กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 30.1 ภูเขาลูกใหม่
เฉินผิงอันกลับมาที่จวนราชครูก็ตรงดิ่งมาที่ใต้ต้นท้อ มองดอก
ท้อแล้วก็เอ่ยว่า “บอกให้เหนี่ยนซินมาที่นี่สักรอบ”
เปลือยเท้า ท่อนบนก็เปลือยเปล่า บนร่างเต็มไปด้วยบาดแผล
ตรงหน้าท้องคล้ายจะมีแผลฉกรรจ์ ใช้ผ้าสีเขียวพันไว้ลวกๆ เลือดสด
ไหลซึมออกมา
เดิมทีหรงอวี๋ก็เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวขอบเขตร่างทองคนหนึ่ง พอ
เห็นสภาพของราชครูในเวลานี้ นางก็ยังตื่นตะลึงเป็นทบทวี
ในขณะที่หรงอวี๋จะไปเรียกเหนี่ยนซินที่คุกนั้นเอง เฉินผิงอันก็ยิ้ม
ถามว่า “เผยเฉียนแอบหนีออกไปแล้ว ไม่กล้ามาเจอเจ้าอารามผู้เฒ่า
ใช่ไหม?”
ตอนที่นางยังเป็นถ่านดน้อย เดิมทีเจ้าอารามผู้เฒ่าก็เป็นเทพ
เทวดาของพื้นที่มงค ดอกบัวอยู่แล้ว คว่ารู้ไส้รู้พุงก็หนีไม่พ้นเช่นนี้
เอง
หรงอวี๋หลุดขอย่างอดไม่อยู่ พยักหน้า ยังคงเป็นอาจารย์ที่
เข้าใจลูกศิษย์จริงเสียด้วยสัมผัสได้ว่าราชครูยังคงกระปรี้กระเปร่า
นางก็พอจะโล่งใจได้บ้าง
เฉินผิงอันเดินนไปยังลานบ้านของเรือนที่อยู่ติดกัน ต้องไป
จัดการบาดแผลในห้องที่ก่อนหน้านี้ใช้รับรองแขกอย่างสวีเซี่ยก่อน
ซ่งอวิ๋นเจียนเดินเข้ามาหา ยื่นกระบอกยาสูบคืนให้เฉินผิงอัน
“เพราะว่าเจ้านี่ ถึงได้รับควิจารณ์ว่าเป็น “ลูกสมุนที่ดี”
เฉินผิงอันยื่นมือไปรับ ยิ้มเอ่ยว่า “ระมัดระวังขับเรือได้นานหมื่นปี
ถูกเจ้าอารามผู้เฒ่าเย้าหยอกแค่ประโยคเดียวจะนับเป็นอะไรได้”
ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่เหมือนมีฟ้าดินอีกแห่งหนึ่งก็บอกให้ซ่
งอวิ๋นเจียนช่วยเฝ้าหน้าประตูให้
เดินข้ามธรณีประตู ปิดประตูลง เฉินผิงอันแกะผ้าสีเขียวที่พันรู
ตรงหน้าท้องออก โยนทิ้งลงบนพื้นง่ายๆ
เหนี่ยนซินมาถึงอย่างรวดเร็ว มองแผ่นหลังที่โชกไปด้วยเลือด
นั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนมามีชีวิตชีวา “บาดเจ็บหนักขนาดนี้เลย
หรือ?”
หากไม่บาดเจ็บหนักก็ไม่อาจแสดงให้เห็นถึงฝีมือของคนเย็บผ้า
ได้
หันหลังให้เหนี่ยนซิน เฉินผิงอันกางแขนสองข้างออก บางทีอาจ
เป็นเพราะเลือดลมกลังพลุ่งพล่าน แขนที่ยื่นตรงข้างนั้น จาก “เส้น
ลมปราณมังกร” ของกล้ามเนื้อแต่ละก้อนมีไอหมอกลอยกรุ่นขึ้นมา
เหมือนว่ามีผู้แสวงบุญนับสิบจุดธูปหอมคารวะเหล่าสิ่งศักดิ์ในภูเขา
จากยอดเขาทั้งหลายของเทือกเขาที่ทอดยาว
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “นอกจากตรงหน้าท้องที่ถูก
หอกยาวแทงที่ค่อนข้างยุ่งยากแล้ว ส่วนอื่นๆ ล้วนเป็นบาดแผล
ภายนอกเสียมากกว่า มองดูแล้วน่าตกใจ ทว่าเฉาสือได้รับบาดเจ็บ
อวัยวะภายในมากกว่า เชื่อว่าเวลานี้ก็ไม่น่าจะสบายได้หรอก”
เหนี่ยนซินยิ้มถาม “ไม่ได้ต่อยหน้าหรือ?”
