กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 27.3 ผืนแผ่นดิน
หยวนฮว่าจิ้งบดบังลมปราณ ใช้เวทอพรางตา ผู้ฝึกกระบี่
ก่อกเนิดที่ยังไม่เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนผู้นี้นพาหุ่นเชิดขอบเขต
บินทะยานที่ “ออกจากเตามาอย่างใหม่เอี่ยม” มาเยือนจวนราชครู
อย่างลับๆ
นอกจากนี้เซียนกระบี่หยวนยังตั้งใจขอยืมวัตถุจื่อชื่อชิ้นหนึ่ง
จากนักพรตเก๋อหลิ่งเพื่อเอามาใช้บรรจุสมบัติมากมายหลายชิ้นพวก
นั้นด้วย
นับจนวนดูแล้ว ทั้งของชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ วัตถุแห่งชะตาชีวิต
หลากหลายชนิดรูปร่างแปลกประหลาดมากมาย มีมากถึงสามร้อย
ยี่สิบเก้าชิ้น
ของที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีมากเกินครึ่ง ส่วนของที่ได้รับความ
เสียหาย มีอยู่ประมาณร้อยกว่าชิ้น ส่วนที่ปริแตกอยู่ในสภาพไม่ดี
กลับมีน้อยมาก
ส่วนระดับขั้นที่แท้จริงของพวกมันสูงหรือต ่า พวกหยวนฮว่าจิ้งมี
ตบะต ่าจึงมองอะไรไม่ค่อยออกนัก
แน่นอนว่าหยวนฮว่าจิ้งรู้ว่าราชครูเฉินกับเฉาสือไปที่ทะเล
ด้วยกัน คือการถามหมัดบนยอดเขาที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะยิ่งใหญ่
ทรงพลัง ถึงขั้นที่อาจจะเป็น “การช่วงชิงขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวร
ยุทธ” ที่นับแต่อดีตตราบจนปัจจุบันไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้
ราชครูไม่อยู่ หยวนฮว่าจิ้งจึงอธิบายเรื่องนี้ให้หรงอวี๋ฟังอย่าง
ละเอียด มอบทั้งวัตถุจี่อชื่อและสมุดภาพที่วาดด้วยมือให้นางไปพร้อม
กัน มีความหมายของการรายงานอย่างเป็นทางการของวงการขุน
นางอยู่หลายส่วน มีความหมายของการรายงานอย่างเป็น
แม้ว่าในนามหรงอวี๋จะเป็นแค่สาวใช้คนหนึ่งของจวนราชครู แต่
มองไปทั่ววงการขุนนางต้าหลี ใครเล่าจะกล้ามองนางเป็นคนไม่
สคัญ?
ตอนที่มอบวัตถุจื่อชื่อชิ้นนั้นไปให้ หยวนฮว่าจิ้งก็เอ่ยเตือนว่า
“แม่นางหรงอวี๋เนื่องจากจนวนสมบัติที่อยู่ด้านในมีเยอะเกินไป วัตถุ
จื่อชื่อถึงได้มีประกายแสงเรืองรองที่ยากจะใช้หลักการเหตุผลทั่วไป
