กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 31.1 หุนเจ๋อ
เซี่ยโก่วกลับจากภูเขาฮุยเหมิงมายังเมืองหลวงต้าหลี นางไป
เที่ยวเล่นหาเทพีดอกเฟิ่งเซียนที่ศาลเทพีบุปผาก่อน พี่น้องที่รักสอง
คนนัดหมายกันว่าจะไปเที่ยวที่จวี่โจวด้วยกัน เพราะอู๋ไฉ่ตัดสินใจแล้ว
ว่านางจะสร้างศาลเทพีบุปผาไว้ที่มณฑลแห่งนี้ เหตุผลคือที่นั่น
ค่อนข้างจะยากจน ศาลและเทวรูปของนางสามารถทำออกมาอย่าง
ลวกๆ ได้ ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่มีทางหัวเราะเยาะเทผีบุปผาที่กระเป๋า
ฟีบแบนอย่างนาง…แม้จะพูดเช่นนี้ แต่อู๋ไฉ่ได้อ่านอักขรานุกรมประจำ
อำเภอปึกใหญ่มาหลายรอบแล้ว เซี่ยโก่วรู้สึกว่าสามารถเรียนรู้จาก
อีกฝ่ายในเรื่องนี้ได้
เซี่ยโก่วเดินผ่านระเบียงพันก้าวอย่างอารมณ์ดี ผูกป้ายห้อยเอว
ที่ทำขึ้นพิเศษเดินอาดๆ กลับไปที่จวนราชครู ระหว่างทางมีคนหันมา
มองนางหลายคน ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ “ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง” หรือเป็น
เพราะหมวกขนเตียวและแก้มที่แดงเป็นปั้นกันแน่ ในช่วงฤดูร้อน
อากาศร้อนจัดเช่นนี้ยังสวมหมวกขนเตียว ก็ถือเป็นการแต่งกายที่
พิเศษจริงๆ
ไปขานชื่อกับเจ้าประมุขกวอก่อน แล้วค่อยมาพบเจ้าขุนเขาที่
นอนเหม่ออยู่บนเตียงหวาย เซี่ยโก่วทักทายปราศรัยพลางถามเลียบๆ
เคียงๆ ไปด้วยว่า หากภูเขาลั่วพั่วของพวกเราเพิ่มตำแหน่งรองเจ้า
ขุนเขาอีกตำแหน่งหนึ่งจะสอดคล้องกับกฎระเบียบหรือไม่? เจ้า
ขุนเขาจะลำบากใจหรือไม่? ต้องให้ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอย่างนาง
ไปสานสัมพันธ์ดำเนินเรื่องให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเปิดการประชุม
ศาลบรรพจารย์ดีไหม?
เฉินผิงอันคร้านจะพูดคุยเรื่องนี้ แค่ถามว่า “เสี่ยวโม่สบายดี
ไหม?”
เซี่ยโก๋วยิ้มกว้าง “ไม่ค่อยดี ข้าเพิ่งด่าเสี่ยวโม่อย่างรุนแรงไปรอบ
หนึ่ง”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “คือคำพูดรุนแรงที่สุดที่ใช้น ้าเสียงขี้ขลาด
ที่สุดหรือ?”
เซี่ยโก่วนับถือยิ่งนัก แต่จากนั้นก็ถามอย่างสงสัยว่า “เจ้าขุนเขา
ลอบมองไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยหรือ?”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน เปลี่ยนเรื่องพูด “สหายชิงชิวผู้นั้นไปถึง
แคว้นหูแล้ว พอเห็นบรรยากาศก็เกิดอารมณ์ความรู้สึก เดี๋ยวหัวเราะ
เดี๋ยวร้องไห้?”
เซี่ยโก่วส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน ไปถึงบนภูเขาข้าก็โยนนางไป
ให้อาจารย์ผู้เฒ่าจูแล้วก็ไม่สนใจอีก ฮ่า สนแต่เรื่องฆ่าอย่างเดียว ไม่
สนใจที่จะฝัง”
เฉินผิงอันเอ่ย “แบบนี้จะไม่เท่ากับว่าส่งแพะเข้าปากเสือหรอก
หรือ”
เซี่ยโก่วเอ่ย “พลังตบะของนางอ่อนด้อย อีกทั้งยังมีนิสัยใจร้อน
ดั้งนั้นตอนที่อยู่ในลานบ้านแห่งนั้น มองปราดเดียวก็มองไปเห็นรูป
โฉมที่แท้จริงของอาจารย์ผู้เฒ่าจู แล้วก็อึ้งค้างไปเลย”
เฉินผิงอันเอ่ย “พาตัวไปติดกับดักเองสินะ”
เผยเฉียนมาที่นี่ ถามอย่างสงสัยว่า “อาจารย์พ่อ ปีนั้นตอนที่เดิน
ออกมาจากม้วนภาพไม่ใช่รูปโฉมที่แท้จริงของพ่อครัวเฒ่าหรอก
หรือ?”
เซี่ยโก่วปิดปากเงียบไม่พูด เพราะถึงอย่างไรก็เกี่ยวพันไปถึงเรื่อง
ส่วนตัวของอาจารย์ผู้เฒ่าจู นางไม่สะดวกจะเปิดโปง
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พวกเจ้าชอบเอาคำว่า “คุณชายผู้สูงศักดิ์จูเห
ลี่ยน มาหยอกล้อพ่อครัวเฒ่า ทุกครั้งเป็นใครที่กุมท้องหัวเราะก๊าก
หัวเราะได้เกินจริงมากที่สุด”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างเขินอาย “ก็มันตลกนี่นา”
อีกอย่าง ปีนั้นอาจารย์พ่อท่านเองก็ชอบใจไม่น้อยเหมือนกันนะ
ก็จริงนะ ปีนั้นถ่านดำน้อยกับหมี่ลี่น้อยและเด็กชายชุดเขียว ต่าง
ก็หัวเราะออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่เฉินผิงอันกลับแอบหัวเราะ
พูดคุยถึงเรื่องการ “ชดเชยคืนร้อยเท่า” ของเงินฝนธัญพืชถุงนั้น
ให้ยืมเงินฝนธัญพืชไปหกร้อยห้าสิบเหรียญ เซี่ยโก่วก็ได้กำไร
กลับมาเกือบร้อยเหรียญโดยไม่ต้องเปลืองแรงสักกะผีก
เฉินผิงอันจุ๊ปากพูด “อย่างเจ้านี่เรียกว่าเชือดคนสนิท”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก เอ่ยว่า “ก็คือเรื่องดีๆ ที่ทุกวันนี้เรียนรู้มาจากเจ้า
ขุนเขาน่ะสิ หากข้าอยู่ที่เปลี่ยวร้าง เงื่อนไขคือต้องรู้ว่านางจะปรากฏ
ตัว ข้าก็จะมีการวางแผนไว้ก่อน นัดหมายคนบนเส้นทางเดียวกันคน
สองคนให้มาซุ่มโจมตีลอบฆ่านางด้วยกัน หลังจากทำสำเร็จก็จะหัก
หลังพวกเขา หึ นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าเชือดคนสนิทอย่างจริงแท้
แน่นอน”
เฉินผิงอันพลันพูดไม่ออก
เซี่ยโก่วเอ่ยแนะนำว่า “เจ้าขุนเขา ชิงชิวแข็งแกร่งอย่างมาก ควร
จะดึงตัวมาเป็นพวกขุนนางใต้ชายกระโปรงของนางมีเยอะมากเลยนะ
แต่ละคนต่อสู้ได้เก่งมาก นางเองก็เท่ากับว่าเป็นสำนักชั้นยอดแห่ง
หนึ่งแล้ว”
ก่อนหน้านี้อยู่ที่นอกเมือง ชิงชิวเคยโยนหุ่นเชิดออกมาสองคน
เอามาใช้รับรองแขกอย่างป๋ายจิ่ง
เพียงแต่ว่าถูกแสงกระบี่ของเสี่ยวโม่ฟัน ถึงได้ดูเหมือนกระดาษ
เปียก
“แคว้นหูไม่มีชิงชิวก็เป็นแค่แคว้นหูแห่งพื้นที่มงคลรากบัว แคว้น
หูมีชิงชิวก็คือแคว้นหูของโลกมนุษย์ทั้งแห่ง”
“ขอแค่ชิงชิวป่าวประกาศออกไป ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธ์จิ้งจอก
ของใต้หล้าแห่งใด ล้วนจะต้องมองภูเขาลั่วพั่วเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่
ชีวิตนี้ต้องมาเยือนให้จงได้”
แล้วนับประสาอะไรกับที่มีเรื่องเล่าเทพเซียน นิยายเรื่องเล่า
ประหลาดมากมายขนาดนั้น นักเล่านิทานคนใดบ้างที่ไม่สนใจ
จิ้งจอกเซียนที่งามเย้ายวนล่อลวงใจผู้คน?
เฉินผิงอันเอ่ย “จะอยู่หรือไป ก็ให้นางเลือกเอง ข้าถึงขั้นสามารถ
อนุญาตให้นางย้ายแคว้นหูออกไป พาพวกเพ่ยเซียงไปจากภูเขาลั่ว
พั่วก็ยังได้ ให้พวกนางเลือกสถานที่แห่งหนึ่งในอาณาเขตของต้าหลี
ตำแหน่งเท่าเทียมกับแคว้นใต้อาณัติของต้าหลี ปล่อยให้พวกเขาชู
ธงของ ชิงชิว” ขึ้นมาใหม่ รวบรวมเผ่าจิ้งจอกในใต้หล้าไว้ด้วยกัน
ทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ข้าก็จะช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย
ให้เอง”
เซี่ยโก่วถาม “เงื่อนไขล่ะ?”
เฉินผิงอันกล่าว “เงื่อนไขก็คือนางจำเป็นต้องไปเยือนภูเขาตะวัน
เที่ยงอย่างลับๆ รอบหนึ่ง ไปหาเถียนหว่าน ดูว่าวิธีการในการเป็นเฒ่า
จันทราสานด้ายแดงของฝ่ายหลังร้ายกาจหรือเป็นวิชาอภินิหารแห่ง
ชะตาชีวิตของชิงชิวที่เหนือกว่า”
เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “ราคาที่ต้องจ่ายมีแค่นี้เองหรือ? นี่จะต่าง
อะไรกับการให้คนเจ้าชู้เสเพลออกไปท่องเที่ยวภูเขาสายน ้า ได้รับ
คำสั่งให้ไปเที่ยวเล่นในหอโคมเขียวกัน?”
