กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 30.2 ภูเขาลูกใหม่
การต่อสู้ครั้งหนึ่งสิ้นสุดลง กระบี่ผุๆ ที่มีระดับขั้นเป็นอาวุธกึ่ง
เซียนเล่มหนึ่งยังไม่ได้หักพังสิ้น มวยผมก็ยังไม่หลุด
เจ้ากลับชิงพูดไปก่อนว่าตัวเองแพ้แล้ว ต่อให้คนทั้งใต้หล้าล้วน
เชื่อกันหมด แต่เขาเฉาลือจะเชื่อหรือ?
เฉินผิงอันโบกมือ “เจ้าอารามผู้เฒ่าถกมรรคากับคนอื่น ไม่ว่า
กับใครก็ล้วนสามารถนั่งลงอย่างเท่าเทียมกันได้ แต่พูดถึงเรื่องวร
ยุทธ ท่านกลับไม่ได้เข้าใกล้ความเป็นจริงสักเท่าไร”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะ “พอเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดก็เก่งใหญ่
แล้วนะ”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเฉยเมย “ในฐานะคนวัยเดียวกัน ต่อให้ไม่ได้
เปรียบเทียบกับผู้ฝึกตน พูดถึงแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางใน
ประวัติศาสตร์กลุ่มนั้น พวกเราต่างก็ยังอ่อนเยาว์กันมาก เฉาสือมี
คุณสมบัติที่โดดเด่น อีกทั้งยังไม่มีความเห็นแก่ตัว ขอแค่เขาเป็น
อันดับหนึ่ง วิถีวรยุทธในใต้หล้าก็จะเดินขึ้นสู่ที่สูงไปตลอด เมื่อก่อน
กับภายหลัง คนที่เป็นฝ่ายไปขอเรียนวิชาหมัดจากเฉาสือ จะต้องเป็น
ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว เฉาสือสอนหมัดและป้อนหมัด ก็จะบริสุทธิ์อย่างหาที่
เปรียบไม่ได้”
“ย้อนกลับมามองเฉินผิงอัน ตอนนี้ยังมีเรื่องราวมากมายที่ต้อง
แบ่งสมาธิไปสนใจเรื่องของตัวเอง เรื่องของต้าหลี เรื่องของเปลี่ยวร้าง
เรื่องของมืดสลัว ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมปะปนอยู่ด้วยกัน
อย่าว่าแต่ห้ามตายเลย แม้แต่จะบาดเจ็บสาหัสก็ยังไม่ควรเพราะจะทิ้ง
ภัยแฝงไว้ให้กับร่างกายและจิตใจมากเกินไป”
“พูดถึงแค่ความทุ่มเทตลอดร้อยปีของศิษย์พี่ชุยและอาจารย์ฉี
วันนี้ข้าออกจากตแหน่งราชครู พรุ่งนี้ใครจะมาเป็นต่อ? หรือว่าได้
แต่อาศัยให้เจ้าอารามผู้เฒ่ามาเยือนอีกครั้ง?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าได้ยินแล้วเดี๋ยวก็ส่ายหน้า เดี๋ยวก็พยักหน้า
สุดท้ายลูบหนวดเอ่ย “ก็จริงนะ”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้า “เฉาสือสามารถแข็งแกร่งได้มากกว่านี้ คน
ที่ข้าอยากชนะหมัดอย่างแท้จริงคือเฉาสือคนที่เดินไปถึงยอดเขาที่สูง
ที่สุดของวิถีวรยุทธแล้ว”
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “คือคพูดจากใจจริงหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “แน่นอน ขอแค่เอาชนะศัตรูในจินตนาการที่
แข็งแกร่งยิ่งกว่าหรือถึงขั้นแข็งแกร่งที่สุดได้เท่านั้น ข้าถึงจะเป็น
อันดับหนึ่งได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “ฟ้าเก้าคนหนึ่ง เมื่อความหมายของ
“คนหนึ่ง” ของเฉาสือเข้มข้นมากกว่าเดิม วิถีวรยุทธก็มีแต่จะสูงยิ่ง
กว่าเดิม สูงจนมิอาจประมาณการณ์ได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ปรารถนาแทบตายแต่ไม่อาจได้มาครอง”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดด้วยสีหน้ามีเลศนัย “ทไมถึงไม่เว้นวรรค
แล้วล่ะ?”
