กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 34.1 ทะลวงขบวนรบ
เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง จำต้องหลีกทางให้
แล้วนับประสาอะไรกับที่แม่ทัพหลักก็วางท่าชัดเจนว่าจะจับคู่ต่อสู้
กับอิ่นกวาน แล้วก็เริ่มควบม้าบุกทะลวงเข้าสู่ขบวนศึก เสียงตีกลอง
ของสตรีสวมชุดสีสันสดใสก็เริ่มเปลี่ยนจังหวะตามไปด้วย
ทันใดนั้นกองทัพใหญ่ของเปลี่ยวร้างที่เดิมทีตั้งขบวนกันแน่น
ขนัดก็คล้ายกับหิมะทับถมที่ถูกโยนก้อนเหล็กร้อนๆ เข้าใส่ พลัน
ละลายหายวับไปทันที
เพียงแค่เพราะความเร็วในการทะลวงขบวนรบของอิ่นกวานเร็ว
เกินไปจึงมีผู้ที่ขวางอยู่บนเส้นทางพุ่งทะยานของชายชุดเขียวลาก
หอกหลบไม่ทัน เผ่าปีศาจหลายพันตนจึงถูกพายุหมัดที่พุ่งมาปะทะ
ใบหน้าต่อยกระแทกมาโดน ทั้งร่างกาย จิตวิญญาณ เสื้อเกราะและ
อาวุธบนร่างของพวกมันต่างก็แหลกสลาย ผู้ใดขวางทางข้าล้วนต้อง
ตาย!
หลังจากนั้นก็เป็นเหล่าแม่ทัพและทหารในสมรภูมิจำนวนหลาย
ร้อยนายชั้นถัดไปที่ล้วนถูกหอกยาวของอิ่นกวานเสยปลิวกระเด็น
แสงที่พุ่งออกมาจากหอกยาวเหมือนเจียวหลงที่เลื้อยเคลื่อนตัว ค่อยๆ
ตัดทอนขบวนรบไปทีละชั้น เฉือนกำลังของกองทัพศัตรูให้บางลง
เรื่อยๆ เผ่าปีศาจที่หนีออกไปจากสองด้านยิ่งเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้งก็มีผู้ฝึกตนเซียนดินที่อำพรางตัวบางส่วนรังเกียจว่าในขบวน
ทัพเบียดเสียดกันมากเกินไป สถานการณ์ฉุนเฉินเร่งด่วนจึงต้องร่าย
เวทหลบหนี แต่ก็ยังถูกหอกยาวทิ่มมาแต่ไกล ร่างระเบิดแตกคาที่
กลายเป็นไอเลือดกลุ่มหนึ่ง ใครที่เวทคาถาสูง ผู้นั้นต้องตาย!
ขบวนของกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจเหมือนผ้าแพรไหมผืนหนึ่งที่
ถูกกระชากฉีกขาดอย่างแรง รอยฉีกยิ่งนานก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
มีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าตัวเองหลบพ้นประกายเฉียบ
คมมาได้แล้ว ไปหอบหายใจอยู่ริมขอบของรอยฉีก หันหน้าไปมอง
คนชุดเขียวแวบหนึ่ง คิดไม่ถึงว่านาทีถัดมาจะมีแสงหอกที่หอบหุ้ม
พายุกระโชกพัดแรงพุ่งมาถึง ไล่ฆ่าพวกเขาไปทีละคน คนที่มองข้า ผู้
นั้นต้องตาย!
ห่างออกไปไกล แม่ทัพหลักของกองทัพใหญ่ขบวนนี้ถือหอก
ด้วยมือข้างเดียว มือหนึ่งปลดค้อนดาวตกตรงเอวลงมา หมุนข้อมือ
เร็วรี่ ไม่ได้ขว้างหอกใส่อิ่นกวาน แต่ขว้างหอกดาวตกขนาดจิ๋วสีแดง
สดเล่มนั้นไปยังกลางอากาศสูง พริบตาเดียวค้อนดาวตกก็หายวับไป
ท้องฟ้าที่เดิมทีสว่างไสวกลับถูกปกคลุมไปด้วยม่านฟ้าพิลึกพิลั่นที่
อาบย้อมไปด้วยสีแดงอ่อน ผู้ฝึกตนทั่วไปแค่เงยหน้ามองก็รู้สึก
วิงเวียนตาลายอยากอาเจียน
สวมเสื้อเกราะสีทอง ถือหอกเหล็กเช่นเดียวกัน พุ่งตะบึงไป
ข้างหน้าราวกับบิน
เสียงกีบเท้าม้าดังเป็นระลอก วงแสงสีทองกระเพื่อมเป็นชั้นๆ
เหมือนริ้วน ้าที่แผ่ออกไป
ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาใหม่ผู้นี้ใช้นามแฝงว่าหวังจื้อ มีฉายา
ที่ไม่ได้แพร่หลายว่า “ต้าซวิ่น” ชื่อจริงเผ่าปีศาจตอนนี้ยังไม่รู้ชัด
ถูกเฉินผิงอันแพร่งพรายความลับสวรรค์ในประโยคเดียว
เส้นทางการผสานมรรคาไม่ต่างจากเจิ้งจวีจง ล้วนแสวงหาการฝ่า
ทะลุขอบเขตอย่างพร้อมเพรียงกันของทั้งร่างจริงและจิตหยินหรือไม่ก็
จิตหยาง
หากทำสำเร็จได้จริง ถ้าอย่างนั้นหวังจื้อก็จะเป็นสิบสี่ก่อนฝนตก
ได้อย่างสมชื่อ อีกทั้งยังเป็นสิบสี่ที่แข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้จะถูกเฉินผิงอันถ่วงรั้งการผสานมรรคา หวังจื้อในเวลานี้ก็
ควรจะเป็นบินทะยานแข็งแกร่งที่เป็นตัวสำรองของขอบเขตสิบสี่ได้
แล้ว
ดังนั้นก่อนที่เขาจะลงสนามรบ โหรวถีถึงได้พูดอย่างจริงใจว่า
“อย่าตาย” นี่แสดงให้เห็นว่านางมองประเมินฝีมือการต่อสู้ของอิ่นก
วานผู้นั้นไว้สูงแค่ไหน
นับตั้งแต่ที่เฉินผิงอันปรากฏตัวบนยอดเขาสูงกะทันหัน พาตัว
เข้ามาอยู่ในพื้นที่ใจกลางสมรภูมิรบของเปลี่ยวร้าง กระทั่งเขากำจัด
เผ่าปีศาจในรัศมีพันลี้จนสิ้นซาก มาจนถึงยามที่เขาเชื้อเชิญให้แม่
ทัพม้าเกราะทองกับโหรวถีลงสนามรบมาต่อสู้กัน อันที่จริงใช้เวลายัง
ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของก้านธูปเลยด้วยซ ้า
ก่อกำเนิดเฒ่าที่มีฉายาว่าฝูเจินจวิน เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ
เกินไป แค่กระทืบทีเดียวก็เด็ดหัวอีกฝ่ายได้แล้ว จากนั้นก็ใช้ค่ายกล
สายฟ้าหล่อหลอมจิตวิญญาณของเขาให้สิ้นซาก ไม่เหลือเรี่ยวแรง
ใดๆ ให้โจมตี
ส่วนการร่วมมือกันของภูเขาเล็กลูกนั้น เวทคาถามากมายถูก
ปลดปล่อยออกมา ร่วมมือกันได้อย่างรู้ใจ น่าเสียดายที่มาเจอกับเฉิน
ผิงอันที่เนื้อหนังมังสาแข็งแกร่งจนไร้เหตุผล
นี่จึงเป็นเหตุให้หวังจื้อกับโหรวถีวิเคราะห์พลังตบะที่แท้จริงของ
เฉินผิงอันได้ยากมากไม่อาจแน่ใจได้ถึงระดับความสูงต ่าของพลัง
พิฆาตที่แท้จริงของเฉินผิงอัน
แม่ทัพม้าเกราะทองปลดค้อนดาวตกสีดำเล่มที่สองออกจากเอว
อีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับโยนลงไปบนพื้นดินอย่างง่ายๆ
บนแนวเส้นเส้นหนึ่ง ในที่สุดก็ปะทะชนกัน
สองฝ่ายพุ่งสวนไหล่กันไปในชั่วพริบตา
เสาลำแสงพร่างพราวเส้นหนึ่งที่โน้มเอียงเข้าหาม่านฟ้าพลัน
ปรากฏขึ้นมา แทงทะลุม่านฟ้าที่เป็นสีแดงอ่อนชั้นนั้น ก่อเกิดเป็น
น ้าวนลูกหนึ่งที่เนิ่นนานก็ไม่สลายหายไปไหน
ขณะเดียวกันบนสนามรบก็มีเสียงฟ้าคำรณสะเทือนจนแก้วหู
แทบแตกดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง เผ่าปีศาจจำนวนมากที่ถอยห่างจาก
แนวเส้นการสู้รบเส้นนั้นไปได้ไกลมากพอแล้วเลือดสดไหลออกจาก
ทวารทั้งเจ็ด คนที่อาการหนักมากคือถูกแรงสะเทือนนั้นกระเทือนให้
ตายโดยตรง
คนที่มีชีวิตรอดได้ เดิมทีนึกว่าจะหนีพ้นหายนะครั้งนี้แล้ว กำลัง
จะถอยออกไปอีกช่วงระยะหนึ่ง แต่จู่ๆ เสื้อเกราะบนร่างของพวกมันก็
เกิดรอยปริร้าว เสียงปริแตกดังขึ้นเป็นระลอก นาทีถัดมา ใบหน้าก็
คล้ายถูกมีดกรีดจนเลือดโชกเปรอะเปื้อน ทหารระดับต ่าที่ไม่มี
คุณสมบัติจะสวมเสื้อเกราะอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นกระดูกขาว…แล้วก็มีพล
ทหารเฒ่าที่ค่อนข้างจะฉลาด รีบมองไปยังเบื้องหน้าที่คล้ายกับว่าง
