กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 4.1 โล่งสบาย
การเดินทางไปเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ฉีถิงจี้นำพาผู้ฝึกกระบี่
ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ เฉินผิงอันพาไปแค่คนเฝ้าประตูคนแรกของภูเขาลั่วพั่วอย่างเจิ้งต้าเฟิงคนเดียวเท่านั้น
พวกเขาสามคนใช้ยันต์สามภูเขาเดินทางข้ามทวีป เลือกสถานที่สามแห่ง
แบ่งออกเป็นหินพักมังกรบนทะเลใต้ สำนักซานไห่ที่ตั้งอยู่ริมทะเลของแผ่นดินกลาง
ขุนเขากลางของราชสำนักต้าโซ่ว เมืองหลวงได้สร้างไว้ที่ตีนเขาของภูเขาลูกนี้
เนื่องจากจู๋ซู่ต้องกลับไปปิดด่านที่กระท่อมบนทะเลสาบหวนเจี้ยนทันที จึงให้หนิงเหยาเป็นผู้รับผิดชอบเฝ้าด่านให้
ร่างที่ทะยานลม ใต้ฝ่าเท้าคือกลุ่มเทือกเขา
พวกนางเหมือนเทพธิดาจากภาพวาดฝาผนังที่จับมือกันเยื้องย่างไปบนความว่างเปล่า
จู๋ซู่เอ่ยขอบคุณหนิงเหยา หนิงเหยาบอกกับจู๋ซู่ว่าไม่ต้องเกรงใจ แต่แท้จริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็เกรงใจกันมาก
ก็น่าจะเป็นอย่างที่แม่นางน้อยซุนซุนหวังว่าไว้ แม้ว่าจะเป็นคนบ้านเดียวกันที่มาเกิดในสถานที่เดียวกัน
แต่มาเจอกันต่างบ้านต่างเมืองก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องถูกชะตากัน
เรื่องนี้ยืดเยื้อไม่ได้ หากจิตแห่งมรรคาของจู๋ซู่ล่าถอย ไม่เหลือแรงบันดาลใจอีกแล้ว
เพราะถึงอย่างไรนางก็ถูกบีบให้ต้องถอยออกจากด่านมาสองครั้งแล้ว
เรื่องของการปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขตที่เดิมทีมั่นใจถึงเก้าในสิบส่วนกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจล่วงรู้อนาคต
ดังนั้นจู๋ซู่จึงจำเป็นต้องรีบฉวยโอกาสตีเหล็กตอนที่ยังร้อน ฝ่าทะลุขอบเขตเลื่อนเป็นเซียนเหรินให้ได้โดยเร็ว
พรุ่งนี้พวกหมี่ลี่น้อยก็จะออกจากบ้านเดินทางไกลแล้ว วันมะรืนก็คือวันมงคลของหลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่
จูเหลี่ยนจะอยู่ในภูเขา หลังจากทำอาหารเช้าแล้วก็จะออกเดินทางไปเยือนสำนักกระบี่หลงเฉวียนทันที
จะไปรวมตัวกับนักพรตผู้เฒ่าเจี่ย
เสี่ยวโม่มีสถานที่ที่ถูกตาต้องใจอยู่ในภูเขาฮุยเหมิงมานานแล้ว คือสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าสระบัวทอง
ในอนาคตจะสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมไว้ที่นั่น
เขาอยากจะติดตามคุณชายไปที่ต้าโซ่วด้วยกัน แต่กลับถูกเฉินผิงอันรังเกียจว่าทุกวันนี้ขอบเขตของเขาต่ำ
ใครจะเป็นนักรบพลีชีพให้ใครก็ยังบอกได้ยาก จึงไล่เสี่ยวโม่ไปที่ภูเขาฮุยเหมิงโดยตรง
เซี่ยโก่วถามเจ้าขุนเขาว่าจะเปิดฉากสังหารไปทั่วสารทิศอยู่ในวังหลวงของต้าโซ่วหรือไม่
คำตอบก็คือดูสถานการณ์ก่อนค่อยว่ากัน
ในเมื่อมีรองเจ้าลัทธิศาลบุ๋นท่านหนึ่งไปถึงที่นั่นก่อนแล้ว คาดว่าก็ไม่น่าจะมีเรื่องใหญ่โตอะไร
ได้ยินว่ามีคนของศาลบุ๋น เซี่ยโก่วก็เปลี่ยนใจทันที ไปอยู่ที่สระบัวทองกับเสี่ยวโม่
เฒ่าหูหนวกที่เพิ่งจะได้รับเกียรติเลื่อนขั้นเป็นผู้ถวายงานอันดับรองก็เลยมาเป็นนักสู้ให้กับเจ้าขุนเขาแทนที่นาง
เฒ่าหูหนวกรู้หนักรู้เบาดี พยักหน้าตอบตกลง
เพียงแต่ว่าคืนนี้ยามที่คนนอนหลับกันหมดคงไม่ได้สอนหนังสือแล้ว
นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกรีดเนื้อออกไปก้อนหนึ่ง ในใจอัดอั้นสุดขีด ใคร่ครวญว่าควรจะชดเชยกลับมาอย่างไรดี
ภูเขาฮุยเหมิงทางทิศใต้ตั้งอยู่ห่างจากภูเขาลั่วพั่วแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น
ตรงซอกเขามีสระน้ำขนาดเล็กอยู่แห่งหนึ่ง เสี่ยวโม่พลิ้วกายลงมายังที่แห่งนี้
หยิบ “เปลือกหอย” ที่เป็นผลึกใสแวววาวชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ
เซี่ยโก่วดูของออก เอ่ยอย่างตกตะลึงว่าคือของดี