เฉินผิงอันก็หัวเราะเหมือนกัน เอ่ยว่า “ช่วงครึ่งแรกของการ
ประลองฝีมือยังจะพอเลือกจุดออกหมัดได้บ้าง แต่ช่วงครึ่งหลังไม่มี
เวลามาสนใจอะไรอีกแล้ว”
เหนี่ยนชินหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ปล่อย
ให้มันลอยอยู่กลางอากาศ เปิดกล่องออก ของที่เก็บอยู่ด้านในล้วน
ฉายประกายเฉียบคม แผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัว
นางสะบัดข้อมือก็มีภาพร่างกายมนุษย์สองภาพกระเด็นออกมา
ภาพหนึ่งคือภาพเก่าคือ “ผลงานแท้จริง” ของเฉินผิงอัน
ตอนที่อยู่ใน
คุกของกแพงเมืองปราณกระบี่ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นและกระดูก เลือด
ลมและเส้นชีพจร ช่องโพรงลมปราณและจุดชีพจร ฯลฯ ต่างก็มี
ตัวอักษรเขียนระบุเอาไว้ แค่มองก็เห็นได้อย่างถ้วนทั่ว
ภาพใหม่ภาพที่สอง เป็นภาพการโคจรลมปราณที่ก่อนหน้านี้ไม่
นานเฉินผิงอันให้หนิงเหยาช่วยหาจิตวิญญาณใหม่และช่องโพรง
ลมปราณใหม่ เมื่อเทียบกันแล้วค่อนข้างเป็นนามธรรม เห็นได้ชัดว่า
ทขึ้นมาเพื่อการกลับมาฝึกตนใหม่อีกครั้ง
เหนี่ยนซินถาม “ด้านล่างก็ถอดด้วยไหม?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่จเป็น บาดแผลมีแค่ช่วง
ร่างกายส่วนบนเท่านั้น”
เหนี่ยนซินบ่น “จะเล่นตัวทไม ขอแค่มีอารมณ์ใคร่ชายหญิง
แทรกปนเข้ามา ข้าจะเปลี่ยนไปใช้แซ่ของเจ้าเลย จะดีจะชั่วก็ช่วย
ม้วนขากางเกงให้สูงหน่อย”
เฉินผิงอันทตาม
เผชิญหน้ากับเหนี่ยนซินที่กลังจะท ‘งานเย็บปักถักร้อย’ บน
ร่างของเขา เขาเองก็รู้สึกชาไปทั้งหนังหัวเหมือนกัน ได้แต่ทนรับ
ความทรมาน ไม่อาจเอาคืน ไม่ว่าใครก็ต้องตื่นตระหนกทั้งนั้น
เหนี่ยนซินใช้เข็มเงินเกี่ยวเส้นเอ็นเส้นหนึ่งที่โผล่ออกมาจากตรง
สันหลัง หรี่ตาเอ่ย “ร่องรอยของชื่อจริงเผ่าปีศาจที่เย็บเอาไว้ยิ่งจางลง
แล้ว เป็นเรื่องดี”
นางจงใจเกี่ยวเส้นเอ็นสีเขียวที่ตแหน่งอยู่ใกล้กับจุดหลิงไถเส้น
นั้นให้ขาด แล้วค่อยมองมันใช้ความเร็วที่เร็วมากผสานเชื่อมโยงกัน
ด้วยตัวเอง พริบตาเดียวก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนการ “ผสาน
มังกร” ของแม่น ้าสองสาย เรียกได้ว่าแนบสนิทไร้ช่องโหว่ นางอดไม่
ไหวเอ่ยชมเชยว่า “เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดคือ
ขุมทรัพย์จริงๆ”