เปล่าไม่มีสิ่งใดแล้วใช้ดาบฟันออกไปพยายามอย่างสุดกำลังที่จะฟัน
กระแสพายุหมัดที่มองไม่เห็นนั้นให้เกิดร่องเส้นหนึ่ง แต่กลับ
กลายเป็นว่าทำร้ายให้เผ่าปีศาจที่อยู่สองฝากฝั่งถูกหล่อหลอมเลือด
เนื้อไปในพริบตา
แสงสีเขียวเส้นหนึ่งหยุดนิ่งที่อยู่ที่เดิม
แสงสีทองเส้นนั้นถือโอกาสพุ่งออกไปร้อยกว่าจั้ง แล้วจึงค่อยๆ
ชะลอความเร็วลง หวังจื้อหันหัวม้ากลับ หน้ากากที่สวมอยู่บนใบหน้า
แตกสลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เมื่อครู่นี้ถูกเฉินผิงอันงัดหอกขึ้น แทงทะลุหัวม้าที่เขานั่งไปก่อน
แล้วค่อยพุ่งตรงมาที่ใบหน้าของเขา หลังจากที่หวังจื้อแทงหอกสวน
เข้าใส่อีกฝ่ายก็บิดลำคอออกเล็กน้อย หลีกเลี่ยงไม่ให้มีจุดจบถูกหอ
กบดกระดูกขากรรไกรล่างจนแหลกละเอียด แล้วก็เพราะมีหน้ากากที่
เป็นระดับขั้นอาวุธเขียนกั้นขวางไว้ หวังจื้อจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ แค่
เผยใบหน้าครึ่งหนึ่งออกมาเท่านั้น แต่หน้ากากเหมือนมีชีวิต ประหนึ่ง
ปรอทที่ไหลริน ซ่อมแซมตัวเองจนบดบังใบหน้าของหวังจื้อได้อีกครั้ง
หวังจื้อนั่งอยู่บนหลังม้าสูง มือถือหอกเหล็กมองเฉินผิงอัน
พาหนะชิ้นนี้ของเขาจำแลงมาจากวัตถุแห่งชะตาชีวิตชิ้นหนึ่ง
ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินผิงอันถึงกับถือหอกเหล็กไว้ด้วยมือข้างเดียว
ตลอดเวลา เวลานี้เขาสะบัดข้อมือเบาๆ ปลายหอกสั่นสะเทือนไม่หยุด
พริบตาเดียวก็หยุดนิ่ง
หันตัวกลับมา มาเผชิญหน้ากับแม่ทัพม้าสวมเสื้อเกราะสีทองอีก
ครั้ง เฉินผิงอันยกมือซ้ายขึ้นดีดชุดเขียวตรงตำแหน่งของหัวใจเบาๆ
หอกนั้นของหวังจื้อ มองดูเหมือนดุร้ายอำมหิตอย่างถึงที่สุด แต่
แท้จริงแล้วแม้กระทั่งปณิธานหมัดของกระบวนท่าหมัดอักษรเดียว
อย่างท่า “น ้าเคลือบ” ก็ยังไม่สามารถแทงทะลุไปได้
“อ่อนด้อยขนาดนี้เชียว? จงใจเปิดช่องว่างให้เจ้าหรอกนะ”
เฉินผิงอันมีท่าทางคล้ายตกตะลึงอย่างหนัก ยิ้มถามว่า “แสร้งทำ
เป็นอ่อนแอให้ศัตรูเห็นก็ควรจะต้องมีขอบเขตบ้างนะ”
หวังจื้อได้ยินเสียงเตือนในใจ “ระวัง ต้องระวังให้ดี ยามที่เขาเข่น
ฆ่าอยู่บนสนามรบหรือไม่ก็ถามหมัดกับคนอื่น แทบจะไม่เคยพูดอะไร
ขอแค่เปิดปากพูดก็แสดงว่าต้องมีแผนการแอบแฝงอย่างแน่นอน!”
เฉินผิงอันหันหลังให้กับสตรีบนกลองที่อยู่ตรงธงผืนใหญ่ ยิ้มเอ่ย
ว่า “พูดเก่งนักใช่ไหมเจ้ารอข้าก่อนเถอะ”
ทำไมหวังจื้อเองจะไม่จงใจเปิดโอกาสตัดหัวสังหารในเสี้ยววินาที
ให้กับอิ่นกวานเช่นกันเล่า?
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่หลงกล หาไม่แล้วก็สามารถมั่นใจในพลัง
พิฆาตสูงสุดของเขาได้แล้ว
ผู้ที่ชมอยู่ข้างๆ ไม่อาจแน่ใจในสถานการณ์ที่แท้จริงของการ
จับคู่เข่นฆ่าครั้งนี้ได้ พวกมันก็แค่มีความคิดอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน
โดยไม่ได้นัดหมาย
มองไปแล้ว แม่ทัพใหญ่กับอิ่นกวาน ต่อจากนี้มีความเป็นไปได้
อย่างมากที่จะต่อสู้กันอย่างยากลำบาก? ต้องได้สู้กันแน่!
ปีนั้นหลีเงินก็ต้องเคยคิดแบบนี้ หลังจากนั้นเหล่าผู้ฝึกกระบี่ทั้ง
กระโจมเจี่ยเชินที่มีภูมิหลังอันโดดเด่น คือลูกรักแห่งสวรรค์อย่างสม
ชื่อ พวกเขาเองก็น่าจะคิดแบบนี้เหมือนกัน
ทหารม้าสวมเสื้อเกราะสีทองเริ่มทำการบุกตะลุยไปอีกครั้ง
หมัดทับซ้อนแปดสิบเอ็ดหมัดของเฉินผิงอัน พายุหมัดกรอกเท
เข้าไปในหอกเหล็กที่อยู่ในมือขวา ปณิธานหมัดหมุนวนอยู่รอบหอก
วาดวงกลมประหนึ่งห่วงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทับซ้อนเข้าด้วยกัน
หอกถูกขว้างออกไป แหวกอากาศไปเป็นเส้นตรง ถึงกับสร้าง
ความปั่นป่วนให้กับแม่น ้าแห่งกาลเวลา ต่างฝ่ายต่างกระแทกชนกัน
จนก่อให้เกิดแสงแก้วใสห้าสีระลอกหนึ่ง
ใต้หน้ากาก ดวงตาสองข้างของหวังจื้อเบิกกว้าง
หลบไม่ทัน หอกยาวแทงทะลุเสื้อเกราะสีทอง ทะลุผ่านหน้าท้อง
แล้วก็ยังคงพุ่งไปไม่หยุดยั้ง พาร่างของหวังจื้อให้กระเด็นไปตามแรง
กระแทกของหอก
โดนหอกนี้เข้าไปอย่างจัง คนหนึ่งคนกับม้าหนึ่งตัวก็พลันหายวับ
ไปกลางอากาศ
หอกยาวที่เฉินผิงอันขว้างออกไปเล่มนั้นกลับประหลาดอย่างยิ่ง
มันหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศระดับสูงเท่าตัวคน เหมือนถูกเวทคาถา
ผนึกเอาไว้
ก้าวออกไปหนึ่งก้าว หดย่อพื้นที่พันกว่าจั้ง เฉินผิงอันยื่นมือไป
กุมหอกยาว ใช้ปณิธานหมัดกระเทือนตราผนึกพวกนั้นให้แหลก
สลาย ยิ้มด่าว่า “แม่งวิชากักกระบี่ประหลาดอีกบทหนึ่งแล้ว แต่ละคน
ล้วนชอบเล่นงานผู้ฝึกกระบี่ขนาดนี้เลยใช่ไหม?”
ต่างฝ่ายต่างสลับตำแหน่งกัน หวังจื้อไปเผยกายอยู่ตรงสนามรบ
ที่เลือดสดนองเต็มพื้นดิน ม้าศึกที่ก็สวมเสื้อเกราะสีทองเช่นกันตัวนั้น
กลายมาเป็นน ้าไหลสีทองบริสุทธิ์สายหนึ่งที่พากันพุ่งกรูเข้าไปในร่าง
ทองของหวังจื้อ ใช้ความเร็วที่เร็วอย่างถึงที่สุดรักษาบาดแผลที่เป็นรู
ตรงหน้าท้อง
สรุปแล้วคือหมัดสูง? หรือเพราะขอบเขตวิถีวรยุทธได้ข้ามผ่าน
ธรณีประตูนั้นไปแล้วกันแน่?
หวังจื้อจำต้องใช้เสียงในใจถามเรื่องหนึ่ง “สหายโหรวถี ไม่อาจ
อนุมานได้จริงๆ หรือ?”
แม้จะบอกว่ายังไม่ได้รับบาดเจ็บไปถึงรากฐานมหามรรคา
สูญเสียตบะไปแค่เล็กน้อยแต่หวังจื้อก็ยังอยากรู้ในเรื่องนี้
นักพรตหญิงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเคยมีการพิสูจน์
กันมานานแล้วหรือ ช่วงนี้คิดจะอนุมานเรื่องของใครก็ไม่ควรไป
อนุมานเรื่องของเขา ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องเปลืองแรงเปล่า ไม่อาจ
อนุมานได้อย่างแม่นยำ”
หวังจื้อยื่นมือออกไป เสกหอกเหล็กเล่มใหม่มาเป็นอาวุธอีกครั้ง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที รอบด้านก็พลันมีไอหมอกขาวโพลน
เลือดสดทั้งหลายที่อยู่บนพื้นดิน เศษซากแขนขากระจัดกระจาย และ
ยังมีจิตวิญญาณที่ถูกพลังของอาวุธบดขยี้จนแหลกสลาย…หากว่า
ปรากฏอยู่ในสายตาของนักมองลมปราณที่ฝึกตนประสบความสำเร็จ
ก็จะกลายเป็นเถ้าขี้ธูปในเสี้ยววินาที
นักพรตหญิงถามหยั่งเชิง “ไม่สู้เลือกเขา? ถึงอย่างไรอิ่นกวานผู้
นี้ก็คู่ควรกับการได้รับการปฏิบัติของขอบเขตสิบสี่อยู่แล้ว”
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยอย่างหนักแน่นเฉียบขาดว่า “มาก
พอเหลือแหล่แล้ว!”