มาประเมินแผ่ออกมาเช่นนี้ นี่ยังเป็นเพราะเก๋อหลิงร่ายตราผนึกหลาย
สิบชั้นเอาไว้แล้ว หาไม่แล้วก็มีแต่จะยิ่งเกินจริงมากกว่านี้ ข้ากลัวว่า
มันจะบินหนีไปได้เอง นี่ไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ นะ”
หรงอวี๋พยักหน้า เก็บทั้งวัตถุจื่อชื่อและตราภาพใส่ไว้ในชาย
แขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ยินดีกับเซียนกระบี่หยวนด้วยที่ได้รับกลัง
สนับสนุนช่วยเหลือเช่นนี้”
หยวนฮว่าจิ้งก็ถือเป็นบุคคลบนภูเขาที่หนักแน่นสรวมอย่างมาก
แล้ว แต่พอได้ยินคพูดประโยคนี้ก็ยังมีรอยยิ้มอย่างที่ยากจะปิดบังไว้
ได้ “โชคดีที่ได้ราชครูเฉิน”
หรงอวี๋ยิ้มกล่าว “แล้วก็โชคดีที่ได้ผู้อาวุโสปี้เชียวแห่งอาราม
กวานเต๋า”
หยวนฮว่าจิ้งเข้าใจความนัยของหรงอวี๋ได้ทันทีจึงพยักหน้ารับ
“เป็นธรรมชาติ”
ไม่เพียงแต่การ “ออมมือไว้ไมตรี” ของเจ้าอารามผู้เฒ่าที่มีมรรค
กถาสูงส่งเทียมฟ้า ทิ้งร่างของนักพรตกระดูกขาวที่สมบูรณ์แบบ
เอาไว้ แล้วยังช่วยเก็บขอบเขตบินทะยานของนักพรตกระดูกขาวไว้
ให้ด้วย…นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ขอบเขตสิบสี่สังหารขอบเขต
สิบสี่ก็ทได้อย่างผ่อนคลายเช่นนี้เลยหรือ?
หรือว่าสิบสี่ใหม่เก่า พลังตบะแข็งแกร่งและอ่อนด้อยของทั้งสอง
ฝ่ายแตกต่างกันขนาดนี้จริงๆ?
ซ่งอวิ๋นเจียนตั้งใจเดินจากต้นท้อมาที่นี่โดยเฉพาะ เดินวนรอบ
ร่างของ “ซานย่วนฝ่าจู่ที่มีสีหน้าที่มที่อพลางจุ๊ปากด้วยความทึ่ง
อีกเดี๋ยวหยวนฮว่าจิ้งก็ต้องรีบไปปิดด่านแล้ว สถานที่ปิดด่าน
ไม่ใช่ที่ไหน ก็คือที่หอบูชากระบี่
พวกคนที่ถูกกระบี่บิน “เย่หลาง” สังหาร นอกจากจะจงรักภักดี
แล้ว ไม่ว่าจะถูกบงการอย่างไร จะให้บุกตะลุยทะลวงขบวนรบไปบน
สนามรบหรือให้ประลองวิชาคาถาบนภูเขา ก็จะทตามโดยไม่สนว่า
จะเป็นหรือตาย นอกจากนี้ยังเอาไปใช้งานอย่างอื่นได้อีก ยกตัวอย่าง
เช่น…..หากรู้อะไรก็จะบอกทั้งหมดไม่มีเก็บซ่อนไว้ ยินดีที่จะถ่ายทอด
มรรคา ถ่ายทอดความรู้ที่เล่าเรียนมาให้อย่างหมดหน้าตัก!