ตามนิสัยการทำการค้าของเซี่ยโก่ว มอบแคว้นหูแห่งหนึ่งให้เจ้า
ชิงชิว เจ้าชิงชิวก็ควรต้องมอบหุ่นเชิดพวกนั้นมา อย่างมากก็ให้นาง
เก็บไว้แค่สองสามคน ส่วนอื่นๆ ที่เหลือล้วนต้องกลายมาเป็น “ทหาร
บนมรรคา” ที่ปกป้องภูเขาลั่วพั่วทั้งหมด
ถูกประโยคที่ว่า ได้รับคำสั่งให้ไปเดินเล่นในหอโคมเขียว”
ของเซี่ยโก่วทำให้อึ้งตะลึงไป เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว เอ่ยว่า
“ก่อนจะลงจากภูเขา บอกนางว่าอย่าได้ประมาทเถียนหว่านคือศิษย์
น้องหญิงของโจวจื่อ สตรีผู้นี้เป็นคนไร้ประโยชน์ในด้านการประลอง
วิชาคาถาบนภูเขา แต่คอยควบคุมด้ายแดงอยู่เบื้องหลัง เอาใจคนมา
เล่นอยู่ในกำมือ กลับเป็นยอดฝีมือ”
เซี่ยโก่วเอ่ย “วางใจเถอะ รอให้ชิงชิวสงบใจได้อย่างแท้จริง ทำ
ความคุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมประเพณีผู้คนและกฎระเบียบคร่าวๆ
ของไพศาลได้แล้ว นางก็จะเหมือนกลายเป็นละคน ความคิดจิตใจ
ละเอียดอ่อน ทำอะไรรอบคอบมากประสบการณ์”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “มองชิงชิวสูงขนาดนี้เลยหรือ?”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อดีตผู้ครองชิงชิวรับมือได้ยากยิ่ง
กว่านักพรตกระดูกขาวเสียอีก”
เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยว่า “เจ้าสามารถกลับไปเนินสู่เหยาได้
แล้ว รักษาบาดแผลให้ดี ไม่ต้องกังวลทางฝั่งของข้า”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “จะรีบร้อนไปไย เรื่องการปกป้องมรรคาให้กับ
นักพรตติง ไม่มีทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันแน่นอน ส่วนการฝึกตนของ
ตัวข้าเองน่ะหรือ หึ”
เฉินผิงอันทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด เอนกายนอนกลับไปบนเก้าอี้
หวาย หยิบกระบอกยาสูบขึ้นมา
เซี่ยโก่วถาม “เจ้าขุนเขาดูแลผู้อื่นแล้วรู้สึกลำบากไหม?”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง ยิ้มเอ่ยว่า “แน่นอนอยู่แล้ว”
เซี่ยโก่วถามอีก “เสียใจภายหลังไหม?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่”
บางครั้งที่รู้สึกเสียใจภายหลังก็เพียงแค่เพราะตัวเองยังทำได้ไม่ดี
พอ ผลลัพธ์ไม่ได้ไร้ข้อผิดพลาดอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ก็เหมือน
ทางตันบางเส้นในเมืองหลวงที่เรือนซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดซอยมีชื่อว่า
“เสียดาย”
“อย่าได้เอาแต่คิดว่าผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งทำผิดต่อจิตแห่งมรรคา
ฝืนนิสัยเป็น “เซี่ยโก่ว” ดังนั้นเซี่ยโก่วในสายตาของคนยุคสมัยนี้ก็
คือตัวปลอม”
เซี่ยโก่วขยำหมวกขนเตียว ยิ้มเอ่ยว่า “เคยคิดหรือไม่ว่าเดิมทีข้า
ก็มีนิสัยแบบนี้อยู่แล้วเพียงแต่ว่าตอนนั้นอยู่ในยุคสมัยที่ต้องก้าวเดิน
ด้วยฝีเท้าเร่งร้อนก็เลยไม่มีพื้นที่ให้ป๋ายจิ่งได้เป็นตัวของตัวเอง
นอกเหนือจากเป็นผู้ฝึกกระบี่อิสระ”
เฉินผิงอันเงียบงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “โก่
วจื่อ นี่คือคำพูดที่พ่อครัวเฒ่าสอนเจ้ามาหรือ?”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อด้วยน ้าเสียงเลียนแบบคนบางคน บ่นว่า “คน
เขียนตำรา จะไม่มีความสามารถที่แท้จริงบ้างเลยได้อย่างไร”
ห้องของหมอผีโบราณแห่งนั้น นอกจากเสียงเปิดหน้าหนังสือ
แผ่วเบาแล้วก็มีเสียงร้องตะโกนเสียงตบโต๊ะดังมาเป็นระยะ
เซี่ยโก่วประหลาดใจอย่างมาก เดิมนึกว่าอีกฝ่ายยิ่งอ่านตำราจะ
ยิ่งโกรธแค้นจนดวงตาถนน โมโหจนควันผุดออกจากทวารทั้งเจ็ด
เรียกจู๋ซู่มา เฉินผิงอันเล่าเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการเดินทางไป
เยือนอุตรกุรุทวีปให้นางฟังอย่างละเอียด หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องที่ว่าจวน
เขียนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งใดบ้างที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับภูเขา
ลั่วพั่ว แล้วมีที่ใดบ้างที่ “ต่างฝ่ายต่างคิดถึงกัน”
เข้าร่วมงานพิธีการของราชครู ถูกคนนับหมื่นขานเรียกชื่อ จู๋ซู่ที่
ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “ซานไล่ (สามสำเนียงแห่ง
ธรรมชาติ หมายถึง เสียงแห่งฟ้า ดิน และมนุษย์ ตามคติปรัชญาจีน)
กำลังตามหาโอกาสในการฝ่าทะลุขอบเขต ผลคือการปิดด่านสาม
ครั้งมีสองครั้งที่ต้องถอยออกมาก่อน ส่วนการปิดด่านครั้งสุดท้ายที่
กระท่อมริมน ้าบนภูเขาหวงได้หนิงเหยามาช่วยปกป้องมรรคาให้ แล้ว
ก็ทำได้สำเร็จ
เลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน มาชมศึกที่นี่ เห็นวิชาอภินิหาร
ของนักพรตกระดูกขาวนางก็ร้อนใจ โชคดีที่เซี่ยโก่วค้นพบเบาะแส
ใช้กระบี่สั้นช่วยกำจัดภัยแฝงให้กับนาง แต่กระนั้นจู๋ซู่ก็ยังสามารถ
รักษาอักขระลายน ้าส่วนนั้นเอาไว้ได้ เรียกได้ว่าได้รับโชคหลัง
เคราะห์ร้าย
อยู่ในจวนราชครู เจ้าแห่งถ ้านี้เชียวได้มอบตำราเต๋เล่มหนึ่งให้
นาง คือฉบับเขียนด้วยมือของเหยียนซือ “นักพรตอวิ๋นเซิน” ที่มี
พรสวรรค์ด้านยันต์เป็นอันดับหนึ่งในไพศาล
เฉินผิงอันพูดอย่างเฉยเมย “ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
อันที่จริงจู๋ซู่ก็คิดเรื่องนี้ได้จนกระจ่างแจ้งแล้ว นางพูดด้วยสีหน้า
หม่นหมอง “คือเคราะห์กรรม”
เฉินผิงอันกล่าว “ในเมื่อเป็นเคราะห์กรรม การหลบเลี่ยงย่อม
ไม่ให้เรื่องดี คราวหน้าข้าไปที่เปลี่ยวร้าง เจ้าก็ติดตามข้าไปเยือน
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเหยียนซือด้วยกัน ไม่อาจปฏิเสธได้ จะ
ปล่อยให้ “สามเคราะห์เล็ก” กลายมาเป็น “สามเคราะห์ใหญ่” ไม่ได้
สามเคราะห์เล็กนั้นคนอื่นช่วยได้ สามารถชี้แนะได้สี่ห้าคำ รอกระทั่ง
สามเคราะห์ใหญ่มาเยือน ก็จะมาอย่างผีไม่รู้เทพไม่เห็น ไม่มีลางบอก
เหตุใดๆ นี่ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่เดินอยู่บนถนนในวันที่ฝนตก
รู้จักที่จะกางร่ม แต่กลับถูกฟ้าผ่า มีอะไรต่างกันตรงไหน”
อารมณ์ของจู๋ซู่หนักอึ้ง เอ่ยว่า “อื่นกวานวางใจเถอะ ไปถึงเปลี่ยว
ร้าง ข้าจะไม่มีทางหลบเลี่ยงเด็ดขาด ไม่ว่าเจอกับด่านยากใดๆ ก็
จะต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรมนั้น”
เฉินผิงอันส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองว่า “หกสิบสี่กว้า มีกว้าที่
เลวร้ายตรงไหน เซียนกระบี่จู๋ซู่ จิตแห่งกระบี่เอนเอียงนะ”
ดวงตาจู๋ซู่เป็นประกาย สมองพลันเปิดโล่ง แค่มองเคราะห์กรรม
เป็นโอกาสใหญ่บนมหามรรคาที่เอามาใช้ในการขัดเกลาจิตแห่ง
กระบี่ไปก็ได้แล้ว ไยต้องหวาดกลัวความยุ่งยากไยต้องรู้สึกกลัดกลุ้ม
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมการฝึกตนบนภูเขาถึงต้องมีอาจารย์
ผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะของเทียมถ่ายทอดกันเป็นหมื่นเล่ม แต่แก่นแท้
ถ่ายทอดกันเพียงประโยคเดียว
จู่ซู่ขอตัวลากลับไป
เมื่อครู่นี้เฉินผิงอันแค่เหม่อมองนาง
เหมือนมอง “เหล่าเซียนกระบี่” ของบนกำแพงในปีนั้น
เฉินผิงอันเอนกายกลับลงไปบนเก้าอี้หวาย ถามชวนคุยกับเซี่ย
โก่วว่า “ในยุคบรรพกาล ชิงชิวเคยมีวาสนารักที่ยิ่งใหญ่สะท้าน
สะเทือนบ้างไหม?”
เซี่ยโก๋วนั่งแปะลงบนราวระเบียง แกว่งเท้า ครุ่นคิดแล้วก็ส่ายหน้า
“เหมือนว่าจะไม่มีนักพรตบรรพกาลที่เชี่ยวชาญการควบคุมใจคน
ปลุกปั่นให้ทะเลแห่งตัณหาปั่นป่วนโหมกระหน ่าอย่างชิงชิวนี้ ดู
เหมือนว่าจะไม่ยอมเอ่ยถึง “ใจจริง” ของตัวเอง”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นนางก็ต้องมีเคราะห์กรรมของตัวเอง
และเกินครึ่งก็น่าจะเป็นด่านความรักแล้ว เกิดแก่เจ็บตาย พบพานผู้ที่
ชัง ต้องพรากจากผู้ที่รัก ปรารถนาแล้วมิอาจได้มาครอง”
เจ้าของง้าวใหญ่ไร้ชื่อเล่มนั้น หมอผีโบราณที่กลายเป็นผีไปแล้ว
ซานย่วนฝ่าจู่ที่หลงเหลือแค่เนื้อหนังมังสาและจิตวิญญาณที่แท้จริง
อดีตผู้ครองชิงชิวที่ในที่สุดก็ได้เห็นแคว้นหูเสียที…ต้นไม้ใหญ่สูง
เสียดฟ้า ดอกไม้ต้นหญ้าที่ต ่าเตี้ย ล้วนจะต้องเผชิญกับลมฝน เกาะ
ขุนเขาเขียวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เซี่ยโก่วเกาหมวกขนเตียว “แบบนี้ก็ไม่เท่ากับว่าข้าหลอก
อาจารย์ผู้เฒ่าจูหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “จูเหลี่ยนสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมอยู่
แล้ว”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ดูเหมือนว่าราชครูจะสนใจทะเลตะวันออก
มาก?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่อาจพูดได้ว่าเฉินชิงหลิวกับหวังจูจะ
สามารถตัดสินโชคชะตาของเผ่าน ้าในใต้หล้าได้อย่างสิ้นเชิง แต่
จำต้องยอมรับคว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ในระดับใหญ่แล้ว
ได้ส่งผลไปยังทิศทางการดำเนินไปของพื้นที่แถบใหญ่ในโลกมนุษย์
ภูเขาสายน ้า ภูเขาสายน ้า เกี่ยวพันกับเผ่าพันธ์น ้านับล้าน จะเป็น
เรื่องเล็กได้อย่างไร”
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็บอกให้ซ่งอวิ๋นเจียนแจ้งหรงอวี๋ว่า
ให้จดชื่อของผู้ฝึกตนอย่างนักพรตหม่าง ลู่ชิงฉิว ฯลฯ ของสาย
อารามเฟยเซียนใต้ทะเลตะวันออกลงในบันทึก นอกจากนี้ในอนาคต
พวกเขาอาจจะขึ้นมาบนฝั่ง เลือกที่จะสร้าง “สำนักเบื้องล่าง” ไว้บน
พื้นแผ่นดิน เฉินผิงอันรับปากกับพวกเขาว่าถึงเวลานั้นสามารถมา
หาราชครูแห่งราชสำนักต้าหลีได้
เฉินผิงอันลุกขึ้นนั่ง หยิบวัตถุจื่อชื่อชิ้นนั้นออกมาจากชายแขน
เสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเจ้ามาช่วยกันตรวจสอบดูของหน่อย”
เดิมทีนึกว่าต้องเป็น โจรในบ้าน” ที่เฝ้าเองขโมยเอง คิดไม่ถึงว่า
จะได้เจอเศรษฐีบ้านนอกที่มีเงินหมื่นก้วนร้อยเอว ยึดมั่นในคุณธรรม
เอื้อเฟื้อทรัพย์สินอย่างไม่หวงแหนอย่างนักพรตกระดูกขาวได้
ระเบียงทางเดินสายหนึ่งในจวนราชครู บรรยากาศพลันเปลี่ยน
มาเป็นครึกครื้นผ่อนคลาย
เฉินผิงอันเหมือนคนที่แต่งตั้งตัวเองให้เป็นเจ้าแห่งวิถีวรยุทธใหม่
เอี่ยม
ดอกท้อที่มีความหมายถึงระยะเวลาจำนวนปีที่ชะตาแคว้นต้าหลี
จะสืบทอดต่อไปได้ออกดอกเพิ่มมาอีกสองร้อยดอก
ถามหมัดกับเฉาสือบนทะเลไปรอบหนึ่ง ต่างคนต่างก็ได้
ประโยชน์บนวิถีวรยุทธ จะต้องมีฟ้าดินใหม่เอี่ยมที่ยิ่งใหญ่โอ่อ่า เดิน
ออกไปบนเส้นทางที่แตกต่างกัน
บทพิเศษ ตอนที่ 31.2 หุนเจ่อ
หอบูชาเทพบรรพกาลที่ถูกเซี่ยโก่วหลอมเป็นตราประทับเปล่าสี
ขาวหิมะ และยังมีภาชนะที่ใช้ในพิธีบวงสรวงของยุคบรรพกาลอีก
สามสิบหกชิ้น
นักพรตกระดูกขาวที่มีฉายาว่าซานย่วนฝ่าจู่ได้ทิ้ง “มรดกสิบสี่
แดน” ซึ่งเป็นสมบัติวิเศษสามร้อยยี่สิบเก้าชิ้น ระดับขั้นสูงต ่ายังต้อง
ผ่านการตรวจสอบดูก่อน
จวนราชครูมี “เฉินอี้” ที่เป็นผีขอบเขตถดถอยเพิ่มมาตนหนึ่ง
ขอบเขตถดถอยเป็นหยกดิบและชั้นปราณโชติช่วงของขอบเขต
ปลายทาง
สายแผนภูมิดินของต้าหลี ข้างกายหยวนฮว่าจิ้งมีองค์รักษ์
ขอบเขตบินทะยานที่มีความสัมพันธ์เป็นผู้ปกป้องมรรคาของกันและ
กันเพิ่มมาคนหนึ่ง
เขียนกรอบป้ายให้กับอารามกวานเต๋า ก็เท่ากับว่าในอนาคตเมื่อ
ไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว ได้เปิดประตูอำนวยความสะดวกไว้บานหนึ่ง
ความหมายลึกล ้ามากกว่านั้นที่ตอนนี้ยังไม่ปรากฏออกมายังต้อง
ผ่านการบำรุงจิตให้สงบ สั่งสมเรี่ยวแรงเพื่อเตรียมความพร้อมอดทน
ตั้งตารอดูไปก่อน
……
จวนวารีมหาสมุทรบูรพา
จินหลี่กลับไปที่วังมังกรใต้ทะเลที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วก็กลับมาถึง
ไม่ได้ช้ากว่าพวกนักพรตหม่าง จึงเข้าวังไปพบสุ่ยจวินพร้อมกันได้
พอดี
หวังจูยืนรวบชายแขนเสื้ออยู่ในระเบียงแห่งหนึ่ง มองปลาแขวน
(การแขวนปลาเป็นเครื่องหมายแห่งความซื่อสัตย์สุจริต แสดงออกว่า
ไม่รับสินบน) ของตำหนักที่อยู่ห่างไปไกลถามชวนคุยว่า “แพ้หรือว่า
ชนะล่ะ?”