หวังจื้อเอ่ยอย่างมีโทสะ “ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติมากพอ แต่
เป็นเพราะเขาเจ้าเล่ห์มาโดยตลอด ฆ่าได้ยากมาก! หากแผนการที่
วางไว้ไม่เป็นผลสำเร็จ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?”
นักพรตหญิงตอบไม่ถูก
นั่นสิ อีกฝ่ายถึงขั้นมีชีวิตรอดออกมาจากกำแพงเมืองปราณ
กระบี่ได้ สามารถรอดมาจากฟ้าดินเชื่อมโยงที่ต้องปะทะกับโจวมี่
มหาสมุทรความรู้ซึ่งๆ หน้าได้ ใครจะกล้าพูดว่าต้องฆ่าเขาได้
แน่นอน?
เรื่องของการอนุมานคำนวณนั้นกลัวอะไรมากที่สุด? กลัวว่าจะ
ไปอนุมานเจอขอบเขตสิบสี่มากที่สุด
พูดถึงแค่โจวมี่ที่เดินขึ้นสวรรค์จากไป ได้ครอบครองสรวงสวรรค์
ใหม่เอี่ยม นอกจากคนของเปลี่ยวร้างแล้ว ยิ่งเป็นผู้ฝึกตนใหญ่ที่ตบะ
สูงส่งลึกล ้ามากเท่าไรก็ยิ่งไม่กล้าเรียกชื่อของเขาตรงๆ มากเท่านั้น
ข้อห้ามมีมากมาย แม้กระทั่งชื่อของเขาก็ยังไม่กล้าพูดถึง นั่นก็
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำนายดวงของเขาเลย?
ผู้ศึกษามรรคาล้วนพูดกันว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต แล้วผู้ฝึกตน
จะกล้าไปคำนวณ “ฟ้า” ได้อย่างไร?
ยกตัวอย่างเช่นการร่วมมือกับเต้ากวานของป่ายอวี้จึงกลุ่มใหญ่
ก่อนหน้านี้ ร่วมแรงกันอนุมานคำนวณถึงแขกต่างถิ่นที่พูดจาไร้
ความยำเกรงผู้นั้น ผลก็ไม่ใช่ว่าต้องติดกับหรอกหรือ?
นี่ก็คือจุดที่ไร้เหตุผลของ “ครึ่งของหนึ่ง” ที่คนหนึ่งอยู่บนฟ้า อีก
คนหนึ่งอยู่บนดิน
แน่นอนว่ารอกระทั่งฟ้าดินเชื่อมโยงสิ้นสุดลง อะไรคือหนึ่ง อะไร
คือครึ่งของหนึ่ง ล้วนเป็นเพียงเมฆหมอกที่ลอยคล้อยผ่านไปแล้ว
ไม่รู้ว่ามีคนกี่มากน้อยที่ถอนหายใจอยู่ในใจ ไม่รู้ว่ามีคนกี่มาก
น้อยที่เหมือนจิตวิญญาณหลุดลอย ไม่รู้ว่าคนกี่มากน้อยที่แอบรู้สึก
ว่าตัวเองโชคดี ไม่รู้ว่ามีคนกี่มากน้อยที่ไม่สนใจอะไรเลย
ราวกับว่ากำลังดื่มต ่ากับการ ‘สละตน” ปราณแห่งมรรคาบนร่าง
ของหวังจื้อเพิ่มขึ้นพรวดพราด แสงสีทองไหลรินไปทั่วร่าง ยิ่งขับดัน
ให้เสื้อเกราะตัวนั้นส่องประกายแสงพร่างพราวงดงามยิ่งกว่าเดิม
เขาถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว สองมืออยู่ในท่ากำดาบ
รวบรวมพลังปราณให้กลายมาเป็นดาบพิฆาตอาชาเล่มหนึ่ง
ห่างไปไกล เฉินผิงอันส่ายหน้า “ผู้ที่กลืนกินปราณ ย่อมมีจิต
วิญญาณแจ่มใสและอายุยืน แล้วผู้ที่กลืนกิน “ผู้กลืนปราณ” นั้น
แท้จริงแล้วเป็นสิ่งใดกันแน่?”
ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมตลอดเวลา ดูจากท่าทางแล้วคงต้องการชั่ง
น ้าหนักคุณสมบัติของ “ดาบอาคม” ของราชาบนบัลลังก์ใหม่ผู้นี้แล้ว
เฉินผิงอันสะบัดควงหอก เอ่ยเยาะเย้ยว่า “เอาอย่างเจิ้งจวีจงไม่
สำเร็จ ก็เลยจะหันไปเอาอย่างโจวมี่แทน? ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี ก็เลย
หวังอยากจะได้ฉายาว่าป้ายเจ๋อน้อยอย่างนั้นหรือ?”
หวังจื้อลากเส้นสีทองเส้นหนึ่งไปบนสนามรบแห่งนี้ พริบตาเดียว
ก็ขยับร่างเข้ามาใกล้ดูเหมือนว่าเฉินผิงอันจะเลือกใช้ท่าต้านรับที่ไม่
ฉลาดที่สุด เอาหอกขวางเป็นแนวนอนอยู่ตรงหน้า ถูกดาบฟันลงมา
กลางหอก ทั้งคนทั้งหอกพุ่งกระเด็นออกไปพร้อมกัน ดาบพิฆาต
อาชาขนาดใหญ่ยักษ์ฟันลงบนความว่างเปล่า คมแสงดาบที่อยู่
รูปลักษณ์เหมือนพัดครึ่งเล่มแผ่ลามไปบนพื้นดินไกลออกไปหลาย
ร้อยจั้ง เฉินผิงอันพลิ้วกายลงที่ด้านหลัง สองมือกำไว้ หลวมๆ หอก
พลิกหมุนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกำไว้ด้วยมือข้างเดียว ทั้งหัวหอก
และปลายหอกต่างก็ส่งเสียงดังหนึ่งๆ แต่ก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว
โจมตีสำเร็จ ชิงโอกาสได้เปรียบมาก่อน หวังจื้อได้ทีแล้วก็ไม่
ยอมละเว้นอีกฝ่ายไปง่ายๆ เรือนกายเร็วยิ่งกว่ายันต์หดย่อพื้นที่ มือ
มีดข้างหนึ่งฟันปาดไปในแนวขวาง หมายจะฟันผ่าเอวของคนชุด
เขียว
หอกเหล็กจิ้มมาที่หัวของหวังจื้อ
หวังจื้อถึงกับปล่อยให้ปลายหอกแทงคว้านหัวจนเละ ดาบไม่
เพียงแต่ไม่ช้าลง กลับกันยังพุ่งไปอย่างว่องไว ฟันไปที่เอวของเฉินผิง
อันอย่างโหดเหี้ยม เกิดแรงสั่นสะเทือนกึกก้องพร้อมเสียงแตกหักดัง
ขึ้น
ทว่าสิ่งที่แตกหักกลับไม่ใช่เรือนกายของเฉินผิงอัน แต่เป็นพายุ
ปณิธานหมัดที่คล้ายกับพื้นผิวเคลือบชั้นหนึ่งของกระเบื้องลายคราม
บทพิเศษ ตอนที่ 34.2 ทะลวงขบวนรบ
หวังจื้อที่ไร้หัว ร่างทั้งร่างเหมือนเม็ดเสื้อเกราะสำนักการทหาร
เม็ดหนึ่งที่ไม่มีจุดเปราะบางซึ่งสามารถเอาชีวิตได้ ร่างกายของเขาไม่
มีการชะงักค้าง ขยับเคลื่อนไปด้านข้างอย่างว่องไว ยกแขนขึ้น ดาบ
พิฆาตอาชาในมือฟันแสกหน้าเฉินผิงอัน
พริบตานั้นเรือนกายสีเขียวกับความเร็วในการแทงหอกก็เร็ว
จนถึงขอบเขตลี้ลับมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่ออย่างหนึ่ง เหมือนจะเป็น
การ “ไหลไปตามกระแสน ้า” กลายมาเป็นเรือลำหนึ่งที่เพิ่งถูกปล่อย
ลงในแม่น ้าแห่งกาลเวลา ไม่เพียงแต่หลบเลี่ยงคมดาบมาได้ กลับกัน
ยังพุ่งทะลวงหน้าอกไร้หัวของหวังจื้อ หอกเหล็กเหมือนติดอยู่ใน
กำแพงแห่งหนึ่ง นาทีถัดมา คนขุดเขียวก็มาโผล่อยู่ด้านหลังเสื้อ
เกราะสีทอง ยื่นมือไปคว้าปลายหอกเอาไว้ แล้วชักหอกเหล็กเล่มนั้น
ออกมาเบาๆ
“เจ้านี่ก็ถือว่าถ่อมตนและใฝ่รู้ใฝ่เรียนเหมือนกันนะ ก็แค่ว่า
คุณสมบัติแย่ไปสักหน่อย ไม่ว่าเรียนอะไรก็ไม่สำเร็จ ทำไมไม่เอา
อย่างเฝ่ยหรานที่จิตแห่งมรรคาเลื่อมใสใฝ่หาไพศาลล่ะ?”
