กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 33.1 คนชุดเขียว
ชุดสีเขียวท่ามกลางกองทัพนับหมื่น
บนสนามรบมีอิ่นกวานหนุ่มที่ในมือถือหอกเหล็กยืนอยู่ใจกลาง
ในรัศมีร้อยจิ้งรอบด้านเพียงไม่นานก็เกิดเป็นพื้นที่ว่างเปล่าแถบใหญ่
เผ่าปีศาจหนาแน่นเบียดเสียดกันไปด้านหลัง เหมือนลูกคลื่นที่
ทับซ้อนกันหลายชั้น ถึงกับไม่มีเผ่าปีศาจตนใดกล้าลงมือก่อน ถึงขั้น
ที่ว่าไม่มีเสียงตะโกนท้าทายด้วยซ ้า มีแต่การถอยหนี ถอยแล้วถอย
อีก
ยามที่คนชุดเขียวพลิ้วกายลงบนพื้น ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวที่
ภูเขาพังถล่มพื้นดินแตกแยก เมื่อเขามาอยู่บนสนามรบ ใต้ฝ่าเท้าก็
ยังคงเป็นสนามรบแห่งนั้น
นอกจากกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจที่วุ่นวายเสียกระบวนกันไปเอง
แล้ว เสียงเสื้อเกราะเหล็กกระทบกัน เสียงอาวุธชนกัน แทรกซอนไป
ด้วยเสียงตวาดดุด่าของเหล่าขุนนางผู้กำกับดูแลการศึกที่พยายามจะ
พูดให้เบาที่สุด นอกจากนี้ก็มีแค่เสียงหายใจหนักอึ้งที่ดังออกมาจาก
จมูกเท่านั้น
ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมหนาหนัก นี่ก็น่าจะสมกับคำกล่าวที่ว่าบุก
เดี่ยวลึกเข้าไปในดินแดนศัตรูอย่างสมชื่อมากที่สุดแล้ว
บางครั้งก็มีเผ่าปีศาจที่ละโมบในการสร้างคุณความชอบหลาย
คนคิดอยากจะขึ้นธนูหรือไม่ก็ชักดาบ ดูว่าจะมีโอกาสจัดการอิ่นก
วานผู้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้หรือไม่
แต่ไม่นานก็ถูกเผ่าปีศาจที่อยู่ข้างกันขวางไว้ อยากตายหรือไร?!
เจ้าอยากตายก็อย่าลากให้พวกเราถูกเทพสังหารผู้นั้นหมายหัวไป
ด้วย
ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้
ไม่ใช่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ไม่เคยเป็นศัตรูกับกำแพงเมือง
ปราณกระบี่ ก็ไม่มีทางเข้าใจถึงน ้าหนักที่แท้จริงของคำเรียกขานว่า
‘อิ่นกวานคนสุดท้าย” นี้
กองทัพใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่ทำหน้าที่ล่อศัตรูกองนี้ มีแม่ทัพ
หลักสองคน คนหนึ่งอยู่ในมุมสว่าง อีกคนอยู่ในมุมมืด พวกเขาต่างก็
เป็นหนึ่งในสิบแปดราชาบนบัลลังก์ใหม่
ม้าตัวหนึ่งในมุมสว่าง ด้านหลังของเขามีธงใหญ่ผืนหนึ่งตั้งวาง
ไว้ ตัวอักษรโบราณสีทองที่อยู่บนธงแผ่วงแสงอ่อนจางปกคลุมสนาม
รบ
ในมุมมืดคือนักพรตหญิงลัทธิเต๋าผู้หนึ่งที่ร่ายเวทอำพรางตา อยู่
ในรูปโฉมของสตรีโตเต็มวัยร่างผอมบางชั่วคราว
ห่างจากด้านหน้านางไปไม่กี่ก้าว หญิงสาวคนหนึ่งที่มีหน้าที่ตี
กลองสวมชุดสีสันสดใส เปลือยเท้า มีแถบผ้าห้าสีพลิ้วไหวไม่หยุด
สีสันสอดคล้องกับห้าธาตุ
ห่างจากพื้นที่ที่อิ่นกวานหนุ่มคนนั้นอยู่แค่ไม่กี่สิบลี้ มีเผ่าปีศาจ
เซียนดินที่มีความอาวุโสคนหนึ่ง คือก่อกำเนิดเฒ่าที่ผ่านสมรภูมิรบ
มาอย่างยาวนานแล้ว ได้รับผลเก็บเกี่ยวค่อนข้างมากตอนอยู่บน
สนามรบของฝูเหยาทวีป แม้ว่ายังไม่ได้เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน แต่
ตบะกลับพัฒนารุดหน้าไปเยอะมาก เวลานี้มันนั่งอยู่บนราชรถที่ฝัง
เลื่อมโครงกระดูกไว้หลายพันโครง ใช้วิธีการนอกรีตที่เลียนแบบ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสำนักการทหารสร้างจิงกวาน (กองศีรษะ
ศัตรูที่สุมเป็นเนินเพื่อแสดงชัยชนะในศึก) ขึ้นเป็นแท่นประกอบ
พิธีกรรม
ในใจมันรู้สึกคลางแคลง ฝ่ายของตนไม่ได้มีความเสียหายใดๆ
หรือจะแกล้งทำเป็นข่มขู่ตบตา ฟ้าผ่าเสียงดังแต่ฝนตกเบา? หรือจะ
เป็นเพราะอีกฝ่ายใช้ยันต์ร่างแยกมาเยือนสนามรบ? มาโอ้อวดบารมี
อำนาจอยู่ที่นี่เพื่อช่วงชิงชื่อเสียงให้กับตัวเองเพิ่มเติม แล้วก็จะถอย
ออกไป?
“เด็กติดตามขบวนรถ” ที่ยืนล้อมเป็นวงกลมอยู่ด้านล่างพาหนะ
ของก่อกำเนิดเฒ่าล้วนเป็นมัลละสวมเกราะเงินที่ตัวสูงสองจั้ง ใบหน้า
และแขนสองข้างของพวกมันวาดยันต์ลายเมฆสีแดงสดไว้เต็มทุก
พื้นที่ ล้วนใช้แก่นเลือดของผู้ฝึกตนแห่งไพศาลเอามาใช้เป็นชาด
วาดยันต์ทั้งสิ้น
หากไม่เป็นเพราะถูกเรียกตัวให้มาช่วยทำสงคราม ก่อกำเนิด
เฒ่าที่ฝึกวิชาอภินิหารของสำนักการทหารผู้นี้ก็น่าจะวาง
อำนาจบาตรใหญ่อยู่ในพื้นที่แถบหนึ่งได้แล้ว
เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่เข้าร่วมศึกตั้งรับและสกัดโจมตีครั้งนี้
แทบจะเป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้อย่างสมชื่อ เป็นพวกคนแกร่งกร้าว
ที่เคยไปเยือนสนามรบของไพศาลมาก่อน
พวกมันส่วนใหญ่ล้วนเป็นกองทัพสายตรงที่มีความจงรักภักดีต่อ
ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์คนใหม่ผู้นั้น และยังมีกองทัพม้าหลายกองที่มา
รวมตัวกันจัดตั้งกองทัพที่นี่ กองหนึ่งในนั้นก็มีทหารของปีศาจใหญ่
กวนเซี่ยง จำนวนมีแค่แปดพันนาย ทว่าพลังในการสู้รบกลับไม่
ธรรมดาอย่างยิ่ง ส่วนในทางส่วนตัวเขาทำการค้าอะไรกับปีศาจใหญ่
กวนเซี่ยง ตกลงเรื่องราคากันอย่างไร สวรรค์เท่านั้นที่รู้
ไม่ถูกสิ!