หรงอวี๋ครุ่นคิดแล้วก็ให้คแนะนว่า “หากเรื่องของการปิดด่าน
ไม่ได้เร่งด่วนเหมือนลูกธนูถูกที่ขึ้นสายแล้ว ทางที่ดีที่สุดเซียนกระบี่
หยวนก็ไม่ต้องรีบร้อนไปที่หอบูชากระบี่ ควรจะรอให้ราชครูกลับมา
ก่อน”
หยวนฮว่าจึงพยักหน้า “เป็นแบบนี้ย่อมดีที่สุด”
ใช้ยันต์สามภูเขามายังยอดเขาจี๋หลิงของภูเขาลั่วทั่ว พวกนาง
เผยกายกันอยู่นอกประตูภูเขา เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “นักพรต
เซียนเว่ย อ่านตราเพิ่มพูนความรู้อีกแล้วหรือ”
นักพรตหนุ่มยัดตราในมือให้ไถลเข้าไปในชายแขนเสื้อด้วย
ท่าทางคล่องแคล่ว แล้วก็เปลี่ยนเป็นตราอีกเล่มหนึ่งแล้ว เขาลุกขึ้น
ยืนจากเก้าอี้ไม้ไผ่ ตีหน้าเคร่งพยักหน้ารับ “มหาสมุทรแห่งความรู้
กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด”
นักพรตยังคงปักปิ่นไม้ไว้บนมวยผม แต่กลับเป็นของเลียนแบบ
ก็เขายังคงคิดถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนนี่นะ
เห็นว่านักพรตผู้นั้นเหมือนจะเป็นคนเฝ้าประตูของที่นี่ ชิงชิวก็อึ้ง
ค้างเป็นไก่ไม้ ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ไหนเลยจะมีท่าทางยั่วยวน
เหลืออยู่อีก
ทุกวันนี้เด็กชายผมขาวเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่แล้ว มานะฝึก
ตนอย่างมาก นี่ก็เพิ่งจะหัดเรียนวิชาหดย่อพื้นที่ใหม่อีกครั้งได้สเร็จ
วะฮะฮ่า ฝึกวิชาเทพขั้นสูงสเร็จแล้ว จึงกระโดดโผล่มาเผยตัว
“สหายแปลกหน้าที่มาเยี่ยมเยือนภูเขาท่านนี้ เพราะมีกฎระเบียบอยู่
หาใช่จงใจสร้างความลบากใจให้ไม่ โปรดบอกชื่อมาโดยเร็ว”
เซี่ยโก่วมีบารมีของคนเป็นขุนนางอย่างมาก โบกมือเอ่ยว่า “ไป
ไกลๆ คนกันเอง ไม่ต้องบันทึกชื่อ”
เด็กชายผมขาวปฏิบัติตามหน้าที่โดยยึดหลักของความถูกต้อง
ถามอย่างกังขาว่า “ท่านหัวหน้า พูดจริงหรือ ไม่ใช่ว่าอ้างประโยชน์
ส่วนรวมบังหน้าเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองจริงๆ นะ?”
หากเกิดเรื่องขึ้น แม้กระทั่งตแหน่งขุนนางผู้เรียบเรียงตราก็
ต้องรักษาไว้ไม่อยู่ จะถูกขับออกจากสนักไปพร้อมกัน ถึงเวลานั้น
หัวหน้าเชี่ยอย่างเจ้ายังมีตแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง แต่ข้าจะท
อย่างไร ให้ไปเป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกหรือ? ทุกวันนี้ตแหน่งลูกศิษย์
ฝ่ายนอกไม่มีค่าแล้ว ภูเขาเที่ยวอวี่มีคนอยู่มากมายขนาดนั้นที่ทุก
วันนี้ต่างก็ได้เป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกที่ถูกบันทึกชื่อลงเอกสาร นาง
กลังครุ่นคิดว่าควรจะปรึกษากับบรรพบุรุษอิ่นกวานสักหน่อย ไม่สู้
ลดขั้นให้ตนไปเป็นลูกศิษย์นักการดีกว่า เอ๊ะ? อยากนอนก็มีคนยื่น
หมอนให้หนุน โอกาสมาเยือนถึงที่แล้วหรือนี่?