ระหว่างที่พูด เฉินผิงอันก็กุมปลายหอก ถือหอกเหล็กกลับฝั่ง
ฟาดไปในแนวขวางต่างกระบอง ดูเหมือนว่าต้องการจะสอนให้หวังจื้อ
รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าฟันผ่าเอวที่แท้จริง
หวังจื้อที่หัวขาดไปแล้วถูกหอกฟันเอวผ่าครึ่ง เรือนกายสองท่อน
ร่วงลงพื้น กลายมาเป็นของเหลวสีทองสองกอง
ไม่รอให้เฉินผิงอันซ ้าอีกที ของเหลวสีทองสองกองก็แทรกซึมลง
ไปในพื้นดินอย่างว่องไว ผ่านไปไม่นานเท่าไรบนสนามรบก็มี
“หวังจื้อ” สองคนที่รูปโฉมสมบูรณ์ปรากฏตัว
เฉินผิงอันเบ้ปาก เป็นอย่างที่คาดเดาไว้จริงเสียด้วย ราชาบน
บัลลังก์ใหม่ผู้นี้เดินไปบนเส้นทางของการหล่อหลอมคล้ายคลึงกับ
นักพรตหญิงอู่โจวแห่งใต้หล้ามืดสลัว
พูดง่ายๆ ก็คือหล่อหลอมเรือนกายของตัวเองไปแล้ว ทำได้ถึงขั้น
ที่สร้างฟ้าดินขนาดเล็กได้ด้วยตัวเองตามความหมายที่แท้จริง
ก็ถือเป็นเผ่าปีศาจที่มีพรสวรรค์ไม่ขาดความคิดและจินตนาการ
อันบรรเจิดคนหนึ่ง
หวังจื้อสองคนเปิดปากถามพร้อมกันว่า “เฉินผิงอัน เจ้าเลื่อน
เป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้วหรือ?”
เมื่อเทียบกับแม่ทัพทหารม้าสวมเสื้อเกราะสีทองก่อนหน้านี้
หวังจื้อสองคนในเวลานี้ก็แค่แสงสีทองอ่อนจางลงกว่าเดิมสองสาม
ส่วนเท่านั้น
หากว่าปริมาณสีของ ‘ร่างทอง” สามารถแสดงให้เห็นถึงพลังการ
สู้รบของหวังจื้อตัวปลอมคนหนึ่งได้ ถ้าอย่างนั้นวิชาอภินิหารบทนี้ก็
ถือว่าน่าชื่นชมอย่างมากแล้ว
เปลี่ยนจากหนึ่งเป็นสอง เท่ากับว่ามีหวังจื้อสามคน แล้วเปลี่ยน
จากสองไปเป็นสี่ พลังการต่อสู้จะไม่ยิ่งร้ายกาจหรอกหรือ?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ท่ามกลางสนามรบที่วุ่นวายไม่ใช่การ
ประลองเวทคาถาตัวต่อตัว หวังจื้อผู้นี้จะทั้งฆ่าได้ยาก แล้วยังสามารถ
อาศัยวิชาการแยกร่างนี้มาเพิ่มพลังตบะได้ด้วย? ขอแค่ไม่เจอกับ
ขอบเขตสิบสี่ ก็ไม่ใช่ว่าไร้ศัตรูเทียมทานบนสนามรบเลยหรือ?
สมควรตายจริงเสียด้วย
แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง หวังจื้อใช้เวทอำ
พรางตา แสร้งทำท่าข่มขู่ให้กลัว แสร้งแสดงความแข็งแกร่งให้ศัตรู
เห็น?
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คำถามนี้ช่างถามมาได้ ทำไมไม่เห็นเจ้าบอก
ชื่อจริงเผ่าปีศาจให้ข้ารู้บ้างล่ะ?”
หวังจื้อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน “เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้ากำลังรออะไร
อยู่?”
เฉินผิงอันหรี่ตายิ้มเอ่ย “ยังจะรออะไรได้อีก? เจ้ารอให้กำลังเสริม
มาช่วย แน่นอนว่าข้าต้องรอเศษสวะมาเพิ่มมากกว่านี้”
นอกจากหวังจื้อแล้ว เผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างก็น่าจะมีคนอยู่ไม่
น้อยที่รู้สึกว่า…พูดคุยกับอิ่นกวานช่างน่าสนใจเหลือเกิน อิ่นกวาน
พูดจามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ความคิดถัดมาก็คือทำไมอิ่นกวานถึงไม่ใช่คนฝั่งของเปลี่ยวร้าง
พวกเรานะ?
ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ เอ่ยประโยคที่คล้ายว่า
โอหังบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด
“ผู้ที่มาถึงก่อนย่อมเป็นผู้นำ ผู้อาวุโสที่เจ้าควรเรียนรู้เอาอย่าง
แท้จริงแล้วควรเป็นข้า”
ขาดคำของเขา ร่างทองของหวังจื้อสองร่างก็ระเบิดแตก ร่างหนึ่ง
ถูก “ผ่าแยกออกเป็นแผ่น” ร่างทองอีกร่างถูกทุบแตก
ทางฝั่งสนามรบแถบนี้ บนพื้นดินไม่เห็นเลือดสดสักหยด
ซากศพจำนวนมากก็กลายเป็นหนังหุ้มกระดูกแห้งเหี่ยว โครงกระดูก
กลายเป็นสีซีดขาว ราวกับว่าสนามรบแห่งนี้ไม่ได้สดใหม่อีกต่อไป
แต่คือซากปรักแห่งหนึ่ง
ในเมื่ออิ่นกวานรู้ตัวตนและรากฐานมหามรรคาแล้ว นักพรต
หญิงที่มีชื่อจริงว่าโหรวถีจึงไม่ปิดบังอำพรางตัวตนอีกต่อไป นางถอน
เวทอำพรางตาออก
นางแต่งกายด้วยชุดของลัทธิเต๋า มือหนึ่งถือแส้ปัดฝุ่น สวมชุด
คลุมอาคมสามถ ้าเก้าสีเปล่งประกายเรืองรองหลากสีสัน ตรงเอวพก
หยกประดับ สวมรองเท้าย ่าเมฆสีขาวหิมะคู่หนึ่ง ด้านหลังคือแสงรัศมี
ดวงจันทร์เรืองรองห้าสี
กวานเต๋าบนศีรษะโดดเด่นสะดุดตาที่สุด หล่อหลอมขึ้นมาจาก
แก่นทอง ประดับด้วยแผ่นทองคำเปลว’ ครอบปิดบนมวยผมแล้วกลัด
ยึดด้วยปิ่นปักผม”
เพียงแต่ว่ากวานเต๋านั้นไม่ถูกต้องตามระเบียบ ถือว่า “ล ้าฐานะ”
อย่างมาก บนกวานดอกผุดตานมีดอกบัวเบ่งบาน เหนือกวานดอกบัว
ก็มีกวานหางปลา
ทางฝั่งยอดเขา ติงอำวโหยวได้ร่ายวิชาอภินิหารมองขุนเขา
สายน ้าผ่านฝ่ามือเพื่อให้ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์โดยทั่วกัน เพียงแต่
ว่าถูกริ้วคลื่นและเสียงกลองที่มองไม่เห็นจากองใหญ่ผืนนั้นแผ่มา
รบกวน ภาพจึงค่อนข้างจะพร่าเลือน
เซียนเหรินผู้เฒ่าเอ่ยเย้ยหยัน “หากว่าสตรีผู้นี้ไปใต้หล้ามืดสลัว
แล้วเต้ากวานของป๋ายอวี้จิงเห็นเข้า คงสนุกน่าดู”
บันทึกของนักพรตหญิงแห่งเปลี่ยวร้างผู้นี้ที่อยู่ในเอกสารของ
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางส่วนใหญ่จะใช้ฉายาเก่าของนางว่า “ชั่วเหริน”
มากกว่า
ราชครูเฒ่าก็เพิ่งเคยจะได้ยินครั้งแรกว่านางมีความเกี่ยวข้องกับ
หวงหลวนราชาบนบัลลังก์เก่า จำต้องนับถืออิ่นกวาน เขาช่างรู้เรื่อง
วงในของเปลี่ยวร้างดีเหลือเกิน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าประโยคที่แม่ทัพม้าสวมเสื้อเกราะสีทองผู้นั้นเอ่ย
ว่า “ถ่วงรั้งการผสานมรรคา’ ของข้า ความจริงของเรื่องนี้เป็น
อย่างไร?
กวอจินเซียนกลับเอ่ยชมไม่ขาดปาก อิ่นกวานพูดกับนักพรต
หญิงว่าอย่ามัว “ไข่หดอะไรนั่น ช่างหยาบคายเหลือเกิน
ผู้ฝึกกระบี่โซ่วเฉิน เทพเกราะทอง “เปียนจิ้ง” แม้กระทั่งชั่วเหริน
ผู้นี้ เผ่าปีศาจขอบเขตเซียนเหรินสามคนนี้ ในปีนั้นต่างก็อยู่บน
สนามรบของไพศาล ถือเป็นคนที่ต้องฆ่าให้ได้คล้ายคลึงกับพวกหนิง
เหยา อู๋เฉิงเพ่ยแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ สำหรับกระโจมทัพของ
เปลี่ยวร้างแล้ว ต่อให้ต้องจ่ายราคาเท่าไรก็ยินดีทุ่มสุดตัวเพื่อสังหาร
พวกเขา
สนามรบแห่งนี้ มีสองในสามอยู่ด้วย
ติงอ๋าวโหยวถามอย่างประหลาดใจ “แม่ทัพกวอ เจ้าเองก็เป็น
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ ดูจากการลงมือในระยะเวลาสั้นๆ ของเฉินอิ่นก
วาน เดาออกหรือไม่ว่าขอบเขตที่แท้จริงของเขาในเวลานี้คืออะไร?”
กวอจินเซียนเองก็ไม่อาจแน่ใจในระดับความสูงของวิถีวรยุทธ
เฉินผิงอันได้ ได้แต่บากหน้าตอบไปว่า “ในเมื่อขนาดเฉาสือก็ยังไม่มี
ข่าวว่าเขาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้ว คิดดูแล้วทุกวันนี้เฉินอิ่นก
วาน…อย่างมากสุดก็น่าจะเป็นขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทาง
กระมัง”
หวงหม่างยิ้มเอ่ย “แม่ทัพกวอแน่ใจขนาดนี้เลยหรือว่าราชครูเฉิน
จะต้องสู้เฉาสือไม่ได้มีแต่จะเลื่อนเป็นขอบเขตเทพสงครามได้ช้า
กว่า?”
กวอจินเซียนสีหน้ากระอักกระอ่วน
ก่อนหน้านี้เขาก็แค่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของเฉินผิงอันมา
เท่านั้น
ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดในตำนานมีคำจำกัดความว่าอย่างไร
ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างชัดเจน ยังคงเป็นปริศนาที่ใหญ่เทียม
ฟ้า
ถ้าอย่างนั้นเมื่อขอบเขตสิบเอ็ดมาอยู่ในสนามรบ สามารถสร้าง
พลังทำลายล้างได้มากแค่ไหน แน่นอนว่าไม่อาจคาดการณ์ได้
ทว่าสิบสี่ใหม่หลังฝน แต่ละคนพากันผุดออกมา ถ้าอย่างนั้น
สงครามครั้งหนึ่งในสถานที่หนึ่งในวันหนึ่ง ก็จะต้องมีผู้ฝึกยุทธ
ขอบเขตสิบเอ็ดปรากฏตัวอย่างแน่นอน นี่คือเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยแล้ว
โหรวถีโยนแส้ปัดฝุ่นในมือออกไป มันจำแลงกลายเป็นรุ้งยาวสี
ขาวหิมะที่ยาวมากเส้นหนึ่ง เหมือนมังกรที่เลื้อยอยู่บนสนามรบที่ห่าง
ออกไป บดขยี้พายุหมัดที่กระจัดกระจายให้แหลกสลาย หลีกเลี่ยง
ไม่ให้ไปทำร้ายเผ่าปีศาจจำนวนมากกว่าเดิมบนสนามรบ
สุดท้ายเหมือนก่อกำแพงสูงสีขาวหิมะแถบหนึ่งขั้นมาในพื้นที่ว่าง
เปล่า ล้อมรอบหวังจื้อและอิ่นกวานที่จับคู่ต่อสู้กันเอาไว้
พูดให้ถูกก็คืออิ่นกวานคนเดียวต่อสู้กับหวังจื้อสี่คน
ขณะเดียวกัน ในที่สุดหวังจื้อก็เปิดค่ายกลใหญ่ เหมือนอริยะ
สำนักการทหารที่นั่งบัญชาการณ์ชากปรักสนามรบแห่งหนึ่ง สร้าง
ดินแดนมายาขึ้นมามากมาย
ส่วนเรื่องที่ว่าอิ่นกวานจะมองเห็นภาพอะไรบ้าง พวกคนที่มองดู
อยู่ย่อมไม่อาจรู้ได้ทางฝั่งของโหรวถีกับทางฝั่งของบนยอดเขา เห็น
แค่ว่าอิ่นกวานหนุ่มประมือกับพวกหวังจื้อที่ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตายเสียที
ทุกครั้งยังต้องมีการกระทำที่ “เกินความจำเป็น” ดูเหมือนว่าจะต้องใช้
หอกยาวทุบทำลาย ‘ภาพวาดลายเส้น” ให้แตกสลายไปทีละภาพด้วย
โหรวถีเป็นกังวลอยู่ในใจ ร่างทองสี่ร่างที่หวังจื้อจำแลงออกมา
ขยับเข้าใกล้ขีดจำกัดสูงสุดที่ตบะของขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์
แบบจะประคับประคองได้แล้ว
เห็นรุ้งยาวหมุนรอบสนามรบ ปกป้องเผ่าปีศาจรอบด้านที่อยู่นอก
‘กำแพง” เอาไว้ สตรีบนกลองก็คลี่ยิ้มหวาน
ผู้ฝึกตนหญิงที่สถานะโดดเด่นผู้นี้มีฉายาว่าจินเชิง ชื่อว่าอวี่หลง
และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมในใจนางถึงรู้สึกใกล้ชิดกับผู้อาวุโส
โหรวถี ไม่ใช่แม่ทัพหลักหวังจื้อ ยิ่งไม่ใช่พวกราชาบนบัลลังก์เก่า
อย่างพวกหยวนโช่ว พวกเขาเอาแต่แสวงหาขอบเขตไร้ศัตรูทัดเทียม
ทานที่เป็นปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว ทุ่มเทกำลังในการยกระดับ
พลังตบะของตัวเองให้สูงขึ้น ไม่เคยมองผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจคนใดมี
ชีวิต พวกเขามองผู้ฝึกตนของไพศาลอย่างไรก็มองผู้ฝึกตนของใต้
หล้าบ้านเกิดตัวเองอย่างนั้น ราวกับว่าขอแค่ขอบเขตต ่ากว่าพวกเขา
ก็ล้วนเป็นแค่มดตัวหนึ่ง เป็นแค่ชีวิตที่ต ่าต้อยด้อยค่า
อวี่หลงที่นับแต่เด็กมาก็ชอบอ่านตำราพิชัยสงคราม คุ้นเคยกับ
สนามรบเป็นอย่างดีนางรู้เรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ในสนามรบที่พวก
หยวนโซ่วได้เปรียบหรือฝีมือสูสีกัน มีความหมายสำคัญอย่างยิ่ง แต่
ขอแค่สนามรบอยู่ในสภาพการณ์ที่เพลี่ยงพล ้าด้อยกว่า พวกหยวน
โซ่ว หย่างจื่อก็คือเศษสวะที่…รักชีวิตตัวเองยิ่งกว่าใคร พวกเขามีแต่
จะถอยออกไปจากสนามรบเป็นคนแรก ราวกับว่าพวกเขารู้สึกว่า
ชีวิตและมหามรรคาของตัวเองสำคัญล ้าค่ากว่าสหาย ญาติ ลูกศิษย์
ในสำนักทุกคน ถึงขั้นที่ว่าต่อให้เอาคนทั้งใต้หล้ามารวมกัน พวกเขา
ก็ยังสำคัญกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้อาวุโสโหรวถีจึงถือว่าไม่เหมือนใคร
บนสนามรบ หวังจื้อทั้งหลายมองเหมือนสามารถโจมตีได้อย่าง
ต่อเนื่อง คนชุดเขียวแค่ก้าวเดินด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ใช้หอกยาว
ตวัดร่างหวังจื้อแต่ละคนให้ปลิวกระเด็นออกไป
เรือนกายของสตรีสวมชุดสีสันสดใสพลิ้วไหวร่ายรำดุจบุปผา
ปลิวปราย เสียงกลองใต้ฝ่าเท้าถี่กระชั้นเหมือนเม็ดฝน มีความงดงาม
ของทั้งภาพและเสียงอย่างครบครัน
โหรวถีไม่รู้เลยว่าที่แท้ภาพลักษณ์ของตนในใจผู้เยาว์คนหนึ่งก็
สูงส่งถึงเพียงนี้
ความคิดส่วนใหญ่ของนางยังคงอยู่กับ “อิ่นกวานที่ตายยากตาย
เย็น” ผู้นั้น
เขากับเจิ้งจวีจงและอู๋ซวงเจี้ยงร่วมมือกันสังหารเจียงเซ่อปฐม
บรรพบุรุษสำนักการทหาร คนที่ป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ใต้หล้ารู้ก็คืออู๋
ซวงเจี้ยง
ผู้ฝึกตนบนยอดเขาต่างก็เคยได้ยินเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน
ที่ฝึกวิชาของสำนักการทหาร ปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่เลื่อนถึงขั้น
ขอบเขตปลายทาง ต่างก็ได้ยินเรื่องนี้กับหูตัวเอง
ระหว่างนั้นเขาออกแรงไปมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายสามคนแบ่ง
สมบัติกัน เขาได้ผลประโยชน์ไปเท่าไร? ใครบ้างจะไม่อยากรู้?
ฟ้าดินเชื่อมโยงที่กำหนดสถานการณ์ใหม่ของโลกมนุษย์ทั้งแห่ง
จุดเริ่มต้นบนพื้นดินของโลกมนุษย์ คือหอชมมังกรที่ตั้งอยู่ริมทะเลใต้
ของแจกันสมบัติทวีป
ยังไม่พูดถึงว่าเขาทำได้อย่างไร? พูดแค่ว่าราคาที่เขาต้องจ่ายกับ
เหตุการณ์นี้คืออะไร?
ต้องรู้ว่าทางฝั่งของเปลี่ยวร้างนี้ แรกเริ่มที่เกิดเหตุการณ์ฟ้าดิน
เชื่อมโยงถึงกัน พวกเขาก็ไม่อาจทำการอนุมานถึงผลแพ้ชนะได้เลย
หาไม่แล้วก็จะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมใหญ่แห่งใต้หล้า
อย่างแท้จริง กลับกลายเป็นว่าจะถูกสวรรค์ชิงชัง ถึงขั้นที่ว่าต้องเป็น
กังวลว่าตัวเองจะถูกคนชนะมาคิดบัญชีหรือไม่? เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปาก
ผลลัพธ์ก็บังเกิด แล้วทัณฑ์สวรรค์ก็จะหล่นลงบนหัวของพวกเขา
หรือไม่?
ได้แต่กล้าคำนวณหลังจากที่เหตุการณ์นั้นปิดฉากลงแล้ว
คำนวณว่าสรุปแล้วเฉินผิงอันตายไปแล้วหรือไม่?!
คำตอบกลับง่ายนัก ไม่ตาย เพียงแต่ว่าเขาก็ต้องแบกรับทัณฑ์
สวรรค์ร้ายแรงครั้งหนึ่ง
ผลคืออีกฝ่ายก็ยังไม่ตาย กลับกันยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นมา
โผล่บนสนามรบของเปลี่ยวร้าง มาโอ้อวดคุณความชอบด้านการสู้
รบของตัวเองที่นี่
ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่โหรวถี นางอดไม่ไหวทอด
ถอนใจอยู่ในใจตัวเอง “ไอ้หมอนี่ดวงแข็งจริงๆ”
สำหรับบนยอดเขาของเปลี่ยวร้างแล้ว กลัวก็แต่ว่า เฉินผิงอันที่
แต่ละครั้งชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแต่กลับรอดตายมาได้ทุกครั้ง
ไม่ได้ต้องการชื่อเสียง ไม่ยึดติดภาพลวง ขอเพียงผลประโยชน์ที่เป็น
รูปธรรม แล้วเจ้าเด็กนี่ก็จะเป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขน ครอบครอง
“ภูเขาใหญ่” ที่ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารเป็นผู้ปกครองมานาน
หมื่นปีแห่งนั้นไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเขากลายมาเป็นผู้ครองวิถีวรยุทธ
ตามหลังเจียงเซ่อ
ลองนึกภาพสนามรบของเปลี่ยวร้างในอนาคต จะมีผู้ฝึกยุทธเต็ม
ตัวกี่มากน้อยที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา? ผลลัพธ์ที่ตามมา
เลวร้ายจนมิอาจจินตนาการได้เลย
พูดถึงแค่เรื่องของการเย็บชื่อจริงของปีศาจใหญ่ลงไปบนร่างก็
ทำให้พวกคนที่แกร่งกร้าวของเปลี่ยวร้างเกิดความกริ่งเกรงกี่มาก
น้อยแล้ว? สักวันหนึ่งเมื่อต้องพบเจอกันบนสนามรบ ต ่ากว่าบิน
ทะยานลงไป จะถูกเขาเลือกเป้าสังหารได้ตามใจชอบเลยหรือไม่?
หากปล่อยให้เฉินผิงอันทำเช่นนี้จริง? ต ่ากว่าผู้ฝึกยุทธขอบเขต
ปลายทางลงไป เจอหน้ากันก็คงไม่ต้องโขกหัวให้อีกฝ่ายสองสามที
ก่อนหรอกหรือ?!
พอโหรวถีคิดถึงเรื่องพวกนี้ก็รู้สึกย ่าแย่สุดขีด เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
รับปากหวังจื้อว่า “ฆ่าเขาชะ! หลังจบเรื่องมาแบ่งคุณความชอบกัน
คนละครึ่ง หากเป็นได้แต่การใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน ้า ผลลัพธ์ทุกอย่าง
ข้าก็จะแบกรับไว้ทั้งหมดเอง!”
ทางฝั่งของเปลี่ยวร้าง อันที่จริงก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีราชาบน
บัลลังก์ใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ด แต่รอกระทั่ง
นางกลับจากยอดเขาแห่งนั้นมายังโลกมนุษย์ นางบอกแค่ว่าไม่เห็น
ทัศนียภาพใดๆ ยอดเขาแห่งนั้นไม่มีใครอยู่สักคนเดียว
เสียงในใจที่หวังจื้อส่งมาค่อนข้างร้อนรนและเดือดดาลอย่างเห็น
ได้ชัด “สหายโหรวถียังไม่รีบเก็บแล้ชิ้นนั้นไปอีกรี?!”
โหรวถี่ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังกวักมือไปยังสนามรบไกลๆ เรียกแส้
ปัดฝุ่นที่จำแลงเป็นสายรุ้งล้อมเป็นกำแพงกลับมาไว้ในมือ
ไม่มีแส้ปัดฝุ่นชิ้นนี้ขัดขวาง เผ่าปีศาจที่อยู่ริมอาณาเขตของ
‘ลานประลองยุทธ” ก็ถูกลูกหลงไปด้วย ได้แต่ถอยร่นออกไปอย่างบ้า
คลั่ง
หญิงสาวบนกลองโค้งเอวร่ายรำ สะบัดชายแขนเสื้อสองข้างพลิ้ว
ไหวราวสายน ้า
บทพิเศษ ตอนที่ 34.3 ทะลวงขบวนรบ
ทิ้งตัวหงายไปด้านหลัง นางบังเอิญหันไปเห็นนักพรตหญิง
ท่วงท่าสง่างามพอดี จึงถือโอกาสนี้ถามชวนคุยอย่างใคร่รู้ “พี่หญิง
โหรวถี ท่านคือหวงหลวนที่กลับชาติมาเกิดจริงหรือ?”
ปีศาจใหญ่บนบัลลังราชาเก่าหวงหลวนตายอยู่ในสนามรบของ
กำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างอเนจอนาถ กระทั่งตายไปแล้วก็ยังไม่
เคยได้เหยียบย่างไปเยือนใต้หล้าไพศาลแม้แต่ก้าวเดียว
ส่วนนักพรตหญิงที่มีฉายาว่าซั่วเหรินผู้นี้ ถือเป็นผู้ฝึกตนอิสระ
ของเปลี่ยวร้าง เคยติตค้างอยู่ที่คอขวดขอบเขตเซียนเหรินมานาน
หลายปี ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ สนามรบของนครมังกรเฒ่าและลำ
น ้าใหญ่ของแจกันสมบัติทวีปก็เคยมีบันทึกอย่างละเอียดถึงการลงมือ
ที่เฉียบคมของนาง
ตามหลักแล้ว ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองฝ่ายก็ไม่น่าจะมีความ
เกี่ยวข้องกันได้เลย
นักพรตหญิงพยักหน้ายิ้มเอ่ย ไม่ถือสาที่จะบอกรากฐานความ
เป็นมา แพร่งพรายเรื่องวงในมากมายให้กับผู้เยาว์คนนี้ได้รู้ “อันที่
จริงข้ามาจากสามอสุภะ สามศพหรือสามหนอนลัทธิเต๋าเชื่อว่าใน
ร่างกายมนุษย์มีสามหนอนที่คอยกระตุ้นหรือล่อลวงให้มนุษย์ทำบาป
และมีความโลภจึงต้องกำจัดทิ้ง ในทางเปรียบเปรยอาจหมายถึงได้ถึง
กิเลสสามประการได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง หรือ
หมายถึงความอยากในรูป รส กลิ่น เสียง) ของหวงหลวน เดิมทีควร
จะเป็นเสบียงบนมหามรรคาในการผสานมรรคาในอนาคตของหวง
หลวน ต่อให้ข้าจะไม่ยินยอมแค่ไหนก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพียงแต่
ว่าหวงหลวนรบตายไปที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ สถานการณ์จึงกลับ
สลับกัน คงเป็นเพราะโจวมี่ผิดหวังต่อเขาอย่างถึงที่สุด รู้สึกว่าต่อให้
เขาไปใต้หล้าไพศาลแล้วได้เจอกับโชควาสนาอย่างสองอย่าง ก็ยัง
ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีความหวังในการผสานมรรคาอยู่ดี ก็เลยถูก
โจวมี่จับกินไปอย่างเงียบเชียบ แต่โจวมี่ได้มอบวัตถุแห่งชะตาชีวิต
สมบัติลับที่ผ่านการหลอมเล็กและซากปรักอีกหลายสิบแห่งที่หวงหล
วนทิ้งเอาไว้ให้กับข้า ในที่สุดข้าก็เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้าน
ได้รับช่วงสืบทอดสายดั้งเดิมนี้ต่อ”
หญิงสาวได้ยินแล้วก็เดาะลิ้น “มหามรรคาช่างอันตราย
เหลือเกิน”
โหรวถียิ้มบางๆ “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าสวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คน
เดิน”
ผู้ฝึกตนหญิงคลี่ยิ้มหวาน “ก็จริงนะ”
แม้จะบอกว่าหวงหลวนอยู่บนยอดเขาของเปลี่ยวร้าง ในทาง
ส่วนตัวแล้วถูกพวกหยวนโซ่ว หย่างจื่อดูแคลน ถือเป็นราชาบน
บัลลังก์อันดับล่างสุด
ขอแค่พูดถึงหวงหลวน พวกเขาก็มักจะด้อยค่ามากกว่าชื่นชม
บอกว่าสิ่งที่เขาแสวงหามาตลอดชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่พิลึกพิลั่นฉูดฉาด
เกินจำเป็น อยู่ในขอบเขตบินทะยานยังพอจะโอ้อวดบารมีได้อยู่บ้าง
เจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงกลับเผยความขลาดกลัว จิตแห่ง
มรรคาไม่มั่นคง เดินหลงออกนอกลู่นอกทาง ชีวิตนี้ยากที่จะพิสูจน์
มหามรรคา
ก็จริงนะ เรื่องที่หวงหลวนแสวงหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่
พยายามอย่างสุดกำลังที่จะยกระดับพลังพิฆาตให้สูงขึ้น แต่อาศัย
ตำราลับภาพโบราณสี่ห้าเล่มที่ได้มาอยู่ในมือ นำพวกมันมาเป็น
ต้นฉบับ พยายามที่จะสร้าง “ตำหนักแห่งจักรพรรดิสวรรค์” ใน
จินตนาการของเขาออกมา
อย่างบรรพจารย์ย้ายภูเขาที่ใช้นามแฝงว่าหยวนโซ่วนั้น เป็น
ราชาบนบัลลังก์เก่าเหมือนกัน แต่กลับเหยียดหยามรังเกียจหวงหล
วนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใหญ่โต มีสมบัติ
อาคมมากมาย ดูถูกอีกฝ่ายว่าเป็นพวกคนที่ดีแต่เก็บของผุพัง
หมกมุ่นในสิ่งบันเทิงจนบั่นทอนความมุ่งมั่นในชีวิต ไม่ใส่ใจเรื่องของ
การผสานมรรคาเลยสักนิด ปณิธานหดหาย จิตแห่งมรรคาไม่
กระเตื้อง
นี่ออกจะดูแคลนหวงหลวนเกินไปหน่อยแล้ว
เพราะถึงอย่างไรหวงหลวนก็ต้องการใช้ “ซั่วเหริน” ที่ได้จากการ
สังหารสามอสุภะมาเป็นบันไดในการผสานมรรคา รอแค่ให้ฝ่ายหลัง
เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน เขาก็จะจับอีกฝ่ายกิน
ไม่ว่าจะอย่างไร ในสายตาของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจรุ่นเยาว์อย่าง
พวกอวี่หลง หวงหลวนที่กลายเป็นปฏิทินเหลืองเก่าแก่ไปแล้วก็ยังเป็น
ราชาบนบัลลังก์ที่มีศักยภาพสมตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นได้
สมชื่อกว่าราชาบนบัลลังก์ใหม่หลายคน
เฟยเฟยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา จึงเคยเอ่ยเตือนสหายผู้นี้ว่า
“เมื่อความเป็นความตายมาเยือน จะต้านทานศัตรูได้อย่างไร?”
ไม่ว่าบนภูเขาจะวิจารณ์หวงหลวนอย่างไร โหรวถีก็ยังรู้สึก
ซาบซึ้งใจในตัว “เจ้าของตัวจริง ผู้นี้
ตำหนักอาราม หอเรือนศาลา ถ ้าสถิตโบราณ ซากปรักเซียน
ทองจำนวนรวมๆ กันแล้วร้อยกว่าแห่ง หวงหลวนล้วนหลอมกลาง
มาแล้วทั้งสิ้น หลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นซี่โครงไก่เกินไป ในอนาคตยามที่
ต้องผสานมรรคาจะกลายมาเป็นตัวถ่วง เป็นอุปสรรคต่อการบิน
ทะยานของตัวเอง
“พื้นที่ประกอบพิธีกรรม” ที่ถูกหวงหลวนหลอมใหญ่เป็นวัตถุแห่ง
ชะตาชีวิตอย่างแท้จริงมีแค่สามแห่งเท่านั้น
ล้วนยกให้โหรวถีทั้งหมด
พูดถึงแค่วัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุที่เขาทิ้งเอาไว้ก็ล ้าค่าอย่าง
มากแล้ว คู่ควรกับการเรียกขานเป็นสุดยอดแห่งสมบัติ “ห้าธาตุ” ชุด
หนึ่งที่ดีที่สุดในโลก
ในชีวิตการฝึกตนที่ยาวนาน หวงหลวนเคยทุ่มเทสุดกำลังในการ
หลอมใหญ่ให้กับวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลก
ท่ามกลางขั้นตอนนี้ หวงหลวนทำการหล่อหลอมคัดเลือก คัดออก
และสับเปลี่ยนวัตถุแห่งชะตาชีวิตจำนวนมากถึงหนึ่งร้อยสามสิบกว่า
ชิ้น สุดท้ายหลอมออกมาเป็นวัตถุห้าธาตุที่เป็นอาวุธเซียนสองชิ้นกับ
อาวุธกึ่งเซียนอีกสามชิ้น
แม้จะบอกว่าหวงหลวนกายดับมรรคาสลายอยู่ที่กำแพงเมือง
ปราณกระบี่ สองชิ้นถูกทำลายไป เสียหายหนึ่งชิ้น แต่เพียงไม่นาน
โหรวถีก็ได้รับสืบทอดสมบัติล ้าค่าใหม่เอี่ยมสองชิ้นที่เป็นธาตุไฟกับ
ธาตุน ้า อีกทั้งยังทยอยซ่อมแซมวัตถุแห่งชะตาชีวิตธาตุไม้ที่ระดับขั้น
ต ่าชิ้นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไหนเลยจะเป็นแค่การเตรียมความพร้อม
สำหรับบินทะยาน นี่คือการปูรากฐานของการผสานมรรคาไว้
เรียบร้อยแล้วด้วยซ ้า
คนที่แอบมอบสมบัติล ้าค่าสองชิ้นให้นางอย่างลับๆ ก็คือโจวมี่
ในความเป็นจริงแล้ว แม้กระทั่งฉายาก่อนหน้านี้ของโหรวถีอย่าง
“ซั่วเหริน” ก็เป็นโจวมี่ที่ช่วยตั้งให้
ปีนั้นโหรวถีรู้สึกดูแคลนตัวเอง พวกสามอสุภะอย่างนาง เกรงว่า
คงเทียบไม่ได้แม้กระทั่งผีเร่ร่อนตามป่าเขาด้วยซ ้า แล้วยังจะเรียก
ตัวเองว่า “ซั่วเหริน (ผู้ที่รูปร่างสูงใหญ่และสง่างาม หรือผู้ที่มีคุณธรรม
สูงส่ง) อีกหรือ?
มหาสมุทรแห่งความรู้ของเปลี่ยวร้างที่สุภาพอ่อนโยนผู้นั้น ตอน
นั้นก็แค่คลี่ยิ้มบางๆ ผงกศีรษะให้กับนาง บอกว่าได้
เพราะลำน ้าใหญ่ของแจกันสมบัติทวีปสายนั้นเป็นอุปสรรค
ขัดขวาง โอกาสครั้งใหญ่ของเปลี่ยวร้างได้จากไปแล้ว นางอาศัย
เส้นทางกุยซวีเส้นหนึ่งบนทะเลกลับมายังบ้านเกิด รอกระทั่งบรรพ
จารย์สามลัทธิสลายมรรคา เพียงไม่นานนางก็ได้เลื่อนเป็นขอบเขต
บินทะยาน แล้วก็ยังได้รับคำชี้แนะจากโจวมี่ในปีนั้น ให้นางไปยัง
ใบถงทวีปของไพศาล ทางที่ดีที่สุดให้ยึดครองเนื้อหนังมังสาที่งดงาม
ทั้งยังมีโชควาสนาเข้มข้น อาศัยโอกาสนี้ปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทร
ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมก็เป็นได้
และเจ้าของคนเก่าของกายเนื้อนี้ หรือควรจะพูดว่าจิตวิญญาณ
ที่หลงเหลืออยู่ ก็คือตัวการร้ายคนสำคัญของสำนักแห่งหนึ่งในใบถง
ทวีปที่เปิดประตูต้อนรับโจร เป็นเหตุให้สายสืบทอดต้องขาดสะบั้นลง
เป็นเหตุให้สาย
โหรวถีในเวลานี้ถอนหายใจเบาๆ เงยหน้ามองม่านฟ้า อาจารย์
โจวมี่ ท่านแพ้ได้อย่างไรกัน
ทางฝั่งของสนามรบ อิ่นกวานที่ถือหอกใช้วิธีของศัตรูตอบโต้ตัว
เขาเอง ทันใดนั้น “ดอกไม้พลันผลิบาน
หวังจื้อสี่คนล้วนถูกหอกเหล็กกระแทกร่างให้เหวี่ยงกระเด็นไป
ร่างที่สวมเกราะทองระเบิดกระจายอยู่กลางอากาศ สี่ทิศรอบสนามรบ
เหมือนมีเม็ดฝนสีทองกระจัดกระจายตกลงมา สาดลงบนหัวของเผ่า
ปีศาจ
น ้าไหลสีทองมารวมตัวกันบนเส้นทาง ก่อนจะค่อยๆ ลอยขึ้นสูง
กลับคืนมามีรูปโฉมของเทพเกราะทองอีกครั้ง
ทว่าเผ่าปีศาจรอบด้านของหวังจื้อเกราะทองทุกคนล้วนหมดสิ้น
ซึ่งพลังชีวิตไปแล้ว บนศพของพวกมันมี “ควันธูป” ลอยขึ้นมาไม่
ขาดสาย พุ่งตรงไปยังหน้ากากที่หวังจื้อสวมใส่อยู่บนใบหน้า
ภาพเหตุการณ์นี้ การกระทำนี้ของหวังจื้อ สมดั่งคำกล่าวที่ว่า
“แปะทองลงบนหน้าตัวเอง’ ตามความหมายตรงตัวอักษรจริงๆ
ที่แท้ความเสียหายของพลังการสู้รบทั้งหมดบนสนามรบ ไม่ว่าจะ
เป็นฝ่ายของเปลี่ยวร้างเองหรือฝ่ายของไพศาล ล้วนได้กลายมาเป็น
เสบียงบนมหามรรคาของหวังจื้อทั้งหมดคือการปูพื้นเพื่อการก้าว
ข้ามสู่ระดับขั้นถัดไป
ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ประโยคง่ายๆ ที่ฟังดูสวยหรูอย่าง “บนสนามรบ
ความเป็นความตายต้องรับผิดชอบเอาเอง” จะว่าไปแล้วก็ยังคงเป็น
เพราะหวังจื้อไม่ได้สนใจในเรื่องความเสียหายเลยสักนิด
เป็นเหตุให้ขอแค่อยู่บนสนามรบ ขอแค่ราชาบนบัลลังก์ใหม่ผู้นี้
ไม่ถูกสังหาร หวังจื้อก็ไม่มีทางพ่ายแพ้ไปได้ตลอดกาล
มิน่าเล่าถึงได้บอกว่ามีแต่พ่อแม่ที่ตั้งชื่อให้ผิด ในยุทธภพกลับไม่
มีการตั้งฉายาผิดๆ และบนภูเขาก็ไม่มีการตั้งฉายาการฝึกตนที่ผิด
เช่นกัน
เห็นว่าหวังจื้อเหมือนจะยังตัดสินใจไม่ได้ โหรวถีก็ได้แต่ข่มกลั้น
ความเดือดดาลพลุ่งพล่านในใจลงไป ทำจิตแห่งมรรคาให้สงบ นาง
ใช้เสียงในใจสอบถามสตรีที่ร่ายรำอยู่บนกลอง “อวี่หลง เจ้าค่อนข้าง
เข้าใจอิ่นกวาน คิดว่าการกระทำเช่นนี้ของเขามีวัตถุประสงค์อะไร?”