แต่เหนี่ยนชินกังวลว่าจุดนี้คือเส้นทางหลักที่เชื่อมโยงทะลุไปทั่ว
กระดูกสันหลัง การฝึกยืนท่าหลักของเฉินผิงอันล้วนอยู่ตรงนี้ บางที
อาจจะถือเป็นกรณีพิเศษ ถึงสามารถผสานตัวกันได้ด้วยความเร็วอัน
น่าทึ่งเช่นนี้ นางทรุดตัวลงนั่งยอง เปลี่ยนมาใช้มีดสั้นขนาดจิ๋วเล่ม
หนึ่งตัดเส้นชีพจรเส้นหนึ่งที่ตแหน่งอยู่ระหว่างจุดไท่ชงกับจุดสิง
เจียนบนหลังเท้าของเฉินผิงอันให้ขาดออกโดยตรง…เฉินผิงอันนั่งนิ่ง
ไม่สะทกสะท้าน แค่หนังตากระตุกเบาๆ แล้วก็ไม่ถามถึงสาเหตุในการ
ลงมีดของเหนี่ยนซินครั้งนี้ด้วย
เหนี่ยนซินลุกขึ้นยืน เปลี่ยนเครื่องมืออีกชิ้น พลิกหนังตรงไหล่ที่
ปริออกเล็กน้อยของเฉินผิงอันแล้วตลบม้วนไปโดยตรง จ้องมองอย่าง
ตั้งใจอยู่พักหนึ่งก็ถามชวนคุยว่า “เลือดสดของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบ
เอ็ดสามารถทัดเทียมกับชาดวาดยันต์ที่ดีที่สุดในโลกได้เลยหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ดูจากวิธีการหล่อหลอมการแกะสลักแบบ
นูนแบบจมทั้งด้านในและด้านนอกแขนของหมอผีโบราณผู้นั้นแล้ว
ตามหลักก็ควรเป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางไม่มีหวังที่จะ
ฝ่าทะลุขอบเขต สามารถอาศัยสิ่งนี้มาเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้กับ
ร่างกาย สร้างท่าไม้ตายขึ้นมาหนึ่งถึงสองทาง พอถึงขอบเขตสิบเอ็ด
วิธีการที่ฉูดฉาดพวกนี้ก็ล้วนกลายมาเป็นภาระทั้งหมด”
เหนี่ยนซินออกคสั่งอย่างต่อเนื่อง “เลือกลมปราณแท้จริงที่ซุก
ซ่อนพลังจิตสักช่วงเล็กๆ ลองโคจรตามรอบวงจรพลังปราณเล็กใหญ่
ดู”
“ตั้งแต่จุดเสวียนจงถึงจุดจงตู๋ การไหลรินปณิธานหมัดของเฉาสื
อเร็วกว่าเจ้าใช่หรือไม่? การชักนของลมปราณที่แท้จริงตั้งแต่จุด
ชิงหลิงไปจนถึงเสินเหมิน ทไมถึงติดขัดเช่นนี้คือภัยแฝงที่ทิ้งไว้จาก
การต่อสู้กับเจียงเซ่อหรือ? กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ทุ่มเทความคิดจิตใจ
ไปซ่อมแซมมันให้ดีๆ? จได้ว่าปีนั้นเจ้าเคยพูดถึงความคิดเรื่อง
“น ้าตกซ้อนชั้น” ทั้งสามารถเพิ่มความเร็วและเพิ่มพลังอนาจของ
การเคลื่อนตัวขึ้นสูงลดตัวลงต ่าของลมปราณแท้จริงได้ ข้าเองก็รู้สึก
ว่าสามารถทได้ แต่กลับกลายเป็นว่าผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ นี่
ยังเป็นแค่ความคิดที่ว่างเปล่าเท่านั้นหรือ?”
“มีชื่อจริงของปีศาจใหญ่บนกระดูกสันหลังสองชื่อที่เริ่มเกิดลาง
ว่าจะเคลื่อนคลอนแล้ว จะช่วยเสริมให้เจ้าเอง”
เฉินผิงอันหน้าดทะมึน ในที่สุดก็เปิดปากเอ่ยว่า “ไม่ต้อง! พวก
มันถูกข้าจัดการไปแล้ว”
เหนียนซินยังคงยืนกรานในความคิดของตัวเอง แล้วก็เริ่มขยับ
มีดในมือ “เสริมไปดีกว่า ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะกลับชาติมาจุติใหม่
ก็เป็นได้”
หมอกสีขาวเหมือนทะเลแห่งไอน ้า นั่นเป็นแค่ลางของปณิธาน
หมัดที่ไหลออกไปนอกร่างมนุษย์เท่านั้น เหนียนซินกลับมีความรู้สึก
ร้อนเหมือนโดนไฟแผดเผาใบหน้า
และยิ่งมีลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ขุมหนึ่งซึ่งไหลกรูกันมาดังน ้า
พู เดินไปบนเส้นทางเทพ พุ่งไปยังวิหารเทพ เหนือศีรษะขึ้นไปมีสาม
บุปผาจแลงออกมา ยังคงมีแสงห้าสีโอบล้อม
อย่าเห็นว่าเหนียนซินมีสีหน้าเป็นปกติธรรมชาติ และความ
เคลื่อนไหวในมือก็ยังคงละเอียดละออ แต่ในใจนางกลับเหมือนแม่น ้า
พลิกมหาสมุทรคว ่า น่าสนใจเกินไปแล้ว ควรค่าแกการขุดค้นบุกเบิก
จริงๆ!
ทุกวันนี้นอกจากสิบเอ็ดใหม่อย่างเฉาสือแล้ว เหนี่ยนชินก็คือผู้
ฝึกตนในโลกมนุษย์ที่เข้าใจความลี้ลับมหัศจรรย์ของร่างกายผู้ฝึก
ยุทธขอบเขตสิบเอ็ดมากที่สุดแล้ว
เหนี่ยนซินถามชวนคุย “เฉาสือแสดงสุดยอดเคล็ดวิชาอะไร
ไหม?”
ความคิดของเฉินผิงอันขยับไหว โยกย้ายปณิธานหมัดก็
สามารถ “ปล่อยหมัดหนึ่งออกไป” ถึงกับใช้พายุของผู้ฝึกยุทธสร้าง
ภาพบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผู้ฝึกยุทธ
แห่งหนึ่งขึ้นมา และยิ่งเหมือนกายธรรมร่างทองของผู้ฝึกตน ร่างกาย
มนุษย์เหมือนภูเขา บริเวณรอบด้านโอบล้อมไปด้วยเจดีย์วิเศษ เสา
พระสูตร ฯลฯ มีริ้วน ้ากระเพื่อมแผ่เป็นวง ซัดดออกไปเป็นระลอก
เหนี่ยนซินได้เปิดโลกกว้างแล้ว “นี่คือ? เกี่ยวพันกับลัทธิพุทธรึ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “หมัดนี้ของเฉาสือมีชื่อว่า “ภูเขาเถี่ยเหวย”
เอามาใช้ปกป้องรอบกายของผู้ฝึกยุทธ สามารถโคจรได้ด้วยตัวเอง
โดยไม่หยุดพัก อีกทั้งยังต้องผลาญพลังจิตเยอะมาก ไม่กลัวการลอบ
โจมตีบนสนามรบหรือกระบี่บินของผู้ฝึกกระบี่มากที่สุด เอามาจาก
คัมภีร์พุทธประโยคที่ว่า “ข่ายนครแห่งเขาพระสุเมรุ แวดล้อมด้วย
กระแสน ้าหมุนเวียนเป็นวงกลมดุจจักรวงล้อ มีลักษณะเป็นรูปภาชนะ
คล้ายอ่างรองรับเสาศีล และแปรเปลี่ยนสีสันรูปทรงไปตามการ
หมุนเวียนโดยสอดคล้องกัน” ปีนั้นเขากับอวี้เจวี้ยนฟูต่างก็เคยฝึก
หมัดอยู่ในซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นมีพระพุทธรูป
และเทวรูปของพระโพธิสัตว์ที่ล้มคว ่าอยู่เยอะมาก คาดว่าเวลานั้นก็
เริ่มมีเค้าโครงของหมัดนี้แล้ว กระทั่งเฉาสือเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ด
ถึงได้มีโอกาสแสดงมันออกมาอย่างสมบูรณ์”
เหนี่ยนชินเอ่ยชื่นชม “น่าเหลือเชื่อ น่าเหลือเชื่อจริงๆ”
เงียบไปครู่หนึ่ง นางก็ถามชวนคุยว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”
เฉินผิงอันเก็บปณิธานหมัดส่วนที่เลียนแบบเฉาสือมา เปลี่ยนมา
เป็นปณิธานหมัดของตัวเองในเสี้ยววินาที่ ไม่มีภาพบรรยากาศที่
ยิ่งใหญ่อลังการเท่า “กระบวนท่า” ของเฉาสือ แต่ก็มีความหมายอัน
ลึกซึ้งที่แตกต่างออกไป นอกจากกล้ามเนื้อผิวหนังของเรือนกาย
มนุษย์แล้วก็ราวกับมีแสงอีกชั้นหนึ่งไหลริน จิตวิญญาณและร่างกาย
รวมกันเป็นหนึ่งเดียว
เฉินผิงอันเอ่ย “กระบวนท่าหมัดคเดียว ‘น ้าเคลือบ”
เหนี่ยนซินใช้เข็มในมือแทงไปยัง “ผิวที่มีการลงน ้าเคลือบ ที่
มองดูคล้ายกลังไหลรินอย่างเชื่องช้านั้นอยู่หลายครั้ง ผลกลับ
กลายเป็นว่าปลายเข็มของนางหัก
เฉินผิงอันเอ่ย “ฟ้าดินแห่งใหม่ ภาพบรรยากาศแห่งใหม่ ล้วน
เพิ่งเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดเหมือนกัน ต่างคนต่างกลังคิดค้น
กระบวนท่าหมัดใหม่ๆ”
ในที่สุดเหนี่ยนซินก็เย็บบาดแผลให้เฉินผิงอันได้คร่าวๆ แล้ว เป็น
การใช้วิชาบนภูเขาวาดภาพร่างกายมนุษย์ภาพที่สามซึ่งค่อนข้างจะ
หยาบกว่า
หยุดพักก่อนชั่วคราว
เหนี่ยนชินเอ่ยอย่างละอายใจว่า “อื่นกวาน ข้าผลาญพลังจิตไป
ไม่น้อย ปราณวิญญาณแทบหมดสิ้นแล้ว คาดว่าต้องพักฟื้นสักพัก
หนึ่งถึงจะทงานได้อีกครั้ง สั้นหน่อยก็สิบวัน ยาวหน่อยก็ยี่สิบวัน”
เฉินผิงอันโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก พยักหน้าเอ่ย “ไม่
รีบ”
เหนี่ยนชินถาม “วิถีวรยุทธมีขอบเขตสิบสองจริงหรือ?”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “อย่างน้อยที่สุดข้ากับเฉาสื
อต่างก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน”
พาเหนี่ยนซินเดินออกมาจากห้อง เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วมายืนรอ
อยู่หน้าประตู กอดเสื้อผ้าสะอาดไว้ในอ้อมอก หรงอวี๋บอกว่าเตรียมถัง
ยาไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากอาบน ้าสระผมเรียบร้อยก็มวยผมใหม่ เปลี่ยนมาสวมชุด
สีเขียว สวมรองเท้าผ้า เฉินผิงอันถือกระบอกยาสูบ เดินไปยังเก้าอี้
หวายที่อยู่ในระเบียงด้วยท่าทางสดชื่น
ซ่งอวิ๋นเจียนรายงานคพูดทุกอย่างที่เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยตอน
มาเผยตัวในจวนราชครูให้ราชครูฟังทั้งหมด
จู๋ซู่มาที่นี่แล้วพูดเน้นย ้าถึงยันต์อักษร เฉวียน” ของอาจารย์ซาน
ซานจิ่วโหว
หรงอวี๋ยื่นวัตถุจือชื่อที่หยวนฮว่าจิ้งทิ้งไว้ให้ราชครู “ล้วนเป็นวัตถุ
แห่งชะตาชีวิตที่นักพรตกระดูกขาวผู้นั้นหลอมเอาไว้ จดลงบันทึก
เรียบร้อยแล้ว มีทั้งหมดสามร้อยยี่สิบเก้าชิ้น”
เฉินผิงอันนั่งลงบนเก้าอี้หวาย รับวัตถุจื่อชื่อมา ยื่นมือไปปาด
ถอนตราผนึกเวทคาถาที่นักพรตเก๋อหลิ่งร่ายไว้ชั่วคราวทิ้งไป วัตถุจื่
อชื่อชิ้นนี้พลัน “มีชีวิตชีวา” ขึ้นมา เหมือนนกที่ตกใจทท่าจะโบย
บินขึ้นสูง แต่ถูกเฉินผิงอันคว้าจับไว้เบาๆ พริบตาเดียวก็สยบกราบ
มันที่ดีดดิ้นเอาไว้ กระทั่งมันสงบลง
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วไม่ได้ถามถึงผลแพ้ชนะในการถามหมัด
ครั้งนั้นอย่างที่หาได้ยาก
เฉินผิงอันยิ้มให้พวกนาง บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง
กลับไปเอนกายนอนบนเก้าอี้หวายอีกครั้ง แล้วเริ่มพ่นควันขโมง
พวกซ่งอวิ๋นเจียนจึงเดินจากไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา
แล้วก็จริงดังคาด เจ้าอารามผู้เฒ่าที่ตามคกล่าวของหรงอวี๋คือ
กลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมดวงจันทร์เฮ่าไฉ่เรียบร้อยแล้วเผย
กายออกมาจากความว่างเปล่า ยิ้มถามว่า “ในที่สุดก็พอจะเข้าใจวิธี
แห่งการหล่อเลี้ยงบรุงจิตวิญญาณได้บ้างแล้ว”
เฉินผิงอันจะลุกขึ้นนั่ง เจ้าอารามผู้เฒ่ายื่นมือมากดลงบนความ
ว่างเปล่า บอกเป็นน้ยกับอีกฝ่ายว่านอนพูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคก็
พอแล้ว
แต่เฉินผิงอันก็ยังลุกขึ้นนั่ง แล้วเก็บกระบอกยาสูบไปด้วย
นักพรตผู้เฒ่าเรือนกายกยถือแส้หางกวางในมือ มองประเมิน
“ผู้มีชื่อเสียง” อย่างสมชื่อที่อยู่ตรงหน้านี้
สถานที่แห่งนี้ในเวลานี้ สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตาดูเหมือนจะยังคง
เป็นเด็กหนุ่มสะพายกระบี่ที่วิ่งวุ่นไปทั่ว แต่พูดเสียไพเราะว่าออกท่อง
ยุทธภพอยู่เหมือนเดิม
จอมยุทธหนุ่มน้อย ตั้งแต่จากลากันมา เจ้ายังสบายดีหรือไม่
เจ้าอารามผู้เฒ่าถามเข้าประเด็นว่า “อยากจะขอผลงานอันล ้าค่า
จากเจ้าสักหน่อย”
เฉินผิงอันมึนงง เหมือนตกอยู่ในม่านหมอก
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มเอ่ย “มาเชิญกรอบป้ายไปแขวนไว้
ที่หน้าประตูอารามเต๋า”
เฉินผิงอันยังคลางแคลงไม่เข้าใจ หรือว่าศิษย์พี่ชุยมีข้อตกลงกับ
เจ้าอารามผู้เฒ่าเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไปซ่อนไว้ในที่ใดในจวน
ราชครูหรือไม่ก็หอเหรินอวิ๋นอื้อวิ๋น? เพียงแค่เพราะตนยังไม่ค้นพบ
เบาะแส เจ้าอารามผู้เฒ่าก็เลยมาทวงขอถึงที่นี่ด้วยตัวเอง?
ผู้อาวุโสห้ามมาเล่นกลอุบายกุเรื่องกับข้าเชียวนะ!
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้คุยในเรื่องนี้ต่อ ส่ายหน้า เอ่ยอย่างไม่เห็น
ด้วยว่า “ผลแพ้ชนะที่แท้จริงของศึกเขียวขาวของพวกเจ้าครั้งนี้ จะ
เอาแต่ถ่วงเวลาไปอย่างนี้เรื่อยๆ หรือ ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็ต้องถาม
เจ้าแล้วว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่?”