เสี่ยวโม่ยิ้มอธิบายว่านี่คือของขวัญก่อนจากลาที่สหายปี้เชียวมอบให้ตอนที่เขาไปดื่มเหล้าที่อารามกวานเต๋าคราวก่อน
เสี่ยวโม่โยนเปลือกหอยลงไปในดินที่อยู่ริมสระบัวทอง ในใจท่องคาถาบทหนึ่ง
พริบตาเดียวก็มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยแห่งหนึ่งผุดขึ้นมาท่ามกลางไอหมอกหนา
เดินก้าวหนึ่งเข้าไปข้างใน เดินลอดไปตามระเบียง
เซี่ยโก่วพลันเดือดดาลอย่างหนัก ที่แท้ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้ก็มี “คนหยก” ที่แกะสลักจากหยกอย่างประณีตสวมชุดสีสันสดใสอยู่นับไม่ถ้วน
ดวงตาใสกระจ่างฟันขาว ก้าวเดินชดช้อย
พวกนางเดินเรียงแถวยาวตามกันไปไม่ขาดสายอยู่ตามระเบียงตามทางเดินของตำหนักหอเรือน
กลิ่นเครื่องประทินโฉมฉุนตลบ เสี่ยวโม่แค่ทำเป็นมองไม่เห็น
เดินตรงไปยังหอสูงแห่งหนึ่งที่แขวนกรอบป้ายสูงๆ ต่ำๆ ไว้สิบกว่าแผ่น เขาต้องการจะพักรักษาบาดแผลอยู่ที่นี่
โชคดีที่เขาเคยได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสี่เล่ม เล่มหนึ่งมอบให้คนอื่นไป เล่มหนึ่งถูกทำลาย
ทุกวันนี้ยังเหลืออีกสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ “เจินจี้” ที่สามารถคัดลอกวิชาอภินิหารของคนอื่น
อีกเล่มคือ “จุ้ยเซียง” ที่สามารถกักกันจิตวิญญาณ ชื่อของกระบี่บินเป็นคุณชายที่ช่วยตั้งให้
จะหวนกลับไปยังขอบเขตสิบสี่ได้หรือไม่ มีความมั่นใจน้อยมาก
แต่จะทำอย่างสุดความสามารถ ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นบัญชาจากสวรรค์ก็แล้วกัน
คนหยกทั้งหลายพูดคุยกันเสียงดังเจื้อยแจ้ว เดินเยื้องย่างอ่อนช้อย
เซี่ยโก่วกลับไม่โกรธแล้ว เพียงแค่เพราะนางมาคิดดูใหม่ เอาสถานที่แห่งนี้เป็นห้องหอก็ไม่เลวเหมือนกันนะ
คนตระกูลใหญ่มีสาวใช้เยอะหน่อยก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ที่นี่คือตำหนักตระกูลเซียน คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่นางกับเสี่ยวโม่จะได้อิงแอบแนบชิดกัน
ถึงอย่างไรก็ควรต้องมีผ้าแพรปักลายบุปผาประดับตกแต่งบ้าง
เสี่ยวโม่ยกมือขึ้น ปณิธานกระบี่เล็กบางเส้นหนึ่งเลื้อยไปบนเส้นลายมือประหนึ่งใยบัวที่แผ่ลามไปตามนิ้วมือ
ล้อมวนอยู่ระหว่างนิ้ว และยังมีไข่มุกกลมสีเหลืองคล้ายก้อนดินเม็ดหนึ่งหมุนติ้วๆ อยู่กลางฝ่ามือ
เสี่ยวโม่อธิบายว่า “ก่อนหน้านี้จ้าวเทียนไล่แห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ช่วยพาข้าออกมาจากสถานการณ์ตาย
ช่วยเก็บรวบรวมกระบี่บิน โอ่วซือ (ใยบัว) มาได้ส่วนหนึ่ง รวมไปถึงท่วงทำนองของมหามรรคาดวงดาวนอกฟ้าดวงนั้นที่ยังเหลืออยู่
ช่วงนี้คิดจะซ่อมแซมสร้างกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต โอ่วซือ’ ขึ้นมาใหม่คือความเพ้อฝัน
แต่หากจะใช้วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของ “เจินจี้” มาคัดลอก โอ่วซือ’ ที่เป็นของเลียนแบบเป็นผลงานจริงระดับรองครั้งแล้วครั้งเล่ากลับไม่ยาก
คุณชายบอกแล้วว่ารอให้ในอนาคตเจ้าและข้าต่างก็สามารถพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้อีกครั้ง ก็จะสามารถเดินทางไกลไปเยือนนอกฟ้าได้
หากโชคดีตามหาดวงดาวนอกฟ้าที่สอดคล้องกับชะตาชีวิตของข้าเจอก็จะมีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
เซี่ยโก่วพยักหน้า “ทำเรื่องนี้สำเร็จ เป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่ถึงอย่างไรก็มีโอกาสอยู่เสี้ยวหนึ่ง
จ้าวเทียนไล่มีคุณธรรมน้ำใจมากจริงๆ คราวหน้าพวกเราไปเยือนภูเขามังกรพยัคฆ์ด้วยกันก็ควรต้องไปขอบคุณเขาถึงบ้านด้วยตัวเองถึงจะถูก”
เสี่ยวโม่พยักหน้า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ในเมื่อฟ้าดินสว่างไสวแล้ว ภูเขาสายน้าของโลกมนุษย์ก็มีความงามหลากหลายรูปแบบ
บุญคุณความแค้นบนเส้นทางก็ควรชำระให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย
ไปถึงแท่นพักมังกรที่ในอดีตเป็นของหลุมน้ำลู่ แต่ทุกวันนี้ถูกยกให้จวนวารีแห่งทะเลใต้แล้ว
พวกเขาก็ทำตามกฎระเบียบ ต่างคนต่างจุดธูปคารวะอาจารย์ชานซานจิ๋วโหวท่านนั้น
เจิ้งต้าเฟิงได้ยินว่าซานจวินของมหาบรรพตกลางของราชวงศ์ต้าโซ่วก็คือบรรพจารย์หญิงคนหนึ่งของสกุลอิน
และนางก็มีความงามบนภูเขาทัดเทียมกับซ่งพิ่นและเนี่ยชุ่ยเอ๋อ
ดังนั้นหลังจากจุดธูปคารวะไว้ที่แท่นพักมังกรแล้ว เจิ้งต้าเฟิงก็รีบลากชุยตงซานและรองเจ้าขุนเขาเจียงให้มุ่งหน้าไปยังสำนักซานไห่ด้วยกัน
ไปถึงสำนักริมทะเลที่ชื่อเสียงเลื่องลือแห่งนั้นก็ไม่มีเวลามาชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามอีกแล้ว
ดูท่าแล้วคนงามน่าจะครองใจคนได้มากกว่า
ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มของฉีถิงจี้และลู่จือหยุดพักอยู่ที่สำนักซานไห่เกือบหนึ่งก้านธูปพวกเขา
ได้เจอกับบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสำนักแห่งนี้อย่างน่าหลันเซียนซิ่ว
น่าหลันเซียนซิ่วเชี่ยวชาญเวทอัคคี เคยออกจากภูเขาและทะเลไปประลองเวทคาถากับหย่างจื่อแห่งเปลี่ยวร้างครั้งหนึ่ง
พลังชีวิตเสียหายอย่างหนัก ช่วงนี้นางมักจะปิดด่านอยู่ตลอด การออกจากด่านครั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่มารยาท
หากไม่เป็นเพราะนางหยุดยั้งหย่างจื่อไว้ได้ก่อน ไม่ให้ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาผู้นี้หนีเข้าไปในกุยซวีได้
เกรงว่าหลิ่วชีก็คงไม่อาจมาถึงสนามรบได้ทันเวลา
แล้วก็จะไม่สามารถใช้เวทคาถาสามร้อยหกสิบชนิดเอาชนะวิชาอภินิหารเวทวารีของหย่างจื่อไปได้
น่าหลันเซียนซิ่วได้ยินถึงจุดประสงค์การมาเยือนว่าจะไปเล่นงานราชสำนักต้าโซ่วนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขบขัน
บิดหมุนข้อมือหนึ่งที ในมือก็มีกระบอกยาสูบไม้ไผ่เขียว
ตรงปากกระบอกที่ใช้สูบยาประดับด้วยหยกสีเขียวมรกตออกมา
ขยี้ใบยาสูบยัดใส่กระบอกยาแล้วเริ่มพ่นควันโขมง
พวกเจิ้งต้าเฟิงไปถึงยอดเขาที่สูงที่สุดของขุนเขากลางต้าโซ่วก่อน
เมืองหลวงที่มีเค้าโครงใหญ่โตโอฬารตั้งอยู่ตรงตีนเขา
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของพวกเขาทำให้เทพหญิงแห่งกองตรวจตราประจำมหาบรรพตกลุ่มหนึ่งกรูกันมาชักใช้ไต่ถาม
รู้สึกว่าคนต่างถิ่นที่บุกเข้ามายังขุนเขากลางอย่างไร้มารยาทพวกนี้ไม่คล้ายจะเป็นคนดีอะไร
หากไม่เป็นเพราะไม่รู้ว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญสถานะไม่แน่ชัดกลุ่มนี้ใช้เวทลับอะไรอ้อมผ่านค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาที่มีตราผนึกหนาชั้นมาได้
พวกนางก็คงจับตัวคนไว้ก่อนแล้วค่อยเอาไปไต่สวนอีกที
ชุยตงซานออกหน้ามารับมือกับพวกนางทันที เขาตั้งท่าไก่ทองยืนขาเดียว ถามเองตอบเองด้วยน้ำเสียงเหมือนร้องงิ้ว…
เหล่าเทพหญิงที่ร่ายสมบัติอาคมหลากหลายชนิดออกมารอไว้ก่อนแล้วหันมามองหน้ากันเอง
ถึงกับไม่แน่ใจว่าควรจะจับตัวพวกเขาไปดำเนินคดีดีหรือไม่
ริมหน้าผาของสำนักซานไห่ ลมทะเลพัดกระโชกแรง เสียงคลื่นลูกยักษ์ดังกังวานมากเป็นพิเศษท่ามกลางม่านราตรี
เรือนกายชุดเขียวของเจ้าขุนเขายังไม่ปรากฏตัวเสียที
น่าหลันซินซิ่วเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า
“ช่วงนี้ให้เจ้าขุนเขาของพวกเจ้าระมัดระวังสักหน่อย ทางที่ดีที่สุดอย่าได้ไปไหนมาไหนส่งเดช”
ฉีถิงจี้ถามอย่างสงสัย “ทำไมล่ะ?”
ในอาณาเขตของสำนักซานไห่คือซากปรักสนามรบโบราณที่เกิดจากการช่วงชิงกันระหว่างน้ำและไฟ
น่าหลันซินซิ่วได้ครอบครองสถานที่แห่งนี้ เปิดภูเขาก่อตั้งพรรค
ถ้าอย่างนั้นนางจึงรู้“ความลับสวรรค์ บางอย่างที่คนอื่นไม่รู้เรื่องนี้ก็พอจะอธิบายได้
น่าหลันซินซิ่วยิ่งประหลาดใจมากกว่า ย้อนถามว่า “เฉินผิงอันไม่ได้บอกความจริงแก่พวกเจ้าหรือ?”