เส้นเอ็นหัวใจของก่อกำเนิดเฒ่าขมวดตึงทันใด นี่เป็นแค่ลาง
สังหรณ์อันเฉียบไว้ที่บ่มเพาะได้จากการผ่านสนามรบมาอย่าง
ยาวนาน
มันไม่มีเวลามาสนแล้วว่าจะถูกอิ่นกวานหมายหัว กลายเป็นเป้า
ให้อีกฝ่ายเล่นงานก่อนใครหรือไม่…ก่อกำเนิดเฒ่ารีบยกมือข้างหนึ่ง
ขึ้นทำมุทรา มืออีกข้างตบหนักๆ ลงไปบนแท่นประกอบพิธีกรรม จิต
วิญญาณที่ถูกกักอยู่ภายในโครงกระดูกทั้งหลายก็พลันส่งเสียงคร ่า
ครวญโหยหวน ประหนึ่งถูกจับโยนลงไปในกระทะน ้ามันเดือด รอบ
แท่นประกอบพิธีกรรมพลันมีกลิ่นอายชั่วร้ายพลุ่งพล่านแผ่กระจาย
แล้วไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆสีดำทะมึนอยู่เบื้องบน
ก็ไม่เห็นว่าอิ่นกวานหนุ่มที่สมควรตายที่สุดแต่ดันไม่ตายผู้นั้นมี
ท่าทีอะไร
ทว่าพริบตานั้น
กลับเหมือนการตัดหญ้า
บนพื้นดินเหมือนมีพรมสีแดงสดผืนหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกัน ศพ
ที่แขนขาขาดวิ่นล้วนกลายมาเป็นลายดอกไม้ที่แต่งแต้มประดับ
ประดา
พื้นที่ริมขอบของ “พรม” ผืนนี้ คนหนุ่มเผ่าปีศาจคนหนึ่งที่เพิ่งจะ
หลอมร่างมนุษย์ได้สำเร็จแค่ไม่กี่วัน มันได้แต่เบิกตากว้างมองดูคน
ร่วมเผ่าพันธ์ที่อยู่เบื้องหน้าถูกชำแหละร่างตายไปอย่างเงียบเชียบต่อ
หน้าต่อตา
ในมือของมันถือดาบศึกเล่มหนึ่งที่ว่ากันว่าราชวงศ์ในทวีปหนึ่ง
ของไพศาลหลอมร้อยรอบถึงจะสำเร็จ มันหน้าซีดขาวไร้เลือด ปลาย
ดาบก็สั่นไหวอย่างรุนแรงตามไปด้วย
ปีนั้นอยู่บนสนามรบของฝูเหยาทวีป เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างดึง
เอาเสื้อเกราะมาจากบนร่างของทหารจากราชสำนักต่างๆ ที่รบตาย
ไป รวบรวมอาวุธมาได้จำนวนมาก ส่วนใบถงทวีปที่แทบจะไร้เรี่ยวแรง
ตอบโต้เอาคืนก็ยิ่งได้ครอบครองคลังอาวุธซึ่งอยู่ในสภาพเดิมไม่ผ่าน
การแตะต้องของแคว้นต่างๆ จำนวนมากเกินกว่าจะนับได้ไหว มี
เสบียงยุทโธปกรณ์นับไม่ถ้วน ทั้งดาบ หอก ธนู หน้าไม้ที่ใหม่เอี่ยม
วาววับ รวมถึงเครื่องล้อมโจมตีเมืองที่สร้างอย่างประณีตแข็งแกร่ง…
ได้มาง่าย จำนวนก็มากมหาศาล เรียกได้ว่าเหมือนคลังอาวุธแห่งหนึ่ง
ที่เปลี่ยวร้างสร้างไว้ในใต้หล้าไพศาลมานานแล้ว
นาทีถัดมา การมองเห็นของเผ่าปีศาจหนุ่มที่ในมือถือดาบศึกก็
พลันลดลงต ่า แล้วรู้สึกราวกับว่าฟ้าสูงขึ้นหลายส่วน
ที่แท้เผ่าปีศาจที่อยู่รอบด้านซึ่งรวมถึงตัวมันเองด้วยต่างก็ถูก
วัตถุที่มองไม่เห็นฟันผ่าเอว ไส้ไหลทะลักออกมากองนอกร่าง กลิ่น
คาวเลือดและไอร้อนระอุผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
และหลังจากนั้นเผ่าปีศาจจำนวนมากกว่าเดิมบนสนามรบ บ้างก็
เสื้อเกราะระเบิดแตกอาวุธหัก ร่างแหลกกระจายอย่างไม่มีลางบอก
เหตุ คล้ายกับว่ามีเส้นด้ายจำนวนนับไม่ถ้วนที่หั่นแบ่งก้อนเต้าหู้อย่าง
กำเริบเสิบสาน
ในรัศมีพันลี้ไม่มีใครที่มีชีวิตรอดเหลืออยู่แล้ว
หากมองลงมาจากมุมสูงจะสามารถมองเห็นสภาพการณ์ทั้งหมด
ของพื้นที่ใจกลางสนารบแห่งนั้น
พรมที่ยิ่งนานก็ยิ่งขยายใหญ่ผืนนั้นประหนึ่งศิลปะจีนฮุยตุย (กอง
ลวดลายที่ประดับด้วยเศษสิ่งของนานาชนิดอย่างวิจิตร คือศิลปะ
อย่างหนึ่งของจีน) แห่งไพศาล
ในอดีตทางฝั่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่มีผู้ฝึกกระบี่กลุ่มเล็ก
กลุ่มหนึ่งที่ชอบฆ่าปีศาจอย่างโหดเหี้ยมทารุณอยู่บนสนามรบมาก
ที่สุด เพื่อที่จะได้เอาคืนเปลี่ยวร้างอยู่จริง
ห่างไปไกล นักพรตหญิงที่เก็บซ่อนอำพรางตัวตนอยู่ตลอดเวลา
สีหน้านิ่งอึ้ง คงไม่ใช่ว่าเจ้าอสูรร้ายผู้นี้เลื่อนเป็นขั้นเทพมาเยือนของ
ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแล้วหรอกนะ?
หรือจะบอกว่า?!
ผ่านการขัดเกลาอย่างเข้มข้นจากเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ผล
กลับกลายเป็นว่าถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ทุกวันนี้
ภาพลักษณ์ของ ‘อิ่นกวาน” ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ยิ่งนานวันก็ยิ่งน่า
สยดสยอง ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นบุคคลผู้ไร้มลทินที่ไม่ว่าจะด้าน
ของการวางแผนหรือด้านพละกำลังก็ล้วนไร้ศัตรูทัดทาน
ประเด็นสำคัญคือคำพูดต่างๆ ที่คุยโวให้เกินความจริง หากเอา
มาขบคิดอย่างละเอียดก็ดูเหมือนว่า ไม่ว่าจะใคร่ครวญอย่างไรก็ล้วน
….มีเหตุผล เป็นเหตุให้บนพื้นดินของเปลี่ยวร้าง โดยเฉพาะบนภูเขา
เหมือนมีการ “ลงทอง” ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนและจะไม่มีใครทำ
ได้อีกในภายหลัง
อย่างเช่นศึกที่ฝูเหยาทวีป ป๋ายเหย่คนเดียวพกกระบี่ท้าทาย
ราชาบนบัลลังก์จำนวนมาก เป็นอิ่นกวานที่โน้มน้าวผู้ที่ภาคภูมิใจ
ที่สุดในโลกมนุษย์ผู้นี้ เซียนกระบี่ไม่ทราบชื่อที่สังหารหวานเหยียน
เหล่าจิ่ง คือคนสนิทของอิ่นกวาน แนวป้องกันอันแน่นหนาดุจถัง
เหล็กหลายชั้นที่จัดวางไว้ตามแนวชายฝั่งของทักษินาตยทวีป คือ
การวางแผนอย่างรอบคอบของอิ่นกวาน และยังมีการล่มสลายอย่าง
รวดเร็วของใบถงทวีป แท้จริงเป็นแผนเชิญท่านลงโอ่งของอิ่นกวาน
สิ่งที่ต้องการก็คือให้หกสิบกระโจมทัพแห่งเปลี่ยวร้างชะล่าใจจน
ประมาทเลินเล่อ ถึงได้ต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่ด้วยน ้ามือของกองทัพ
ม้าเหล็กที่อิ่นกวานสร้างขึ้นมาอย่างลับๆ ที่แจกันสมบัติทวีปซึ่งอยู่
ทางเหนือ….