เซี่ยโก่วถลึงตาใส่ “บังอาจ”
เด็กชายผมขาวรีบประจบเอาใจทันใด “ในเมื่อเป็นสหายรักของ
ท่านหัวหน้า แล้วข้าจะไม่วางใจได้อย่างไร ขึ้นเขา เชิญขึ้นเขาไปได้
ตามสบายเลย”
เซี่ยโก่วพาชิงชิวมาถึงหน้าประตูเรือนของพ่อครัวเฒ่าแล้วเดิน
โยกไหล่ก้าวอาดๆ เข้าไปในบ้าน ปากก็โหวกเหวกเสียงดังนไปก่อน
“อาจารย์ผู้เฒ่าจู มีแขกมา อยากจะไปดูแคว้นหูในพื้นที่มงคลรากบัว
ช่วยขอร่มใบถงมาจากหน่วนซูให้หน่อยสิ เปิดประตูแล้วท่านก็ช่วย
นทางให้ด้วยได้ไหม? อาจารย์ผู้เฒ่าจู ขอโทษด้วยจริงๆ นะ ข้ามี
ข้อตกลงกับนางจึงไม่อาจแพร่งพรายตัวตนรากฐานของนางให้รู้ก่อน
ได้ เรียกนามแฝงของนางว่าสวีเหนียงก็แล้วกัน”
พ่อครัวเฒ่าที่กลังนั่งถักตะกร้าสานอยู่บนม้านั่งใต้ชายคาหยุด
งานในมือลง ลุกขึ้นยื้อเอ่ย “ได้สิ”
ชิงชิวมอง “ผู้เฒ่า” แวบหนึ่ง แล้วนางก็อึ้งค้างไปอีกครั้งเหมือน
ตอนที่เห็นนักพรตปักปิ่นไม้หน้าประตูภูเขาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ทั้งสองฝ่ายมองสบตากัน จูเหลี่ยนยังคงคลี่ยิ้มดังเดิม สีหน้าก็ยัง
ดังเดิม ทว่าชิงชิวกลับเบี่ยงสายตาไปอีกทาง ผินหน้าหนีเล็กน้อย
เซี่ยโก่วอยากจะกุมท้องหัวเราะก๊าก แต่ก็ข่มกลั้นไว้อย่าง
ยากลบาก กุมหมัดเอ่ย “อาจารย์ผู้เฒ่าจู ข้าไปหาเสี่ยวโม่แล้วนะ”
จูเหลี่ยนที่สวมชุดกว้าตัวยาวสวมรองเท้าผ้าพยักหน้ารับด้วย
รอยยิ้ม เอ่ยเสียงเบา “ไปเถอะ เจอหน้ากันแล้วก็จไว้ว่าด่าเสี่ยวโม่
หลายๆ คหน่อย อย่าได้ตัดใจด่าไม่ลง อย่ามัวแต่ปล่อยตามใจเขา
อีก ครั้งนี้จะต้องด่าให้เขามีสติให้จงได้ อย่าได้เอาแต่รู้สึกว่าปล่อย
กระบี่ก็คือการทเรื่องอย่างหนึ่งที่เหมือนว่าพอทไปแล้วก็เป็นการ
แสดงความในใจให้เห็น ไม่จเป็นต้องพูดอะไรอีก ต่อให้แม่นางเซี่ย
จะรักเขาแค่ไหนก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะหน้าบางไม่ยอมพูดภาษารัก
ออกมาแม้แต่ครึ่งค”
เซี่ยโก่วย่นจมูก “ข้าตัดใจด่าเสี่ยวโม่ไม่ลงนี่นา”
จูเหลี่ยนยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องด่าเขานะ”
เซี่ยโก่วถูมือแรงๆ เอ่ยอย่างลังเลว่า “ทได้จริงๆ หรือ”
จูเหลี่ยนโบกชายแขนเสื้อ ถือเป็นการออกคสั่งไล่แขกแล้ว “แม่
นางเซี่ยอย่าได้ไม่เป็นตัวของตัวเองเพียงเพราะรักคนคนหนึ่ง”
เชี่ยโก๋วพลันอารมณ์ดีขึ้นมาทันที่ เดินโยกไหล่ไปที่พื้นที่
ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอย
พอเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจากไป ชิงชิวก็ยิ่งกระอักกระอ่วน
ชิงชิวเอ่ยอย่างเขินอาย “ให้อาจารย์ผู้เฒ่าจูเห็นเรื่องตลกแล้ว
ชื่อปลอมอย่าง “สวีเหนียง” นี้เป็นป๋ายจิ่งที่ช่วยตั้งให้”
จูเหลี่ยนยิ้มกล่าว “เป็นชื่อที่ดีจริงๆ กาลเวลายาวนานเป็นหมื่นปี
โลกมนุษย์ที่กึ่งเก่ากึ่งใหม่”
ชิงชิวรู้สึกเหลอหราขึ้นมาทันใด หา?
