกมนุษย์ใหม่เอี่ยมแห่งนี้ก็คือขนม
มงคล
ของชิ้นที่สองคือเงินฝนธัญพืช
พริบตานั้นนางก็พลันกระจ่างแจ้ง ป๋ายจิ่งไม่ได้อยากได้เงินจาก
ตน แต่เป็นป๋ายจิ่งที่ชักนให้ตนตามหาเส้นทางการผสานมรรคาที่
สอดคล้องกับบัญชาจากสวรรค์อย่างที่มองไม่เห็น
ชิงชิวเก็บแค่เงินฝนธัญพืชที่มีความหมายไม่ธรรมดาเหรียญนี้ไว้
เหรียญเดียว หันหน้าไปโยนถุงเงินให้กับสตรีหน้าตางดงามที่ชื่อว่า
หรงอวี๋ บอกว่าเป็นเงินชดใช้ค่าเสียหาย
หรงอวี๋เองก็ไม่เกรงใจนาง บอกว่าตกลง
นางก้มหน้าลงมองหมวกขนเตียวน่ารักที่ “เด็กสาว” สวมไว้บน
ศีรษะ จิตแห่งมรรคาก็ราวกับอ่อนโยนในทันที่ นางเกิดใจนึกสนุกก็
เลยลูบหมวกขนเตียวเอาอย่างคนแซ่เฉินผู้นั้น
เซี่ยโก่วสีหน้าไม่สบอารมณ์ ยกมือขึ้นปัดกรงเล็บของนังหญิง
แพศยาที่ยื่นมา เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้ามาตีสนิทกับข้า ไม่รู้จัก
เด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ใครเป็นพี่น้องกับเจ้ากัน
ชิงชิวยังคงทต่อ
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวโมโหหนักจึงต่อยเข้าที่เอวของชิงชิว
ต่อยจนนางกระเด็นร่วงเข้าไปในหลังคาสี่เหลี่ยมที่เปิดอ้ารอบลาน
บ้าน ชุดกระโปรงคลี่กางดุจบุปผาผลิบาน