สรุปก็คือทุกสิ่งทุกอย่างบนสนามรบของไพศาลล้วนค่อยๆ กลาย
มาเป็นการล่วงรู้อนาคตของอิ่นกวานท่านนี้ เขามีการวางแผนมา
นานแล้ว เป็นเขาคนแช่เฉินที่อาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวกอบกู้
สถานการณ์ที่กำลังจะล่มสลายให้กลับคืนมา
พูดง่ายๆ ก็คือการที่เปลี่ยวร้างพ่ายแพ้ก็เพียงแค่เพราะไพศาล
โชคดี โชคดีที่มีอิ่นกวานหนุ่มแช่เฉินผู้นี้
แพ้สงครามใหญ่ครั้งนั้น หาใช่ความผิดในการทำสงครามของ
เปลี่ยวร้างไม่
น่าจะเป็นเพราะเนื่องจากส่วนลึกในใจของพวกมันไม่ยอมรับว่า
ตัวเองพ่ายแพ้ให้กับบัณฑิตกลุ่มของไพศาล เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว
พวกมันรับได้มากกว่าหากตัวเองพ่ายแพ้ให้กับกำแพงเมืองปราณ
กระบี่ พ่ายแพ้ให้กับบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งนี่คือบัญชาจากสวรรค์ที่มองไม่
เห็น
ยังคงยืนอยู่ใจกลางของสนามรบที่ค่อนข้างว่างโล่ง เฉินผิงอัน
ผินหน้ามาเล็กน้อย มองไปยังก่อกำเนิดเฒ่าที่ร่ายวิชาของสำนัก
การทหาร
ใบหน้าของเขาประดับยิ้ม แสยะยิ้มส่งไปให้ก่อกำเนิดผู้นั้น
ใจกล้ายิ่งนัก หากนี่ไม่ใช่การถามหมัดกับข้าจะเรียกว่าอะไร?
ก่อกำเนิดเฒ่าเสียวสันหลังวาบทันที เหมือนตกลงไปในหลุม
น ้าแข็ง คิดอยากจะร่ายเวทหลบหนี สามสิบหกกลยุทธ หนีคือกล
ยุทธที่ยอดเยี่ยมที่สุด คิดไม่ถึงว่าจะขยับตัวไม่ได้
ชะตาใกล้จะขาดแล้วสินะ?
ก่อกำเนิดเฒ่าตาพร่าลาย ชีวิตข้าคงถึงกาลสิ้นแล้ว!
แขกไม่ได้รับเชิญที่น่าจะร่ายเวทหดย่อพื้นที่ผู้นั้นเพียงแค่กระทืบ
เท้าหนึ่งทีก็สับหัวของก่อกำเนิดได้แล้ว
กระดูกสันหลังทั้งแถบ รวมไปถึงหัวของก่อกำเนิดเฒ่าล้วนถูก
เหยียบจนเละเหมือนโคลนเหลวกองหนึ่ง
เท้านี้ก็ได้กระทืบให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมจึงกวานแห่งนั้นยุบ
แหลกไปด้วย เสียงร้องไห้คร ่าครวญน่าขนลุกของกระดูกขาวค่อยๆ
แผ่วเบาลง กระทั่งสลายหายไปหมด
มัลละสวมเกราะเงินที่พยายามจะช่วยเหลือเจ้านายก็ร่างแหลกยับ
ไปพร้อมกัน
ห้านิ้วของเฉินผิงอันงอเป็นตะขอเหมือนตาข่ายอาคมที่ถูกสาด
โยนออกไป กักจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของก่อกำเนิดเฒ่าเอาไว้
ทอดสายตามองไป เฉินผิงอันจับจ้องไปแค่ที่ราชาบนบัลลังก์ใหม่
ตนนั้น ถือว่ามีความอดทนดีเยี่ยม
หวนนึกถึงปีนั้น ตลอดแนวเส้นนั้น ปีศาจบนบัลลังก์สิบสี่ตนล้วน
อยู่กันครบ
มือหนึ่งของเฉินผิงอันถือหอก อีกมือหนึ่งกดลงไปเบื้องล่าง
ปณิธานหมัดหนาข้นไหลรินอยู่ระหว่างห้านิ้ว แก่นแท้แห่งวิชาอสนี
ไหลวนไปตามเส้นลายมือ สร้างค่ายกลสายฟ้าขึ้นมา ส่งเสียงลั่นเปรี้
ยะๆ ไม่เสียแรงที่เป็นก่อกำเนิดที่มีชื่อเสียงมานาน ตบะไม่อ่อนด้อย
ยังพอจะต้านทานไว้ได้ครู่หนึ่ง
ราชาบนบัลลังก์ใหม่ที่เป็นหัวใจหลักของกองทัพกองนี้ยังคงไม่
สะทกสะท้าน ไม่มีลางว่าจะลงสนามรบด้วยตัวเอง
กลับเป็นสนามรบที่อยู่ใกล้เคียงที่ในที่สุดก็มีเผ่าปีศาจคนแรกที่
กล้าเปิดปากพูด คือปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีโชคชะตาบู๊ติดร่าง
ประโยคแรกของมันก็มีความหมายของการท้าทายอย่างมาก
“เจ้าก็คืออิ่นกวานผายลมสุนัขที่เป็นอันดับหนึ่งในการกินข้าว
นิ่มของใต้หล้าผู้นั้นหรือ?”