ลู่จือขมวดคิ้ว “ขอผู้อาวุโสน่าหลันโปรดไขข้อข้องใจให้พวกเราด้วย”
น่าหลันซินซิ่วเอ่ย “โจวมี่พยายามจะทำให้วิถีแห่งเทพปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
ให้เขาเป็นคนขับเคลื่อนมรรคาแทนสวรรค์ หรือควรจะพูดว่าตัวโจวมี่เองก็คือ “มรรคา”
“เฉินผิงอันทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ทำลายแผนการของโจวมี่ให้พังทลายสิ้น”
“ถ้าอย่างนั้นข้าถามพวกเจ้าหน่อย หากพวกเจ้าคือ “วิถีแห่งเทพ” ควรจะมองเฉินผิงอันอย่างไร?”
ฉีถิงจี้ได้ยินแล้วก็รู้สึกจิตใจสะท้านสะเทือน
เพียงแต่ว่าระหว่างที่เรียกยันต์สามภูเขาออกมา คิดจะย้อนกลับไปยังแท่นพักมังกรย่อมทำไม่ได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่ไม่มีเกาะแห่งอื่นให้นิมิตถึงแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงรู้สึกเป็นกังวลกันอย่างหนัก
ลู่จือถามหยั่งเชิง “จะถูกมองเป็นคนเนรคุณที่เลี้ยงเสียข้าวสุกหรือ?”
น่าหลันซินซิ่วบื้อใบ้พูดไม่ออกทันที พ่นควันโขมงออกมาแล้วก็กลั้นหัวเราะเอาไว้
เอ่ยเนิบช้าว่า “เดิมที่ข้าอยากจะวิจารณ์เป็นคำว่า “โจรในบ้าน ดูท่าน่าจะไม่แม่นยำเท่าคำพูดของอาจารย์ลู่เองแล้ว”
หมี่อวี้ซักถาม “หากเป็นเช่นนี้ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?”
ดูเหมือนหากไม่พูดให้คนตกใจตาย น่าหลันซินซิ่วก็จะไม่ยอมเลิกรา
นางเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผลลัพธ์ยังจะเป็นอย่างไรได้อีก
หากไม่ถูกสวรรค์ชิงชังไปเนิ่นนาน ก็ต้องแบกรับทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงภายในระยะเวลาสั้นๆ”
ฉีถิงจี้กระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ขอบเขตการฝึกตนของเฉินผิงอันถดถอยจนไม่เหลือขอบเขตอะไรเลย
เป็นทั้งความจำใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แล้วก็เป็นการฉวยโอกาสนี้….หลบหนีด้วย?
แท่นพักมังกร เฉินผิงอันยืนอยู่ริมชายฝั่ง วักน้ำล้างหน้า
ข้างกายก็คือหลิวเสี่ยงที่จำแลงมาจากมหามรรคาของใต้หล้าไพศาล
หลิวเสี่ยงเอ่ย “แผนการที่ดีที่สุดก็คือหลบไปอยู่ศาลบุ๋น รอคอยให้ทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงครั้งนี้มาเยือน ให้ใต้หล้าไพศาลทั้งแห่งเฉลี่ยหายนะนี้ไป
แผนการระดับกลางก็คือสร้างสะพานยาวเชื่อมสองทวีปอย่างรวดเร็ว
ตัวอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอย่างภูเขาลั่วพั่ว ให้สามทวีปทางทิศตะวันออกซึ่งมีราชสำนักต้าหลีเป็นหนึ่งในนั้นร่วมกันแบกรับหายนะครั้งนี้
แผนการระดับล่างก็คือในเมื่อมหามรรคาของเจ้าใกล้ชิดกับสายน้ำ
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สู้ลองทำดู เฉินผิงอัน เจ้าคิดดีแล้วจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้น สะบัดมือ ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องคิด”
บทพิเศษ ตอนที่ 4.2 โล่งสบาย
คนทั้งกลุ่มพร้อมใจขี่ม้าออกจากเมืองหลวงไปตอนกลางคืน
เสียงกีบเท้าม้าดังเป็นระลอก พวกเขามุ่งหน้าไปยังท่าเรือตระกูลเซียนที่อยู่ใกล้ที่สุด
แล้วจะนั่งโดยสารเรือข้ามฟากลำหนึ่งที่มักจะไปกลับระหว่างตำหนักฉางชุนกับนครมังกรเฒ่าเป็นประจำ
ม้าที่นำหน้าเป็นตัวแรกก็คือม้าของเจ้าประมุพพรรคอวี๋หลง หลิ่วซ่วยที่มีชื่อเรียกอันไพเราะอีกชื่อหนึ่งว่าฉวีซ่วย
เขานำพาทหารฝีมือดีมาด้วยเจ็ดแปดคน เดินทางลงใต้ไปด้วยกัน
เขาต้องการสร้างสาขาย่อยสองแห่งไว้ในอาณาเขตของแคว้นเพื่อนบ้านสองแห่งที่อยู่ทางใต้ของลำน้ำใหญ่ขึ้นมากับมือตัวเอง
ราชสำนักต้าหลีมีพื้นที่กว้างขวางถึงเพียงใด หากจะอาศัยการขี่ม้าเดินทางไปถึงจริงๆ ด้วยความสามารถและความรู้ของหลิ่วซ่วยแล้ว คาดว่าน่าจะเขียนบันทึกการเดินทางออกมาได้เล่มหนึ่งเลย