จินหลี่คลี่ยิ้มหวาน “บอกได้ยาก อื่นกวานถูกเฉาสือเอาหอกแทง
ทะลุหน้าท้องจนเป็นรูโหว่ มองดูแล้วน่าสยดสยอง เฉาสือเองก็
บาดเจ็บไม่เบา อย่างน้อยก็ต้องรอให้หน้าหายบวมถึงได้ออกเดินทาง
ไปจากทะเลตะวันออก”
นักพรตหม่างที่สวมชุดคลุมหลากสีทับด้วยเสื้อเกราะสีขาวรู้สึก
ประหลาดใจนัก คนชนะกลับไม่เหมือนชนะ คนแพ้ก็ไม่เหมือนแพ้?
พวกองค์รักษ์ฝีมือดีของวังมังกรที่ออกลาดตระเวนไปด้วยกัน คน
ที่ถูกยืมกระบี่ไปแล้วไม่ได้คืน ส่วนใหญ่ล้วนปิติยินดี คนที่พกดาบถือ
หอกออกไปลาดตระเวนกลับรู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไรก็
ขาดเรื่องให้คุยโวบนโต๊ะเหล้าไปเรื่องหนึ่ง แล้วก็มีพวกคนดื่มหลาย
คนที่ถามว่าสรุปแล้วราชครูเฉินที่คุณความชอบด้านการต่อสู้ล ้าโลก
ผู้นั้นจะคืนกระบี่ยาวมาให้หรือไม่ หรือจะสามารถหักเป็นเงินแทนได้
หรือไม่…แล้วก็ถูกนักพรตหม่างตบทันที ตบจนร่างพวกเขาหมุนคว้าง
อยู่กับที่ ก่อนจะบอกให้พวกเขาไปเลือกกระบี่พกชั้นยอดเล่มใหม่ที่
คลังสมบัติแล้วจดลงบันทึกไว้ ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ อารามเฟยเซียนของ
เขาจะออกให้เอง
จินหลี่จงใจเรียกอวี้กั๋วเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผิวพรรณขาว
นวลและลู่ชิงฉิวที่สวมชุดคลุมหยกพกกระบี่วิเศษมาให้สุ่ยจวินคุ้น
หน้าคุ้นตา
ออกเดินทางครั้งนี้ พวกเขาอาจารย์และศิษย์สองคนไม่มีคุณ
ความชอบก็มีคุณความเหนื่อยยากนี่นะ
หวังจูมีท่วงท่าผ่อนคลายสบายๆ เอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “หลัวซิ่ว
อีกเดี๋ยวการผสานมังกรของลำน ้าใหญ่ที่ใบถงทวีปก็จะเกิดขึ้นแล้ว
เจ้านำพาทหารตรวจการณ์กองหนึ่งไปจับตามองที่นั่นเพียงลำพัง
เลือกสถานที่ตั้งค่ายทหารไว้ริมทะเล จำนวนคนเลือกเอาเอง กำลัง
ทหารก็ประมาณการณ์เอาเองได้ ส่วนตำแหน่งขุนนางที่เพิ่มเติมมาก็
ไปขอเอาจากกอง ระเบียบพิธีการเอาเอง”
“แล้วนำความไปบอกฉิวตู๋แห่งสำนักกระบี่ชิงผิงด้วยว่า สิทธิ์
รายชื่อนั้น จวนวารีมหาสมุทรบูรพาจะมอบให้”
“เวลาปกติที่พวกเจ้าบังคับกระแสน ้าขึ้นเหยียบคลื่นออกไป
ลาดตระเวนก็อย่าให้ตาไปงอกอยู่บนหน้าผาก ท้าตีท้าต่อยกับผู้ฝึก
ตนบนฝั่งไปทั่ว เจอใครที่จงใจมาหาเรื่อง พวกเจ้าก็อดทนไว้ก่อน แค่
จดจำฉายาและพรรคของพวกเขาไว้เงียบๆ ก็พอ เวลายังอีกยาวนาน
ในอนาคตเมื่อลำน ้าใหญ่บังเกิดขึ้น เจ้าก็มีโอกาสที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรี
กลับคืนมา”
นักพรตหม่างกุมหมัดเอ่ยเสียงดังกังวาน “ผู้น้อยรับบัญชา!”
หวังจูคลี่ยิ้มมีเลศนัย “ต้องการให้ข้าบอกให้จินเหย่พูดซ ้าอีกรอบ
หรือไม่ เจ้าถึงจะฟังคำสั่งแล้วปฏิบัติตามได้อย่างยินยอมพร้อมใจ?”
จินหลี่ปิดปากหัวเราะ
นักพรตหม่างสีหน้ากระอักกระอ่วน พูดเสียงทุ้มหนักว่า “คำพูดนี้
ของสุ่ยจวินทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้ว ผู้น้อยจงรักภักดี ฟ้าดินเป็น
พยานได้…”
จินหลี่กระแอมเบาๆ แสดงเกินไปแล้ว
หวังจูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อมองไป
ยังสิ่งปลูกสร้างของวังมังกรที่โอบล้อมกันเป็นวงกลม ไล่เรียงสลับ
สล้าง เพราะสร้างอยู่บนเส้นเทือกเขาที่เป็นวงกลม จวนวารีจึงเหมือน
มังกรขดตัว คล้ายกับกำไลข้อมือหยกวงหนึ่งที่แกะสลักบทกวีที่อ่าน
ย้อนได้ทั้งไปและกลับ
นางพลันถามว่า “จินหลี่ นักพรตหม่าง ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อย
บทกวีโบราณที่บอกว่า “ข้าระหกระเหินมานาน ตลอดเวลาสิบปี ทำ
ผิดต่อพระคุณอันลึกล ้า ผิดต่อทั้งอาจารย์และสหายผู้ร่วมเป็นร่วม
ตาย” หากเปลี่ยนคำว่า ‘สิบปี” เป็น “พันปี” จะดีหรือว่าแย่?”
นักพรตหม่างรู้สึกหัวโตทันใด ผู้น้อยแค่ก้มหน้าก้มตาศึกษา
ตำราพิชัยสงคราม ทว่าเรื่องบทกวีและบทความกลับไม่เชี่ยวชาญเอา
เสียเลย อาจกล่าวได้ไม่ตรงประเด็นนัก
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “บทกวีแห่งโลกมนุษย์มีท่วงทำนองของถ้อยคำ
บวงสรวง ขาดกลิ่นอายของมนุษย์ไป ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียกระมัง”
หวังจูส่ายหน้า “ในเมื่อบอกว่า “พันปี” นั่นก็ต้องเป็นผู้ที่พิสูจน์
มรรคาจนกลายเป็นอมตะในสายตาของคนบนโลกแล้ว ยังจะมีอะไร
ให้ไม่พอใจอีกเล่า ความโศกเศร้าคับแค้นฝังใจยึดยาวไร้กำหนด ดู
ราวกับยาวนานแต่แท้จริงกลับสั้นนักจนสิ้นซึ่งความหมายไปแล้ว”
จินหลี่เอ่ยชมเชย “องค์หญิงมีความเห็นอันลึกล ้ายิ่ง”
นักพรตหม่างขบคิดถ้อยคำประโยคนี้อย่างละเอียด แล้วก็รู้สึกว่า
มีเหตุผลเหมือนกัน
หวังจูหันไปมองคนหยกคู่นั้น ประหนึ่งคู่กุมารทองกุมารีหยกที่อยู่
บนภาพวาดฝาผนังถามว่า “ชื่ออะไร?”