นี่คือขุนศึกผู้นำทัพของเปลี่ยวร้าง ตำแหน่งขุนนางของเปลี่ยว
ร้างนั้นสับสนปนเปกันไปหมด ตำแหน่งขุนนางของไอ้หมอนี่ก็
คล้ายคลึงกับตำแหน่งผู้บัญชาการณ์กองพล เรือนกายแข็งแกร่ง
กำยำ ดวงตาสองข้างฉายประกายเจิดจ้า สองมือถือขวาน บนร่าง
สวมเสื้อเกราะเทพรับน ้าค้างของสำนักการทหาร
เห็นเพียงว่ามันแกว่งขวานสองด้าม เดินก้าวยาวๆ มาข้างหน้า
เผ่าปีศาจที่อยู่สองฝากฝั่งต่างกระเด็นออกไป ถูกมันเบียดฝ่าจน
กลายเป็นทางเดิน
มันเหยียบลงไปบนเศษซากโครงกระดูก ใช้ปลายเท้าบดขยี้ศีรษะ
ที่นอนตายตาไม่หลับเหล่านั้น มันจ้องเขม็งไปยังบุรุษชุดเขียวที่มี
ท่วงท่าผ่อนคลาย ในดวงตาฉายแววเคียดแค้นที่ฝังลึกลงไปถึง
กระดูก
“เจ้าคนแซ่เฉิน ข้าปิดด่านนานหลายปี น่าเสียดายที่ไม่เคยไป
เยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ ได้ยินมาว่าอาจารย์และสหายร่วม
สำนักของข้าหลายคนต่างก็ตายด้วยน ้ามือของผู้ฝึกกระบี่ระยำคน
หนึ่งที่ไม่มีแม้กระทั่งแช่ ตอนนี้ข้าก็จะได้แก้แค้นอิ่นกวานอย่างเจ้าได้
พอดี”
เฉินผิงอันไม่แม้แต่จะมองมันเต็มตา เพียงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ทางที่
ดีที่สุดเจ้าควรเรียกสหายร่วมสำนักที่เหลือทั้งหมดมา ให้มาช่วยกัน
ต่อสู้กับข้า รอกระทั่งพวกเจ้าลงไปอยู่ใต้ดินแล้วก็จะได้บอกกับพวก
มันได้อย่างชัดเจนว่า ควันธูปของสายสืบทอดสายหนึ่งถูกใครดับทิ้ง
ด้วยปลายนิ้วกันแน่”
เผ่าปีศาจขอบเขตเดินทางไกลผู้นั้นตวาดด่า ขวานบินหมุน
คว้าง พุ่งแหวกอากาศมาถึง
เฉินผิงอันยกมือขึ้น เดิมที่สามารถขยี้มันให้แหลกได้โดยตรง แต่
ลังเลอยู่เล็กน้อยก็เลือกที่จะเก็บปณิธานหมัดส่วนใหญ่ลงไป
เพราะเพียงไม่นานเขาก็สังเกตเห็นความลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่ใน
ขวานเล่มนี้ ถือว่าพอจะมีชั้นเชิงอยู่บ้าง หากเป็นการเข่นฆ่ากันใน
ระดับที่เท่าเทียม คู่ต่อสู้ของมันก็น่าจะต้องเสียเปรียบ
แล้วก็จริงดังคาด ขณะที่ยังอยู่ห่างไปหนึ่งช่วงแขน ขวานเล่มนั้น
ก็พลันระเบิดแตกพลานุภาพแทบจะเท่าเทียมกับการสละร่างด้วย
ตัวเองของผู้ฝึกตนขอบเขตก่อกำเนิดคนหนึ่ง
พริบตานั้นฝุ่นก็คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เผ่าปีศาจตนนั้นกำลังจะโยนขวานที่สองออกมา เพราะถึง
อย่างไรการที่ได้ปะทะกับอิ่นกวานซึ่งๆ หน้า ย่อมไม่มีพื้นที่ให้ตนรู้สึก
เสียดายสมบัติหนักของสำนักคู่นี้อยู่แล้ว
คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะหดย่อพื้นที่มาตรงหน้าตนแล้ว ไอ้หมอนั่น
ถึงกับไม่เป็นอะไรเลยอย่างนั้นหรือ? นี่ทำให้มันเผยสีหน้าเหลือเชื่อ
ออกมา แต่ก็ไม่ขัดกับการที่มันจะได้ปล่อยให้ปณิธานหมัดของทั้งร่าง
ให้ไต่ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ต้องการจะให้อีกฝ่ายพินาศวอดวายไป
ด้วยกัน
เฉินผิงอันกลับใช้หอกแทงทะลุไปยังลำคอของอีกฝ่าย ยกร่างอีก
ฝ่ายขึ้นสูง บิดหมุนข้อมือเบาๆ สะบัดศพนั้นให้ลอยกระเด็นออกไป
ผู้ฝึกยุทธเผ่าปีศาจถลึงตาปูดโปน ท่าไม้ตายหลายท่ายังไม่ได้
ร่ายออกมา จะตายอย่างไร้ชื่อเสียงไร้ผลงานแบบนี้ได้อย่างไร…
ศพหล่นกระแทกลงพื้นหนักๆ เลือดสดไหลพุ่งออกมาจากรูตรง
ลำคอราวกับน ้าพุ มือของมันยังกำขวานด้ามนั้นเอาไว้
เผ่าปีศาจที่อยู่ใกล้เคียงหนีแตกฮือ พวกมันเห็นเพียงว่าอิ่นกวาน
คล้ายจะเหลือบตามองขวานเล่มนั้นแล้วพึมพำด่าประโยคหนึ่ง
ในกลุ่มของเผ่าปีศาจมีสตรีคนหนึ่งพลันหยุดเดิน ร่างแข็งชื่อ
นางหันหลังให้กับบุรุษชุดเขียวผู้นั้น ไม่กล้าหันมามอง
เพราะเวลานี้บนไหล่ของนางมีหอกยาวเล่มหนึ่ง ‘วางพาด’ ไว้
แล้ว
ได้ยินคนผู้นั้นยิ้มถามว่า “ดูจากเส้นทางการไหลรินของปณิธาน
หมัดของเจ้า เหมือนจะมาจากสำนักเดียวกับเขา นี่คือคิดจะหนีหรือ?
ไม่คิดจะช่วยเก็บศพหน่อยหรือไร?”
นางเอ่ยเสียงสั่น “เขาคืออาจารย์ลุงใหญ่ ใจแคบไร้น ้าใจอย่างถึง
ที่สุด พวกอาจารย์รบตายอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เขากลายมา
เป็นเจ้าประมุข คิดอยากจะฆ่าพวกเราก็ฆ่าหากข้าไม่ติดตามเขามา
สร้างคุณความชอบด้านการสู้รบที่นี่เพื่อให้เขาได้ของรางวัลเล็กๆ
น้อยๆ มาจากราชาบนบัลลังก์ ก็จะถูกเขาส่งตัวไปให้ฝูเจินจวินผู้นั้น
กลายไปเป็นของเล่นและเตาหลอม อิ่นกวาน ข้าไม่เคยไปเยือน
ไพศาล ไม่เคยฆ่าคนที่นั่น จริงนะ…”
น่างพูดพลางใช้ความคิดอย่างว่องไว พยายามหาวิธีให้ตัวเอง
หลุดพ้น ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามช่วยตัวเองให้ได้
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าถึงพูดภาษากลางของ
ใบถงทวีปได้คล่องนักล่ะ”
นางรู้ว่าท่าไม่ดีแล้วจึงก้มหน้าค้อมเอว เตรียมจะเผ่นหนีไป
ผลคือหอกเหล็กเล่มนั้นแค่ขยับมาในแนวขวางเพียงนิดเดียวก็
ปาดหัวของนางออกได้แล้ว
สิ่งที่ดวงตาบนหัวนี้มองเห็นคือฟ้าดินที่พลิกตลบอย่างต่อเนื่อง
ไม่ถูกสิ เห็นได้ชัดว่าตนพูดภาษากลางของเปลี่ยวร้างนี่นา
อิ่นกวานชาติสุนัข ชั่วร้ายเลวทรามมากด้วยกลอุบายอย่างที่
ผู้คนกล่าวถึงจริงๆ
เฉินผิงอันขมวดคิ้วน้อยๆ ยกมือข้างซ้ายขึ้น สองนิ้วคีบกระบี่บิน
แห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งที่ลอบโจมตีเขา
คงเป็นเพราะตัวกระบี่ที่ยาวสองรุ่นกว่าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่ง
เสียงอื้ออึงเหมือนเสียงคร ่าครวญ
หลังจากที่ถูกเฉินผิงอันจับได้คาหนังคาเขา กระบี่บินเล่มนี้ถึงถูก
บีบให้เผยเค้าโครงเพ่งมองอย่างละเอียดถึงได้เห็นว่า ‘กระบี่บิน”
ถึงกับเป็นตัวอักษรสีดำสนิทซึ่งเขียนคาถาบทหนึ่งเอาไว้
กากเดนสายของผู้ฝึกกระบี่ฮุยถิงอย่างนั้นหรือ?
ดูท่าผู้ฝึกกระบี่ที่ทำลับๆ ล่อๆ ผู้นี้ นอกจากจะสืบทอดเส้นสาย
ของฮุยถึงมาแล้ว ยังเคยออกเดินทางไปทั่วสารทิศ คัดลอกเอาอักษร
เมฆาวารีที่โจวมี่ให้คนไปแกะสลักไว้บนหน้าผา คงไว้ซึ่งเจตจำนงและ
จิตวิญญาณของมัน รวบรวมถ้อยคำให้เป็นเล่มหนังสือ?
กระบี่บินเล่มนี้ได้ครอบครองวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตที่
คล้ายคลึงกับการผนึกภูเขา
ทั้งสามารถสยบกำราบการโคจรลมปราณที่แท้จริงของ
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธได้ แล้วก็สามารถเล่นงานการโคจรปราณ
วิญญาณของผู้ฝึกตนได้
ส่วนระยะเวลาที่สามารถผนึกได้ แน่นอนว่าต้องดูความสามารถ
ของผู้ที่ถูกถามกระบี่แล้ว
บทพิเศษ ตอนที่ 33.2 คนชุดเขียว
ใช้สองนิ้วกักกระบี่บินไว้ตลอดเวลา เฉินผิงอันพลันปล่อยพลัง
จิตออกไปตามหาร่องรอยที่ถูกซ่อนอำพรางของผู้ฝึกกระบี่คนนั้น
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของกระบี่บินเล่มนี้ก็มีภูเขาเล็กอยู่ลูกหนึ่ง
เหมือนกัน พวกเขาต้องไม่มีทางปล่อยให้โอกาสในการล้อมสังหารที่
พันปีก็ยากจะพานพบครั้งนี้ต้องเสียเปล่าอย่างเด็ดขาด
แล้วก็มีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจคนหนึ่งที่ง้างสายธนูจนโค้งเหมือน
พระจันทร์เต็มดวง ลูกธนูยันต์ที่แกะสลักลวดลายอันซับซ้อนพุ่งยิง
ออกไป แทงตรงไปที่ใบหน้าของอิ่นกวานผู้นั้น
ลูกธนูแบ่งหนึ่งออกเป็นห้าอยู่กลางอากาศ นอกจากจะพุ่งเป็น
เส้นตรงแล้วก็ยังมีบางส่วนที่พากันวาดวงโค้งยิงเข้าหาเฉินผิงอัน
แต่พวกมันกลับเหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น ค่อยๆ แตกสลาย
ไปทีละขุ่น
ทว่ายามที่ธนูทั้งห้าดอกเหมือนเศษหิมะที่กำลังจะปลิวสลาย
หายไปนั้นเอง พวกมันกลับรวมกลุ่มกันสร้างพื้นที่ที่นักฮวงจุ้ยเรียกว่า
ดินแดนห้าศรขึ้นมา
แล้วก็มีเผ่าปีศาจร่างกายแกร่งกำยำคนหนึ่งตวาดกร้าวอย่าง
เดือดดาล ก่อนจะขว้างหอกยาวที่เป็นสมบัติพิทักษ์ภูเขาสำนักบ้าน
ตนออกไปอย่างแรง
ตรงปลายหอกมีสายฟ้าสีสันต่างกันเปล่งวาบสลับถักทอ แต่กลับ
ไม่ได้แทงไปยังอิ่นกวาน แต่แหวกอากาศสูงขึ้นไป พริบตาเดียวก็มี
ทะเลเมฆห้าสีผืนหนึ่งปรากฏ
เฉินผิงอันเหลือบตามองเหนือศีรษะของตน
เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห้าศร ทะเลเมฆเหนือศีรษะก็ถึงกับเกิดลาง
ของมหันตภัยที่วนซ ้าเป็นวัฏจักร
วิชาอภินิหารผนึกภูเขาของกระบี่บิน สร้างดินแดนห้าศร อาศัย
ห้าธาตุที่เกื้อหนุนและขัดแย้งกันเอง สุดท้ายคิดจะสร้างหายนะแห่ง
สวรรค์ที่มาจากฝีมือคน เสกให้ห้าอสนีผ่าลงกลางหัว
ร่วมมือกันได้อย่างรอบคอบไร้ช่องโหว่
ในรัศมีสิบลี้เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกรมสายฟ้าบรรพกาลถือ
แส้ไว้ในมือ ฟาดโบยมายังพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง แส้สายฟ้านับร้อยนับ
พันเส้นที่สีสันแตกต่างกันไปฉีกกระชากพื้นดินอย่างเหิมเกริม
จะทำสำเร็จไหม?
หรือว่าจะสำเร็จได้จริง?
กระบี่บินเล่มนั้นหลุดพ้นจากพันธนาการ ดูคล้ายว่ามันจะ
เปล่งแสงวาบหนึ่งที กระบี่บินพุ่งแนบติดไปกับพื้นทิ้งลำแสงเส้นหนึ่ง
เอาไว้ แล้วก็พลันหายวับไป ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกับปลายกระบี่พุ่ง
ไป สตรีหน้าตาเฉยชาสวมเสื้อเกราะชิ้นหนาที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ คน
หนึ่งมีท่าทางระมัดระวังอย่างมาก ไม่ลืมใช้เวทอำพรางตาก่อนจะเก็บ
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตกลับมาอย่างเงียบเชียบ กระบี่หมุนติ้วๆ อยู่ใน
ช่องโพรงลมปราณ สุดท้ายตัวอักษรเหล่านั้นก็พากันบินไปยังภูเขา
สูงในหัวใจ กลายไปเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่แกะสลักไว้บนหน้าผา
บทหนึ่งอีกครั้ง
อาจารย์ลุงฮุ่ยถิงเดินไปบนเส้นทางของการพิฆาตหยิน แต่นาง
กลับพิฆาตหยาง
เป็นเหตุให้ได้ผลลัพธ์มหัศจรรย์ที่สุดเมื่อต้องรับมือกับ
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มาอยู่บนสนามรบ
ครู่หนึ่งต่อมา ท่ามกลางเม็ดทรายที่คลุ้งตลบไปทั่วฟากฟ้าก็มีเงา
ร่างชุดเขียวร่างหนึ่งเดินออกมาช้าๆ
เผ่าปีศาจที่ยิงธนูใช้เสียงในใจตะโกนอย่างไม่ลังเลว่า “ถอย!”
มันไม่กล้ากระโดดหนีไปกลางอากาศ แต่ทำเหมือนปลาแหวกว่าย
ลอดทะลุไปตามขบวนทัพอย่างว่องไว
เฉินผิงอันเดินไปด้านหน้าอย่างเนิบช้า เตะปลายเท้าเบาๆ หนึ่งที
เผ่าปีศาจที่ถือธนูก็ถูกหินก้อนหนึ่งพุ่งมากระแทกหัว เสียงระเบิด
ดังปังพร้อมหัวที่แตกกระจาย
เฉินผิงอันยกมือขึ้นคว้าจับไปยังทะเลเมฆที่อยู่เหนือศีรษะ ก่อน
จะปาดไปด้านบนเบาๆ
หอกยาวก็ลอดทะลุหน้าอกของเจ้าของทะเลเมฆผืนนั้น ปักตรึง
อีกฝ่ายให้ตายคาที่
ผู้ฝึกกระบี่หญิงคนนั้นไม่กล้าขยับเท้า ถึงขั้นที่ยังจงใจเรียกกระบี่
บินออกมา จำแลงเป็นภาพมายาพุ่งไปยังช่องโพรงลมปราณของเผ่า
ปีศาจคนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าต้องการใช้วิธีการป้ายสีผู้อื่น
เส้นแสงสว่างจ้าเส้นหนึ่งเปล่งวูบเบื้องหน้านาง
หอกเล่มหนึ่งผ่าร่างของนางออกเป็นสองท่อนจากบนลงล่าง
กระบี่บินเล่มนั้นรีบกลับมาหาเจ้านายทันที ผลคือถูกคนชุดเขียว
เอื้อมมือไปกำไว้อย่างง่ายๆ บดขยี้ให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผง
บนสนามรบมีเผ่าปีศาจนั่งอยู่บนพื้น กอดศพที่ไม่รู้ว่าเป็นของ
คนรักหรือของสหายร่วมสำนัก มันอ้าปากกว้าง น ้าตาไหลอาบ
ใบหน้า ร้องไห้ไม่มีเสียง
มีเผ่าปีศาจที่ถือกระบี่ยันพื้นไว้ด้วยมือเดียว คุกเข่าลงกับพื้น มือ
หนึ่งลูบผ่านดวงตาทั้งคู่ที่ตายตาไม่หลับของอาจารย์
เผ่าปีศาจที่มากกว่านั้นมองไปยังคนชุดเขียว มีเพียงความรู้สึก
หวาดกลัว
บริเวณใกล้เคียงกับธงผืนใหญ่ นักพรตหญิงถือแล้ปัดฝุ่นไว้ใน
มือ นางถอนหายใจเบาๆ “ทำไมถึงไม่บอกตบะที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ให้พวกเขารู้?”
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถสร้างฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งนั้นขึ้นมาได้
หากวันนี้แค่ปรากฏตัวบนยอดเขา ชมศึกอยู่ไกลๆ ก็ยังพอทำเนา
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าลงสนามรบด้วยตัวเอง อิ่นกวานคนสุดท้าย
ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ มีหรือจะทำอะไรโดยใช้อารมณ์ เอาคุณ
ความชอบด้านการสู้รบที่ใหญ่เทียมฟ้ามามอบให้พวกเขาเปล่าๆ?
เทพเกราะทองที่นั่งอยู่บนหลังม้าสูงเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย
“บนสนามรบ เป็นตายต้องรับผิดชอบเอาเอง”
นักพรตหญิอย่งเอ่ยางเสียดาย “คนฝีมือดีขนาดนั้นต้องมาตาย
เปล่าๆ ไปทั้งอย่างนี้พวกเขายังเป็นขุนศึกมากความสามารถใต้
อาณัติของเจ้า ไม่เสียดายเลยจริงๆ หรือ?”
เทพเกราะทองเอ่ย “หากยังมีจิตใจเช่นนี้ เชื่อว่าไส้ของสหาย
โหรวถีก็มีแต่จะพันกันเป็นปมยุ่งเหยิง ระวังหน่อย ระวังจะเดินตามรอย
ของหวงหลวน”
นักพรตหญิงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “จิตใจข้าย่อมไม่แข็งเป็นหินผาได้
อย่างพวกเจ้า”
สังหารผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ฆ่าผู้ฝึกตนของ
ไพศาล นางไม่มีทางใจอ่อนเด็ดขาด แต่มองดูเหล่าคนรุ่นเยาว์มี
ความสามารถของบ้านเกิดที่เดิมที่ควรมีอนาคยาวไกลพาตัวมาตาย
กันทั้งอย่างนี้ ถึงอย่างไรนางก็อดสงสารไม่ได้
สนามรบของกำแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีต ราชาบนบัลลังก์
เก่าทั้งสิบสี่คนของเปลี่ยวร้างมารวมตัวเรียงแถวกันเป็นเส้นเส้นหนึ่ง
ภายใต้สายตาที่จับจ้องมองมาของคนมากมาย ชายหนุ่มคนหนึ่งที่
กระโจมทัพใหญ่แต่ละแห่งต่างก็ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ไม่มีบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ ลงสนามรบแทนหนิงเหยา ต่อสู้กันตัวต่อ
ตัว สุดท้ายสังหารหลีเจินได้สำเร็จ
ภายหลังเซียวสวิ้นทรยศออกจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ กลาย
มาเป็นเขาที่เป็นผู้บัญชาการณ์คฤหาสน์หลบร้อน ดังนั้นเพียงไม่
นานจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ใต้โช่วเฉิน เหนืออิ่นกวาน
ต่อจากนั้นมาอีกก็คือการยกนครบินทะยาน ทิ้งไว้เพียงอิ่นกวาน
คนสุดท้ายที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน เป็นผีก็ไม่ใช่ผี ให้เฝ้าพิทักษ์หัว
กำแพงเมือง
ถึงได้ถูกเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างเอ่ยสัพยอกว่า ช่วยพวกมันเฝ้า
ประตูใหญ่มานานหลายปีขนาดนั้น
คิดไม่ถึงว่าใช้เวลาไม่นานก็มาทวงหนี้กับเปลี่ยวร้างแล้ว นคร
เซียนจานไม่กล้าบอกว่าตัวเองสูงกว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่อีก
ต่อไป คุมเชิงอยู่กับเฟยเฟย กระชากรั้งลำคลองเย่ลั่วทั้งสาย สองฝ่าย
เหมือนชักคะเย่อกันอย่างที่มองไม่เห็น บังคับดักชิงเอาโชคชะตาน ้า
ส่วนหนึ่งไปได้ ใช้กระบี่ฟันเปิดภูเขาทัวเยว่ สังหารหยวนซงปีศาจ
ใหญ่ที่เป็นลูกศิษย์เปิดขุนเขาของบรรพจารย์แห่งเปลี่ยวร้างกับมือ
ตัวเอง สุดท้ายแย่งชิงดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ไป
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางกับภูเขาทัวเยว่แห่งเปลี่ยวร้าง การคุมเชิง
กันของสองใต้หล้าก่อนประโยค “ถ้าอย่างนั้นก็รบ” ได้มีมุขตลกขำ
ขันสอดแทรกอยู่บ้างเล็กน้อย
ผู้ฝึกตนบนยอดเขาของไพศาลหลายคน จนถึงทุกวันนี้บางที
อาจรู้สึกว่าพวกปีศาจใหญ่ของเปลี่ยวร้างจงใจใช้คำพูดมาทำให้เฉิน
ผิงอันสะอิดสะเอียน
แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ ในสายตาของปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้าง
พวกเขาคิดจริงๆ ว่าความหมายของเฉินผิงอันคนหนึ่ง อย่างน้อย
ที่สุดก็สามารถเทียบเท่าได้กับราชาบนบัลลังก์สามคน อย่างน้อย
ที่สุด
ผู้ฝึกตนแห่งไพศาลคนก่อนที่เคยได้รับเกียรติเช่นนี้ก็คือเจิ้งจวี
จงแห่งนครจักรพรรดิขาวที่แอบผสานมรรคา ก่อเรื่องก่อราวไปทั่วใน
เปลี่ยวร้างอย่างเงียบเชียบ
ด้านหน้าของนักพรตหญิงที่ตัวตนถูกอำพรางไว้ผู้นี้คือสตรีสวม
ชุดสีสันสดใสท่าทางองอาจ นางโยนไม้ตีกลองทิ้ง กำลังจะลงมือทำ
อะไรบางอย่าง แต่กลับถูกนักพรตหญิงใช้แส้ปัดฝุ่นวางพาดบนไหล่
เบาๆ ใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า “อย่าวู่วาม”
นางไม่ฟังคำห้ามปราม ปัดแส้ปัดฝุ่นทิ้ง ดีดตัวขึ้นสูง เท้าที่
เปลือยเปล่าเหยียบลงบนผิวกลอง สีหน้าของนางสดใสมีชีวิตชีวา
เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางตะโกนเสียงดัง “อิ่นกวาน!”
นางเหมือนหมอผีผู้ทำพิธีคนหนึ่งที่เดินออกมาจากภาพวาดฝา
ผนังยุคโบราณ เรือนกายอรชรอ้อนแอ้น เอวบางร่างน้อย ทว่าทุกครั้ง
ที่นางย ่าลงบนกลองกลับเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่ง แถบผ้า
หลากสีเหมือนไม้ตีกลองที่ฟาดลงไปบนหน้ากลอง
นางกำลังใช้วิธีการเช่นนี้รัวกลอง
ระหว่างฟ้าดินมีจังหวะทำนองที่เก่าแก่โบราณดังขึ้นมาระลอก
หนึ่ง ปลุกเร้าจิตใจให้ฮึกเหิมห้าวหาญ
เลือดร้อนของกองทัพใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างพลันพุ่งพล่าน เสียง
กลองเหมือนเสียงบทเพลงโบราณที่สามารถปลุกความทรงจำที่สลัก
ฝังลึกอยู่ทั่วทุกหนแห่งของร่างกายและจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมา
สามารถใช้เสียงกลองกระตุ้นพลังหยาง ปลุกเร้าจิตใจให้กล้าหาญ
เห็นได้ชัดว่านางใช้วิธีการของสำนักการทหาร
ไม่รู้ว่าเป็นการใช้ระบำกลองปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพฝ่าย
ตัวเองให้ล้อมฆ่าอิ่นกวาน
หรือเชื้อเชิญให้อิ่นกวานทะลวงขบวนรบกันแน่
เฉินผิงอันขยับสายตาขึ้นสูงเล็กน้อย มองไกลๆ มายังนาง
พอจะจำได้อย่างเลือนรางว่าคล้ายจะเป็นสตรีที่น ้าเข้าสมอง ปีนั้น
พวกนางจับกลุ่มกันนั่งรถมาเพื่อแวะไปดูเรื่องสนุกของเขาที่กำแพง
เมืองปราณกระบี่โดยเฉพาะ
ทางฝั่งของยอดเขา ทุกคนต่างก็กลั้นลมหายใจ จิตใจถูก
สถานการณ์การสู้รบดึงรั้งชักนำให้จดจ่อ
ฮ่องเต้หนุ่มหวงหม่างแห่งราชสำนักเฉิงกวานยืนพิงราวรั้ว ไม่รู้ว่า
กำลังคิดอะไรอยู่
ข้างกายคือราชครูของราชวงศ์แห่งหนึ่งในธวัลทวีป ผู้เฒ่ามีชื่อ
ว่าติงอ๋าวโหยวเชี่ยวชาญการสื่อสารกับโลกมืด เข้าทรงออกโรงและ
ทำพิธีสาปแช่งในฝัน เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน
ผู้เฒ่าถอนหายใจ “ประหนึ่งเข้ามาในดินแดนไร้ผู้คน ไม่เคยได้
เห็นและไม่เคยได้ยินมาก่อน”
หากเซียนกระบี่เฉินผู้นั้นเปลี่ยนจากหอกยาวเป็นกระบี่ยาว ก็จะ
เป็นดั่งในบทกวีเขียนไว้ที่บอกว่า หนึ่งกระบี่เคยต้านทัพนับล้านจริงๆ
แล้ว
ผู้บัญชาการณ์หลักของราชวงศ์แห่งหนึ่งในเกราะทองทวีป กวอ
จินเซียน คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้า เขากล่าวด้วยอารมณ์ที่พลุ่ง
พล่าน “ลูกผู้ชายควรจะเป็นเช่นนี้!”
หอกยาวที่ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันยืมไปใช้ก็คือสมบัติสืบทอดมา
จากบรรพบุรุษของกวอจินเซียน
หลัวกั๋วอวี้วิญญูชนแห่งสำนักศึกษาพึมพำกับตัวเองว่า “ในที่สุด
ก็มาเสียที”
อิ่นกวานหนุ่มที่เคยเป็นผู้บัญชาการณ์การสู้รบของสนามรบ
กำแพงเมืองปราณกระบี่จะต้องเป็นบุคคลของไพศาลที่เข้าใจเปลี่ยว
ร้างได้มากที่สุดอย่างแน่นอน บางทีอาจไม่มีหนึ่งในอะไรด้วยซ ้า
ก่อนหน้านี้ฝ่ายในของศาลบุ๋นเคยเกิดการถกเถียงกัน ไม่ว่าจะ
ตำหนิเขา หรือช่วยอธิบายแทนเขา อันที่จริงในใจของสองฝ่ายที่
เถียงกันต่างก็ต้องการในสิ่งเดียวกัน นั่นคือหวังว่าเขาจะมาเยือน
เปลี่ยวร้าง ให้คำแนะนำบอกกลยุทธ์ ถึงขั้นที่ว่าสามารถวางกลศึก
ควบคุมสถานการณ์จากเบื้องหลังอย่างชาญฉลาด เป็นผู้บัญชา
การณ์หลักของแนวรบบางเส้น นำทัพทำสงคราม…ยกตัวอย่างเช่น
หลัวกั๋วอวี้นั้นรู้สึกว่าในเมื่อเฉินผิงอันสามารถเป็นอิ่นกวานของ
กำแพงเมืองปราณกระบี่ได้ดี ทำไมถึงจะเป็น “อิ่นกวาน” แห่งไพศาล
ไม่ได้เล่า แม้กระทั่งตำแหน่ง ‘สิงกวาน” ก็มอบให้เขาไปพร้อมกันด้วย
ราชครูผู้เฒ่าพลันเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า “อีกฝ่ายจะต้องมีวิธีการ
ที่ใช้รับมือกับผู้ฝึกตนบนยอดเขาคนถึงสองคนอย่างแน่นอน”
ต่างฝ่ายต่างล่อลวงกันให้เข้ามาติดกับดักลึก แค่ต้องดูว่าใครจะ
สามารถทนมือทนเท้าได้มากกว่า ใครสามารถกินเหยื่อล่อได้หมดใน
รวดเดียวได้เร็วกว่ากัน
ฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งนั้น อวี่เสวียน เทียนซือใหญ่แห่งภูเขามังกร
พยัคฆ์ ฮว่อหลงเจินเหริน บางทีพวกเขาอาจจะลงมือแล้ว
ทว่าพลังการสู้รบบนยอดเขาของเปลี่ยวร้างกลับไม่มีความ
เสียหายใดๆ สัตว์เดรัจฉานที่พลังพิฆาตโดดเด่นพวกนั้นแค่ต้องยืนดู
อยู่ข้างๆ ก็พอ
และทางฝั่งของพวกเขาก็ยังเป็นแค่หนึ่งในสามเส้นแนวสู้รบของ
เปลี่ยวร้างเท่านั้น
ส่วนแนวเส้นสู้รบที่มีกองทัพม้าเหล็กต้าหลีและกองทัพชายแดน
ต้าโช่วเป็นกองกำลังหลัก ดูเหมือนว่าช่วงที่ผ่านมานี้จะมีคลื่นมรสุม
บางอย่างเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเหตุใด ราชสำนักต้าหลีถึงได้กลายเป็นแคว้น
เหนือหัวของราชสำนักต้าโซ่ว ใครก็ตามที่เป็นแม่ทัพของกองทัพ
ชายแดนต้าโซ่ว จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร? พวกเขาต่อสู้เอาเป็นเอา
ตายอยู่ข้างนอก ต้าโซ่วที่เดิมทีมีตำแหน่งสูงเป็นอันดับสี่ของไพศาล
จู่ๆ กลับกลายมาเป็นแคว้นใต้อาณัติที่ต้องคอยมอบบรรณาการ
ให้กับผู้อื่น นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน!
น่าสนใจอย่างมาก
การใช้กำลังทหารของ “เหล่าคนรุ่นเยาว์” ซึ่งมีหลัวกั่วอวี่เป็น
หนึ่งในนั้น ยังมีความระมัดระวังมากกว่าคนแก่อย่างพวกติงอ๋าวโหยว
เสียอีก แต่หากพวกเขารู้สึกว่าถึงเวลาที่สามารถลงมือได้แล้วก็จะ
ก้าวร้าวอย่างสุดขั้วยิ่งกว่าพวกคนแก่
หวงหม่างยกแขนขึ้นโบกไปด้านหน้าแรงๆ
กองทัพม้าของเฉิงกวานที่จัดขบวนกันอยู่ล่างภูเขาก็เริ่มบุก
ทะลวงเข้าตีแนวหน้า
ก่อนจะลงจากภูเขา อิ่นกวานที่จู่ๆ ก็มาเยือนสนามรบผู้นั้นได้เอ่ย
ประโยคหนึ่งกับพวกเขาว่า การโจมตีต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจ
ความปลอดภัยของเขา
หวงหม่างไม่มีความเป็นห่วงในด้านศีลธรรมคุณธรรมใดๆ ไม่
กังวลว่าหลังจบเรื่องจะถูกเฉินอิ่นกวานผู้นั้นอาฆาตแค้นหรือไม่
บนสนามรบ ในเมื่อเจ้าเฉินผิงอันกล้าพูดจาห้าวเหิมเช่นนี้ ถ้า
อย่างนั้นข้าหวงหม่างกับกองทัพชายแดนเฉิงกวานก็จะไม่เกรงใจเจ้า
แล้ว
เชื่อว่าเจ้าพูดจาบ้าระห ่า แล้วก็สร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ได้!