เฉินผิงอันหัวเราะเสียงดัง
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “รองเจ้าขุนเขาเจียงของพวกเจ้า บอกว่า
เจ้าดีไปหมดทุกอย่าง สามารถทให้สตรีในใต้หล้าปรารถนาแทบ
ตายแต่ไม่อาจได้มาครอง ไขว่คว้าเท่าไรก็ไม่ได้มาครอง”
ท่าทีของเฉินผิงอันอ่อนลงทันใด พลันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
ดี
การถามหมัดที่นัดหมายกันบนทะเลครั้งนี้ ไม่เหมือนกับการถาม
หมัดสามครั้งที่กแพงเมืองปราณกระบี่และครั้งที่สี่ในสวนกงเต๋อ
ศาลบุ๋น ครั้งที่ห้านี้ต่อสู้กันจนทั้งสองฝ่ายเกิดจิตสังหารขึ้นมาจริงๆ
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สู้ปล่อยใจคิดอยากเอาชนะที่อยากจะต่อสู้กันให้เต็ม
คราบตัดสินเป็นตายให้รู้แน่ชัดรุนแรงขึ้นทุกที่ หอกนั้นของเฉาสื
อเกือบจะปั่นคว้านหัวใจของเฉินผิงอันให้แหลกเละ นั่นก็คือหลักฐาน
แน่นอนว่าเฉินผิงอันเองก็ปล่อยหมัดรัวหลายหมัดใส่อวัยวะภายใน
ของเฉาสือจนพวกมันเคลื่อนที่ แล้วก็เกือบจะใช้กระบี่ฟันผ่าหัว
ครึ่งหนึ่งของเฉาสือไปแล้วจริงๆ
เพียงแต่ว่าต่อให้ใจอยากเอาชนะของสองฝ่ายจะมีมากแค่ไหน
พวกเขาก็ไม่อาจตัดสินเป็นตายกันได้จริงๆ
นี่จึงเป็นเหตุให้ทั้งๆ ที่พวกเขาสามารถถามหมัดกันต่อได้ แต่
กลับไม่ได้สู้กันต่อ ไม่ใช่เหตุผลเพียงแค่เพราะผู้ฝึกตนบนยอดเขา
ที่มาชมศึกอยู่ไกลๆ ซึ่งยิ่งนานก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มถาม “หากวันนี้ไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล เป็น
แค่การถามหมัดอย่างบริสุทธิ์เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นผลแพ้ชนะจะเป็น
อย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ย “สองฝ่ายต่างก็น่าจะรู้สึกว่าตัวเองต้องชนะได้
อย่างแน่นอนกระมัง”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มอย่างรู้ทัน
หากวันใดเฉาสือแก่แล้ว หรือวิถีวรยุทธบนโลกมนุษย์แห่งนี้ไม่มี
เฉาสือชุดขาวอีกต่อไปเฉินชุดเขียวก็น่าจะเรียกตัวเองว่าเป็นที่สอง
ในใต้หล้ากระมัง?