อวี้กั๋วก้มหน้ากุมมือคารวะ “ตอบสุ่ยจวิน ข้าคือลูกศิษย์รุ่นที่สอง
ของอารามเฟยเซียนทั้งฉายาและชื่อต่างก็ชื่อว่าอวี้กั๋ว ขอบเขตต ่า
ต้อย เป็นแค่ขอบเขตก่อกำเนิด ลู่ชิงฉิวที่อยู่ข้างกายคือลูกศิษย์ผู้สืบ
ทอดของข้า นางเพิ่งจะสร้างโอสถได้แค่ไม่กี่ปี เป็นผู้ฝึกกระบี่ ไม่
เข้าใจกฎระเบียบ เคยชินกับการพูดจาตรงไปตรงมาไม่ยั้งคิด ชอบ
พูดจาใหญ่โต”
ถือเป็นการชิงรายงานไปก่อน หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกศิษย์ทำตัวเสีย
มารยาทกับสุ่ยจวิน
หวังจูพยักหน้า “ขนบธรรมเนียมไม่เลว มิน่าเล่านักพรตหม่างถึง
เข้าไปอยู่ที่อารามเฟยเซียนได้”
แต่พวกนักพรตหม่างกลับอนุมานกันผิดไป อารามเต๋แห่งนั้น
ไม่ใช่สถานที่หลอมโอสถของเจินเหรินยุคโบราณ
แต่เป็นสถานที่บินทะยานของเซียนทองยุคบรรพกาลท่านหนึ่ง
นั่นคือการฝึกตนอย่างยากลำบากเก็บตัวสันโดษไม่ออกไปข้างนอก
อย่างแท้จริง จำได้ว่าบันทึกลับของวังมังกรเคยมีฉบับหนึ่งที่บันทึก
เรื่องลับนั้นไว้โดยเฉพาะ เมฆมรกตรองรับตำหนักหยกเรือนทอง
ล่องลอยตามกระแสน ้าอยู่บนทะเล…หวังจูฟื้นคืนความทรงจำแล้วจึง
นึกได้ว่าเมื่อชาติก่อนนางก็เคยได้เห็นภาพนั้นกับตาตัวเองมาก่อน
ภายหลังเซียนทองผู้นั้นผสานมรรคาล้มเหลว ต้องทิ้งพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมไปท่ามกลางทัณฑ์สวรรค์ อันที่จริงอารามเฟยเซียนทั้งแห่งก็
คือคราบร่างของเซียนทองผู้นั้น หรือควรจะบอกว่าจำแลงมาจาก
ความยึดมั่นถือมั่นของจิตแห่งมรรคา และนักพรตก็ต้องละสังขารด้วย
น ้าทั้งอย่างนี้
ในอดีตตั้นสั้นฮูหยินแห่งหลุมน ้าสู่ที่เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวใน
อาณาเขตน่านน ้าทะเลตะวันออกไม่ได้ไปหาเรื่องสร้างความลำบาก
ใจให้กับนักพรตหม่างที่เป็นเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าเพราะนางรู้ดีอยู่แก่
ใจว่า หากครอบครองอารามเฟยเซียนแห่งนี้ สำหรับนางแล้วจะเป็น
เผือกร้อนลวกมือ ทั้งไม่อาจหล่อหลอมให้กลายมาเป็นของของตน
ไม่แน่ว่าอาจจะยังชักนำให้ “อารามเฟยเซียน’ รังเกียจชิงชังด้วย
หวังจูบอกให้พวกนักพรตหม่างกลับไปได้ เหลือไว้แค่จินหลี่ให้
เดินเล่นเป็นเพื่อนนางนางคล้ายจะเกิดแรงบันดาลใจจึงเอ่ยเสียงเบา
ว่า “จินหลี่ วงการขุนนางเหมือนสนามรบไม่ใช่ว่ามีคนสนิทคนรู้ใจ
ไม่กี่คน มีสมบัติแห่งฟ้าดินกองหนึ่งก็จะสามารถจัดการจวนวารีได้ดี
แล้ว กลียุคก็มีวิธีการของกลียุค การปกครองบ้านเมืองก็มีหลักคิด
และกลยุทธของการปกครองบ้านเมือง”
“สังหารศัตรูบนสนามรบ ตรงไปตรงมา ใครมีเงิน มีเสบียง มีเสื้อ
เกราะ เข้าใจกลยุทธในการต่อสู้รู้วิธีนำทัพทำสงคราม กล้าเป็นพล
ทหารพุ่งนำไปก่อน ไม่หวาดกลัวความตายคนคนนั้นก็จะมีหน้ามีตา
ทว่าวงการขุนนางมีแต่การปัดแข้งปัดขากัน ทุกคนล้วนมีความ
ลำเอียง แต่ละคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัว ขุนนางปุ่นบู๊ใต้การปกครอง
โลภมากในเงินทองคือประเภทหนึ่ง โลภมากในอำนาจคือประเภท
หนึ่ง โลภในชื่อเสียงก็เป็นอีกประเภทหนึ่งควบคุมตัวเองได้ดี แต่กลับ
ควบคุมคนข้างกายหรือลูกหลานในตระกูลได้ไม่ดี คิดว่าตัวเองเห็น
แก่ส่วนรวมไม่มีใจเห็นแก่ตัว แต่กลับผิดต่อบ้านเมืองผิดต่อชาว
ประชา ชื่อเสียงในวงการขุนนางย ่าแย่ แต่กลับทำงานจริงอย่างเป็น
รูปธรรม เจ้าบอกว่าเขามีใจทะเยอทะยาน เขาบอกว่าตัวเองมีปณิธาน
…นี่ก็คือวงการขุนนาง ฆ่ากันไปฆ่ากันมา ล้วนมีแต่สันดานมนุษย์”
“คนที่ใสชื่ออย่างนักพรตหม่าง มองไปทั่วมหาสมุทรตะวันออกจะ
มีได้สักกี่คน”
ฟังมาถึงตรงนี้ จินหลี่ก็ทั้งปลาบปลื้มทั้งเสียใจ เอ่ยด้วยน ้าเสียง
อ่อนโยนว่า “องค์หญิงท่านเติบใหญ่แล้วจริงๆ”
หวังจูเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “วิสัยทัศน์และความรู้ในเรื่องการวางกล
ศึกบนหน้ากระดาษยังพอมีอยู่บ้าง”
จินหลี่ยกมือยื่นไปทางหวังจู หัวเราะคิกคักเอ่ยว่า “ตรงนี้ก็ใช่
เหมือนกัน”
หวังจูเดือดดาลอย่างหนัก ปัดมือของจินหลี่ทิ้งไป หลุดหัวเราะ
พรืดเอ่ยว่า “รีบหาคนรักเข้าเถอะ”
จินหลี่เก็บมือไปแล้วเอามาป้องข้างปาก ตาหยีลงราวกับเส้นไหม
จงใจเอ่ยสัพยอกว่า “องค์หญิงก็ควรจะหาท่านเขยได้แล้ว”
หวังจูเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “ท่ามกลางโลกอันกว้างใหญ่
เราเป็นเพียงธุลีเล็กจ้อย”
……
หลังจากฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งหนึ่งผ่านไป ก็เหมือนการสลาย
มรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิก่อนหน้านี้ โลกมนุษย์มีโชควาสนา
จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มากมายเหมือนหน่อไม้ฤดู
ใบไม้ผลิหลังฝนตก
วันนี้ก็มีสมบัติประหลาดเผยกายบนโลกอีกครั้ง
ตอนนั้นนักพรตไร้นามโยนง้าวยาวลงไปใต้ทะเล ความ
เคลื่อนไหวรุนแรงมาก ดึงดูดสายตาผู้คน ง้าวยาววาดเส้นโค้งแผ่
ประกายแสงเส้นหนึ่งไว้ระหว่างแจกันสมบัติทวีปกับมหาสมุทร
ตะวันออก เนิ่นนานก็ไม่สลายหายไปไหน พริบตานั้นก็ไปชักนำจิต
แห่งมรรคาของคนบนยอดเขาจำนวนมาก พวกเขาพากันเดินออกมา
จากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวมองภาพเหตุการณ์ประหลาดที่อยู่
ระหว่างทะเลกับพื้นดิน ต่างคนต่างก็ใช้วิชาลับที่สืบทอดมาจากบรรพ
บุรุษ สืบทอดมาจากตระกูลมาทำการอนุมาน ไม่นานก็ยืนยันได้ว่า
นั่นถึงกับเป็นวัตถุเทพระดับอาวุธเซียนชิ้นหนึ่ง?!
มีทั้งผู้ฝึกตนใหญ่ที่ออกจากภูเขาด้วยตัวเอง เก็บอำพราง
ลมปราณและร่องรอย ปลดปล่อยวิธีการออกไปมากมาย รวดเร็วราว
สายฟ้าแลบ มุ่งหน้าไปยังจุดที่เส้นโค้งเส้นนั้นตกลงไปใต้ทะเลอย่าง
เงียบเชียบ
แล้วก็มีคนมหัศจรรย์ที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการทำนายชะตาที่
ไม่ลงไปเก็บสมบัติด้วยตัวเอง บ้างก็อาศัยพลังหยินหยาง หลักการห้า
ธาตุที่ส่งเสริมและขัดแย้งกันเอง หรือไม่ก็อาศัยคำพยากรณ์ให้ลูก
ศิษย์ผู้สืบทอดที่มีชะตาสอดคล้องต้องกันไปเสี่ยงดวงดูที่ทะเล ยิ่งเป็น
วัตถุเทพที่มีจิตวิญญาณก็ยิ่งไม่อาจอาศัยกำลังอันป่าเถื่อนแย่งชิงมา
อย่างเดียวได้ นี่ก็คือโชควาสนาบนมหามรรคาที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่าง
ยิ่ง
ในพื้นที่ของหลายทวีป เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งก้านธูปก็มีผู้ฝึกตน
ร้อยกว่าคนไปที่ทะเลตะวันออก ตามหาร่องรอยของอาวุธเซียนชิ้น
นั้น
พูดถึงแค่ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปก็มีผู้ฝึกตนสามสิบกว่าคน
ที่ตั้งใจเดินทางไปที่มหาสมุทรบูรพาเพื่อตามหาสมบัติโดยเฉพาะ
ลำพังแค่ภูเขาตะวันเที่ยงก็มีเซียนกระบี่ตำแหน่งสูงสามท่านที่
พลังอำนาจดุดัน ดูจากท่าทางแล้วคงคิดว่าตัวเองจะต้องครอบครอง
มันให้จงได้
นอกจากอวี่จิ่นแห่งยอดเขาอวี่เจี่ยวแล้วก็ยังมีโอสถทองเฒ่าที่อยู่
ช่วงคอขวดมานานหลายปี
อันที่จริงซูเจี้ยแห่งยอดเขาจูอวี๋ก็ไปด้วยเหมือนกัน แต่นางได้รับ
คำสั่งจากเถียนหว่านอย่างลับๆ จึงอำพรางร่องรอยเดินทางไปยัง
มหาสมุทรบูรพาอย่างเงียบเชียบ
ส่วนทางฝั่งของสวนลมฟ้าก็มีหลิวป้าเฉียวที่ถูกพวกอาจารย์ลุง
ไล่ส่งเหมือนไล่เปิดขึ้นคอน มีเขารับหน้าที่นำพากลุ่มคนที่เป็นผู้ฝึก
กระบี่อายุน้อยสี่ห้าคนให้ไปลองเสี่ยงดวงที่นั่นด้วยกัน ถือเสียว่าเป็น
การลงจากภูเขาไปฝึกประสบการณ์รอบหนึ่ง
หากเจ้าคนขี้เกียจหลิวป้าเฉียวผู้นี้ยังสามารถนำพาตัวอ่อนผู้ฝึก
กระบี่คนสองคนขึ้นเขามาได้ด้วย ก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่
คาดฝันใหญ่เทียมฟ้า ถือว่าโชคดีอย่างมากแล้ว
ในอาณาเขตของราชวงศ์ป่ายชวงเก่า พรรคเล็กๆ ที่ตอนนี้ยังมีผู้
ฝึกตนทำเนียบแค่สองคน เจ้าประมุขกับผู้คุมกฏ ต่างก็ระดมกำลังกัน
ออกมา
มีผู้ฝึกตนที่เดิมทีก็มาจากพรรคบนเกาะเซียนของทะเล
ตะวันออกที่เห็น “เส้นแสง” ที่ยาวมากพาดอยู่กลางอากาศระหว่างฟ้า
และทะเลซึ่งเริ่มต้นที่แจกันสมบัติทวีปก่อนใครพวกเขารีบร้อนทะยาน
ลมขึ้นกลางอากาศ ขยับเข้าใกล้ร่องรอยแห่งเซียนนั้น ทั้งไม่กล้าก่อ
เรื่อง ส่วนใหญ่ล้วนแค่หยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง โยนคาถาบทสองบท
ออกไปก่อน คิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นไร้อุปสรรค ลังเลอยู่พักใหญ่ก็ใช้
อาวุธที่พกติดตัวมาสัมผัสกับเส้นแสงนั้น ก็ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ
รอกระทั่งพวกเขาบังคับวัตถุแห่งชะตาชีวิตหรือยื่นมือไปแตะเส้นแสง
นั้นกลับเจอกับความเจ็บปวด จิตวิญญาณสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
หากไม่ใช่วัตถุแห่งชะตาชีวิตที่เสียหายอย่างหนักก็เป็นร่างที่ร่วงลงไป
ในทะเล
แล้วก็มีคนโชคดีคนหนึ่งที่เลือกสถานที่แห่งหนึ่งของเส้นแสงที่
เหมือนกับ “จุดพักม้า” ตระกูลเซียนเส้นนี้ เห็นเพียงว่าจุดที่เส้นแสง
และแม่น ้ายาวแห่งกาลเวลา “เชื่อมต่อกัน” ประหนึ่งสีเคลือบ มีไข่มุก
แก้วใสเม็ดแล้วเม็ดเล่าก่อตัวกันขึ้นมาแล้วพากันหล่นร่วงลงไปใน
มหาสมุทรใหญ่ เขารีบเสกถาดหยกขาวที่เป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตใบ
หนึ่งออกมารองรับไข่มุกหลากสีพวกนั้น ไข่มุกน้อยใหญ่หล่นร่วงลง
ในถาดหยกเสียงดังเครั้งคร้าง แสงศักดิ์สิทธิ์แต่ละเส้นสาดยิงไปยัง
นภาสูงสีคราม
ได้รับโชควาสนานี้ก็ถือว่าเป็นโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่มากพอแล้ว
คือเรื่องราวอันงดงามที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝัน หวนนึกถึงเส้นทาง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ระหกระเหินพเนจร ผู้ฝึกตนก็พลันรู้สึกทั้งสุข
และทุกข์ปะปนกัน ดวงตาแดงก ่าร ่าไห้เสียงดัง สะอึกสะอื้นพูดไม่เป็น
คำจู่ๆ เขาก็พลันตะเบ็งเสียงพูดทั้งที่ยังสะอื้น “ขอบคุณวาสนาแห่งฟ้า
ดิน ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดู ขอบคุณอาจารย์ที่นำ
ทาง ขอบคุณบรรพจารย์ที่ช่วยปกป้องคุ้มครอง!”