ก่อนจะออกจากเมืองหลวง หลิ่วซ่วยเดินทางไปเยือนศูนย์บัญชาการใหญ่ของพรรคตัวเองที่ตั้งอยู่นอกเมืองมารอบหนึ่ง
จัดการกับพวกผู้อาวุโสในพรรคที่เล่นตุกติกกับ ‘ค่าน้ำชา” สี่ห้าคนนั้น
ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็จัดการได้อย่างสะอาดเอี่ยมอ่อง
หนึ่งเพราะหลิ่วซ่วยคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง หากอยู่ในวงการวรยุทธก็ถือเป็นปรมาจารย์น้อยได้อย่างสมชื่อแล้ว
สองเพราะใครเล่าจะคาดคิดได้ว่าเจ้าประมุขหลิ่วซ่วยที่เอาใส่ใจและเห็นอกเห็นใจลูกน้องอย่างถึงที่สุดผู้นี้
อยู่ดีๆ จะลงมือสังหารคนอย่างไม่มีลางบอกเหตุล่วงหน้า
นอกจากผู้ติดตามของพรรคหลงอวี๋แล้วยังมี องครักษ์” อีกสองคนที่ต่อให้หลิ่วซ่วยมีสิบชีวิตก็ยังไม่พอให้ชดใช้ครึ่งชีวิตของพวกเขา
คือองค์ชายเฉาเลวี่ยผู้สูงศักดิ์และเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาหลูจวิ้น
ตอนนี้หลิ่วซ่วยยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา แต่อาศัยแค่เรื่องที่อีกฝ่ายสามารถอยู่นอกเรือนอักษรเจี่ยในทะเลสาบเหล่าอิง ทั้งยังได้พูดคุยกับราชครูเฉินท่านนั้น หลิ่วซ่วยก็พอจะรู้อยู่ในใจแล้ว
บอกตามตรง หากว่าสามารถเลือกได้ สามารถเอ่ยคำว่าไม่
หลิ่วซ่วยจะไม่มีทางยินดีพา “จอมยุทธหนุ่ม” ที่สถานะสูงศักดิ์ไปถึงชั้นฟ้าสองคนนี้ออกมาท่องยุทธภพอะไรด้วยแน่นอน
ยุทธภพในทุกวันนี้มีอะไรให้ออกท่องตะลุยกันล่ะ ล้วนมีแต่ดาบของความสัมพันธ์ผู้คนและหมัดเท้าของการปัดแข้งปัดขากัน
สิ่งที่แข่งกันก็ไม่ใช่คุณธรรมชื่อเสียงอันสูงส่งและพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธอะไร
แต่เป็นที่พึ่งในวงการขุนนางและผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหลัง
พูดถึงแค่ตัวหลิ่วซ่วยเอง เขาก็ไม่ใช่ว่าตีสนิทพึ่งพาท่านหกเหมือนกันหรอกหรือ?
กองทหารม้าเลือกทางแยกสายหนึ่งมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ ระยะทางยาวไกล แต่ว่าเป็นถนนหลวง
รถม้าที่สัญจรผ่านทางมาเบียดเสียดกันแออัดผิดปกติ กลับกลายเป็นว่าทางเส้นเล็กสามารถเดินทางได้เร็วกว่า
ทั้งยังเงียบสงบ ไม่มีทางเกิดปัญหาแทรกซ้อนใดๆ
คุณชายหนุ่มที่มีชื่อว่าเฉาเลวี่ยผู้นั้น เวลานี้ก็ขี่ม้าเคียงบ่าไปกับหลิ่วซ่วย
เห็นได้ชัดว่าเขาเชี่ยวชาญศาสตร์การขี่ม้าเป็นอย่างดี เสื้อผ้าพลิ้วไสวไปตามสายลม สง่างามมากเป็นพิเศษ
ใบหน้าเฉาเลวี่ยเต็มไปด้วยการวาดฝัน ยิ้มถามว่า
“ฉวีซ่วย ได้ยินมาว่าปีนั้นเจ้ากับเฮ้อเหลียนเป่าจู หรือก็คือจอมยุทธหญิงเฮ้อเหลียนแห่งพรรคหมัดเทพไร้เทียมทาน
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีกองหนุนใดๆ ก็เคยมีการร่วมมือกันที่เมืองลั่วจิง ไขคดีสังหารปีศาจ
บุกไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นดั่งถ้ำมารร้าย กวาดล้างสิ่งชั่วร้าย
ใช้ชีวิตราวกับคู่รักเทพเซียนอยู่ในยุทธภพด้วยกันใช่ไหม?”
หลิ่วซ่วยรู้สึกหัวโตเป็นสองเท่าทันทีเพราะคำพูดที่เหมือนเนื้อหาในนิยายใต้สะพานลอยพวกนี้
เพียงแค่ติดขัดที่สถานะของอีกฝ่ายพิเศษ หลิ่วซ่วยจึงได้แต่อธิบายอย่างอดทนว่า
“ล้วนเป็นคำกล่าวที่โลกภายนอกพูดต่อๆ กันมา พูดกันเกินจริงไปแล้ว
คำว่าปีศาจชั่วร้ายก็เป็นแค่โจรเด็ดบุปผาขอบเขตชมมหาสมุทรที่ก่อเรื่องก่อคดีไปทั่วเท่านั้น
ส่วนอสูรร้ายที่อยู่ในถ้ำของหนองบึงใหญ่กลางป่าแห่งนั้น มันแอบสร้างศาลเถื่อนขึ้นมา ชอบจับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมากิน
มันก็เป็นแค่ขอบเขตประตูมังกรที่ไม่เชี่ยวชาญคาถาอาคม”
หลูจวิ้นฟังด้วยความตกตะลึง รู้สึกนับถือยิ่งนัก
“ขอบเขตชมมหาสมุทรกับขอบเขตประตูมังกร สำหรับฉวีซ่วยแล้วก็ใช้คำว่า “แค่” เท่านั้นเองหรือ?
ฉวีซ่วยเจ้าร้ายกาจจริงๆ ร่วมมือกับจอมยุทธหญิงเฮ้อเหลียน
ระหว่างที่ยิ้มแย้มพูดจาก็สามารถจัดการอสูรและคนชั่วให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงได้แล้ว ข้ารู้สึกเลื่อมใสใฝ่ฝันหา รู้สึกเลื่อมใสใฝ่ฝันหายิ่งนัก”
เกาซื่อที่อยู่ท้ายขบวนของทหารม้ากองนี้ ตรงเอวพกดาบสมบัติ “ลวี่เยา” ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเล่มนั้น
ผู้ฝึกยุทธคอขวดขอบเขตยอดเขาผู้นี้ฟังจนใกล้จะหลับแล้ว
หลิ่วซ่วยแค่ไปทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทางทิศใต้ ส่วนเฉาอิงและหลูจวินนั้นก็เป็นพวกกินอิ่มว่างงานไม่มีอะไรทำ
มีเพียงเขาเกาซื่อที่ชะตาชีวิตรันทดที่สุด เพราะได้รับคำสั่งลับจากเบื้องบนว่าให้ไป “เล่าเรียนเป็นเพื่อนเหล่ารัชทายาท”
เดิมทีเขาคิดว่าจะไปเข้าร่วมกองทัพชายแดนต้าหลีด้วยเลือดร้อนที่ระอุอยู่เต็มอก
แต่กลับถูกอิ่นกวานหนุ่มใช้เหตุผลพูดให้เข้าใจ ใช้ความรู้สึกทำให้หวั่นไหว ก็เลยไปรับหน้าที่เป็นเสมียนระดับล่างสุดของกองลาดตระเวนพระนคร
ผลคือเพิ่งจะได้ไปทำงานเป็นลูกน้องของหงจี้ งานแรกที่ได้รับมาก็คือให้การคุ้มกันเชื้อพระวงศ์สองท่านที่มีแซ่เดียวกับแคว้นอย่าง “ลับๆ”
ผู้บัญชาการหง ท่านไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนสินะ ถึงได้เลือกใช้คำเช่นนี้? นี่เรียกว่าการลงมืออย่างลับๆ เสียที่ไหน?
ด้านหน้าทางสายเล็กมีทหารม้าหลายนายขวางอยู่กลางทาง เห็นเป็นเงาตะคุ้มเลือนราง
หลิ่วซ่วยยกมือขึ้น ขบวนเดินทางก็พลันหยุดชะงัก หลิ่วซ่วยขี่ม้านำไปก่อน
ไม่มีการเอ่ยวาจาไร้สาระใดๆ แค่เดินหน้าไปช้าๆ เพียงลำพังเท่านั้น
เดินเข้าไปใกล้แล้วก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว หลิ่วซ่วยถอนหายใจโล่งอก
อีกฝ่ายคือสองชายสองหญิง ในใจหลิ่วซ่วยประหลาดใจยิ่งนัก
ท่านหกมาได้อย่างไร?! ไหนบอกว่าทางตระกูลควบคุมอย่างเข้มงวด ไฉนถึงยังออกมาข้างนอกได้อีก?
มาส่งพวกเขาหรือ? หลิ่วซ่วยคิดว่าตัวเองไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้น
หรือจะเป็นเพราะว่าในตระกูลของท่านหกมีความเกี่ยวข้องสนิทสนมกับเฉาเลวี่ย หลูจวิ้น?
หลิ่วซ่วยยังจำสตรีสองคนที่อยู่ข้างกายของท่านหกได้ด้วย หรงอวี่แห่งจวนราชครู!
คือสตรีที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยเด็ดขาด
ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่ใน “ห้องโถง” หรงอวี่อยากจะพูดอะไรก็สามารถพูดได้ตามใจชอบเชียวนะ
และยังมีผู้ฝึกตนหญิงสาวอีกคนที่ก็เคยเผยกายบนหัวกำแพงของทะเลสาบเหล่าอิง
ฟังจากที่ราชครูเฉินพูดแล้วก็คือหนึ่งใน “แผนภูมิดิน”
ส่วนชื่อและระบบสืบทอดของนาง หลิ่วซ่วยก็แค่คนที่คลุกคลีอยู่ในยุทธภพ แน่นอนว่าข่าวสารไม่ได้ว่องไวอะไร
พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือหลิ่วซ่วยไม่คิดว่าตัวเองคือวีรบุรุษในวงการการต่อสู้ที่คลุกคลีอยู่ในยุทธภพอะไร
ฉวีซ่วยผายลมสุนัขอย่างเขาผู้นี้ต้องบอกว่าถูกยุทธภพจับคลุกมากกว่าถึงจะถูก
เพียงแต่ว่าหลังจากเดินออกมาจากทะเลสาบเหล่าอิงแล้ว หลิ่วซ่วยก็มีความรู้สึกที่ตรงไปตรงมามากกว่าเดิมเพราะได้สัมผัสกับตัวเองโดยตรง
ยุทธภพที่แท้จริงก็คือราชสำนักต่างหาก
หรงอวี่สวมชุดผ้าแพร บุคลิกสุภาพเรียบร้อย เอ่ยว่า
“หลิ่วซ่วย ท่านหกต้องการลงใต้ท่องยุทธภพไปกับพวกเจ้า อาจารย์เยี่ยนไม่วางใจก็เลยพาข้ามาที่นี่ด้วยกัน”
หลิ่วซ่วยพยักหน้า ไม่กล้ามีความเห็นต่างใดๆ
“ซ่งเหลียน” ที่มีฉายาว่าท่านหกทำหน้าปั้นยาก
หรงอวี่กล่าว “คุณชายเฉา คุณชายหลู อาจารย์เยี่ยนมีเรื่องยากจะปรึกษา ช่วยมาคุยกันทางนี้หน่อย”
เฉาอิงและหลูจวินขี่ม้าขยับเข้ามาใกล้ “อาจารย์เยี่ยน” ผู้นั้นหันหัวม้าเดินนำไปข้างหน้าก่อน
รอกระทั่งพวกเขาเดินตามไป เขาถึงได้ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า
“ข้าชื่อเยี่ยนเจี่ยวหราน มาจากตระกูลเยี่ยนจื่อจ้าว
ครั้งนี้ติดตามแม่นางหรงอวี่ออกจากเมือง นอกจากเพื่อคุ้มกันท่านหกมาส่งให้มาเจอกับพวกเจ้าแล้ว
ยังเป็นเพราะทางฝั่งของจวนราชครูมีเรื่องอยากจะถาม แม่นางหรงอวี่ ข้าคงไม่ถามแทนแล้วนะ”
พวกหลิ่วซ่วยหยุดม้ารอกันอยู่ที่เดิม
พูดถึงสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวหนึ่งในแซ่สกุลเสาค้ำยันแคว้นของราชสำนักต้าหลี
ส่วนใหญ่คนทั้งราชสำนักจะรู้จักแค่เยี่ยนหย่งเฟิง ซือชิงของศาลหงหลูมากกว่า
แต่ไม่เคยรู้ว่า เยี่ยนเจี่ยวหรานที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางเป็นเทพเซียนจากที่ใด
ทว่าเยี่ยนเจี่ยวหรานกลับเป็นหนึ่งในคนสนิทคนรู้ใจของซิ่วหู่อย่างแท้จริง
เพราะผู้ฝึกตนติดตามกองทัพของราชสำนักต้าหลีทั้งหมดล้วนเป็นเยี่ยนเจี่ยวหรานที่คัดเลือกและจัดวางตำแหน่งด้วยตัวเอง
อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องปรึกษากับราชครูชุยฉาน
เขาคนเดียวก็สามารถตัดสินใจการเลื่อนขั้นการลดขั้นของพวกเขา หรือแม้กระทั่งความเป็นความตายของพวกเขาได้
ตระกูลชนชั้นสูงที่แท้จริง หากไม่สามารถยกระดับ “เส้นเส้นหนึ่ง” ไปได้ถึงขีดสูงสุด
ยกตัวอย่างเช่นตระกูลกวนกับกรมขุนนาง ตระกูลเฉากับกองทัพชายแดน
ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นเหมือนตระกูลเยี่ยนที่ไม่ว่าจะบนเวทีหรือหลังฉากม่าน
ต่างก็จะต้องมีคนที่โอรสสวรรค์พึ่งพาและคนที่เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของราชครูอยู่เสมอ
หรงอวี่พยักหน้ายิ้ม พูดคุยอย่างลับๆ ว่า “เฉาอิง เดินทางมาเที่ยวเยือนแจกันสมบัติทวีปครั้งนี้
ข้างกายไม่มีองครักษ์ของต้าตวนติดตามมาอย่างลับๆ จริงหรือ?”
เฉาอิงพยักหน้า “ไม่มี”
หรงอวี่ยิ้มถาม “ไม่มีจริงหรือ?”
เฉาอิงพยักหน้ารับแรงๆ “ไม่มีจริงๆ จริงแท้แน่นอน!”
หรงอวี่ไม่ถามมากอีก หันไปถามหลูจวินแทน “หลูจวิน หยางเจินเหรินวางใจให้เจ้าออกเดินทางไปเพียงลำพังด้วยหรือ?”
หลูจวินยิ้มเอ่ย “นี่มีอะไรให้ไม่วางใจกันเล่า ในอาณาเขตของแคว้นต้าหลี โจรทั่วไปไม่อาจขัดขวางพวกเราได้ พวกโจรร้ายในภูเขาเจอพวกเราก็ไม่กล้าก่อเรื่อง”
หรงอวี่พยักหน้า “ระมัดระวังย่อมขับเรือได้นานหมื่นปี
อาจารย์เยี่ยนจึงให้หันโจ้วจิ่นหนึ่งในผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินเดินทางไปพร้อมกับพวกเจ้า
หวังว่าคุณชายทั้งสองจะไม่รังเกียจที่พวกเรามากเรื่อง”
เฉาอิงรีบพูดทันที “ไม่มีปัญหา จะมีปัญหาได้อย่างไร”
หรงอวี่ยิ้มบางๆ “หันโจ้วจิ่นมีบุรุษที่รักชอบอยู่ในใจแล้ว”
เฉาอิงมองสบตากับหลูจวิน รัชทายาทสองคนถอนหายใจหนักๆ พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
สุดท้ายหรงอวี่มองไปทางท่านหก เอ่ยว่า “ท่านหก ไปอยู่ข้างนอก จำไว้ว่าต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำให้ดี”
ซ่งเหลียนยิ้มเอ่ย “พี่หญิงหรง รู้แล้วๆ คำพูดของพี่หญิงหรงข้าจะต้องปฏิบัติตามเหมือนพระราชโองการเลยล่ะ”
หรงอวี่ขมวดคิ้วน้อยๆ ถลึงตาใส่ “อย่าแค่ฟังผ่านหูแล้วไม่เก็บเอาไปใส่ใจ”
ซ่งเหลียนยิ้มตาหยี กุมมือคารวะ “แน่นอน แน่นอน”
ซ่งเหลียนกับหรงอวี่ไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน เมื่อก่อนนางไปที่จวนราชครู ไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกับฝูชิ่ง
แต่กับพี่หญิงหรงอวี่กลับมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมอย่างมาก
และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำไมเยี่ยนเจี่ยวหรานถึงได้ให้หันโจ้วจิ่นติดตามมาด้วย
เพราะถึงอย่างไรซ่งเหลียนก็เป็นองค์หญิงของสกุลซ่งต้าหลี คือสตรีคนหนึ่ง
ซ่งเหลียนใช้การพูดคุยลับๆ สอบถามหรงอวี่ “ทำไมท่านพ่อถึงยอมให้ข้าออกจากเมืองหลวงล่ะ?”
หรงอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในเมื่อท่านหกไม่กล้าถามฝ่าบาท ข้าก็ย่อมไม่กล้าถามราชครู”
ซ่งเหลียนจึงได้แต่คาดเดาหาสาเหตุต่อไป
ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปอยู่ในยุทธภพอย่างแท้จริงนะ
ฮ่าๆ จะต้องสร้างชื่อเสียงที่ “ตั้งแต่เหนือจรดใต้ก็ยังไม่เคยเจอศัตรูคนใด” ให้ได้อย่างแน่นอน
เหมือนกับ…เหมือนกับใครบางคน
หลังจากนั้นหลิ่วซ่วยก็ขี่ม้ามาถึงช้าๆ ไม่ลืมกุมหมัดให้กับ “แม่นางหรงอวี่” ผู้นั้น
พวกลูกน้องใต้อาณัติของเขาไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามเจ้าประมุขไป หรงอวี่จึงกุมหมัดคารวะกลับคืนพวกเขา
หลังจากที่ขบวนทหารม้ากองนั้นเพิ่มความเร็วฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
หรงอวี่ก็เอ่ยเสียงเบาว่า “กงเยี่ยน รบกวนช่วยให้การคุ้มกันอย่างลับๆ ด้วย”
สตรีโตเต็มวัยสวมชุดชาววังหน้าตางดงามเผยกายออกมาจากความว่างเปล่า คลี่ยิ้มหวานเอ่ยว่า
“คำสั่งของถั่วอ๋อง มีหรือจะกล้าไม่ทำตาม”
องค์ชายรองซ่งซวี่ยืนอยู่ข้างทาง มองส่งน้องสาวขี่ม้าจากไปไกล
เด็กหนุ่มเคยมีปณิธานอยู่ที่การเดินทางไปทั่วสารทิศ อ่านตำราหมื่นเล่ม
เขาจะออกจากบ้านอย่างเด็ดเดี่ยว สะพายหีบตำราไปขอศึกษาต่อ ท่องเที่ยวไปทั่วแคว้น
เดินทางไกลหมื่นลี้ เดินเท้าไปชมภูเขาสายน้าอันยิ่งใหญ่งดงาม เยื้องกรายไปตามอาณาเขตของร้อยเมือง
รอกระทั่งหวนกลับบ้านเกิดแล้วก็ค่อยทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังเอาอย่างอริยะปราชญ์ผู้ล่วงลับว่า “มรรคาก็เป็นเช่นนี้แล
น่านน้ำของทะเลใต้แห่งไพศาล เงาร่างชุดเขียวของคนผู้หนึ่งกระโดดลอยตัวสูงออกไปจากแท่นพักมังกร จมดิ่งลงไปยังใต้ทะเล
ก่อนหน้านี้หลิวเสี่ยงได้ออกโองการสั่งให้เผ่าพันธุ์น้ำที่มีชีวิตทั้งหมดในรัศมีหมื่นลี้แยกย้ายกระจายตัวออกไปจากที่นี่
พื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง เฉินชิงหลิวที่คุมเชิงอยู่กับป๋ายเจ๋อ ในที่สุดก็เก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นลงไป
ภูเขาสายน้าทุกแห่งในรัศมีหมื่นลี้ เดิมทีมองดูแล้วเหมือนหยุดนิ่งไม่มีอะไรผิดปกติ
แค่นาทีที่เขาเก็บกระบี่บินลงไปนั้น พริบตาเดียวก็เหมือนน้ำแข็งที่ปริร้าว แตกกระจายทั้งหมด
นั่นคือวิชาอภินิหารอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ที่แม้กระทั่งแม่น้ำแห่งกาลเวลาก็ยังจับตัวกลายเป็นน้ำแข็งไปด้วย
ป๋ายเจ๋อมีสีหน้านิ่งสงบ โบกชายแขนเสื้อสลายท่วงทำนองของวิถีกระบี่ที่อยู่รอบกายทิ้งไป
เฝ่ยหรานรู้สึกแค่ความอกสั่นขวัญผวา ลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นี้ ตนย่อมไม่มีทางมีท่าทีผ่อนคลายได้อย่างนายท่านป๋ายเจ๋อแน่นอน
จิตหยินและจิตหยางขอบเขตสิบสี่สองคนของเจิ้งจวีจง หนึ่งใต้ หนึ่งเหนือ ต่างคนต่างเดินทาง
เซียวสวิ้นไปทางทิศใต้ นางต้องการจะรวบรวมกำลังพลจากที่นั่น แบ่งแยกเปลี่ยวร้างตั้งลัทธิของตัวเองขึ้นมา
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเปลี่ยวร้าง ร่างจริงของเจิ้งจวีจงยังคงพาอดีตลูกศิษย์ผู้สืบทอดของโจวมี่เดินเนิบช้าไปตามภูเขาสายน้า
ไม่รีบร้อนไปรวมตัวกับเซียวสวิ้น
อารามเสวียนตูในฉีโจวแห่งใต้หล้ามืดสลัว ป๋ายเหย่ที่สวมหมวกหัวเสือปิดด่านฝึกตนอีกครั้ง หวังซุนเจ้าอารามคนใหม่ออกไปข้างนอกอย่างเงียบเชียบ ไปพบกับอู๋โจว
อารามหลิงจิ้งที่ไร้ชื่อเสียงในหรู่โจว ท่านลุงฉางกับเด็กหนุ่มเฉินฉงไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน ทิ้งจดหมายไว้แค่ฉบับเดียว
บอกว่าจะไปเยี่ยมญาติ ช่วงท้ายของจดหมายมีประโยคหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกฮึกเหิม
บอกว่าหากพวกเขาโชคดี ได้เจอญาติก็จะส่งเงินค่าธูปค่าน้ำมันก้อนใหญ่กลับมาที่อารามเต๋า
เพื่อมหามรรคา เพื่อสรรพชีวิต เพื่อความร่ำรวยมีเกียรติ เพื่อเอาชีวิตรอด
วันนี้ วันพรุ่งนี้ โลกมนุษย์ก็มักจะยุ่งวุ่นวายเช่นนี้อยู่เสมอ