จูเหลี่ยนก็ไม่พูดอะไรต่อ เขาไปหาหน่วนซู่น้อย ขอร่มใบถงที่
เป็นกุญแจของพื้นที่มงคลมา
เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูยอบกายคารวะผู้อาวุโสที่ใช้นามแฝง
ว่าสวีเหนียง เห็นดวงตากระจ่างใสที่เฉลียวฉลาดคู่นั้น ทเอาชิงชิวที่
มองดูอยู่หักใจพูดหยอกล้อไม่ได้
เข้าไปในพื้นที่มงคลรากบัว ทะยานลมหยุดลอยตัวอยู่บนม่านฟ้า
ไม่จเป็นต้องให้จูเหลี่ยนบอกทิศทาง ชิงชิวมองปราดเดียวก็มองทะลุ
ทะเลเมฆหลายชั้นไปเห็นที่ตั้งของแคว้นหูทันที่ ความรู้สึกนับร้อย
ประดังประเดเข้าใส่ เงียบไปพักหนึ่ง น ้าตาก็พลันไหลพรากลงมาเต็ม
หน้าของนาง ความอาวรณ์นั้นเวียนวนพันผูกในดวงจิตตราตรึงอยู่
แม้ยามหลับฝันมานานหลายต่อหลายปี คอยประคับประคองไม่ให้
นางเป็นบ้า จิตแห่งมรรคาไม่ถึงขั้นพังทลาย ไม่สิ้นหวังอยู่ในกรงขัง
แห่งนั้น….ในที่สุดก็ได้พบพวกนาง
จูเหลี่ยนแค่ชี้ไปยังแม่น ้าสายหนึ่งที่โอบล้อมอยู่รอบแคว้นหู
เหมือนผ้าแพรต่วน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นี่ก็เป็นบ้านเกิดของข้า
เหมือนกัน แม่น ้าสายนั้นชื่อสมัยโบราณคือฉีสุย จได้ว่าตอนอายุยัง
น้อยเคยเดินทางผ่าน มีการเอาก้อนหินก่อทับซ้อนทเป็นสะพาน
ตอนที่น ้าลึกมองไม่เห็นร่องรอยของสะพานหิน แต่พอน ้าแห้งกลับ
เผยออกมา คุณชายมีใจเลือกที่ตั้งแห่งนี้ให้เป็นที่ตั้งรกรากของแคว้น
หูในพื้นที่มงคล คือการมอบความหวังที่ยิ่งใหญ่อย่างมากไว้ที่พวก
นาง เขาหวังว่าเหล่าสตรีของแคว้นหูทุกคนจะทั้งสามารถพักอาศัยอยู่
ริมน ้าเหมือนบรรพบุรุษของพวกนางได้ แล้วก็หวังว่าในอนาคตพวก
นางจะไปมาระหว่างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบ
กับโลกที่เต็มไปด้วยฝุ่นแดงคละคลุ้งได้อย่างอิสระ”
ชิงชิวพึมพ “แบบนี้เองหรือ”
ในเมื่ออบอุ่นเช่นนี้ ไฉนถึงไม่บอกแต่แรกนะ
ชิงชิวทอารมณ์ให้มั่นคง ร่ายเวทอพรางตา มุ่งหน้าไปยัง
อาณาเขตแคว้นหูที่ “ผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น” นางบอกกับจู
เหลี่ยนว่ารอสักครู่ ขอให้นางได้เดินเล่นสักครึ่งชั่วยามนางก็จะ
กลับไปที่ภูเขาถั่วพัวอย่างตรงเวลา
จูเหลี่ยนกลับบอกว่าจะครึ่งชั่วยามหรือหนึ่งชั่วยามก็ไม่มีปัญหา
ชิงชิวใจร้อนเหมือนลูกธนูที่อยากพุ่งออกแล่ง ถึงกับลืมขอบคุณ
อาจารย์ผู้เฒ่าที่เข้าอกเข้าใจผู้คนเป็นอย่างดี