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยเตือน “เรื่องที่ช่วยปกป้องมรรคาให้สหาย
ฉุนหยางในพื้นที่มงคลจไว้ว่ารีบทเวลาเข้าหน่อย ใส่ใจให้มาก
หน่อย”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “แน่นอน”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “หวังว่าในอนาคตสักวัน
หนึ่ง ผู้ฝึกยุทธในโลกมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์น้อยใหญ่
หรือจะเป็นคนที่เพิ่งเรียนวิชาหมัด จะสามารถได้เห็นการถามหมัด
ครั้งที่หกระหว่างพวกเจ้า”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “หวังว่าจะมีวันนั้นจริงๆ หวังว่านะ”
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงถามว่า “ข้าคิดจะเก็บของ
บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับลู่เฉินมา เรื่องนี้สามารถทได้หรือไม่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้าเอ่ย “สามารถวางแผนแต่เนิ่นๆ ได้
แล้ว”
เจ้าอารามผู้เฒ่าโบกแส้หางกวาง เอ่ยเร่งรัดว่า “ผินเต้ายังต้อง
กลับไปหลอมโอสถ ขอผลงานน ้าหมึกอันล ้าค่าจากเจ้าชิ้นหนึ่ง รีบ
เอามาเร็วเข้า”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตกตะลึง “ข้าหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “ไม่อย่างนั้น?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบกระดาษสูเซวียนสีขาวหิมะแผ่นหนึ่งออกมา
จากชายแขนเสื้อวางไว้กลางอากาศ “ผินเต้าไม่มีพู่กันและน ้าหมึกมา
ให้ เจ้าเตรียมเอาเอง”
เฉินผิงอันเห็นว่าเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่คล้ายจะล้อเล่น เลยได้แต่
บากหน้าถามว่า “เขียนคว่า “อารามกวานเต๋า’ หรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าย้อนถาม “หรือจะให้เขียนว่า “ภูเขาลั่วพั่ว’ ล่ะ?”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย แต่ไม่ได้เรียกหรงอวี๋หรือซ่งอวิ๋นเจียนให้
เอาพู่กันและหมึกมาให้ แต่ม้วนชายแขนเสื้อเบาๆ พลิกหมุนข้อมือ
ใช้ปณิธานหมัดชักนโชคชะตาน ้าที่อยู่ระหว่างฟ้าดิน กหมัดวาด
เป็นวงกลมซ ้าๆ โชคชะตาน ้ามารวมตัวกันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ เผยให้
เห็นเป็นสีเขียวมรกตที่ยิ่งนานก็ยิ่งเข้มขึ้น พวกมันรวมตัวกันอยู่ข้าง
มือของเขา เหมือนน ้าหมึกเข้มข้นที่ถูกฝนอยู่ในแอ่งของจานฝนหมึก
หมัดของเฉินผิงอันต่อยลงไปใน “แอ่งน ้าหมึก” ใช้หมัดแต้มหมึก
แทนพู่กัน แล้ววาดอักษรใหญ่คหนึ่งไว้บนกระดานเซวียนจื่อสีขาว
หิมะ คือคว่า “กวาน!
เจ้าอารามผู้เฒ่าถือแส้หางกวางในมือ พยักหน้าเบาๆ ถือว่าไม่
อัปลักษณ์
เฉินผิงอันใช้อีกหมัดต่อยลงไปในน ้าหมึกสีเขียวมรกตนั้นอย่าง
รวดเร็ว ใช้กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่คุ้นเคยที่สุด สร้างหมัดทับ
ซ้อนแปดสิบเอ็ดหมัดในร่างกาย!
เหมือนการแกะสลักอักษรคว่า ‘เต๋า’ ลงไปบนกระดาษโดยตรง
ทเสร็จในรวดเดียว ก่อนจะเขียนอักษรตัวสุดท้ายเป็นคว่า
‘อาราม”
เจ้าอารามผู้เฒ่าม้วนกระดาษเซวียนจื่อเก็บใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ
เฉินผิงอันยังมีกลังเหลือจึงถามหยั่งเชิงว่า “ไม่ต้องลงนามสัก
หน่อยหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะหึหึ “จเป็นด้วยหรือ?”
เฉินผิงอันยังไม่ยอมถอดใจ เอ่ยว่า “ถือเป็นการปักบุปผาลงบน
ผ้าแพรได้กระมัง?”