ห่างไปไกล เทียนซือใหญ่ต่างแช่ของภูเขามังกรพยัคฆ์อย่างเจิน
เหรินผู้เฒ่าเหลียงส่วงกำลังออกเดินทางไกลข้ามทะเลมากับนักพรต
โช่วชุนแห่งตำหนักเสียเพิ่งเกราะทองทวีปและยังมีนักพรตน้อย
สะพายหูฉิน เจินเหรินผู้เฒ่าเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ให้รู้สึกสะทก
สะท้อนใจยิ่งนัก
นักพรตโช่วชุนยิ้มเอ่ย “ง้าวใหญ่ที่จมลงไปใต้ทะเลชิ้นนั้น ตอนนี้
ยังไม่มีเจ้าของ หาเจอได้ง่ายมาก แค่ไปตามเส้นแสงนี้ สืบสาวเบาะแส
ไปตลอดเส้นทาง พวกเราบังเอิญผ่านทางมาพอดี เดิมทีก็ไม่มีเรื่อง
อะไรทำอยู่แล้ว อีกอย่างนี่ก็ถือว่าเป็นโชควาสนาที่มาปรากฏอยู่
ตรงหน้า ไม่สู้ถือโอกาสนี้แวะไปดูหน่อยดีไหม?”
เหลียงส่วงโบกมือ “สหายอยากไปก็ไปเถอะ จะมีวาสนาหรือไม่มี
ก็ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้ได้ ผินเต้าคงไม่ไปร่วมวงความครึกครื้นแล้ว”
เหลียงส่วงลูบหนวดยิ้มเอ่ย “ผินเต้ากลับอยากอยู่ที่นี่ ดูวิธีการ
และแนวทางของจวนวารีมหาสมุทรบูรพาแห่งนั้นเสียหน่อย ถือ
โอกาสดูความตื้นลึกของจิตแห่งมรรคาเหล่าบินทะยานใหม่ในทุก
วันนี้กลุ่มนั้นด้วย”
นักพรตโช่วชุนเอ่ยอย่างไม่ยึดติด “ก็ดีเหมือนกัน”
บทพิเศษ ตอนที่ 31.3 หุนเจ่อ
ท่ามกลางม่านราตรี หรงอวี๋เพิ่งจะได้รับรายชื่อมาฉบับหนึ่ง แต่
ละคนสถานะแตกต่างกัน ภูมิลำเนาไม่เหมือนกัน จุดเดียวที่
เหมือนกันก็คือพวกเขาต่างมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ายอวี้
จิง
นางมาที่ระเบียงแห่งนี้เพื่อตรวจสอบเอกสารเกือบร้อยฉบับจน
เสร็จสิ้นในรวดเดียว ท่านราชครูก็นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายตรง
นี้ ถือว่าเป็นการแอบอู้ไปในตัว
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว เอ่ยว่า “คนอื่นๆ ต่างก็พูดง่าย แต่
กับสือเจียชุนนี่แหละที่ค่อนข้างเปิดปากพูดได้ยาก”
สือเจียชุน เก็บซ่อนลูกคิดสีทองขนาดเล็กน่ารักไว้ชิ้นหนึ่ง นาง
ได้มาตอนที่จับฉลากตอนเป็นเด็กทารก อันที่จริงของชิ้นนี้เป็นลู่เฉิน
ที่ปีนั้นมาตั้งแผงดูดวงในเมืองเล็กที่แอบนำไปมอบให้นาง
ตอนอยู่ในอาณาเขตของภูเขาเหอฮวาน ลู่เฉินเคยถ่ายทอดวิชา
อมตะบทหนึ่งให้กับป๋ายเหมาแห่งจวนชิงป๋ายยอดเขาเสียจื่อ ลู่เฉิน
ขายตำราบุปผาสกุณาเล่มหนึ่งออกไปใน ‘ราคาสูง” เก็บเงินจากผี
ตนนั้นหนึ่งเหรียญเกล็ดหิมะ ทุกวันนี้เจ้าจวนป๋ายผู้นี้ยังคงอยู่ในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง เขาคิดถึงนักพรตหนุ่มที่หลอกเอาเงิน
เล็กน้อยไปจากตนผู้นั้นอย่างมาก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังสบายดีหรือไม่
นอกจากทางฝั่งของศาลในทะเลสาบร้อยบุปผาแล้ว ก็ยังมี
ตะพาบเฒ่าแบกศิลาที่ “ขอกลับไปเป็นมนุษย์” จากเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋า
ยอวี้จิง
และยังมีหลวี่โม่ผู้ฝึกยุทธหญิงที่ถูกลู่เฉินสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่ง
ทีตบให้ “ทรมานราวกับต้องตายซ ้าแล้วซ ้าเล่า” อยู่ในตรอกเก่าโทรม
ส่วนผู้ชานที่เป็นภูเขาทายาทของขุนเขากลาง เทพภูเขาฟู
เต๋อชิงเหมือนจะได้รับคัมภีร์เต๋าเล่มหนึ่งที่คู่เฉินโยนมาให้เต๋เล่มหนึ่ง
ที่ลู่เฉินโยนมาให้
เฉินผิงอันอาจต้องไปเยือนอารามเต๋าขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ควัน
ธูปกระจัดกระจายของสำนักโองการเทพสักรอบหนึ่ง
หรงอวี๋เองก็รู้สึกว่ายุ่งยาก ยังไม่เจอวิธีดีๆ สำเร็จรูป หากทางฝั่ง
ของจวนราชครูเปิดปากขอจริงๆ เชื่อว่าสือเจียชุนที่เป็นคนบ้าน
เดียวกับราชครูก็ดี หรือจะเป็นเปียนเหวินเม่าสามีของนางก็ช่าง หรือ
แม้กระทั่งคนในตระกูลของพวกเขา คงไม่มีความลังเลใดๆ ก่อนหน้า
นี้เปียนเหวินเม่าเพิ่งจะออกจากเมืองหลวงไปรับตำแหน่งในท้องถิ่น
ทำหน้าที่เป็นเซวี่ยเจิ้ง (ผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลการเรียนการสอน) ของ
ฉู่โจว แม้จะบอกว่าไม่ได้เลื่อนขั้นขุนนาง แต่ตำแหน่งเซวี่ยเจิ้งของ
มณฑลที่ทางราชสำนักจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ระดับชั้นไม่สูง ไม่ได้มีความ
เกี่ยวข้องกับขุนนางใหญ่ในพื้นที่ชายแดน แต่ก็เป็นตำแหน่งที่ทรง
เกียรติ ต่อให้เป็นขุนนางใหญ่ผู้ปกครองชายแดนก็ยังควบคุมเขา
ไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือรับตำแหน่งเต็มวาระแล้วกลับเข้าเมืองหลวง เซวี๋
ยเจิ้งอย่างพวกเปียนเหวินเม่า เกินครึ่งก็จะได้เลื่อนขั้นขุนนางเร็วมาก
สองมือของเฉินผิงอันทับซ้อนกันอยู่บนหน้าท้อง พูดกลั้วหัวเราะ
ว่า “ความกังวลของวันพรุ่งนี้ก็ไว้ค่อยกังวลวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ค่อยไป
เยือนถึงบ้านหาเรื่องโดนด่าก็แล้วกัน”
หญิงสาวมวยผมทรงกลม นางพาเด็กหนุ่มหลายคนและผู้เฒ่า
คนหนึ่งเดินเลาะทางลัดมา ไม่ได้เดินไปบนระเบียงพันก้าวที่แสง
ตะเกียงสว่างไสว แต่เดินอ้อมเส้นทางมุ่งหน้าไปยังจวนราชครู นาง
เพิ่งพาพวกเขาออกมาจากคุกใหญ่ของกรมอาญา แล้วก็ไม่ได้บอก
สถานะของตัวเอง แค่บอกให้พวกเขาตามมา
สตรีประหลาดที่เงียบขรึมพูดน้อยเดินห่างออกไปห้าหกก้าว เด็ก
หนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถามเพื่อนที่มาด้วยกันเบาๆ “วางใจเถอะ ไม่
เหมือนว่าจะพาไปตัดหัวที่ลานประหาร หากจะบอกว่าคิดจะใช้การลง
ทัณฑ์กับพวกเราโดยพลการ ก็ไม่น่าจะใช่”
สองข้างทางของถนนสายนี้มีแต่ต้นสนและต้นป๋ายลำต้นหนา
ใหญ่ ยามค ่าคืนแม้อากาศจะเย็นสบาย ไม่รู้สึกอุดอู้ แต่มองดูแล้วก็
น่าขนลุกอยู่บ้าง
เขาหาเหตุผลให้ตัวเอง “เวลาก็ไม่ถูกต้อง ตัดหัวคนส่วนใหญ่
ต้องเป็นตอนเที่ยงแดดเปรี้ยงๆ ตัดหัวแล้วต่อให้เป็นคนที่ตายไป
อย่างอยุติธรรมก็ยังไม่กลายไปเป็นผีร้าย ในงิ้วต่างก็พูดกันไม่ใช่หรือ
ว่ารอจนสิ้นฤดูสารทแล้วค่อยนำตัวไปประหาร?”
เด็กหนุ่มหน้าตางดงามคนหนึ่งขมวดคิ้วกล่าว “นางชอบทำเป็น
คนหูหนวกเป็นใบ้ ข้าหลอกถามอย่างไรก็ไม่ได้ความ เดิมทีแค่อยาก
รู้ตัวตนของนางเท่านั้น ถ้ารู้พวกเราก็ไม่ต้องมัวมาคาดเดากันส่งเดช
แล้ว”
ตรงเอวของนางห้อยป้ายหยกไว้แผ่นหนึ่ง แต่กลับจงใจไม่ให้คน
อื่นเห็นด้านที่มีตัวอักษร
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาออกมาจากคุกของกรมอาญา เด็ก
หนุ่มหน้าตาหล่อเหลาก็ส่งสายตาให้กับสหาย ไม่จำเป็นต้องใช้
ถ้อยคำอธิบาย พวกเขาก็จงใจทำเป็นว่าสะดุดล้มคิดอยากจะฉวย
โอกาสนี้ยื่นมือไปพลิกป้ายหยกแผ่นนั้น แต่กลับถูกสตรีที่เหมือนมี
ตางอกอยู่ด้านหลังหลบพ้นไปได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาคิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริงๆ ไฉนสตรีหน้าตางดงามตัวผอม
บางคนหนึ่งถึงสามารถพาพวกเขาออกมาจากคุกใหญ่ของกรม
อาญาได้ง่ายขนาดนี้ ระหว่างทางไม่ถูกขัดขวาง ถึงขั้นที่ไม่มีใคร
สอบถามสักคำ ราวกับว่ากรมอาญาต้าหลีก็คือบ้านของนาง จะ
เป็นไปได้อย่างไร ก่อนหน้านี้พวกเขามาเยือนเมืองหลวงก็ทำตัวโอ้
อวดพลางทำความเข้าใจกับวงการขุนนางต้าหลีอย่างละเอียดมา
ตลอดทาง มีแค่แซ่กวานของกรมขุนนางเท่านั้น ที่เหลือไม่ว่าจะที่ว่า
การใดก็ล้วนไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจได้เพียงลำพัง ก็ไม่แปลกที่เมื่อ
ครู่นี้เด็กหนุ่มร่างเล็กเตี้ยคาดเดาเอาว่าบางทีคนในตระกูลนางอาจ
เป็นเพชรฆาตกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ต้องการเอาหัวที่ไม่มีค่าของ
พวกเขาไปลองดาบ อาชีพอย่างเพชรฆาตนี้มีข้อพิถีพิถันไม่มาก แต่
ว่าชั่วร้าย คาดว่าในทางส่วนตัวคงจะรับเงิน หลังจากลับดาบจนแน่ใจ
ในระดับความคมแล้วถึงจะเอาไปตัดหัวที่มีค่าพวกนั้น หลีกเลี่ยงไม่ให้
เกิดข้อผิดพลาด อย่างเช่นว่าตวาดดาบลงไป ฟันหัวขาดได้แค่ครึ่ง
หัว พวกญาติๆ ในตระกูลผู้สูงศักดิ์ร ่ารวยทั้งหลายจะไม่ร้องไห้กันตาย
เลยหรือ
เด็กหนุ่มยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว รู้สึกว่าบนต้นไม้มีผีผูกคอตายที่ลิ้นจุก
ปากอยู่เต็มไปหมด พอเงยหน้า พวกมันก็จะส่งยิ้มมาให้เขา ดังนั้น
เขาจึงขยับเข้าไปอยู่ข้างกายของเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา
ผู้เฒ่าสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ไหล่ลู่คอตก ทำคอย่นกวาด
ตามองทัศนียภาพรอบด้าน พูดกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีว่า “พวก
เจ้าเพิ่งจะได้อ่านตำรากันมาไม่กี่วัน ไม่รู้เรื่องราวแห่งหญิงงามและ
โลกแห่งความรักใคร่ในนิยายทั้งหลายที่เขียนถึงภูตจิ้งจอกที่เป็นภัย
ต่อบ้านเมืองและชาวประชา เนื้อหนึ่งตำลึงบนร่างของพวกนางยังมีค่า
มากกว่าทองสองตำลึงด้วยซ ้า ว่ากันว่าพวกนางชอบไปเป็นสนมอยู่
ในวัง มั่วสุมทางเพศในวังหลวงอย่างเสื่อมทรามแล้วก็ยังไม่พอใจ ยัง
ชอบจับตัวเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผิวพรรณอ่อนนุ่มไปหรือ
แม้กระทั่งพ่อค้าร่างกำยำก็ยังไม่ละเว้น พวกนางไม่เลือกหรอกนะ
มักจะบอกให้หมัวมัวผู้อบรมมารยาทหรือไม่ก็นางกำนัลข้างกาย
ออกไปหาคนจากข้างนอก หาเจอแล้วก็จะเอาผ้ามาปิดตา พาเข้าไป
ในห้องลับ แล้วก็จะได้เห็นสตรีโฉมสะคราญที่ผิวพรรณงดงามเหมือน
หยกมันแพะ สำเริงสำราญกันดั่งปลาแหวกว่ายในน ้าไปคืนหนึ่ง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคืนนี้พวกเจ้าจะมีโชคด้านหญิงงามเช่นนี้หรือไม่”
ผู้เฒ่ากลับรู้ว่าคำกล่าวพวกนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากปัญญาชน
ยากจนที่อัดอั้นไม่สมปรารถนา ไม่อย่างนั้นก็เป็นบัณฑิตที่มีใจเคียด
แค้นต่อราชวงศ์ก่อนแล้วแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างส่งเดช เพียงแต่ว่าในใจ
ของผู้เฒ่าก็รู้สึกว่าการเดินทางในคืนนี้น่าจะเจอเรื่องร้ายมากกว่า
เรื่องดี แต่เขาคงไม่บอกความจริงที่จะทำให้เด็กๆ พวกนี้กลัวอีกแล้ว
พวกเขาไม่ใช่ตนที่ร่างครึ่งหนึ่งจมลงไปในดินแล้ว ไม่สนใจว่าวัน
พรุ่งนี้จะมีแสงอาทิตย์งดงามสาดส่องหรือจะเป็นสายฝนมืดครึ้มที่ทอด
ยาวกันแน่
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้นั้นยิ้มเอ่ย “หัวหน้าหง คิดอะไรอยู่
หรือ ที่นี่คือเมืองหลวงต้าหลี หากเป็นที่บ้านเกิดของพวกเราถึงจะมี
คนเชื่อคำพูดเหลวไหลของท่าน”
เขาคิดแล้วก็ยกแขนขึ้นสูดดม เอ่ยต่ออีกว่า “อีกอย่าง หากว่ามี
เรื่องดีแบบนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องบังคับให้พวกเราไปอาบน ้าก่อนหรือ
ด้วยกลิ่นบนร่างของพวกเราตอนนี้ ใครเล่าจะรับได้ไหว”
ผู้เฒ่าบอกว่าตัวเองคือชาวประมงผู้ชำนาญการจับปลาของจวน
อ๋องแห่งหนึ่ง แล้วก็เลี้ยงปลาให้กับบ้านของท่านอ๋องโดยเฉพาะ
เมื่อก่อนหาเงินมาได้ไม่น้อย ภายหลังขนาดท่านอ๋องก็ยังไปเป็น
กรรมกรแบกหาบใช้แรงงานหนัก คนเลี้ยงนกเลี้ยงปลาสามสิบกว่า
คนในจวนจึงตกอับตามไปด้วย เขามีคุณธรรม ทุกๆ สามวันห้าวันยัง
เจียดเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขา
แม้ว่าเขาจะพูดเช่นนี้ แต่พวกเด็กหนุ่มกลับไม่เชื่อ
หัวหน้าหงบอกว่าปลาทองที่ล ้าค่าที่สุดในใต้หล้านี้ล้วนมีโรคร้าย
มีแค่เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ฉลาดที่สุดเท่านั้นที่ฟังความนัย
ของคำพูดประโยคนี้ออก นั่นคือด่าคนที่เป็นขุนนางกุมอำนาจ แต่ถึง
อย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของราชวงศ์ก่อนแล้ว
อันที่จริงหลังจากที่มีการผลัดเปลี่ยนยุคสมัย พวกเขามีชีวิตอยู่
รอดต่อมาได้ ทางรอดก็มีอยู่เยอะมาก พวกเขาคือสหายรักที่เติบ
ใหญ่มาด้วยกัน แต่ละคนต่างก็ไม่ยินดีที่จะใช้ชีวิตอย่างเลอะเลือน
แบบนี้ไปตลอดชาติ ได้แต่รอตายไปวันๆ ใจของพวกเขาสูงยิ่งกว่า
แผ่นฟ้าจึงวางแผนกันว่าจะลงมือทำงานใหญ่สักครั้ง อยู่ที่บ้านเกิด
พวกเขามักจะไปคลุกคลีอยู่ที่จุดพักม้าเป็นประจำ ได้เจอกับคนเป็น
ขุนนางมากมาย รวมไปถึงพวกทูตที่เข้าเมืองหลวงมาพบฮ่องเต้
วางแผนอย่างรอบคอบตั้งใจถึงสองปีเต็ม จากนั้นดึงหัวหน้าหงที่แสร้ง
สวมรอยเป็นขุนนางใหญ่มาเข้าพวก เพราะถึงอย่างไรก็ยังขาดผู้เฒ่า
คนหนึ่งที่สามารถคุยโวได้ทุกวันหากไม่มีผู้เฒ่าคนนี้ งิ้วเรื่องนี้ก็ร้อง
ไม่จบแล้ว
ทำเรื่องใหญ่อะไร? พวกเขาต้องการไปเมืองหลวงต้าหลีเพื่อ
หลอกเอาเงินตาเฒ่าฮ่องเต้ผู้นั้น!
หลอกเอาเงินทองมาได้ก้อนใหญ่ แล้วจะใช้จ่ายอย่างไร มี
แผนการมานานแล้ว พวกเขามีปณิธานต่างกัน บางคนก็อยากจะไป
กราบอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกยุทธ ในอนาคตจะเปิดสำนักคุ้มกันของตัวเอง
บางคนก็อยากซื้อบ้านหลังใหญ่ แต่งภรรยาหน้าตาสะสวยแล้วค่อย
รับภรรยาน้อยมาอีกสักห้าหกคน ส่วนหัวหน้าหงกลับไม่ได้บอกว่า
เขาอยากจะทำอะไรกันแน่คาดว่าด้วยร่างกายของเขา ต่อให้คิดจะทำ
อะไรจริงๆ ก็ได้แต่มีใจทว่าไร้กำลังแล้ว ผู้เฒ่าแค่ตกลงกับพวกเด็ก
หนุ่มไว้ว่าได้ทรัพย์สินเงินทองมาอยู่ในมือ นอกจากเงินก้อนที่แบ่ง
ให้กับพวกคณะละครที่ก่อตั้งเวทีขึ้นมาลวกๆ แล้ว เงินที่เหลืออีกก้อน
ใหญ่ พวกเขาสี่คนต้องแบ่งกันให้เท่าเทียม ห้ามรื้อสะพานหลังข้าม
แม่น ้า พูดไม่เป็นคำพูดเด็ดขาด
บอกว่าจะทำก็ทำทันที ปลอมแปลงตราประทับของทางราชการ
สวมรอยแทนที่คณะทูตคณะหนึ่ง ชิงเข้าเมืองหลวงมาก่อน ไปอยู่โรง
เตี้ยมใต้อาณัติของที่ว่าการศาลหงหลู ทุกวันเดินอาดๆ ออกไปกิน
ดื่มอย่างมูมมาม หัวหน้าหงรับหน้าที่โอ้อวดอำนาจยศศักดิ์อยู่ทุกเมื่อ
เชื่อวัน ต่อให้เป็นขุนนางของศาลหงหลูแห่งเมืองหลวงต้าหลีที่มี
ประสบการณ์โชกโชน แต่ละคนตาแหลมกันมาก มีคณะทูตแบบ
ใดบ้างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ก็ยังมองชั้นเชิงของเขาไม่ออก จะ
ว่าไปแล้ว พวกเขาผ่านด่านตบตาทุกคนมาได้ก็เป็นเพราะเกือบ
สามสิบปีมานี้ศาลหงหลูเจอกลุ่มผู้นำส่งบรรณาการที่นิสัยแปลก
ประหลาด พูดจาไม่น่าเชื่อถือมามากเกินไป มีที่ว่าการไหนบ้างที่
มักจะต้องไปขอร้องที่ว่าการเหนือและที่ว่าการอำเภอให้ไปช่วยกันจับ
คน?
อีกทั้งหัวหน้าหงเองก็ร้ายกาจมากจริงๆ เชี่ยวชาญวิชาการแสดง
ร้ายกาจยิ่งกว่าพวกที่ร้องงิ้วมาทั้งชีวิตเสียอีก แสดงท่าทีของคนที่
ละโมบในทรัพย์สินเงินทองทั้งยังแข็งนอกอ่อนในออกมาได้อย่าง
สมจริง และบางทีก็อาจไม่ได้แสดง บัณฑิตตกอับผู้ยากไร้ที่มาจาก
สถานที่เล็กๆ ไม่เคยเห็นโลกกว้างทั้งยังต้องวางมาด ก็ไม่ใช่ว่าเป็น
แบบนี้กันทุกคนหรอกหรือ
สตรีผู้นั้นหันหน้ามายิ้มเอ่ย “ต่อให้พวกเจ้าจะขวัญกล้าทั้งยัง
รอบคอบกันแค่ไหน ก็ยังทำการค้าที่ต้องถูกบั่นคออยู่ดี ทำไมไม่หยุด
แต่พอสมควร ดึงดันจะรอข่าวที่แน่ชัดจากกรมพิธีการและสำนัก
กิจการภายในราชวงศ์ ต่อให้ไม่ได้เจอกับฮ่องเต้ เดิมทีศาลหงหลูก็
ต้องทำไปตามลำดับขั้นตอน ใช้เงินไม่กี่ร้อยตำลึงกับผลผลิตส่วน
หนึ่งไล่พวกเจ้าไป หากพวกเจ้าออกจากเมืองหลวงไปก่อนสักสองวัน
อย่างน้อยก็สามารถหนีพ้นไปจากเขตชานเมืองของเมืองหลวงได้
แล้ว”
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลายิ้มเอ่ย “ตอบพี่สาว เป็นเพราะว่าพวก
เรายังไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่มาก่อน ไหนเลยจะตัดใจรีบเผ่นหนีไป
ได้”
ในความเป็นจริงแล้วใช่ว่าพวกเขาจะไม่อยากหยุดแต่พอสมควร
แต่จู่ๆ นักแสดงงิ้วกลุ่มนั้นก็หายตัวไป เลยคิดอยากจะรอให้พวกเขา
กลับมาที่โรงเตี้ยมแล้วค่อยออกจากเมืองหลวงไปด้วยกัน หาไม่แล้ว
ถ้าพวกเขาหนีไปก่อนต้องเผยพิรุธแน่ และนั่นจะเป็นการเอาชีวิตของ
พวกเขาจริงๆ
พวกเขาแต่ละคนเคยเล่าเรียนกันมาแค่ไม่กี่วันก็จริง ทว่า
คุณธรรมในยุทธภพน้อยนิดแค่นี้กลับพอจะมีอยู่บ้าง
ผลคือพอรอ พวกขุนนางของศาลหงหลูต้าหลีก็ได้ข่าวจากคณะ
ทูตตัวจริงกลุ่มนั้น
สตรียิ้มเอ่ย “พวกเจ้าคือคนที่มาสวมรอย ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้ารู้
หรือไม่ว่าคณะงิ้วมือสมัครเล่นที่ร้องงิ้วไปทั่วห้าคนนั้น พวกเขาแต่ง
กายเป็นฮ่องเต้ เป็นแม่ทัพอัครเสนาบดี เป็นคุณชายเป็นสาวงามกัน
อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กลับเป็นเรื่องจริงเป็นตัวตนจริงของพวกเขา พวก
เขาเข้าเมืองหลวงมาครั้งนี้เพราะวางแผนจะลอบฆ่า…บุคคลยิ่งใหญ่ผู้
หนึ่งของเมืองหลวง พวกเขามีความแค้นจากการที่แคว้นล่มสลาย มี
ใจคิดแต่อยากจะแก้แค้น ตอนที่ออกไปจากโรงเตี๊ยมกลับไม่มี
คุณธรรมยุทธภพอะไรต่อพวกเจ้าเลย”
ผู้เฒ่าอึ้งตะลึงอย่างหนัก กระทืบเท้า ในใจเคียดแค้นยิ่งนัก รู้สึก
เสียใจจนไส้เขียว “ข้าก็บอกแล้วว่าพวกเขาไม่เหมือนคนที่กำลัง
แสดง! ควรจะหนีไปตั้งนานแล้ว”
เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าซีดขาว พึมพำว่า “ต้องโทษที่ข้าถูกผี
บดบังหัวใจ คิดอยากจะรอให้นางกลับมา ทำให้พวกเจ้าต้อง
เดือดร้อนแล้ว”
พอรู้ความจริง เด็กหนุ่มร่างเล็กเตี้ยกลับไม่กลัวแล้ว เขานวดคลึง
ข้างแก้ม หัวเราะหึ “คราวนี้ต้องตายกันจริงๆ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก
แล้ว”
เดิมพวกเขายังนึกว่าเป็นแค่คนที่ทำอาชีพต้มตุ๋นหลอกเอาเงิน
คนอื่น ไหนเลยจะคิดได้ว่าตั้งใจมาเพื่อลอบฆ่าบุคคลยิ่งใหญ่บางคน
ในเมืองหลวงต้าหลี?
ในบทงิ้วไม่ได้บอกว่า “สิบแปดปีผ่านไปก็ยังได้เป็นลูกผู้ชายอีก
ครา” หรอกหรือ?
ปัญหาคือชาตินี้พวกเขามีชีวิตถึงแค่อายุสิบห้าสิบหกเท่านั้น
ค่อนข้างจะเสียเปรียบอยู่บ้าง
สตรีผู้นั้นก็ประหลาดยิ่งนัก ถึงกับพูดถึงช่องโหว่ในการมอบ
บรรณาการครั้งนี้ ความไม่เหมาะสมในรายละเอียดบางอย่าง เดิมที
ควรจัดการอย่างไร ฯลฯ ให้พวกเขาฟัง ทำเอาพวกเด็กหนุ่มที่ได้ยิน
หันมามองหน้ากันเอง คงไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกันหรอกนะ ไม่ถูก
สิ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้อาวุโส เป็นยอดฝีมือนี่นา!
หากว่าตอนนั้นสามารถดึงนางมาเป็นพวกได้ก่อนล่ะ?
ผู้เฒ่ารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะได้เจอตาเฒ่า
ฮ่องเต้ต้าหลีผู้นั้นจริงๆ แล้ว!
บทพิเศษ ตอนที่ 31.4 หุนเจ่อ
ถ้าอย่างนั้นชีวิตนี้ตนก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว
น่าเสียดายก็แต่เด็กฉลาดพวกนี้ พวกเขายังมีวันเวลาที่ดีรออยู่
อีกมาก เดิมทีพวกเขาก็สามารถมองเห็นดวงตะวันแรงกล้าในอีก
หลายสิบปีให้หลังได้ ต่อให้พวกเขาจะมีชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ไปจน
ตาย ด้วยสติปัญญาความสามารถของพวกเขาก็ต้องสามารถแต่ง
ภรรยาสร้างครอบครัว มีลูกมีหลานได้แน่นอน
ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าได้รับโทษทั้งหมดไว้คนเดียว บอกว่าเป็นตนที่ยุ
ยงให้พวกเขาทำเรื่องนี้ ตนเป็นตัวการหลัก พวกเขาก็แค่ถูกถ้อยคำ
น่าฟังของตนหลอกเอาเท่านั้น เด็กหนุ่มจากบ้านป่าจะไปรู้หนักเบาดี
ร้ายได้อย่างไร ก็แค่รู้สึกว่าน่าสนุกเท่านั้น น่าเสียดายที่ขุนนางกรม
อาญาต้าหลีที่ฉลาดเฉลียวเหล่านั้นหลอกได้ไม่ง่าย
แต่ก็มีสายตาหนึ่งที่จนถึงตอนนี้ผู้เฒ่าก็ยังไม่เข้าใจ ตอนที่ขุน
นางหนุ่มพวกนั้นมองพวกเขา ไม่ได้มีความรังเกียจ ชิงชัง ดูแคลนที่
แผ่ซ่านออกมาจากกระดูก กลับกันตอนที่พวกเขาไต่สวนพิจารณา
คดีความ บนใบหน้าและในดวงตากลับมีความหมายอย่างหนึ่งที่พูด
ไม่ออกบอกไม่ถูก
ผู้เฒ่ารู้ถึงความร้ายกาจในวงการขุนนาง คำกล่าวที่ว่า
นายอำเภอทำลายครอบครัวว่ากวาดล้างตระกูล คิดว่าเป็นคำกล่าว
ในบทจิ๋วจริงๆ หรือ?
หากไม่ก่อเรื่องที่เหมือนแทงท้องฟ้าให้ทะลุเป็นรูครั้งนี้ พวกเด็ก
หนุ่มก็ถือว่าเป็นคนโชคดีแล้ว ตอนที่พวกเขาถือกำเนิดได้เปลี่ยนยุค
สมัยแล้ว แซ่แคว้นก็เป็นแซ่ซ่งแล้ว
ผู้เฒ่าที่บางทีอาจเป็นเพราะเคยปรนนิบัติรับใช้ผู้สูงศักดิ์ของ
ราชวงศ์ก่อนมาครึ่งชีวิตรู้สึกว่าชีวิตนี้ของตนไม่มีทางไปต่อได้แล้ว
จริงๆ
ดังนั้นถึงได้หวั่นไหวกับคำพูดของพวกเด็กหนุ่มที่ดวงตาฉาย
ประกายร้อนแรง ถึงได้เลอะเลือนตอบตกลงกับพวกเขาว่าจะติดตาม
มายังเมืองหลวงต้าหลีในครั้งนี้
ชาวนาของบ้านเกิดยืนอยู่ในผืนนา สะพานสายเล็กยืนอยู่เหนือ
ลำธารน้อย ภูเขาใหญ่ของมาตุภูมิเดิมยืนอยู่เหนือผืนดิน แล้วก็น่าจะ
ยังมีสตรีของต่างถิ่นที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มบางคนยืนอยู่บนหัวใจ
ของเขา
พวกเขาสามารถมองเห็นเค้าโครงของสิ่งปลูกสร้างขนาด
ใหญ่โตมโหฬารได้อย่างเลือนรางแล้ว มันคล้ายกับมังกรที่ขดตัวล้อม
พันเมืองหลวงต้าหลี
ผู้เฒ่าหยุดเดิน พลันร้องโหยหวนคร ่าครวญ บางทีชีวิตนี้เขา
อาจจะไม่เคยพูดเสียงดังขนาดนี้มาก่อน “แม่นางท่านนี้ ข้ารู้ว่า
สถานะของเจ้าสูงศักดิ์ คือบุคคลที่ยืนอยู่บนฟ้าของต้าหลีพวกเรา…
ข้าตายได้ แต่อย่าฆ่าพวกเขาเลยนะ!”
เสียงของพวกเฒ่ารวดร้าวจนเหมือนนกกระเรียนชราเดียวดายที่
แก่เฒ่าทั้งยังเจ็บป่วยและปีกหัก พยายามกระพือปีกอยู่ในปลักโคลน
ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
พวกเด็กหนุ่มตาแดงก ่าในทันที กระทั่งคืนนี้ถึงได้ค้นพบว่า
หัวหน้าหงร่างเล็กผอมแห้งที่ดีแต่คุยโว ที่แท้ก็คือวีรบุรุษคือลูกผู้ชาย
ถึงเพียงนี้
เผยเฉียนหยุดเดิน หมุนตัวกลับมา ยิ้มเอ่ยว่า “ใครบอกว่าจะฆ่า
พวกเจ้าล่ะ อย่าตกใจกลัวไปเองสิ ข้าแค่พาพวกเจ้าไปพบอาจารย์
พ่อของข้า เขาอยากจะพูดคุยกับพวกเจ้าหน่อย”
ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งหรือจะเชื่อ เขาแค่กางมือออก ปกป้องพวก
เด็กหนุ่มไว้ข้างหลังของตัวเอง มองสตรีท่าทางอบอุ่นผู้นั้นด้วย
สายตาวิงวอน แม่นาง ขอร้องเจ้าล่ะ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ
เขากลัว เมื่อเทียบกับเรื่องราวในราชวงศ์ก่อนที่ผู้เฒ่าเห็นมาเนิ่น
นานแล้ว ขุนนางของต้าหลี คนของศาลหงหลู และยังมีคนในท้องถิ่น
พวกเขาน่ากลัวเกินไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางฆ่าคนเพื่อความต้องการ
ส่วนตัว พวกเขาถึงขั้นยังจะอธิบายกฎระเบียบให้เจ้าฟังอย่างละเอียด
หรือแม้กระทั่งรู้ทั้งรู้ว่าผู้เฒ่ากำลังพูดจาเหลวไหล พวกเขาก็ยังรับฟัง
อย่างอดทนจากนั้นก็ค่อยๆ ตอกกลับไปทีละข้อ กระทั่งผู้เฒ่าซื้อใบ้
พูดไม่ออกไปเอง
นี่ทำให้คนที่ถูกฆ่าต่างก็ไม่อาจหาเหตุผลมาให้ตัวเองได้ ไม่อาจ
พูดได้ว่าวิถีทางโลกสกปรกถึงเพียงใด ไร้ซึ่งความเป็นธรรมถึง
เพียงใด พวกขุนนางเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาแค่ไหน
ไม่รู้ว่าทำไม เหมือนจะกระตุ้นให้ระลึกถึงเรื่องที่ทำให้เสียใจ ผู้
เฒ่าถึงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา แต่กระนั้นเขาก็ยังเอาแต่ปกป้องเด็ก
หนุ่มสามคนนั้น
ความเป็นความตายของคนตัวเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงอย่างพวกเขา ก็
เหมือนการงอกงาม การแห้งเหี่ยวของดอกหญ้าต้นหญ้าป่าข้างทาง
มีเพียงต้นหญ้าป่าดอกหญ้าป่าที่อยู่ข้างๆ เท่านั้นที่ถึงจะรู้ดี และพวก
มันก็จะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเงียบงัน
เผยเฉียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “อาจารย์พ่อของข้าแซ่เฉินนามผิง
อัน”
ผู้เฒ่าอึ้งตะลึง สับสนมึนงง พวกเด็กหนุ่มก็หันมามองหน้ากันเอง
พวกเขาไม่เห็นจะรู้จักเลย
ในเมื่อเป็นชื่อที่บ้านนอกขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นบุคคล
ยิ่งใหญ่ที่ร ่ารวยขึ้นมากะทันหัน ไม่ได้เติบโตมาจากตรอกอี้ฉื
อหรือถนนฉือเอ๋อร์กระมัง?
ปัญหาคือผู้เฒ่ายิ่งรู้ชัดเจนในเรื่องหนึ่ง ยิ่งเป็นคนที่มีชาติกำเนิด
ยากจน ส่วนใหญ่ก็มักจะยิ่งใจคออำมหิต กอบโกยกำไรอย่างอำมหิต
เป็นขุนนางอย่างอำมหิต ทำอะไรใจดำที่สุด
เผยเฉียนได้แต่พลิกป้ายหยกแผ่นนั้นกลับมา
ผู้เฒ่าขยี้ตาแรงๆ เด็กหนุ่มหล่อเหลาตาแหลม เขาอ่านสามคำว่า
‘จวนราชครู” ออกได้ก่อนใคร
เด็กหนุ่มหล่อเหลาถามหยั่งเชิง “พี่สาวชื่อหรงอวี๋ หรือว่าฝูชิ่ง
หรือ?”
ราชครูชุยฉานแห่งต้าหลีก็คือซิ่วหู่อย่างไรล่ะ ใครบ้างที่ไม่รู้จัก
คือบุคคลยิ่งใหญ่ที่ร้ายกาจอย่างมาก
พวกเขาเคยทำการบ้านกันมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก
มาถึงเมืองหลวง แม้กระทั่งชื่อหรงอวี๋ฝูซิ่งก็ยังเคยได้ยินมาแล้ว
แต่เนื่องจากพวกเขาถูกจับให้ไปกินข้าวคุก ไหนเลยจะรู้ถึง
สถานการณ์ล่าสุดของราชสำนักต้าหลี
เผยเฉียนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่”
สตรีสวมเสื้อผ้าแพรคอกลมเดินมาที่นี่ มองดูเหมือนว่านางก้าว
เดินเนิบช้า แต่แท้จริงแล้วกลับพุ่งมาถึงในชั่วพริบตา นางยิ้มเอ่ย “ข้า
คือหรงอวี๋”
นางโบกมือ สายลับที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกและถนนต่างๆ ก็พา
กันถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
หรงอวี๋ถามเสียงเบา “เมื่อครู่นี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนี้กังวลว่าข้าจะพาพวกเขา
ไปเดินผ่านด่านประตูผีก็เลยปกป้องพวกเขาสามคนไว้อย่างสุดชีวิต”
หรงอวี๋พยักหน้า “ดีมาก”
ผู้เฒ่าถูมือตามจิตใต้สำนึก ผลคือไม่รู้ว่าควรจะวางสองมือไว้
ตรงไหน ถามเสียงสั่นว่า “คือแม่นางหรงอวี๋จากจวนราชครูจริงหรือ?”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ไหนเลยจะมีคนกล้ามาสวมรอยเป็นใครอยู่หน้า
ประตูใหญ่ของจวนราชครู ข้าไม่ใจกล้าเหมือนพวกเจ้าหรอกนะ”
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทอดสายตามองไป นี่ก็คือจวนราชครู
หรือ จะได้คุยกับซิ่วหูผู้นั้นจริงๆ หรือ? เจอหน้ากันแล้วควรจะพูดว่า
อะไร?