หนึ่งชั่วยามผ่านไป จูเหลี่ยนยังคงรอคอยอยู่ที่ริมน ้าฉีสุยด้วย
ความอดทน ไม่มีความคิดจะเร่งรัดให้นางเดินทางกลับภูเขา
ผู้เฒ่าหลังค่อมเอาสองมือไพล่หลัง มือแต่ละข้างหิ้วรองเท้าผ้า
หนึ่งข้าง เดินอยู่บนสะพานหินที่พาดผ่านแม่น ้าฉีสุยนอกแคว้นหู
เพียงลพัง
หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล พกกระบี่ออกท่องยุทธภพ มือกระบี่
เด็กหนุ่มที่ชอบนิยายเรื่องเล่าประหลาดมากที่สุดก็เคยร้องเพลงข้าม
น ้าอยู่ที่นี่ คิดจินตนาการถึงภาพวาดบนฝาผนังที่มีเซียนจิ้งจอกเดิน
ออกมาจากเรือนหลังหนึ่ง หรือไม่ก็สตรีงดงามรูปร่างอรชรที่จแลง
มาจากเซียนน ้ายุคโบราณ ยืนตระหง่านเดียวดายอยู่ในโลกมนุษย์
เปลือยเท้าก้าวเดินเนิบช้า กระโปรงยาวลากระคลื่นน ้า
เขาก็เคยเป็นเด็กหนุ่มเหมือนกันนี่นะ
มีจิ้งจอกก้าวย่างอ่อนช้อยอยู่ ณ คันคูแม่น ้าฉี ใจข้าหม่นหมอง
นัก เขาผู้นั้นไร้อาภรณ์สวมใส่ ใจข้าหม่นหมองนัก เขาผู้นั้นไร้
เครื่องนุ่งห่ม….
อันที่จริงชิงชิวมาถึงที่ริมน ้าอย่างเงียบเชียบได้หนึ่งเค่อแล้ว
เดิมทีก็เป็นผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่ขอบเขตถดถอยจากสิบสี่มา
เป็นบินทะยาน อีกทั้งยังอยู่ในอาณาเขตของแคว้นหู ดังนั้นต่อให้เป็น
จูเหลี่ยนก็ยังไม่อาจสัมผัสได้ถึงร่องรอยของนาง
จูเหลี่ยนเดินเปลือยเท้าอยู่บนสะพานหิน มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องในใจ
ของตัวเอง ก่อนจะหยุดเดินอยู่ใจกลางแม่น ้า
ก่อนหน้านี้เซี่ยโก่วพูดถึงเรื่องหนึ่ง แล้วก็ถามเรื่องหนึ่งกับจูเห
ลี่ยน
เจ้ากับเจ้าขุนเขานัดหมายกันว่าในช่วงเวลาที่หิมะตกหนักของปี
นี้ จะต้องมีการถามหมัดที่ต้องแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยที่เมืองหลวง
แคว้นหนันเยวี่ยน ยังจะไปตามนัดอยู่ไหม?
จูเหลี่ยนรู้สึกว่าตนยิ่งต้องไปตามนัด
เพราะเขาอยากรู้ความรู้สึกของเหล่าผู้ฝึกยุทธในใต้หล้า ในยุทธ
ภพที่เคยเป็นศัตรูกับตน อยากรู้ว่าสรุปแล้วตอนนั้นพวกเขามองและ
เผชิญหน้ากับ “จูเหลี่ยน” อย่างไร
หิมะใหญ่ปูแผ่เต็มพื้น ไยจึงพกกระบี่ออกท่องเที่ยวไปทั่ว?
ผู้เฒ่าหัวเราะหึหึ แกว่งรองเท้าผ้าสองข้างที่ไพล่หลังไว้เบาๆ
หัวเราะอยู่กับตัวเอง
ริมน ้า นางมองอย่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล