กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 32.1 ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น
ราตรีหน้าหนัก สายลมโชยอ่อน แสงจันทร์นุ่มนวล
บุรุษชุดเขียวท่าทางสุภาพอ่อนโยนผู้นั้นยิ้มบอกว่าตัวเองแช่เฉิน
ราวกับว่าเค้าโครงของจวนราชครูทั้งแห่งจะนุ่มนวลอ่อนโยนลง
ตามไปด้วย
หญิงสาวมวยผมทรงกลมบอกว่าเขาคืออาจารย์พ่อของนาง
หรงอวี๋ไม่ได้พูดอะไร นางเดินเข้าประตูใหญ่ไปโดยตรง เหมือน
ตั้งใจทิ้งพวกเขาไว้ที่หน้าประตูใหญ่
ผู้เฒ่าที่คิดว่าตัวเองขัดเกลาจนได้ตาทิพย์มาคู่หนึ่งนานแล้วก็ยิ่ง
มั่นใจว่าบุรุษสุภาพอ่อนโยนแซ่เฉินผู้นี้ก็คือคนเฝ้าประตูของจวน
ราชครู
คนผู้นี้ต้องเป็นมือดีที่มีชื่อเสียงอยู่ในยุทธภพมานานแล้วอย่าง
แน่นอน ถึงได้มีคุณสมบัติมาเฝ้าประตูใหญ่ของจวนราชครู ค่อนข้าง
จะฟังขึ้นอยู่นะ
หลังจากนั้นคนเฝ้าประตูแซ่เฉินก็พาพวกเขาเดินเข้าไปในประตู
ใหญ่ อ้อมผ่านกำแพงแก้วใสที่งดงามอย่างถึงที่สุดบานหนึ่งไปแล้วก็
เข้าประตูใหญ่อีกหนึ่งบาน แล้วก็อ้อมผ่านกำแพงบังตาอีกแห่งหนึ่ง
ถึงได้เข้ามายังเรือนชั้นแรกของจวนราชครู มีต้นอู๋ถงอยู่ในลานบ้าน
แสงจันทร์ส่องลอดทะลุใบไม้สาดลงมาบนลานกว้าง มองดูคล้ายเศษ
ก้อนเงินที่กระจายอยู่เต็มพื้น พวกเขาไม่ได้ไปที่เรือนชั้นสองต่อ แต่
เดินเข้าไปในประตูบานหนึ่งที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ ที่นั่นมีสวนดอกไม้ที่
เงียบสงบคล้ายอยู่ในฟ้าดินอีกแห่งหนึ่ง สะพานเล็กกับสายน ้าไหล
ประดับแต่งแต้มด้วยศาลาหอเรือนประณีติงดงาม ในสระน ้ามีใบบัวชู
ช่อ บางครั้งก็มีความเคลื่อนไหวจากปลาที่แหวกว่ายสะบัดหางตีน ้า
ตลอดทางที่เดินกันมาล้วนพูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย
อย่างเช่นเขาถามพวกเด็กหนุ่มว่าทำไมถึงได้บอกว่าการเรียนไม่มี
ประโยชน์ ไหนลองอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียดสิ เขาบอกว่าการ
อ่านตำรานั้นมีประโยชน์ ยิ่งไม่ใช่เมล็ดพันธ์บัณฑิต ยิ่งไม่ได้เกิดมา
จากตระกูลร ่ารวยสูงศักดิ์ก็ยิ่งรู้สึกว่าการเล่าเรียนคือทางออก พูดถึง
แค่จวนราชครูแห่งนี้ขุนนางเกือบครึ่งหนึ่งก็ล้วนเป็นลูกหลานคนจน
ที่มาจากอำเภอและจังหวัดต่างๆ ในท้องถิ่นมีแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เป็น
เด็กอัจฉริยะ ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ตอนที่พวกเขาเพิ่งเรียนหนังสือต่าง
ก็รู้สึกว่าในอนาคตสอบเป็นซิ่วไฉหรือจวี่เหรินได้ก็ถือว่าสร้าง
เกียรติยศชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลแล้ว
พวกเขาคุยเล่นกันอยู่พักหนึ่ง หงเทาที่เป็นหัวหน้าชาวประมงซึ่ง
สุขุมหนักแน่นคอยสังเกตสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายอยู่ตลอด และผู้
เฒ่าก็ยกโอกาสในการพูดคุยให้กับพวกเด็กๆ
จวนราชครูคือสถานที่มังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบจริงเสียด้วย แค่คน
เฝ้าประตูก็คุยเก่งความคิดเฉียบไวขนาดนี้ ไปเป็นนายอำเภอก็มาก
พอเหลือแหล่
ในที่สุดผู้เฒ่าก็อดไม่ไหวถามว่า “ใต้เท้าเฉิน ไม่ทราบว่าท่าน
ราชครูจะเรียกพวกเราเข้าพบเมื่อไหร่หรือ?”
เด็กหนุ่มสามคนก็คืนสติกลับมา นั่นสิ ท่านราชครูล่ะ?
เฉินผิงอันมองไปยังเด็กหนุ่มร่างเล็กเตี้ย ยิ้มถามว่า “หม่าปู้ไห่
ได้ยินว่าเจ้าอยากเรียนหมัด ในอนาคตอยากเปิดศูนย์ฝึกยุทธ สำนัก
คุ้มภัย แต่ยังหาอาจารย์ไม่ได้หรือ? ตอนนี้หากยังไม่มีตัวเลือกที่
เหมาะสม ข้าสามารถแนะนำคนมีฝีมือด้านการต่อสู้คนหนึ่งให้เจ้าได้
กราบเขาเป็นอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชา ในอนาคตเมื่อฝึกวิชาประสบ
ความสำเร็จแล้วค่อยพูดคุยถึงอนาคต”
หงเทากระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ใช่แล้ว ใช่แล้ว คนเฝ้าประตูของจวน
อัครเสนาบดีเทียบเท่าได้กับขุนนางชั้นสาม หากคนผู้นี้ยินดีช่วย
แนะนำให้ เจ้าเด็กปู่ไห่กราบใครเป็นอาจารย์ก็คงไม่มีปัญหากระมัง
หม่าปู้ไห่ถามหยั่งเชิง “ข้าอยากจะกราบปรมาจารย์เจิ้ง เจิ้งเฉียน
เป็นอาจารย์ ได้ไหม?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ ก่อนจะตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า
“นางคือหนึ่งในปรมาจารย์ใหญ่สี่คนที่ได้รับการประเมินด้านวรยุทธ
เชียวนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าช่วยพูดแล้วจะสำเร็จได้?”
หม่าปู้ไห่ขัดใจ ได้แต่ถอยไปเลือกอันดับรอง “ถ้าอย่างนั้นเจ้า
ช่วยนำความไปบอกศูนย์ฝึกยุทธชื่อไห่ให้ข้าที ข้ากับติงฮ่าวจะกราบ
เจ้าศูนย์เว่ยเป็นอาจารย์ก็แล้วกัน ในยุทธภพเล่าลือกันว่าเขาเคย
ประลองฝีมือกับปรมาจารย์เจิ้งที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรองมาก่อน มี
ความสัมพันธ์ควันธูปกัน วันหน้าไม่แน่ว่าข้าอาจได้พึ่งใบบุญ ได้เจอ
กับปรมาจารย์เจิ้งล่วงหน้าก็เป็นได้”
หงเทากลับเหมือนมีเทพช่วย ถามอย่างระมัดระวังว่า “ต่างก็พูด
กันว่าวันฤกษ์ดีไม่สู้วันฤกษ์สะดวก ไยต้องละทิ้งสิ่งที่อยู่ใกล้ไป
แสวงหาสิ่งที่อยู่ไกลตัวด้วยเล่า ไม่สู้ให้ปู่ไห่กราบใต้เท้าเฉินเป็น
อาจารย์ก็แล้วกัน ใต้เท้าเฉินคิดอย่างไร? ไม่พูดถึงเป็นลูกศิษย์ผู้สืบ
ทอด รับปู้ไห่เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อก็ได้นะ ถือเสียว่าพบ
เจอในยุทธภพก็คือวาสนา ถือโอกาสช่วยเกื้อหนุนกันสักหน่อย?”
เฉินผิงอันโบกมือ พูดกลั้วหัวเราะว่า “ไม่บังเอิญเอาเสียเลย ข้ามี
ลูกศิษย์ปิดสำนักแล้วแล้วนับประสาอะไรกับที่คุณสมบัติในการ
เรียนวรยุทธของหม่าปู้ไห่ก็แย่ไปสักหน่อย ไม่ได้ดีถึงขั้นที่ทำให้ข้า
ยอมยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษได้”
หงเทาหลุดหัวเราะพรืด ไม่เกรงใจกันเลยจริงๆ ไม่เสียแรงที่หากิน
อยู่ในจวนราชครูจำกัดความได้ด้วยคำเดียวเท่านั้น หยิ่ง
หม่าปู้ไห่ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ กลับกันยังชื่นชมในการพูดจาอย่าง
ตรงไปตรงมาของเจ้าหมอนี่ด้วย คนในยุทธภพนี่นะ พูดจาอย่าได้เอา
อย่างวงการขุนนางที่วกวนอ้อมค้อมไปมา
เขากุมหมัดเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้ากับติงฮ่าวและหูจิ้น พวกเราสาม
คนก็จะไปขอเรียนวิชากับเจ้าศูนย์เว่ยก็แล้วกัน”
พวกเขาสามพี่น้อง ชีวิตนี้ต้องมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ส่วน
หัวหน้าหงนั้น พวกเขาสามคนก็จะช่วยเลี้ยงดูเขายามบั้นปลายก็แล้ว
กัน
เฉินผิงอันพยักหน้า หันหน้าไปยิ้มมองลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขา
ของตน “ว่าอย่างไร? พานพบกันในยุทธภพเพียงชั่วคราว เกื้อหนุน
กันหน่อยได้ไหม?”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเขาไปหาเว่ยลี่”
เฉินผิงอันกลั้นขำ เอ่ยว่า “หากไม่เต็มใจจริงๆ ก็ให้กวอจู่จิ๋วทำ
แทนก็ได้”
เผยเฉียนส่ายหน้า “อาจารย์พ่อ ให้ข้าไปเองดีกว่า อยากพูดคุย
กับเว่ยลี่ด้วย”
ไอ้หมอนั่นหน้าหนาไม่เบา ปีนั้นมีเวลาว่างหยุดพักระหว่างการ
ทำสงครามที่เมืองหลวงสำรอง เคยมาถามหมัดกับนาง แค่ไม่กี่หมัดก็
ล้มคว ่า แต่กลับได้ชื่อเสียงในยุทธภพไปไม่น้อย หากแค่นี้ก็ยัง
พอทำเนา เรื่องที่หลอกเอาเงินค่ายาของนางไปเปล่าๆ นั้นไม่ต้องพูด
ถึง เจ้าเว่ยลี่พอมาถึงเมืองหลวงก็เปิดศูนย์ฝึกยุทธ เอาเงินถุงนั้นไป
บูชา เช้าตรู่ของทุกวันก่อนที่จะฝึกท่าเดินจะต้องจุดธูปกราบไหว้ก่อน
นี่มันเรื่องอะไรกัน?!
หูจิ้นเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ เวลานี้ยังคงคิดถึงและเป็นห่วงสตรีที่ไม่
รู้ว่าไปอยู่ที่ใดผู้นั้น ตัวตนของนางเป็นของปลอม ถ้าอย่างนั้นชื่อของ
นางก็ต้องเป็นชื่อปลอมเหมือนกัน
หม่าปู้ไห่รู้สึกขัดใจอยู่บ้าง หญิงสาวที่ชื่อว่าเผยเฉียนผู้นี้ถึงกับ
กล้าเรียกชื่อของเจ้าศูนย์เว่ยตรงๆ เลยหรือ?
ติงฮ่าวพลันเอ่ยว่า “ใต้เท้าเฉิน ข้าอยากไปเรียนหนังสือที่สำนัก
ศึกษาชุนชาน ได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เพื่อที่จะได้เป็น “ขุนนางที่แท้จริง” หรือ?”
ติงฮ่าวตอบตามจริง “อยากเป็นมาก”
เฉินผิงอันถาม “แล้วหลังจากได้เป็นขุนนางแล้วล่ะ?”
ติงฮ่าวเอ่ย “ก็เป็นขุนนางใหญ่”
เฉินผิงอันยิ้มน้อยๆ “เป็นขุนนางก็ต้องมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง
กระมัง อย่างเช่นเพื่อหาเงินเพื่ออำนาจ หรือไม่ก็สร้างเกียรติยศให้กับ
วงศ์ตระกูล ถูกจารึกเรื่องราวลงในทำเนียบวงศ์ตระกูลด้วยน ้าหมึก
เข้มข้น ชื่อได้เข้าไปอยู่ในอักขรานุกรมประจำอำเภอของท้องถิ่น”
ติงฮ่าวเอ่ย “ไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวมา ข้าอยากรู้ว่าคนที่ฉลาด
ที่สุดของราชสำนักต้าหลีพวกเขาพูดจาอย่างไร และทำเรื่องอะไรกัน
บ้าง”
ได้ยินคำตอบนี้ เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันประหลาดใจอย่างมาก
เขาเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขยันให้มาก เมื่อมี
อุดมการณ์นี้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องลองทำตามดู”
เฉินผิงอันถาม “หูจิ้นล่ะ? มีความคิดอะไรไหม? อยากไปกราบ
อาจารย์ที่ศูนย์ฝึกยุทธกับหม่าปู้ไห่หรือว่าจะไปขอเล่าเรียนที่สำนัก
ศึกษากับติงฮ่าว?”
หูจิ้นปลุกความกล้าเอ่ยว่า “ใต้เท้าเฉิน ข้าขอถามคำถามข้อ
หนึ่งได้หรือไม่?”
ในใจติงฮ่าวตื่นเต้นสุดขีด เขาลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ห้าม
ปรามการถามคำถามที่อาจเสียมารยาทของสหายรัก แล้วก็ไม่สนใจ
ว่าคืนนี้พวกเขาจะมีจุดจบเป็นดั่งการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน ้า ไม่ได้อะไร
กลับมาเลยหรือไม่
แต่หงเทากลับร้อนใจ กระชากแขนของเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่
เอาไว้ นิ้วทั้งห้าออกแรงกดลงไป ก่อนที่ผู้เฒ่าจะยิ้มพูดกับบุรุษที่สวม
ชุดกว้าตัวยาวสีเขียวว่า “ใต้เท้าเฉิน พรุ่งนี้หูจิ้นจะไปที่ศูนย์ฝึกยุทธ
จะไปที่ศูนย์ฝึกยุทธ”
ริมฝีปากของหูจิ้นสั่นระริก สุดท้ายก็ยังกลืนคำพูดที่มารออยู่ตรง
ปากกลับลงท้องไป แววตาของเด็กหนุ่มหม่นเศร้า ฝืนคลี่ยิ้มเอ่ยว่า
“ใต้เท้าเฉิน พรุ่งนี้ข้าจะตามติงฮ่าวไปกราบอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชา
ที่ศูนย์ฝึกยุทธ”
พูดถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็กุมหมัดเอ่ย “ขอขอบคุณท่าน
ด้วย!”
หวังว่าวันหน้าไปอยู่ในยุทธภพจะได้กลับมาพบเจอกับนางอีก
ครั้ง คงจะเป็นไปได้อยู่กระมัง
เฉินผิงอันกล่าว “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
พาพวกเขาเดินกลับมาที่ลานบ้านของเรือนชั้นหนึ่ง หรงอวี๋เดิน
มาจากทางระเบียง เอ่ยเสียงเบาว่า “อาจารย์เฉินไม่ต้องไปส่งแล้ว ข้า
จะส่งแขกให้เอง”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ได้”
เผยเฉียนกับหรงอวี๋ส่งพวกเขาออกไปจากจวนราชครู แล้วค่อย
กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เผยเฉียนยิ้มถาม “อาจารย์พ่อ ดูเหมือนว่าติงฮ่าวจะเดาออกแล้ว
ว่าท่านก็คือท่านราชครู”
เฉินผิงอันพยักหน้า “คือเด็กหนุ่มที่ฉลาดมาก นิสัยก็ดีด้วย”
หรงอวี๋จดจำไว้ในใจเงียบๆ
เผยเฉียนอธิบายว่า “อาจารย์พ่อ ข้าไม่ได้มองสภาพจิตใจของ
พวกเขานะ”
หรงอวี๋รู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง ท่านราชครูควบคุมเผยเฉียนเข้มงวด
ขนาดนี้เลยหรือ และในใจของเผยเฉียน บารมีของอาจารย์ก็
ศักดิ์สิทธิ์หนักแน่นถึงเพียงนี้?
เฉินผิงอันถึงได้เปิดปากยิ้มเอ่ย “ตอนเด็กควบคุมถ่านดำน้อย
ค่อนข้างมาก เพราะกลัวว่าเจ้าจะทำผิด อายุน้อย หากทำความผิด
นอกจากยอมรับผิดแล้ว ความผิดที่ทำลงไปก็ยังต้องให้คนที่เป็น
อาจารย์มาแก้ไขให้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
เผยเฉียนเขินอาย
เฉินผิงอันกล่าวต่อ “หลายปีที่ผ่านมานี้ล้วนเป็นถ่านดำน้อยที่
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแล้วก็เรียนรู้ได้อย่างดี หลักการเหตุผลออกจาก
หูเข้าไปอยู่ในหัวใจ ถ้าอย่างนั้นก็ควรเปลี่ยนมาเป็นเผยเฉียนที่
ควบคุมดูแลเรื่องต่างๆ และเรื่องที่ผิดพลาดของบนโลกบ้างแล้ว”
เวลานี้ในที่สุดเผยเฉียนก็มีใจอยากจะออกท่องยุทธภพได้อีกครั้ง
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ลาตัวน้อย ใบไม้ทอง ล้วนเตรียมไว้เรียบร้อย
แล้ว ยุทธภพแห่งนี้กำลังรอให้เผยเฉียนลงจากภูเขาไป”
ไม่ผิดไปจากที่คาด ออกจากจวนราชครูไปได้ไม่นานเท่าไร ติง
ฮ่าวก็บอกการคาดเดาของตัวเองให้ผู้เฒ่าและสหายอีกสองคนฟัง
อาจารย์พ่อที่เผยเฉียนเรียกว่าเฉินผิงอันผู้นั้นก็คือราชครูต้าหลี
และก่อนจะออกมาจากจวนราชครู ประโยคที่หรงอวี๋สาวใช้แห่งจวน
ราชครูพูดว่า “ข้าเป็นคนส่งแขกเอง” ก็คือกุญแจสำคัญ ส่วนคำเรียก
ขานที่นางเรียกว่า “อาจารย์เฉิน” นั้น ก็เป็นแค่การอำพรางตาเท่านั้น
ส่วนเผยเฉียนก็คือ “เจิ้งเฉียน” ปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีชื่อเสียง
เลื่องลือไปทั่วทวีปแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนจะออกท่องยุทธภพ จำไว้ว่าไปขอความรู้
และประลองฝีมือกับผู้อาวุโสเฉินอี้ให้มาก”
เผยเฉียนพยักหน้ารับ
หรงอวี๋ยิ้มถาม “หากติงอ่าวเก็บงำความคิดเอาไว้ ราชครูจะมอง
เด็กหนุ่มคนนี้อย่างไร?”
เฉินผิงอันตอบ “ก็หยุดอยู่แค่คำว่า “ฉลาด” เท่านั้นแล้ว สิ่งที่ข้า
ทำก็คือป้องกันไม่ให้ราชสำนักต้าหลีถูกทำลายลงเพราะคนฉลาด
หลีกเลี่ยงไม่ให้ความเจ้าเล่ห์ฉลาดแกมโกงถูกใช้ตามอำเภอใจ จนไป
ล่วงละเมิด รังแก หรือเข่นฆ่าความชื่อตรงและความดีงามอันบริสุทธิ์
นิสัยของเด็กหนุ่มพวกนี้ล้วนไม่เลว หรงอวี๋ ทางฝั่งของจวนราชครู
ต้องใส่ใจพวกเขาให้มาก”
หรงอวี๋รู้ดีอย่างมากว่า พรุ่งนี้ราชครูก็จะแยกพบคนฉลาดที่มี
อำนาจมากที่สุดสองกลุ่มของราชสำนักต้าหลี พวกเขา….โชคดีแล้ว
ซ่งอวิ๋นเจียนยังคงยืนอยู่ใต้ต้นท้อ นับจำนวนดอกท้ออย่างมี
ความสุขมิรู้หน่าย
หลินโส่วอีกับเฉาฉิงหล่างฉวยโอกาสตอนที่แสงจันทร์สว่าง
กระจ่างตานี้มานั่งเล่นหมากล้อมด้วยกันในลานบ้านชั้นสอง
แม่ครัวอวี๋ชิ่งลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังเดินมาที่หน้าประตู ถามพวก
เขาว่าต้องการอาหารมื้อดึกหรือไม่
ในลานบ้านที่อยู่ติดกัน ห้องของหมอผีโบราณมีแสงสีเหลืองอ่อน
จางแผ่ลอดออกมาอยู่ตลอดเวลา เขาอ่านหนังสือใต้แสงตะเกียง ดูท่า
คงจะอ่านยาวทั้งคืนไปจนถึงเช้า
จู๋ซู่ฝึกหลอมลมปราณเสร็จก็เดินออกมาจากห้อง นางเอนกาย
พิงเสาระเบียง มองแผนที่ของเปลี่ยวร้างที่อยู่ในลานเรือนใต้หลังคา
สี่เหลี่ยมเปิดอ้า
หรงอวี๋ถาม “ราชครู ข้าควรจะตอบฝ่าบาทไปอย่างไร?”
ที่แท้ทางจวนราชครูก็ได้สร้างหอร้อยสมบัติขึ้นมาโดยเฉพาะแห่ง
หนึ่ง คือสิ่งปลูกสร้างสามชั้นที่มีการร่ายเวทอำพรางตาเอาไว้
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันบอกให้หรงอวี๋เขียนใบรายการส่งไปให้
ฮ่องเต้ ความตั้งใจเดิมคือจะใช้หอนี้เอาไว้วางและเก็บสมบัติพวกนี้
ผลคือพอเกิดเรื่องของซานย่วนฝ่าจู่ เฉินผิงอันก็ไม่ค่อยอยากจะ
“เบียดบังผล ประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน อีกแล้ว
แต่คำกล่าวของฮ่องเต้ก็น่าสนใจอย่างมาก เขาให้คนลงมือ
จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วบอกว่าไม่มีเหตุผลที่จะให้พวกเขาต้อง
เหนื่อยเปล่า
หรงอวี๋เอ่ย “ความหมายของฮ่องเต้นั้นเรียบง่ายมาก ยิ่งผู้ฝึกตนมี
วัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดินมากเท่าไร ยิ่งฐานกำลังทรัพย์หนาลึกมาก
เท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น ขอแค่สามารถช่วยให้ราชครูยกระดับพลัง
ตบะขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นคลังลับที่ต้าหลีเอาไว้ใช้เก็บสมบัติอาคมและ
อาวุธวิเศษประเภทต่างๆ ก็ไม่ใช่คลังสมบัติของกรมคลังเสียหน่อย ต่อ
ให้ควักออกไปใช้จนเกลี้ยงก็ยังไม่เป็นปัญหา”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขนย้ายมาที่นี่ให้หมด
เลย”
บทพิเศษ ตอนที่ 32.2 ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น
“เผยเฉียน เรียกเฉาฉิงหล่างมา ตอนนี้พวกเจ้าตามหรงอวี๋ไป
เลือกสมบัติที่คลังลับ”
“แล้วพาพวกอวี่สืออู้ สวี่เจียวเชี่ย และยังมีอวี่ซึ่งไปด้วย อนุญาต
ให้พวกเขาเลือกสมบัติที่อยู่นอกใบรายการมาได้คนละชิ้น”
พากันมุ่งหน้าไปหาโชคลาภอย่างครึกครื้น เดิมทีอวี่ซึ่งอยาก
ปฏิเสธ แต่หรงอวี๋มีจิตวิทยาและพูดเก่งถึงเพียงใด พูดง่ายๆ แค่ไม่กี่
คำก็โน้มน้าวแม่ครัวที่ละทิ้งการกลับคืนไปยังสายอิงเถาชิงอีอีกครั้งผู้
นี้ได้อย่างง่ายดาย
มีเพียงหลินโส่วอีที่ไม่ค่อยเหมาะจะไปเลือกของขวัญนัก
เฉินผิงอันจึงมานั่งลงแทนที่ลูกศิษย์ของตนอย่างเฉาฉิงหล่าง
เล่นหมากล้อมกับหลินโส่วอีแทน
เดิมทีสถานการณ์บนกระดานหมากสูสีกัน ผลคือเฉินผิงอันวาง
เม็ดหมากเร็วราวกับบิน หลินโส่วอียิ่งวางหมากก็ยิ่งช้าลงเรื่อยๆ
สถานการณ์เริ่มโน้มเอียงไปหาเฉินผิงอัน เมื่อหลินโส่วอีหยิบเม็ด
หมากสีดำขึ้นมาจากในกระบอกเก็บเม็ดหมากที่ทำด้วยไม้ไผ่ จมเข้า
สู่ภวังค์ความคิดอย่างตั้งใจ
เฉินผิงอันก็พูดกลั้วหัวเราะว่า “หลินหยกดิบ ในที่สุดก็รู้แล้วสินะ
ว่าใครกันแน่ที่ฝีมืเล่นหมากล้อมห่วยแตก?”
มีแค่ข้อพิถีพิถันที่ว่าดูคนเล่นหมากล้อมห้ามพูดคุย ไม่ได้มีกฎที่
บอกว่าคนเล่นเองสามพูดเสียหน่อย เมื่อถึงคราวที่ตนเป็นผู้เล่น การ
โจมตีจิตใจของคู่ต่อสู้ก็คือกลยุทธที่ต้องใส่ใจ
หลินโส่วอีวางหมากลงอย่างลังเล ถามอย่างสงสัยว่า “มีเม็ด
หมากเพิ่มมาขนาดนี้เลยหรือ? เจ้าทำได้อย่างไร?”
เฉินผิงอันคีบเม็ดหมากสีขาวขึ้นมาเม็ดหนึ่ง พูดด้วยสีหน้า
จริงจังว่า “มองดูเหมือนใต้ข้อมือซ่อนภูตผี เหมือนมีเทพช่วย แต่
แท้จริงแล้วเดิมทีคุณสมบัติก็ดีอยู่แล้ว แล้วยังสั่งสมประสบการณ์มา
อย่างยาวนาน ก่อนหน้านี้ข้าจงใจเก็บงำฝีมือ หลีกเลี่ยงไม่ให้คนที่
เล่นหมากล้อมไม่เก่งอย่างพวกเจ้าหมดสิ้นซึ่งความสนใจที่จะเล่น”
รอกระทั่งเฉินผิงอันวางหมากลง หลินโส่วอีก็โยนหมากยอมแพ้
มองสถานการณ์บนกระดานเงียบๆ ฝีมือการเล่นหมากล้อมของเฉิน
ผิงอันเหนือกว่าตนและเฉาฉิงหล่างอยู่มากจริงๆ
หลินโส่วอีถามอย่างใคร่รู้ “ทุกวันนี้เอาชนะชุยตงซานได้แล้ว
หรือ?”
เฉินผิงอันเผยพิรุธทันที “ยังไม่ได้หรอก ต้องเล่นแบบเขายอมต่อ
ให้”
หลินโส่วอีสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าช่วงนี้ดูเหมือนเฉินผิงอันจะ
เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เส้นแบ่งที่ว่านี้ก็คือการเชื่อมโยงฟ้าดินครั้ง
นั้น
เฉินผิงอันรวมเสียงให้เป็นเส้นพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “เฉินผิงอันคน
ก่อนหน้านี้แน่นอนว่ายังเป็นเฉินผิงอัน ตัวจริงก็คือตัวเอง ข้าก็คือข้า
ทว่าลำดับหลักรองของความเป็นเทพและความเป็นมนุษย์สลับ
ตำแหน่งกัน ดังนั้นเฉินผิงอันคนก่อน เนื่องจากมีความเป็นเทพเป็น
หลัก อารมณ์ทั้งหมดจึงจัดการได้อย่างเหมาะสม เน้นผลงานอันเป็น
รูปธรรมอย่างถึงที่สุดความคิด คำพูดและวิธีทำทั้งหมดของข้าล้วนไล่
ตามและเลียนแบบให้ได้ขอบเขตของศิษย์พี่ชุย ส่วนที่ความเป็นเทพ
ตัดทิ้ง รื้อถอนและหลงลืม ล้วนถูกข้าที่มีความเป็นมนุษย์ซึ่งถูกกักขัง
เอาไว้แบกรับไปไว้ทั้งหมด ก็เหมือน…นกในกรงตัวหนึ่ง”
เฉินผิงอันยื่นมือออกมา เอามาวางทับบนโถเก็บเม็ดหมากเบาๆ
“รอกระทั่งการเชื่อมโยงฟ้าดินสิ้นสุดลง ลำดับหลักรองก็ถูกสลับอีก
ครั้ง ความเป็นมนุษย์กลายมาเป็นหลักอารมณ์ที่ถูกเก็บกดเอาไว้
ไม่ได้หายไปไหน ก็เหมือนกับว่าในฟ้าดินของใจคนเกิดสถานการณ์
ที่น ้าท่วมทะลักทำนบและกระแสน ้าทะเลไหลย้อนท่วมกลับเข้ามาใน
เวลาเดียวกัน”
สภาพจิตใจที่เป็นเช่นนี้อันตรายแค่ไหน? หลินโส่วอีได้ยินแล้วก็
รู้สึกเสียวสันหลังวาบถามว่า “ถึงขนาดนี้จิตแห่งมรรคาของเจ้าก็ยังไม่
แตกสลายหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เพิ่งไปที่ยอดเขาโหยวอี๋ ดื่มเหล้ามงคลของ
หลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่มา อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันที่ห้าเดือนห้า
เท่ากับว่าได้คลายปมในใจที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ไปได้ แน่นอนว่าต้อง
มีความสุขมาก ก็คนนี่นะ ขอแค่ทำใจให้กว้างได้ก็จะไม่หมกมุ่นดึงดัน
อีกต่อไป”
“ต่อมาก็ได้ถามหมัดกับหมอผีโบราณ ตีกันอย่างสาแก่ใจ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถามหมัดกับเฉาสือบนทะเล หลังจากนั้น
ก็ยิ่งต่อสู้ได้อย่างเต็มคราบ ร่างอยู่ระหว่างฟ้าและทะเลที่ห่างไกลจาก
พื้นแผ่นดิน สภาพจิตใจก็เหมือนจะเปิดกว้างขึ้นด้วย”
“แน่นอนว่ายังมีการคุยเล่นในคืนนี้ ก็เป็นการ “ผ่อนคลายจิตใจ’
ที่จำเป็นครั้งหนึ่งเหมือนกัน การอบรมบ่มเพาะกายใจก็เหมือนการ
จัดการน ้า อุดกั้นไม่สู้ปล่อยให้ไหลคล่องดังนั้นเจ้าอารามผู้เฒ่าถึงได้
เอ่ยว่าในที่สุดข้าก็พอจะเข้าใจเรื่องของการ “บำรุงจิตใจ” ได้บ้าง
แล้ว”
หลินโส่วอีฟังมาถึงตรงนี้ถึงได้ไม่สงสัยว่าเฉินผิงอันมองดูเหมือน
สงบนิ่งแต่แท้จริงบ้าคลั่งหรือไม่อีกต่อไป
เขายิ้มเอ่ย “เด็กหนุ่มพวกนั้นดูเหมือนจะเหมือนหลิวเฉินกู้ของ
บ้านเกิดในปีนั้นอย่างมากเลยนะ”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “หากพวกเขาสามารถโอบอุ้มความหวัง
มองวันพรุ่งนี้ในแง่ดี ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็จะสามารถย้อนกลับไป
มองเมื่อวานด้วยจิตใจที่นิ่งสงบได้”
หลินโส่วอีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เงียบไปพักหนึ่งก็ถามว่า
“พวกเราเล่นกันอีกสักตาไหม?”
เฉินผิงอันกลับเริ่มเก็บกระดานหมากแล้ว จุ๊ปากเอ่ยว่า “เอาอย่าง
การหมัดของข้ากับเฉาสือที่ต้องแพ้ติดต่อกันถึงจะสาแก่ใจหรือ?”
หลินโส่วอีพลันถามว่า “หนึ่งในปมในใจได้คลายออกแล้ว มีปมที่
สอง ปมที่สามอีกหรือไม่?”
เฉินผิงอันถาม “แน่นอนว่ามี”
หลินโส่วอีถามต่อ “อย่างเช่น? แล้วจะลงมือเมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “หลินหยกดิบอย่าเสียสมาธิเลย ตั้งใจกับ
เรื่องการสอบเคอจวี่สอบเป็นจิ้นชื่อของเจ้าให้ดีไปก็พอ ต้องมีชื่อติด
บนกระดานทองคำนะ เวลาคุยกับท่านอาหลินจะได้ทนฟังคำเหน็บ
แนมน้อยลง”
หลินโส่วอีหน้าดำทะมึน หอบโถเก็บเม็ดหมากสองใบเดินกลับ
ห้องไป
เฉินผิงอันเดินเล่นไปเพียงลำพังจนไปถึงเรือนชั้นสองที่อยู่ติดกัน
มองภาพแผนที่ภูเขาสายน ้าของสองทัพที่ประจัญบานกันอย่าง
ไพศาลและเปลี่ยวร้าง
อย่างเช่นว่าหวนกลับไปบนสนามรบ ฟาดฟันเปลี่ยวร้าง
หรืออย่างเช่นว่า การถามกระบี่กับป๋ายอวี้จิงหลังจากนี้
จู๋ซู่ยืนพิงราวรั้ว นางเองก็มองภาพแผนที่อยู่ตรงนี้เหมือนกัน
เนื่องจากเป็นกระบี่ส่วนตัว ไปติดอยู่ในพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง
มาเนิ่นนาน ดังนั้นนางเองก็ออกแรงในการช่วยเสริมภาพขุนเขา
สายน ้าบางส่วนเช่นกัน นางกำลังจะเปิดปากพูด แต่กลับสังเกตเห็น
ว่าอิ่นกวานเรียกยันต์สามภูเขาออกมาแล้ว ทั้งไม่ใช่ยันต์ที่เขาทำ
เลียนแบบ ถึงขั้นไม่ใช่ยันต์ที่ป๋ายจิ่งวาด แต่เป็นยันต์สามภูเขาของ
แท้ แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหนแล้ว
แต่ไม่นานจู๋ซู่ก็ได้รู้ร่องรอยของอื่นกวาน
เรือนสามชั้นที่ตั้งอยู่บนเส้นแกนกลางเดียวกันนี้ เรือนชั้นแรกคือ
ภาพแผนที่ของไพศาล ชั้นที่สองคือแผนที่ของเปลี่ยวร้าง ชั้นที่สาม
คือแผนที่ภูเขาสายน ้าของแจกันสมบัติทวีป
ภูเขาลูกแรกที่อิ่นกวานปรากฏตัวก็คือภูเขาพีอวิ๋นของแจกัน
สมบัติทวีปที่อยู่ใกล้มาก
เพียงแค่เพราะอยู่เหนือ “แผนที่” ที่ปูแผ่เต็มช่องของหลังคา
เหลี่ยมเปิดอ้าในเรือนชั้นสุดท้าย ภูเขาพือวิ่นจึงดูไม่โดดเด่นสะดุดตา
นัก แต่เวลานี้กลับมี ริ้วคลื่นลมปราณกระเพื่อม” ซึ่งผิดแผกไปจาก
ปกติ สามารถชักนำให้แผนที่ของทั้งทวีปเกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติ
ได้ จึงจินตนาการได้เลยว่าความเคลื่อนไหวที่ภูเขาพีอวิ๋นจะรุนแรงแค่
ไหน
ภูเขาลูกที่สองก็คือข้ามทวีปตรงไปที่ภูเขาสุ่ยซานของทวีปแดน
เทพแผ่นดินกลาง และภูเขาลุ้ยซานก็ได้รับคำยกย่องและคำเรียกขาน
อย่างไพเราะว่าคือมหาบรรพตอันดับหนึ่งของไพศาล
เพียงแค่เพราะลานบ้านชั้นหนึ่งเหมือนมีเสียงตีกลอง ‘แผ่วเบา”
ดังขึ้น
จู๋ซู่ขยับเท้าไปดูทางด้านนั้น กวาดสายตาสอดส่ายมองไปบน
แผนที่อย่างว่องไว ภูเขาลูกที่สามอยู่ที่ไหน? นั่นจะเป็นจุดหมายใน
การเดินทางไกลกะทันหันของอื่นกวานในคืนนี้
ครู่หนึ่งต่อมา จู๋ซู่ก็หันหน้ากลับไปมองด้วยความตกตะลึง มองไป
ยังลานบ้านหลังเดิมจุดหมายก็คืออยู่ที่เปลี่ยวร้าง!
……
ใต้หล้ามืดสลัว ดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ หน้าประตูอารามเต๋า กู่เฮ้อ
“เทพทวารบาล’ ที่ในมือถือกระบองเหล็กกำลังมองกรอบป้ายที่เจ้า
แห่งถ ้าปี้เซียวกำลังแขวน
หวังหยวนลู่ที่ตัวผอมราวกับลำไม้ไผ่ติดตามเหยาชิงเสนาบดีรูป
งามไปเยือนโลกมนุษย์ กู่เฮ้อก็ยิ่งรู้สึกว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เดิม
ทีก็เงียบสงบอยู่แล้วยิ่งเงียบเหงามากกว่าเดิม
เจ้าอารามผู้เฒ่าถอยหลังออกมาสองสามก้าว เอาสองมือไพล่
หลัง เงยหน้ามองกรอบป้าย ถามว่า “เป็นอย่างไร?”
สวินหลันหลิงที่เป็นนักพรตน้อยก่อไฟอยู่ในอารามเต๋มานาน
หลายปีเอ่ยคล้อยตามอย่างรู้กาลเทศะ “ตัวอักษรดี มีพลังอย่างมาก
สอดคล้องกับฟ้าดิน”
กู่เฮ้อถามอย่างสงสัย “เจ้าอาราม คือลายมือของยอดฝีมือคนใด
หรือ?”
เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวเป็นคนเย่อหยิ่งถึงเพียงใด ทั้งประสบการณ์และ
พลังตบะล้วนวางอยู่ตรงนั้น ในเมื่อยอมออกจากบ้านไปขอให้คนอื่น
ช่วยเขียนกรอบป้ายให้ อีกฝ่ายย่อมต้องเป็นขอบเขตสิบสี่ผู้แข็งแกร่ง
ที่มีสถานะพอๆ กัน อีกทั้งต้องถูกชะตากันอย่างมากแน่นอน?
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “ก็คือผู้ฝึกกระบี่หนุ่มที่เจ้าคิดว่าเป็นคนบน
เส้นทางเดียวกับผินเต้า เฉินผิงอัน”
กู่เฮ้ออึ้งตะลึง เขาคิดมาโดยตลอดว่าในอนาคตหากออกไปหา
ประสบการณ์ข้างนอกถ้าได้เจอกับคนแซ่เฉินจะต้องเป็นฝ่ายอ้อม
เส้นทางไปทางอื่น หลบเลี่ยงประกายเฉียบคมของอีกฝ่าย ผลคือ
สุดท้ายแล้วยังต้องคอยมาจ้องมองตัวอักษรของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
อย่างนั้นหรือ?
สวินหลันหลิงนึกอยากจะเก็บคำพูดที่เพิ่งเอ่ยจากปากไปกลับมา
เคี้ยวแล้วกลืนลงท้องเสียเดี๋ยวนี้
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “สวินหลันหลิง เจ้าไปเยือนโลกมนุษย์เงียบๆ
สักรอบหนึ่ง ใช้วิชาลับแห่งชะตาชีวิตคุ้มครองหวังหยวนลู่ อย่าให้เขา
ต้องเจอกับหายนะไม่คาดฝัน”
เห็นได้ชัดว่าสวินหลันหลิงไม่ใคร่จะเต็มใจนัก
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “หากหวังหยวนลู่ตายอยู่ข้างนอก เจ้าก็ไม่
ต้องกลับอารามมาก่อไฟหลอมโอสถต่อแล้ว เชิญใช้ชีวิตอิสระเสรี
ของตัวเองตามสบาย จะเปิดภูเขาก่อตั้งพรรคที่ทวีปแห่งใด ตั้งตัวเป็น
บรรพจารย์เปิดภูเขาของเจ้าก็ตามใจ แต่จำไว้ว่าอย่าได้วาดงูเติมขา
แขวนภาพเหมือนของผินเต้าไว้ในศาลบรรพจารย์หรือในห้องลับ
หรืออย่าได้ตั้งป้ายวิญญาณที่เขียนฉายาของผินเต้า ห้ามแพร่งพราย
ให้คนนอกรู้ว่าเจ้ามีความสัมพันธ์กับอารามกวานเต๋า หาไม่แล้วผิน
เต้าจะต้องไปเก็บกวาดเรือนให้สะอาดด้วยตัวเองอย่างแน่นอน”
สวินหลันหลิงหวาดหวั่นตื่นตระหนก สีหน้าเศร้าสร้อย คุกเข่าอยู่
บนพื้นไม่ยอมลุกสะอื้นไห้เอ่ยว่า “ศิษย์ทำอะไรไม่ถูกใจอาจารย์หรือ
ถึงได้ถูกลงโทษอย่างร้ายแรงเช่นนี้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ไม่รู้วิถีมนุษย์ ย่อมไม่
อาจเห็นวิถีเซียน ไม่เข้าใจจิตใจผู้คน ก็ไม่อาจหยั่งถึงสวรรค์ เจ้าก่อ
ไฟอยู่ในอารามมานานหลายปี แต่ก็ยังขาดแรงไฟอยู่อีกมาก อยู่ข้าง
กายผินเต้า ทุกวันเอาแต่แสร้งทำท่าเปิดอ่านคัมภีร์อ่านตำราลับไม่มี
ทางจะพัฒนาได้ รีบลงจากภูเขาไปซะ อย่าพูดมาก”
สวินหลันหลิงลุกขึ้นอย่างเสียใจ ไม่กล้าตอแยอาจารย์อีก กลับ
ห้องไปเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็เตรียมจะออกไปตรากตรำทำงานใน
โลกมนุษย์
เจ้าอารามผู้เฒ่ากำชับว่า “นอกจากจะปกป้องมรรคาให้หวัง
หยวนลู่แล้ว เวลาปกติที่เจ้าท่องอยู่ในโลกมนุษย์ก็ได้แค่ใช้สถานะ
ของผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างไปฝึกประสบการณ์เท่านั้น อย่างมากสุด
ก็ได้แต่ใช้วัตถุแห่งชะตาชีวิตที่มีระดับขั้นเป็นสมบัติอาคมชิ้นหนึ่ง
หากกล้าละเมิดข้อห้าม กู่เฮ้อก็จะไปหาเจ้า ถึงเวลานั้นเจ้าก็จะได้รู้ว่า
ตัวเองถูกขับไล่ออกจากอารามแล้ว”
ระหว่างที่พูดเจ้าอารามผู้เฒ่าก็โบกแส้หางกวาง โยนห่อผ้าชิ้น
หนึ่งที่อยู่ในอารามมาไว้ข้างเท้าของนักพรตก่อไฟ
สวินหลันหลิงใช้จังหวะนี้ทรุดตัวลงไปนั่งหมอบกราบบนพื้นอีก
ครั้ง โขกศีรษะเก้าครั้งอำลาอาจารย์
หลังจากที่นักพรตน้อยยืดตัวขึ้นแล้วก็สะพายห่อสัมภาระให้
เรียบร้อย จากไปพร้อมความอาลัยอาวรณ์ เดินได้ก้าวหนึ่งหัน
กลับมามองสามรอบ เห็นว่าอาจารย์เดินข้ามธรณีประตูเข้าไปใน
อารามแล้ว ในใจของนักพรตน้อยก็เศร้าอาลัย ได้แต่จัดการอารมณ์
ของตัวเองให้เรียบร้อย พูดในใจกับแผ่นหลังสูงใหญ่ว่าอาจารย์โปรด
รักษาตัวด้วย ศิษย์ออกจากบ้านเดินทางไกลแล้ว นักพรตน้อยหัน
หน้ากลับมา ยกหลังมือขึ้นเช็ดหน้าแล้วทะยานลมออกไปจากดวง
จันทร์ มุ่งหน้าไปยังตำหนักสู้ยฉู
กู่เฮ้อสะท้อนใจยิ่งนัก เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวใจร้ายเกินไปแล้ว…แต่
กลับได้ยินเสียงของเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวดังมาจากหน้าประตูห้องหลอม
โอสถ ตวาดใส่ตนว่า “มัวยืนซื้ออยู่ทำไม?”
กู่เฮ้อมึนงงอย่างหนัก ให้ข้าเป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้ก็ดี ให้รับหน้าที่เป็นเทพทวารบาลก็ช่าง
ไม่ให้ยืนอยู่ที่เดิม หรือจะให้วิ่งวุ่นไปทั่วเอาอย่างเทพท่องทิวาราตรี
ของศาลเทพอภิบาลเมืองล่ะ?
เจ้าอารามผู้เฒ่าจึงได้แต่ด่าเจ้าตอไม้ที่มที่อไร้สมองผู้นี้ว่า “เจ้า
ทิ่ม ยังไม่รีบไสหัวไปเป็นคนปกป้องมรรคาให้กับสวินหลันหลิงอย่าง
ลับๆ อีกรึ”
ในใจกู่เฮ้อปิติยินดี เดิมที่เขาก็รู้สึกว่าตัวเองติดค้างสหายสวินมา
กอยู่แล้ว ได้ช่วยปกป้องมรรคาให้เขาในชาตินี้ก็เป็นเรื่องที่
สมเหตุสมผลดีแล้ว
กู่เฮ้อรีบทำมุทราอำพรางเรือนกายทันที เตรียมจะติดตามสวินห
ลันหลิงไปอย่างลับๆ แต่ในใจพลันตกตะลึง เพราะร่างกายและจิตใจ
ของเขาเหมือนจมอยู่ในปลักโคลนลึกขยับเขยื้อนไม่ได้เลยแม้แต่
น้อย แต่กลับได้ยินน ้าเสียง ‘อืม” ที่ไม่เป็นมิตรนักมาจากเจ้าแห่งถ ้าปี้
เซียว กู่เฮ้อกระจ่างแจ้งทันใด หันตัวกลับไปก้มหัวคารวะอำลาอย่าง
ถูกต้องตามกฎระเบียบกับเจ้าอารามบ้านตน แล้วก็จริงดังคาด เมื่อ
ทำเช่นนี้เขาก็สามารถโคจรวิชาคาถาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคแล้ว
แล้วก็ได้ยินเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวกำชับมาว่า “ไปถึงบนพื้นดิน อย่า
ทำตัวเป็นจิ้งจอกแองอ้างบารมีเสือ ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น หาไม่แล้ว
สวรรค์ไม่จัดการเจ้า ผินเต้าจะจัดการเจ้าเอง! แต่ก็ต้องจำหลักการ
เหตุผลไว้ข้อหนึ่ง วันหน้าหากเจอคนตาไร้แววบนเส้นทาง ก็ช่วยเบิก
ตาของเขาให้กว้าง อย่าเลอะเลือน ลงมืออย่าได้หวาดเกรง!”
บทพิเศษ ตอนที่ 32.3 ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น
กู่เฮ้อได้ยินแล้วก็คลี่ยิ้มคิ้วตาเบิกบาน รับคำสั่งนี้อย่างมีความสุข
อำพรางร่องรอยไล่ตามนักพรตน้อยที่เป็น “สหายรักในอดีต เพื่อน
ร่วมสำนักในทุกวันนี้” ไป
ไม่ว่าอายุการฝึกตนจะยาวนานแค่ไหน สวินหลันหลิงนักพรตก่อ
ไฟก็ยังมีจิตใจเป็นเด็กน้อย เดินทางไปได้ครึ่งทาง ถึงทะเลเมฆแห่ง
หนึ่งก็ร ่าไห้เสียงดัง
กู่เฮ้อที่หลบอยู่ริมขอบของทะเลเมฆ ในใจรู้สึกเวทนา แต่สุดท้าย
กู่เฮ้อก็ยังอดทนไว้ไม่เผยกายให้อีกฝ่ายเห็น
ก่อนหน้านี้ความสนใจของสองใต้หล้าล้วนอยู่ที่เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว
และซานย่วนฝ่าจู่
แล้วก็มีนักพรตเฒ่าคนหนึ่งเป็นฝ่ายเผยกายในอาณาเขตของ
ตำหนักสู้ยฉู ใช้เสียงในใจพูดคุยกับหอกว้านเชวี่ยที่ตั้งอยู่ริมแม่น ้า
สูงทะลุเสียดเมฆอยู่ไกลๆ “ผินเต้าจางเจี่ยวฉายาหวงเทียน ขอพบเจ้า
ตำหนักอู๋ มีเรื่องอยากจะปรึกษา”
นักพรตที่เป็นสิบสี่เฒ่าผู้นี้ไม่มีอำนาจอยู่ในใต้หล้ามืดสลัว จึงไป
อยู่ที่ดินแดนพุทธะสุขาวดี
ได้กลับมาเห็นใต้หล้าบ้านเกิดที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอีกครั้ง
สิบสี่มณฑลของมืดสลัว เหลือเพียงสามมณฑลที่ยังคงวางตัวเป็น
กลาง ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าร่วมการคุมเชิงระหว่างป๋ายอวี้จิงกับ
ตำหนักสุ่ยฉู แม้นักพรตเฒ่าจะรู้ว่านี่ก็คือโอกาสที่ตัวเองจะลุกผงาด
ขึ้นมาได้ แต่กระนั้นอารมณ์ความรู้สึกก็ยังคงอัดอั้น
จางเจี่ยวเงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ผิดปกติที่อยู่เหนือศีรษะ ลูบ
หนวดหรี่ตา ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ในใจว่า “ไม่รู้ว่าทางฝั่งของยอดเขารุ่น
เยว่จะเอนเอียงเข้าข้างใคร?”
อันที่จริงกังวลว่าผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนของใต้หล้าจะสามารถ
มองเห็นภาพเหตุการณ์นี้
นั่นคือการประมือกันระหว่างผู้ฝึกตนขอบเขตสิบห้าเทียมสองคน
ปะทะกันซึ่งๆ หน้าไม่มีลูกเล่นอะไรให้เอ่ยถึง
จางเจี่ยวหันหน้าไปมองทางป๋ายอวี้จิง ในที่สุดก็เผย “โฉมหน้าที่
แท้จริง” ออกมาแล้ว คือภูเขาอวี้จิงที่มรรคาจารย์เต๋าขยุ้มดินมากอง
ทับถมกันด้วยตัวเองจนพวกมันกลายเป็นรากฐาน!
เป็นเหตุให้หมื่นปีที่ผ่านมา มองดูเหมือนห้านครสิบสองหอเรือน
ของป๋ายอวี้จิงลอยตัวอยู่กลางอากาศ อยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน
ความสูงความต ่าไม่เท่ากัน
กระทั่งถึงทุกวันนี้ ห้านครสิบสองหอเรือน นอกจากนครชิงชุ่ย
ของเจ้าลัทธิใหญ่ นครหนันหัวของเจ้าลัทธิสามลู่เฉิน เนื่องจากเจ้า
ลัทธิทั้งสองท่านมีเหตุผลของตัวเอง ตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรม เป็นเหตุให้สองนครยังไม่อาจ มีอาณาเขตติดต่อ
กับ ภูเขาอวี้จิงได้ ทว่าสามนครสิบสองหอเรือนที่เหลือ เวลานี้ได้ไป
อยู่ในภูเขาแล้ว
จากฝั่งของอวี๋โต้วเจ้าลัทธิรองที่อยู่บนยอดสูงสุดของภูเขาอวี้จิง
ไปจนถึงทางฝั่งของกายธรรมเหยาชิง มี “สะพายสายรุ้ง” ยิ่งใหญ่
อลังการเส้นหนึ่งพาดผ่านพื้นที่ครึ่งหนึ่งของใต้หล้า
อวี๋โต้วสวมเสื้อคลุมขนนก ในมือถือกระบี่ยาว แสงกระบี่เส้นหนึ่ง
พุ่งเข้าประชิดกายธรรมของเหยาชิงที่ลอยอยู่กลางอากาศเหนือ
ตำหนักสุ่ยฉู
หันกลับมามองกายธรรมของเหยาชิง ในมือถือหอกยาว ปลาย
หอกชี้ตรงไปยังป๋ายอวี้จิง ก่อให้เกิดกระแสคลื่นของสำนักการทหาร
สีแดงสดซึ่งเป็นสัจธรรมแห่งมหามรรคา คุมเชิงกับคมกระบี่เฉียบ
กร้าวของอวี๋โต้ว
แสงกระบี่กับกลิ่นอายของอาวุธพุ่งปะทะชนเข้าด้วยกัน กลายมา
เป็นรุ้งยาวเส้นนั้น
ทั้งสองฝ่ายถูกผลาญตบะไปทุกเวลานาที หากดูแค่ความยาว
ของรุ้งยาวสองท่อน เห็นได้ชัดว่าทางฝั่งของอวี๋โต้วได้เปรียบอย่าง
สิ้นเชิง
ทว่าบนพื้นแผ่นดินของสิบกว่ามณฑลในมืดสลัว ขอแค่มีควัน
ดินปืนผุดขึ้นมาก็จะมีควันเขียวเป็นกลุ่มๆ ที่ผสานรวมเข้ากับมรรค
กถาของเหยาชิง ท่ามกลางควันเขียวที่ลอยขึ้นสูง บางครั้งก็มี
ประกายแสงสีทองสีเงินเหมือนดวงดาว คิดดูแล้วก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่ง
ภูเขาสายน ้าและผู้ฝึกตนเต้ากวานในพื้นที่ที่พากันตายดับ
แสงกระบี่พาดผ่านกลางอากาศ มีพลังอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือน
ดิน สยบกำราบทั้งใต้หล้าเอาไว้
จุดที่หอกยาวชี้ไปก็มีความแกร่งกร้าวกล้าหาญที่หมายจะพลิก
ฟ้าคว ่าแผ่นดิน ทิ่มแทงให้ป๋ายอวี้จิงทั้งแห่งแหลกสลาย
ถึงอย่างไรจางเจี๋ยวก็เพิ่งจะมาถึงใต้หล้ามืดสลัว เขาลองอนุมาน
ดูเล็กน้อย แต่กลับต้องชนกำแพงจึงไม่อนุมานต่ออีก เพราะถึง
อย่างไรหากไปกระตุ้นจิตแห่งมรรคาของเหยาชิงให้พลุ่งพล่าน หรือ
ทำให้เหยาชิงเกิดอคติ เกลียดชัง ก็ง่ายมากที่จางเจี่ยวจะเจอกับ
หายนะอย่างไม่ทันตั้งตัว ถึงขั้นที่ว่าอาจโดนมรรคกถาที่เห็นผลทันตา
บางอย่างแว้งกลับมาโจมตี เพราะถึงอย่างไรเหยาชิงก็เป็นสิบห้าเทียม
มีเค้าโครงของจิตแห่งมรรคาก็คือจิตแห่งฟ้าแล้ว
อีกอย่างหากการสืบเสาะค้นคว้าของตนไปทำให้เหยาชิงต้องเสีย
สมาธิ นั่นก็จะไม่เท่ากับเป็นการช่วยพวกเต้ากวานที่ดวงตางอกอยู่
บนหน้าผากของป๋ายอวี้จิงกลุ่มนั้นหรอกหรือ
จางเจี่ยวคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเหยาชิงถึงต้องทำ
เช่นนี้? อัครเสนาบดีสามสมัยของราชวงศ์ชิงเสิน อาศัย
ความสามารถของตัวเองเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ไยต้องเดินไปบน
เส้นทางที่ตัวเองไม่อาจถอยหลังกลับเส้นนี้ด้วย?
นักพรตเฒ่าเก็บความคิดลงไป แม้ว่าตนจะมาเพื่อเป็นพันธมิตร
แต่กระนั้นก็ยังไม่กล้าประมาทง่ายๆ ตั้งท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรู
ตัวฉกาจ
เพียงแค่เพราะอู๋ซวงเจี้ยงมาเยือนด้วยตัวเอง นักพรตจางเจี่ย
วไม่กล้าพูดว่าเจ้าตำหนักอู๋ท่านนี้จะต้องตอบตกลงกับตนอย่าง
แน่นอน
บนเส้นทางของการฝึกตน เด็กรุ่นหลังมักจะน่ากลัวเสมอ
เพราะถึงอย่างไรก่อนหน้านี้อู๋ซวงเจี้ยงก็ป่าวประกาศให้ใต้หล้ารู้
ถึงการร่วมสังหารครั้งนั้น และต้องรู้ว่าพันธมิตรสองคนของเขา คน
หนึ่งคือเจิ้งจวีจงที่ดูเหมือนจะก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์อยู่ใน
เปลี่ยวร้าง อีกคนหนึ่งคือเฉินผิงอันที่อาศัยกำลังของตัวเองคนเดียว
สร้างเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างฟ้าและดินขึ้นมาได้
……
พื้นที่ใจกลางของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
ภูเขาสูงลูกหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น ไพศาล”
ก่อนหน้านี้สิ่งปลูกสร้างและศาลหลายแห่งที่มีมาแต่เดิมของพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมที่มีอักษรจงแห่งนั้น ต่างก็เปลี่ยนมาเป็นสถานที่
ประชุมปรึกษาของแม่ทัพนายกองจากหลายแคว้นของไพศาล
กองทัพกองนี้บุกรุดหน้าไปบนสนามรบเร็วเกินไป มองดูเหมือน
ละโมบในการสร้างคุณความชอบมากเกิน ถึงกับบุกเข้ามาในพื้นที่ใจ
กลางเพียงลำพัง
แม้จะบอกว่าเดิมทีความตั้งใจเดิมคือจะล่อศัตรูมาก่อนแล้วค่อย
สกัดกำลังเสริมของฝ่ายศัตรู แต่หนึ่งเพราะพวกเขาบุกรุดหน้าราวกับ
ผ่าลำไม้ไผ่มามากเกินไป อีกทั้งปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างยังร่วมมือ
กันใช้วิชาอภินิหารยิ่งใหญ่ที่คล้ายคลึงกับการเปิดเส้นทางเชื่อมโยง
กุยซวี เฝ่ยหรานผู้ครองเปลี่ยวร้างระดมกำลังของราชาบนบัลลังก์
ใหม่หลายคนสองทัพประจัญบานกัน เมื่อเทียบกันในเรื่องของกำลัง
ทหาร จำนวนของเปลี่ยวร้างเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด สถานการณ์
บนสนามรบจึงอยู่เหนือความคาดฝันของทุกคน
ศาสตร์การสู้รบของกระโจมทัพเปลี่ยวร้างป่าเถื่อนอย่างมาก
ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อหวังปิดฉากในคราเดียว คิดจะกินกองทัพม้า
กองนี้ให้เกลี้ยง หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้ไพศาลตีโต้กลับ เผ่าปีศาจ
แห่งเปลี่ยวร้างที่อยู่บนสนามรบไม่อาจถอนทัพออกไปได้ ก็แค่ต้องรบ
ตายทั้งหมดเท่านั้น เป็นเหตุให้เปลี่ยวร้างต้องการคว้า “ชัยชนะ
ยิ่งใหญ่” โดยไม่สนความเสียหายด้านการสู้รบ ไม่สนผลลัพธ์ที่จะ
ตามมา หวังเพียงสามารถปลุกขวัญกำลังใจของทหารได้เท่านั้น
ทางฝั่งของไพศาล กองกำลังหลักก็คือกองทัพม้าฝีมือดีสามแสน
นายของราชวงศ์เฉิงกวาน ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดแสนกำลังเคลื่อนกำลัง
เข้าประชิดจากแนวหลังอย่างมั่นคงเป็นขั้นเป็นตอน ตามกำหนด
ระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ทหารม้ากองกำลังหลักใแนวหลังต้องใช้
เวลาอีกสามวันถึงจะมาถึงที่นี่ ต่อให้ผู้ฝึกตนใหญ่ที่ติดตามกองทัพ
มาร่ายใช้วิชาอภินิหารแล้วบอกให้เรือข้ามฟากประเภทต่างๆ เพิ่ม
ความเร็วมาถึงที่นี่ ก็ได้แต่ย่นระยะเวลาให้เหลือสองวันเท่านั้น หาไม่
แล้วก็จะต้องกลายเป็นการ “เติมน ้ามัน” ครั้งแล้วครั้งเล่าจริงๆ แล้ว
บนยอดเขา บุรุษชุดเขียวคนหนึ่งที่สวมชุดลำลองมองสนามรบ
นอกภูเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างเป่าแตร
สัญญาณสำหรับบุกโจมตีครั้งใหญ่แล้ว
ต่อให้อยู่ห่างกันหลายร้อยลี้ก็ยังมองเห็นเผ่าปีศาจที่เรียงแถว
แน่นขนัดแถบใหญ่เหมือนฝูงมดเหมือนฝูงตั๊กแตน สองฝากฝั่งของ
สนามรบมีประกายของเวทคาถาจำนวนนับไม่ถ้วนผุดวาบขึ้นมาแล้ว
ต่างฝ่ายต่างขว้างคาถาอาคมใส่ฝั่งตรงข้าม ขณะเดียวกันก็มีค่ายกล
ใหญ่ปกป้องขบวนทัพ เมื่อเทียบกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ
ทางฝั่งไพศาลแล้วทางฝั่งของเผ่าปีศาจก็เห็นได้ชัดว่าป่าเถื่อน
ระเกะระกะอย่างถึงที่สุด พูดถึงแค่รถขว้างหินหลายพันลำ ในบรรดา
“หินยักษ์” ที่ถูกขว้างออกไปก็มีศาลเถื่อนหลากหลายชนิดที่ถูกถอน
รากถอนโคนขึ้นจากพื้นดินแล้วย้ายมาไว้ที่นี่ มี “ลูกหิมะ” ที่เกิดจาก
โครงกระดูกหลายร้อยโครงรวมกัน มี “แอ่งน ้าลึก” ที่เกิดจากการ
หล่อหลอมโชคชะตาน ้าของลำคลองเย่ลั่ว รวบรวมขึ้นมาเป็นก้อน
พอสัมผัสกับพื้นดินก็ระเบิดกระจาย ประหนึ่งลูกธนูนับร้อยนับพันที่
สาดยิงออกไป
ข้างกายชายหนุ่มที่ชมศึกอยู่บนยอดเขา นอกจากแม่ทัพใหญ่
ของหลายแคว้นและองค์รักษ์ผู้ใกล้ชิดแล้ว ก็ยังมีขุนศึกอีกสองคนที่
สวมเสื้อเกราะยืนอยู่ข้างกายบุรุษ นอกจากพวกเขาจะเป็นปรมาจารย์
ใหญ่ด้านวรยุทธและผู้ฝึกตนใหญ่แล้ว พวกเขายังเป็นแม่ทัพหลักที่
นำพากองทัพทำสงครามซึ่งอยู่บนหลังม้ามาตลอดชีวิต ผลงานการสู้
รบเกริกก้อง เชี่ยวชาญการทำ “สงครามแบบที่อๆ ไร้ชั้นเชิง
บุรุษเอ่ย “หลังจากใช้เวทคาถาลดทอนกำลังกองทัพใหญ่ของแต่
ละฝ่ายไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดพวกเจ้าต้องนำทัพทะลวงขบวนรบสอง
ครั้ง”
สายตาของแม่ทัพหลักคนหนึ่งฉายประกายร้อนแรง ยิ้มเอ่ยว่า
“แค่สองครั้งย่อมเผยให้เห็นถึงความร้ายกาจของกองทัพม้าเหล็กเฉิง
กวานพวกเราไม่ได้ อย่างน้อยต้องสามครั้ง”
ส่วนหลังจากที่ใช้กองทัพม้าเหล็กทะลวงขบวนรบครั้งที่สามแล้ว
จะได้มีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่ ก็ไม่ไปสนใจแล้ว
บุรุษพยักหน้า เอ่ยว่า “ไปเถอะ”
แม่ทัพหลักทั้งสองกระโดดข้ามราวรั้วออกไปโดยตรง ทะยานลม
ไปยังขบวนทัพที่อยู่ตรงตีนทัพ ไม่ได้ลั่นวาจาฮึกเหิมหรือถ้อยคำ
อำลาใดๆ กับบุรุษ
คนหนุ่มผู้นี้ก็คือฮ่องเต้หวงหม่าง เจ้าเหนือหัวแห่งราชสำนักเฉิง
กวาน ราชสำนักอันดับหนึ่งแห่งไพศาล
บนยอดเขายังมีราชครูของราชสำนักอื่นอยู่ด้วยคนหนึ่ง ผู้เฒ่า
เอ่ยโน้มน้าวว่า “ฝ่าบาท หากท่านยังไม่ออกไปจาก “สถานที่แห่ง
ความตาย” นี้อีก ต่อจากนี้ทั้งฟ้าอำนวยและดินอวยพรล้วนมีการ
เปลี่ยนแปลง ก็ยากจะออกไปได้แล้ว”
ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อหนุ่มคนหนึ่งที่ศาลปุ่นแผ่นดินกลางส่งตัวมา
ที่นี่เอ่ยว่า “หวงหม่างเจ้ารีบไปซะ หาไม่แล้วเปลี่ยวร้างจะชนะศึกครั้ง
ใหญ่แล้วจริงๆ อย่าได้ทำอะไรใช้อารมณ์อวดเก่งทำตัวเป็นวีรบุรุษ
เดือดร้อนให้คนเหล่านั้นต้องกระโจนเข้าสู่ความตาย บนสนามรบ
ไม่ได้มีแค่กองทัพม้าเหล็กเฉิงกวานของพวกเจ้า”
หวงหม่างยิ้มถาม “แล้วเจ้าล่ะ?”
ในช่วงยุคสมัยของความสงบสุข วิญญูชนของสถานศึกษาและ
เจ็ดสิบสองสำนักศึกษาของลัทธิขงจื๊อต่างก็เลื่อมใสและอิจฉาบุคคล
ที่โดดเด่นเหนือใคร
ท่ามกลางกลียุค อัตราส่วนที่วิญญูชนจะรบตายนั้นมีสูงจนน่า
ตกใจ จำนวนแทบจะเท่าเทียมกับลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่มียศเป็น
นักปราชญ์ด้วยซ ้า ต้องรู้ว่าวิญญูชนและนักปราชญ์ของใต้หล้า
ไพศาล จำนวนของทั้งสองฝ่ายนี้แตกต่างกันค่อนข้างมาก
วิญญูชนหนุ่มเอ่ย “กลยุทธล่อลวงศัตรูให้รุกลึกเข้ามาในกับดัก
ข้าเป็นคนเสนอเอง ข้าย่อมต้องอยู่ที่นี่”
หวงหม่างพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะถอยออกไปเดี๋ยวนี้รีบไป
อยู่กับกองทัพใหญ่ในแนวหลัง หวังว่าจะยังได้เจอเจ้าอีก”
วิญญูชนหนุ่มหัวเราะ กุมหมัดกล่าว “ขอบคุณมา ณ ที่นี้! แล้วก็
ต้องขออภัยกับเจ้าอย่างจริงใจ คนทั่วทั้งราชสำนักเฉิงกวานต้องด่า
ข้าแน่…”
หวงหม่างกุมหมัดคารวะกลับคืน “วางใจเถอะ ราชสำนักเฉิง
กวานของพวกเราไม่เคยด่าวีรบุรุษตัวจริง มีแต่จะตั้งศาลบูชา จุดธูป
เคารพ”
และเวลานี้เอง
บุรุษที่สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว ปักปิ่นหยกบนมวยผม สวม
รองเท้าผ้าคนหนึ่งก็ปรากฏตัวกะทันหัน เวลานี้เขายืนอยู่บนราวรั้ว
ต้านรับลม ชายแขนเสื้อสองข้างสะบัดพองลมส่งเสียงดังพึ่บพั่บ
เขายืนอยู่ตรงนั้นก็ราวกับธงผืนใหญ่ของกองทัพชายแดนแห่ง
ไพศาล
พวกฮ่องเต้หวงหม่างและวิญญูชนหนุ่มเห็นเพียงว่าเขาม้วนชาย
แขนเสื้อขึ้นช้าๆ เอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “ใครก็ไม่ต้องถอยไป
ไหนทั้งนั้น ข้าจะช่วยทะลวงขบวนรบครั้งแรกให้พวกเจ้าเอง”
เฉินผิงอันมองตรงไปเบื้องหน้า ยื่นแขนออกไปบังคับหอกยาว
ของแม่ทัพคนหนึ่งที่อยู่บนยอดเขามาไว้ในมือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอ
ข้ายืมใช้หอกยาวเล่มนี้ชั่วคราว”
บนสนามรบนอกจากการกระแทกชนกันระหว่างเวทคาถา
กองทัพใหญ่ของไพศาลที่อยู่ตรงตีนเขาแถบนี้ยังคงเงียบสงัดไร้เสียง
ย้อนกลับไปมองทางฝั่งของกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง
กลับมีการหยุดชะงักที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็
เกิดความวุ่นวายอลหม่าน สุดท้ายก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาดุจเสียง
ขุนเขาแผดก้องมหาสมุทรคำราม เหมือนจะเป็นการเอ่ยคำเรียกขาน
หนึ่ง แน่นอนว่าปะปนไปด้วยคำด่าหลากหลาย…อิ่นกวาน? อิ่นกวาน!
กำแพงเมืองปราณกระบี่คือด่านยากด่านหนึ่งสำหรับใต้หล้า
เปลี่ยวร้าง แจกันสมบัติทวีปก็เช่นเดียวกัน และอิ่นกวานคนสุดท้าย
แห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ผู้นี้ก็บังเอิญมาจากแจกันสมบัติทวีป
พอดี
กองทัพศัตรูนับล้านขานชื่อท่าน เดิมที่นี่ควรเป็นเรื่องเล่า
มหัศจรรย์ที่ถูกเล่าขานถึงเฉพาะแค่ในนิยายเชิงประวัติศาสตร์
ทว่าบนสนามรบที่โหดร้ายซึ่งมีศีรษะกลิ้งหล่นลงพื้นได้ทุกที่ทุก
เวลาแห่งนี้ กลับเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงๆ แล้ว
เฉินผิงอันถือหอกยาวเฉียงๆ จ้องมองไปยังปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยว
ร้างที่บัญชาการณ์การศึกครั้งนี้ โอ้โห ได้รับเกียรติเลื่อนเป็นราชาบน
บัลลังก์คนใหม่แล้ว บังเอิญยิ่งนัก ต่างฝ่ายต่างก็เป็นคนรู้จักเก่ากัน
แล้ว
สะบัดควงข้อมือแกว่งหอกพลิ้วไหว ทะเลเมฆที่อยู่สูงมากถูกปั่น
คว้านจนแหลก และก้อนหินทั้งก้อนที่ถูกเปลี่ยวร้างขว้างมาก็ยิ่งถูก
สะบัดปลิวไปหมด
เขาดีดปลายเท้าเบาๆ เรือนกายทะยานขึ้นสูง อิ่นกวานลงจาก
ภูเขาไปยังใจกลางของสนามรบ
แต่กลับไม่ใช่พื้นที่ใจกลางที่สองทัพคุมเชิงกัน แต่ตรงดิ่งไปร่วง
ลงตรงกลางกองทัพใหญ่แห่งเปลี่ยวร้าง
อิ่นกวานหนุ่มเหมือนเอ่ยคำพูดที่ไร้เสียงประโยคหนึ่งว่า ขอโทษ
ด้วย พวกเจ้าถูกข้าล้อมเอาไว้แล้ว