ได้ยินมาว่าคนอายุน้อยที่ฉลาดที่สุดในใต้หล้าล้วนมาเป็นขุน
นางอยู่ที่นี่
เด็กหนุ่มร่างเล็กผอมแห้งกลับสงสัยใคร่รู้ว่าสตรีที่ชื่อหรงอวี๋ผู้นี้
แค่มองก็รู้ว่าคือคนที่ผ่านการฝึกฝนต่อสู้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะใช่
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธในตำนานหรือไม่
เหอะ ต่อให้นางร้ายกาจหรือสูงส่งสักเท่าไร ก็มีแต่จะถูก
ปรมาจารย์ใหญ่เจิ้งที่มีฉายาว่า “เจิ้งชิงหมิง” “เจิ้งซาเฉียน” ต่อยหมัด
เดียวล้มคว ่าเท่านั้น
สาวใช้จวนราชครูที่ชื่อว่าหรงอวี๋ตรงหน้าผู้นี้ แน่นอนว่าต้องสวย
มาก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่งามเท่านาง เพียงแค่คิดถึงคนวัยเดียวกันที่
ตัวเองชื่นชอบ ใจของเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็แทบจะแหลกสลายแล้ว
ไม่รู้ว่านางเป็นอย่างไรบ้างแล้ว หนีรอดออกจากเมืองหลวงไปได้
หรือไม่ หากหนีออกไปจากเมืองหลวงได้แล้ว ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้
นางจะยังจำตนได้อีกไหม
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “หงเทา ติงฮ่าว หม่าปู่ไห่ หูจิ้น อย่ามัวยืนอึ้งอยู่
เลย ตามข้าไปพบราชครูในจวนราชครูเถอะ”
ผู้เฒ่าที่ชื่อว่าหงเทาเอ่ยอย่างขลาดๆ ว่า “พวกเราขอเปลี่ยนชุด
ก่อนได้ไหม? พวกเราสามารถจ่ายเงินซื้อชุดมาจากเจ้าได้ ไม่ต้องดี
เกินไปแพงเกินไป หาไม่แล้วคงต้องติดเงินไว้ก่อน”
เพราะถึงอย่างไรครั้งนี้พวกเขาก็ไม่ได้เงินมาอยู่ในมือ แล้วยัง
เกือบจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องเปลี่ยนชุดแล้ว ตอนที่ราชครูให้แม่นางเผย
ไปพาตัวพวกเจ้าออกมาจากที่คุกใหญ่ของกรมอาญา เขาได้อ่าน
บันทึกในเอกสารของทางการจึงรู้ว่าอาจารย์หงคือผู้เชี่ยวชาญที่อ่าน
นิยายรักมาจนปรุ ราชครูกลัวว่าเจ้าจะคิดไปไกล มีจินตนาการ
บรรเจิดมาตลอดทาง ผลคือพอเจอหน้ากันพบว่าไม่เป็นอย่างที่คิดไว้
ก็จะไม่มีอารมณ์อยากพูดคุยกันแล้ว”
ผู้เฒ่าหงเทาหน้าแดงก ่า เขาอับอายจนอยากจะขุดรูแล้วมุดหนี
ลงดินไป
เด็กหนุ่มสามคนก็ยิ่งปากอ้าตาค้าง ท่านราชครูหยั่งรู้ดุจเทพเลย
นะ!
มิน่าเล่าถึงเป็นราชครูของต้าหลีได้ ปีนั้นสามารถซัดให้พวกสัตว์
เดรัจฉานแห่งเปลี่ยวร้างที่ดุร้ายน่าหวาดกลัวถอยร่นไปได้
สกุลซ่งต้าหลีมีควันเขียวผุดขึ้นมาจากหลุมศพบรรพบุรุษแล้ว
จริงๆ ถึงได้เจอกับราชครูที่เป็นเช่นนี้
ดูเหมือนจะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ ฮ่องเต้ต้าหลีก็มีพลังใจอันกล้าแกร่ง
เด็ดเดี่ยวเหมือนกันตลอดทางที่ผ่านมานี้ ขอแค่พูดถึงตาเฒ่าฮ่องเต้
ผู้นี้ก็ล้วนมีแต่คำพูดดีๆ ทั้งนั้น หัวหน้าหงพูดได้ถูกต้อง คำพูดดีๆ ที่
ไม่มีทางดังไปเข้าหูของคนที่ถูกพูดถึงดีๆ ต้องเป็นคำพูดดีๆ อย่างจริง
แท้แน่นอน
สตรีที่ติดตามหรงอวี๋มาซึ่งเกินครึ่งน่าจะเป็นผู้ซึ่งผู้นั้นเดินไปทาง
จวนราชครูด้วยกัน ผู้เฒ่าถามเสียงเบา “พวกเรามีเรื่องอะไรที่ต้อง
ระวังหรือไม่?”
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะเรียกพวกนางว่าอย่างไรถึงจะถูก ก็เลย
เว้นคำเรียกขานไป
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษ แล้วพวก
เจ้าก็ไม่ต้องตื่นเต้นแค่เห็นราชครูของพวกเราเป็นคนของทางการที่
รับเงินเดือนทุกปีก็พอ เจอหน้ากันแล้ว พวกเจ้าก็จะรู้เอง”
อารมณ์ของผู้เฒ่าสั่นสะเทือนไม่หยุด เกาหูเกาแก้มอย่างร้อนรน
งุ่นง่านยิ่งนัก คืนนี้เหมือนกับฝันไปอย่างไรอย่างนั้น
หรงอวี๋ยิ้มถาม “ติงฮ่าว หลังพวกเจ้ารับโทษแล้ว อยากจะไปขอ
ศึกษาต่อที่สำนักศึกษาชุนชานหรือไม่?”
ติงฮ่าวที่เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาคมคายส่ายหน้า “เรียนหนังสือไม่มี
ประโยชน์ สอบก็สอบสู้พวกเด็กๆ จากตระกูลร ่ารวยสูงศักดิ์ไม่ได้ แล้ว
นับประสาอะไรกับที่พวกเราก็ไม่ใช่เมล็ดพันธ์บัณฑิตด้วย”
เด็กหนุ่มร่างเล็กเตี้ยที่มีชื่อว่าหม่าปู่ไห่พยักหน้ารับแรงๆ “จะไป
ทำอะไรที่สำนักศึกษาชุนชาน เรียนหนังสือก็มีแต่จะยิ่งทำให้คนโง่ลง
ข้ากับติงฮ่าวจะไปกราบอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกยุทธ เรียนวรยุทธฝึกวิชา
หมัด เมื่อศึกษาเล่าเรียนประสบความสำเร็จแล้ว ในอนาคตทางที่ดี
ที่สุดคือสามารถเปิดศูนย์ฝึกยุทธของตัวเองได้ รับลูกศิษย์แล้วค่อย
ไปเปิดสำนักคุ้มภัย ไม่เพียงแต่จะต้องสร้างชื่อไว้ในยุทธภพ ยังจะต้อง
หาเงินมาให้ได้เยอะๆ ด้วย จะต้องมีสักวันที่ข้าจะทำให้ปรมาจารย์
ใหญ่เจิ้งที่คุณูปการด้านการสู้รบเลิศล ้าผู้นั้นรู้ว่าในยุทธภพมีคน
อย่างหม่าปู่ไห่อยู่ด้วย”
เผยเฉียนนวดขมับ
แต่หรงอวี๋กลับจงใจแสร้งถามด้วยน ้าเสียงประหลาดใจ
“ปรมาจารย์ใหญ่เจิ้ง? ผู้ชายหรือผู้หญิงนะ ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยิน
มาก่อน เขามีคุณูปการด้านการสู้รบเลิศล ้าอย่างไร?”
สายตาของหม่าปู่ไห่ฉายแววรังเกียจ เป็นสาวใช้ในจวนราชครู
ได้อย่างไร ตัวปลอมกระมัง? ไฉนถึงเป็นสตรีที่ผมยาวความรู้สั้นได้
ขนาดนี้ ไม่รู้จัก “เจิ้งเฉียน” หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ที่ได้รับการ
ประเมินด้านวรยุทธได้อย่างไร?! เด็กหนุ่มยกสองแขนกอดอก หัวเราะ
หยันเอ่ยว่า “ข้าได้ยินมาว่าท่าไม้ตายของปรมาจารย์เจิ้งคือวิชากระบี่
มารคลั่งที่ไม่เคยปรากฏบนโลกมาก่อน รอให้ข้าเล่าเรียนวรยุทธได้
ประสบความสำเร็จ ได้เงินมาเยอะมากพอแล้ว ชื่อเสียงโด่งดังมาก
พอแล้ว จะต้องหาคนมีชื่อเสียงในยุทธภพให้ช่วยข้านัดนางมาพบ
หน้า ทางที่ดีที่สุดคือได้ขอความรู้วิชาหมัดและวิชากระบี่จากนางต่อ
หน้า”
เด็กหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวที่มัดผมเป็นมวยทรงกลมหันหน้ามา
ทางตนแล้วส่งยิ้มบางๆ “ตั้งใจฝึกวิชาหมัดเท้าของเจ้าให้ดี ฟังคำพูด
ไร้สาระที่คนลือกันไปปากต่อปากพวกนี้ให้น้อยหน่อย เจ้าก็เชื่อด้วย
หรือ โง่หรือไร”
หม่าปู่ไห่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่สาวท่านนี้ ข้าย่อมต้อง
เคารพท่าน ซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ท่านพาพวกเราออกมาจากคุกใหญ่
ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่ามีพระคุณช่วยชีวิต ต่อจากนี้ข้าก็ควรหาโอกาส
ตอบแทนท่านให้ดี แต่ท่านอย่าได้ดูแคลนปรมาจารย์เจิ้งท่านนั้น หา
ไม่แล้วข้าคงต้องถกเถียงกับท่าน อธิบายให้กระจ่างรู้ชัดกันไป…”
ติงฮ่าวแอบกระตุกชายแขนเสื้อของหม่าปู่ไห่เบาๆ เตือนเขาให้
พูดน้อยหน่อย ลูกหลานที่มาจากตระกูลผู้มีอำนาจชนชั้นสูงล้วนไม่
เคยแสดงความเย่อหยิ่งโอหังไว้บนใบหน้าอย่าให้คำพูดแค่ประโยค
สองประโยคไปทำให้พวกเขาโมโห ถูกพวกเขาอาฆาตแค้นเงียบๆ ถึง
เวลานั้นตายอย่างไรก็ยังไม่รู้
ผู้เฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกเหมือนฝันเหมือนภาพมายา จะ
ได้เจอบุคคลที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้าขนาดนั้นจริงๆ หรือนี่?
ขณะที่อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า บุคคลตัวเล็กๆ ที่ต ่าต้อยอย่างตนจะ
สามารถพูดอะไรกับซิ่วหูได้นะ
มุ่งหน้าไปเยือนจวนราชครูต้าหลีท่ามกลางม่านราตรี ผู้เฒ่าและ
เหล่าเด็กหนุ่มที่มาจากชนบทตื่นเต้นจนเหงื่อเปียกเต็มฝ่ามือ ชะลอ
ฝีเท้าให้ช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ในใจผู้เฒ่าเอ่ยชื่นชมไม่หยุด ไม่เสียแรงที่เป็นจวนราชครูแห่ง
ราชสำนักต้าหลี แค่คนเฝ้าประตูก็ยังมีกลิ่นอายของตำราเหมือน
บัณฑิตได้ถึงเพียงนี้
บนขั้นบันไดหน้าประตูใหญ่มีบุรุษวัยกลางคนสวมชุดสีเขียวสวม
รองเท้าผ้าคนหนึ่งนั่งอยู่ ดูเหมือนจะมารอพวกเขาที่รู้ตัวดีว่าเป็นเพียง
คนตัวเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียงอยู่นานแล้ว