ทว่าร่างของเจ้าอารามผู้เฒ่ากลับทะยานขึ้นไปบนม่านฟ้าแล้ว
เดินก้าวเดียวก็ข้ามผ่านใต้หล้า หวนกลับไปยังพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่
เฉินผิงอันที่รู้สึกยังไม่สาแก่ใจเท่าไรยืนอยู่ที่เดิม ข้างหูมีเสียงของ
เจ้าอารามผู้เฒ่าดังขึ้นมา “ไปดูที่ภูเขาลูกนั้นอีกที”
ทะเลตะวันออก จินหลี่ไม่ได้นขบวนกลับจวน กลับกันยังออกไป
จากราชรถอย่างเงียบเชียบ มายังพื้นที่ประลองยุทธเพียงลพัง
ปณิธานหมัดที่หลงเหลืออยู่ยังคงเข้มข้นราวกับสายน ้า เนิ่นนานก็ไม่
สลายหายไป แม้กระทั่งนางเมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ยังรู้สึกหายใจติดขัดได้แต่
กลั้นหายใจ แล้วยังต้องปิดถ ้าสถิตในร่างกาย อาศัยชุดคลุมอาคมที่
อยู่บนร่างมาต้านทานปณิธานหมัด ปราณวิญญาณเคลื่อนเป็นวงจร
อยู่ในร่าง หาไม่แล้วหากสัมผัสเข้ากับปณิธานหมัดที่บริสุทธิ์อย่างถึง
ที่สุดพวกนี้ คราวหน้าถ้านางคิดอยากจะแยกพวกมันออกจากปราณ
วิญญาณก็จะเหมือนการสาวเส้นไหมทีละเส้น ยุ่งยากอย่างมาก
และนางก็ไม่คิดจะรบกวนการพักผ่อนของเฉาสือ การที่มาเยือน
ที่นี่ก็แค่ต้องการมา “เงยหน้ามองซากปรักสนามรบ’ เท่านั้น
เพียงแต่นางรออยู่ประมาณหนึ่งก้านธูป เฉาสือกลับยังคงนั่งอยู่ที่
เดิมอย่างเหนือความคาดหมาย
นางคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ จึงจต้องเผยร่าง เปิดปาก
ถามว่า “เฉาสือ ทไมถึงยังไม่ไปเสียทีล่ะ?”
เฉาสือกุมหมัดคารวะนาง เพียงคลี่ยิ้มรับ แต่ไม่ตอบคถามใดๆ
จินหลี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงด้านข้าง คนโง่ก็ยังมองออกว่า
ชัยชนะครั้งนี้ของเฉาสือได้มาอย่างไม่ผ่อนคลายเลย
เฉาสือเก็บอารมณ์ความคิด ถอนหายใจเบาๆ
ปรารถนาแต่มิอาจได้มาครอง
เขาเองก็เคยอ่านตรามาเหมือนกัน เรื่องของการเว้นวรรคนั้น
คือความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่สุด
ปรารถนา แต่มิอาจได้มาครอง
ไอ้หมอนี่!
ชั่วชีวิตนี้ของเขาเฉาสือจะไม่มีทางเอาอย่างบุคคลอันดับหนึ่ง
ของไพศาลในอดีตที่มีฉายาว่า “หลงป๋อ” ผู้นั้นที่หันไปฝึกบเพ็ญ
เพียรเพื่อต่ออายุขัยเด็ดขาด ถ้าอย่างนั้นอายุของผู้ฝึกยุทธเต็มตัว
ประมาณสองร้อยกว่าปีก็น่าจะเป็นขีดจกัดแล้ว ผู้ฝึกยุทธขอบเขต
สิบเอ็ดน่าจะมีชีวิตอยู่ได้เกินสามร้อยปี
ไม่รู้ว่าจะสามารถรอจนถึงวันที่โลกมนุษย์อยู่ในช่วงวันเวลาของ
ความสงบสุขรุ่งเรืองอย่างแท้จริงได้หรือไม่ เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น หาก
มีการถามหมัดครั้งที่หก พวกเขาก็ไม่ต้องมีอะไรให้กริ่งเกรงแล้ว
กระมัง? หรือไม่ในอนาคตวันใดวันหนึ่ง อาจจะทยอยกันเดินเข้าสู่ฟ้า
ดินของวิถีวรยุทธใหม่เอี่ยมที่ธรณีประตูสูงยิ่งกว่าเดิม?