บนสนามรบ เฉินผิงอันถือหอกไว้เฉียงๆ ปลายหอกชี้ไกลๆ ไปยัง
ราชาบนบัลลังก์ใหม่ผู้นั้น
ใบหน้าเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน
ทำไม ในฐานะแม่ทัพหลัก เจ้ายังจะทำตัวเป็นเต่าหดหัวอีกหรือ?
แม่ทัพเกราะทองร่างกายกำยำผู้นั้นถือหอกควบม้า ใบหน้าสวม
หน้ากาก บนร่างสวมเสื้อเกราะหรูหรางดงามที่ส่องแสงสีทอง
มลังเมลือง ตรงเอวห้อยค้อนดาวตกขนาดจิ๋วสีแดงสดและสีดำไว้สอง
เล่ม
อย่าว่าแต่ใต้หล้าไพศาลเลย ต่อให้เป็นเปลี่ยวร้าง เฝ่ยหรานที่
เป็นผู้ครองใต้หล้าก็ยังไม่รู้รากฐานมหามรรคาของราชาบนบัลลังก์
ใหม่ผู้นี้
กุ่ยเค่อคนรักของเขา ดูเหมือนว่านางจะรู้เรื่องวงในบางอย่าง แต่
เนื่องจากเป็นข้อห้ามนางจึงไม่อาจพูดได้ เฝ่ยหรานไม่คิดมาก ขอแค่
เป็นประโยชน์ต่อเปลี่ยวร้าง ไม่สนหรอกว่าเขาจะมีความเป็นมา
อย่างไร
แม่ทัพบนหลังม้าสวมเสื้อเกราะสีทองยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับราวกับ
หินผา เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ถ่วงรั้งการผสานมรรคาของข้า รังแกกัน
เกินไปแล้ว”
หัวเราะดังลั่นชอบใจ “คิดจะเอาอย่างเจิ้งจวีจงที่ผสานมรรคาใน
ใต้หล้าแห่งอื่น แต่จนใจที่พลังตบะไม่ได้เรื่อง เดินหมากไม่ได้พลาด
แค่ก้าวเดียวจริงๆ”
คือปีศาจใหญ่ “เปียนจิ้ง” ที่ปีนั้นซ่อนตัวอยู่ข้างกายพวกหลินจ
วินปี้
อันดับแรกก็เป็นเฉินผิงอันที่รู้ตัวตนของอีกฝ่ายก่อน จากนั้น
ค่อยถูกเฉินฉุนอันผู้รอบรู้สังหารบนทะเล
ส่วนเปียนจิ้งคือร่างจริงหรือว่าจิตหยินไม่ก็จิตหยาง กลับไม่ใช่
เรื่องสำคัญแล้ว
เฉินผิงอันยกหอกทิ่มไปไกลๆ “มา อย่ามัวแกล้งตายอยู่เลย มา
เข่นฆ่ากับข้าสักครั้ง!”
ปลายหอกขยับเคลื่อนไปด้านข้างเล็กน้อย “ยังมีคนที่ฉายาว่า
โหรวถีนั่นด้วย ในเมื่อเป็นหวงหลวนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ก็อย่ามัว
ไข่หดอยู่เลย พวกเจ้ามาพร้อมกัน จะได้มีเพื่อนตอนออกเดินทาง”
“หนึ่งก้านธูปผ่านไป หากพวกเจ้ายังมีชีวิตรอดได้ ข้าผู้อาวุโสก็
จะปลิดหัวของตัวเองลงมามอบเป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีที่
เศษสวะสองคนอย่างพวกเจ้าได้รับเกียรติเลื่อนเป็นราชาบนบัลลังก์”
ภาษาที่อิ่นกวานพูด คือภาษากลางเปลี่ยวร้างที่สำเนียงถูกต้อง
ที่สุด
เลือดร้อนของกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจยิ่งพลุ่งพล่าน เปลี่ยนจาก
ความตะลึงระคนหวาดกลัวตอนแรกเริ่มสุดกลายมาเป็นฮึกเหิมอย่าง
สิ้นเชิง
ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ไม่ว่านิสัยใจคอจะเป็นอย่างไร
ประสบการณ์การฝึกตนเป็นอย่างไร ล้วนเชื่อมั่นในผู้แข็งแกร่งมาก
ที่สุด
นักพรตหญิงใช้เสียงในใจถามว่า “เอาอย่างไร?”
ราชาบนบัลลังก์ใหม่สิบแปดคนของเปลี่ยวร้าง ในนามย่อมต้อง
เป็นเฝ่ยหรานที่เป็นผู้นำ
ป๋ายเจ๋อนั้นอยู่อันดับที่สอง
หากผู้ฝึกกระบี่บรรพกาลสองคนที่มีป๋ายจิ่งเป็นหนึ่งในนั้นไม่ได้
ออกไปจากเปลี่ยวร้างจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
หากพวกเขาไม่เบียดราชาบนบัลลังก์ใหม่ที่ตบะค่อนข้างอ่อน
ด้อยสองคนให้ร่วงลงจากตำแหน่ง หรือไม่อย่างนั้นเปลี่ยวร้างก็จะมี
ราชาบนบัลลังก์ยี่สิบคน
แต่คำว่าไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนก็เป็นแค่ข้ออ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น
พวกราชาบนบัลลังก์ของเปลี่ยวร้างต่างก็จงใจปิดบังความจริงข้อหนึ่ง
ฟ้าดินเชื่อมโยงก่อนหน้านี้ นอกจากป๋ายจิ่งแล้วก็ยังมีผู้ฝึกกระบี่
ที่ว่ากันว่านอนหลับอยู่ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ เคยเป็นสหายดื่มสุราของ
เจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวชายหาดลั่วเป่า พวกเขาต่างก็ทยอยกันส่งกระบี่
อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเลือกยืนอยู่ฝ่ายของ โลกมนุษย์
เคลื่อนขึ้นบน” ไม่ได้ช่วยมหาสมุทรความรู้โจวมี่ที่ถูกบีบให้ต้องเป็น
“ฟ้าร่วงลงมา
นักพรตหญิงได้แต่จนปัญญากับเรื่องนี้
แม่ทัพม้าเกราะทองเหลือบมองม่านฟ้าแล้วถอนสายตากลับมา
เอ่ยว่า “ข้าจะไปเจอเขาสักหน่อย ทนเขามานานมากแล้ว”
นักพรตหญิงเอ่ย “ให้ข้าช่วยคุมหลังให้ไหม?”
แม่ทัพม้าเกราะทองลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ตอนนี้ยังไม่ต้อง”
นักพรตหญิงเอ่ยอย่างจนใจ “อย่าตายนะ”
หากสหายที่เป็นพันธมิตรผู้นี้รบตาย วันหน้าถ้ามีสงครามที่
คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นอีกคาดว่าเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้น ขอแค่เขายินดี
ก็คงสามารถช่วงชิงตำแหน่งผู้ครองเปลี่ยวร้างกับเฝ่ยหรานได้แล้ว
บนสนามรบมีเสียงดังกึกก้องดุจอสนีบาต ประหนึ่งน ้าขึ้นที่แผ่
ลามออกไป ที่แท้ไม่รอให้พวกเขาเคลื่อนทัพต้านรับศัตรู อิ่นกวานผู้
นั้นกลับเป็นฝ่ายทะลวงขบวนรบก่อนแล้ว
คนชุดเขียวลากหอกเดินไป ร่างทะยานว่องไวราวกับสายฟ้าแลบ
เริ่มเจาะทะลวงขบวนรบตามความหมายที่แท้จริง เห็นได้ชัดว่าเขา
ต้องการจะฝ่ากองทัพนับล้านเพื่อไปเด็ดหัวแม่ทัพฝ่ายศัตรู