แสงสว่างผุดวาบขึ้นมาในหัวของจินหลี่ นึกถึงการคาดเดาอย่าง
หนึ่งที่แม้กระทั่งตัวเองก็ยังรู้สึกว่าเหลวไหล จึงถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าแพ้
หรือ?”
เฉาสือส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “จะเป็นไปได้อย่างไร”
จินหลี่เองก็ไม่ถามมาก แค่ถามว่า “มีคู่ปรับแบบนี้ รู้สึกอย่างไร?”
เฉาสือครุ่นคิดอย่างตั้งใจพักหนึ่ง หัวคิ้วคลายออกสีหน้าสดใส
ยิ้มเอ่ยว่า “ปรารถนาแต่มิอาจได้มาครองอย่างแท้จริง”
จินหลี่อัดอั้นไม่เข้าใจ “หรือว่ายังจะมีความปรารถนาแต่มิอาจ
ได้มาครองที่หลอกลวงด้วย?”
เฉาสือลุกขึ้นยืน กุมหมัดอลา กลับมาเป็นเฉาสือที่ใต้หล้า
ไพศาลคุ้นเคยที่สุดคนนั้นอีกครั้ง
เฉินผิงอันเอนกายกลับไปบนเก้าอี้หวาย ปล่อยดวงจิตไปยังภูเขา
สูงวิถีวรยุทธลูกนั้นมาที่ตีนเขาแล้วเดินขึ้นบันไดไปสู่ที่สูงทีละก้าว
กระทั่งไปถึงยอดสูงสุด
ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ หยุดพักอยู่ที่ยอดเขาครู่หนึ่ง มองร่าง
ของผู้ฝึกยุทธที่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดทั้งหลายเหล่านั้น
แล้วเดินกลับลงจากภูเขาไปอีกครั้ง
กลับมาที่ตีนเขาแล้วหมุนตัวยืนนิ่ง เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ใน
ชายแขนเสื้อ เงยหน้ามองภูเขาสูงวิถีวรยุทธที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโลก
มนุษย์มาหมื่นปีแล้วลูกนั้น
ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกว่าขาดความหมายบางอย่างไป คงจะเป็น
เพราะเจ้าของเดิมอย่างเจียงเซ่อเดิมทีก็ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่แล้ว?
เจียงเซ่อพลันเผยกายที่นี่ “ข้ามแม่น ้าแล้วรื้อสะพาน ไม่มี
คุณธรรมเลยนะ”
เฉินผิงอันถาม “แต่ละชั้นทับซ้อนกันจนเหลือเพียงหนึ่งเดียว บน
เส้นทางหร็อมแหร็มบางตา ทัศนียภาพเงียบเหงาถึงเพียงนี้ นี่ก็คือ
ทัศนียภาพของวิถีวรยุทธในใจของเจียงเซ่ออย่างนั้นหรือ?”
เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย “ไม่อย่างนั้น? จะให้อึกทึกครึกโครมไปด้วย
ความจอแจมันเข้าท่าหรือ? นับแต่อดีตตราบจนทุกวันนี้ บู๊ไร้ที่สอง!”
เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ
เจียงเซ่อถาม “ทไมไม่ลากเฉาสือเข้ามาถามหมัดที่ภูเขาลูกนี้?
แบบนั้นโอกาสชนะของเจ้าจะไม่มากกว่าเดิมหรอกหรือ”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ศึกบนเรือราตรี ทไมเจียงเซ่อถึงไม่อยู่บน
ภูเขาลูกนี้แล้วเล่นงานข้าล่ะ?”
เจียงเซ่อหัวเราะเสียงดังกังวาน
เฉินผิงอันยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ดันไว้ที่ใต้คาง มอง
ภูเขาสูงตระหง่าน มองเส้นทางเทพที่ทอดยาว จมเข้าสู่ภวังค์ความคิด
เจียงเซ่อเอ่ย “ในเมื่อไม่ยอมรับ ก็ขอดูทัศนียภาพของวิถีวรยุทธ
ในใจเจ้าหน่อย ใครบ้างที่บ่นไม่เป็น ถึงอย่างไรก็ควรมีผลงานอันเป็น
รูปธรรมให้เห็นบ้างนะ!”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็จงเบิกตากว้างมองดูให้ดี!”
เจียงเซ่อหลุดหัวเราะพรืด “ตั้งตารอดูแล้ว”
เฉินผิงอันเริ่มเดินขึ้นเขาอีกครั้ง พื้นที่ตรงตีนเขาคล้ายจะหายไป
แถบใหญ่ สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตหนึ่งที่เคยได้รับ
คว่าแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่วันแรกที่โลกมนุษย์มีวิถีวรยุทธ พวกเขา
ทยอยกันปรากฏตัว ผู้ฝึกยุทธของแต่ละเผ่าพันธ์ในอดีต พวกเขา
ต่างก็มีความฮึกเหิมทะนงตนของตัวเอง มารวมตัวกันมากมาย
กลายเป็นยุทธภพ
หลังจากนั้นก็เป็นขอบเขตสอง ขอบเขตสาม….เมื่อเฉินผิงอัน
เดินขึ้นสู่ที่สูงเรื่อยๆ ภูเขาสูงแต่ละชั้นก็หายไป แต่กลับมีผู้ฝึกยุทธ
จนวนนับไม่ถ้วนมารวมตัวกันกลายเป็นมหาบรรพต ส่วนสูงของ
พวกเขาไม่เท่ากัน หน้าตาก็แตกต่างกัน มีกระบวนท่าหมัดเป็นของ
ตัวเองอยู่ในภูเขา….สามชั้นของขอบเขตหลอมลมปราณ สามชั้น
ของขอบเขตหลอมพลังจิตแล้วก็มีสามชั้นของขอบเขตปลายทาง
เฉินผิงอันเดินขึ้นสูงไปตลอด “เจียงเซ่อ” อยู่ที่นี่ หลินเจียงเซียนอยู่
ที่นี่ เฉาสืออยู่ที่นี่ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดล้วนอยู่ที่นี่
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีภูเขาและท้องฟ้ามาแบ่งแยกอีกต่อไป
เฉินผิงอันหลุบตามองมาที่ตีนเขา เอ่ยกับเจียงเซ่อว่า “คราวหน้า
ก็คือเจอกับเจียงเซ่อที่เป็นขอบเขตสิบสองแล้ว”
ส่วนเจ้าเจียงเซ่อจะสามารถเลื่อนสู่ขอบเขตใหม่ได้หรือไม่ ข้าก็
ไม่สนใจแล้ว
ร่างของเจียงเซ่อหายวับไป ถอยออกไปจากฟ้าดินแห่งนี้ ยิ้มเอ่ย
ว่า “ตกลง!”
กระทั่งนาทีนี้ เฉินผิงอันไม่เพียงแต่ช่วงชิงตแหน่งและชื่อเสียง
ของเจียงเชื่อมาเท่านั้น แต่ได้กลายมาเป็นเจ้าของคนใหม่ที่วิถีวรยุทธ
ของโลกมนุษย์ให้การยอมรับอย่างแท้จริง
ภูเขาลูกใหม่ เจ้าขุนเขาคนใหม่