สตรีที่มีชื่อว่าอวี่หลงหมดแรงแล้ว ลมหายใจของนางไม่มั่นคง
หากแบ่งสมาธิมาพูดคุยกับโหรวถีก็มีแต่จะทำให้เสียงกลองผิดเพี้ยน
ไป
นางจึงฟังคำแนะนำจากโหรวถี หยุดพักก่อนชั่วครู่แล้วค่อย
กลับไปตีกลองใหม่ พลิ้วกายจากหน้ากลองลงมาบนพื้นอย่างแผ่ว
เบา นางเก็บชุดคลุมอาคมสีสันสดใสตัวนั้นไปเปลี่ยนมาสวมชุดผ้า
แพรลายนกอินทรีศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า “ประเมินผล”
อวี่หลงเอ่ยเสริมมาอีกว่า “ประเมินพลังการต่อสู้ของทหารฝีมือดี
ในเปลี่ยวร้างกลุ่มใหม่อย่างแม่นยำ ได้ยินมาว่าเขาเป็นราชครูแล้ว
ถ้าอย่างนั้นกองทัพม้าเหล็กต้าหลีก็คือตัวอ้างอิง กองกำลังทหารฝีมือ
ดีของพวกเราตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน”
โหรวถีพยักหน้า นางยังเสียดายกับความสูญเสียของผู้มี
พรสวรรค์รุ่นเยาว์กลุ่มนั้น เพียงแค่เพราะจนถึงช่วงเวลาของเปลี่ยว
ร้างใหม่ในทุกวันนี้นางก็ยังไม่พบเจอบุคคลที่คล้ายคลึงกับคนของ
กระโจมทัพเจี่ยเซินในอดีต เดิมทีแม่หนูอวี่หลงผู้นี้มีโอกาสที่แน่นอน
นางสามารถนำพาพวกเขาให้เติบโตไปพร้อมกันได้
แม้ว่าโหรวถีจะไม่เชี่ยวชาญการวางแผนสู้รบ แต่เคยลงสนามรบ
ด้วยตัวเองหลายครั้งขนาดนั้น นางจึงรู้ดีถึงความสำคัญของสองคำ
ว่า ‘ล่างภูเขา’ และ ‘ขวัญกำลังใจทหาร
นิสัยของเฝ่ยหรานดีมากพอ และคุณสมบัติในการฝึกตนก็ยอด
เยี่ยม แต่การสะสมคุณความชอบในการสู้รบของเขาไม่พอ ชื่อเสียง
ไม่พอ หากไม่เป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากป๋ายเจ๋อ อีกทั้งยังเป็น
ตัวเลือกของผู้ครองใต้หล้าที่โจวมี่เลือกไว้ก่อนจะขึ้นสวรรค์ไป อันที่
จริงเฝ่ยหรานก็คงนั่งครองตำแหน่งบุคคลอันดับหนึ่งของใต้หล้าได้
ยากมาก แต่รอกระทั่งป๋ายเจ๋อปลุกปีศาจใหญ่บรรพกาลกลุ่มนั้นให้
ตื่นขึ้นมา ไพศาลค่อยๆ หยัดยืนอยู่ในเปลี่ยวร้างได้อย่างมั่นคง ค่อยๆ
ฮุบกลืนอาณาเขตของเปลี่ยวร้างไปทีละนิดอย่างมั่นคง เปลี่ยนแปลง
“ฟ้าอำนวย” เฝ่ยหรานที่ไม่มีผลงานใดๆ จึงตกอยู่ในอันตราย
ล่อแหลม แต่เขาผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับกุ่ยเค่อที่เกิดจากการ
จำแลงของมหามรรคาแห่งเปลี่ยวร้าง จึงถือว่าได้แก้ไขปัญหาเร่งด่วน
ไปได้ พวกราชาบนบัลลังก์ใหม่บางส่วนจึงได้แต่ฝืนใจยอมรับให้เขา
เป็นผู้ครองใต้หล้าที่มีอันดับสูงเป็นอันดับหนึ่งต่อไป
ในความเห็นของอวี่หลง
หากจะบอกว่าเอาชนะสงครามในวันนี้ได้ คือหน้าที่รับผิดชอบ
ของแม่ทัพหลักสองคนอย่างซั่วเหรินและหวังจื้อ
ถ้าอย่างนั้นการเอาชนะสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างสองใต้หล้าก็
เป็นหน้าที่รับผิดชอบของบุรุษผู้นั้น
ทว่าความในใจประเภทนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ควรพูดให้พี่หญิงโหรวถี
ฟังอย่างชัดเจน
โหรวถีถือแล้ไว้ในมือ ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อวี่หลง ไพศาลมี
คำพูดเก่าแก่อยู่ประโยคหนึ่ง ผู้มีฐานะไม่ควรเสี่ยงอยู่ในสถานที่
อันตราย เหมาะจะเอามาใช้กับเจ้ามากที่สุด”
กวนเซี่ยงมีหลานสาวคนหนึ่งที่เขามองเป็นสมบัติล ้าค่า แล้วก็
คอยเชิญชวนให้อิ่นกวานมาเป็นหลานเขยของเขาอยู่ตลอด ถึงเวลา
นั้นก็เป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว ย่อมต้องให้การสนับสนุนเขาใน
การเปลี่ยนตำแหน่งกับเฝ่ยหราน ได้เป็นผู้ครองเปลี่ยวร้างคนใหม่
ก่อตั้งลัทธิตั้งตนเป็นบรรพจารย์จะมีอะไรยาก ทางฝั่งของศาลบุ๋น
แผ่นดินกลาง อย่าว่าแต่รองเจ้าลัทธิเลย แม้กระทั่งยศผู้อำนวยการ
และวิญญูชนก็ยังไม่ยอมมอบให้เจ้า ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นเจ้าลัทธิ
อยู่ในเปลี่ยวร้างจะไม่สบายใจกว่าหรอกหรือ?
และหลานสาวของปีศาจใหญ่กวนเซี่ยงก็คือสตรีสวมชุดสีสัน
สดใสที่ช่วยตีกลองเพิ่มขวัญกำลังใจอยู่ในสนามรบผู้นี้
โหรวถีรู้สึกอิจฉาอย่างเลี่ยงไม่ได้ สหายกวนเซี่ยงมีหลานสาวที่ดี
จริงๆ
อวี่หลงกระโดดกลับไปบนกลองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางกลับไม่ได้ตี
กลอง นางนั่งขัดสมาธิทำท่าโอบกอดของบางอย่างเอาไว้ มองไปยัง
คนชุดเขียวที่อยู่บนสนามรบ หึ อิ่นกวานองอาจหล่อเหลาจริงๆ มอง
ร้อยรอบก็ไม่เบื่อ น่ามอง น่ามองยิ่งนัก
นางก้มหน้าลง ขยับนิ้วมือเบาๆ ท่องคำหนึ่งว่า “อิ่นกวาน” นิ้วมือ
เรียวบางเหมือนหยกคล้ายกำลังดีดสายพิณ ส่งเสียงดังก้องกังวาน
ไม่รู้ว่าเป็นวิชาอภินิหารแบบใด ในอ้อมกอดของนางจึงมีผีผา
เคลือบสีลงรักซึ่งยังไม่มีสายชิ้นหนึ่งถูกจำแลงออกมาเป็นของที่จับ
ต้องได้จริง เงยหน้าขึ้น หลับตาทำท่าเงี่ยหูฟังจดจำภาพที่คนชุดเขียว
พลิ้วกายลงกลางสนามรบแล้วมีเสียงตะโกนขานรับดังกึกก้องว่า “อิ่
นกวาน” หยกดิบอายุน้อยที่มีฉายาว่า “จินเซิง” ผู้นี้กำลังใช้วัตถุแห่ง
ชะตาชีวิตและเวทลับในการเก็บรวบรวม ย้อนทวนต้นกำเนิด เก็บเอา
เสียงที่มองดูคล้ายได้ปลิวหายไปตามสายลมไปแล้วมา ระหว่างฟ้าดิน
มีเส้นใยจำนวนนับไม่ถ้วนพลิ้วไสว และในที่สุดก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา
เป็นสายผีผา
โหรวถีตกตะลึง รีบเอ่ยเตือนว่า “อย่าวู่วาม!”
แต่อวี่หลงกลับไม่ยอมฟัง สองนิ้วดีดสายผีผา และสองนิ้วก็ถูก
กรีดในทันที เลือดสดไหลนอง
คล้ายกับเสียงแตรสัญญาณยาวไกลที่ดังก้องอยู่บนพื้นดินของ
ยุคบรรพกาล ปลูกระดมเผ่าพันธ์ทั้งหลายที่เคยอยู่ในโลกมนุษย์ให้
ลุกขึ้นทำศึกพิชิตขึ้นไปยังสรวงสวรรค์เก่า
หญิงสาวสีหน้านิ่งสงบ นิ้วแต่ละนิ้วถูกสายผีผาตัดขาดแล้วหล่น
ร่วงลงบนกลอง
ก็แค่ฆ่าอิ่นกวานเท่านั้น!
ขณะเดียวกันในทะเลสาบหัวในของโหรวถีก็มีเสียงทุ้มหนักร้อน
รนดังขึ้นมา “สหายโหรวถีรีบมาช่วยข้าสังหารศัตรูเร็วเข้า!”
โหรวถีไม่เหลือความลังเลอีกต่อไป กำลังจะลงสนามรบ ร่วมมือ
กับหวังจื้อ ใช้ท่าไม้ตายรับมือกับอิ่นกวาน
และเวลานี้เอง
จิตแห่งมรรคาของโหรวถีก็พลันบีบตัวแน่น นางเรียกวัตถุแห่ง
ชะตาชีวิตห้าธาตุออกมาในชั่วพริบตา เกิดเป็นม้วนภาพภูเขาสายน ้า
บุปผาสกุณาลอยขึ้นมากลางอากาศ ไม่เพียงเท่านี้ นางยังโยนแส้ปัด
ฝุ่นออกไป โบกสะบัดฝุ่นปลิวไสว บริเวณใกล้เคียงกับธงใหญ่ก็มีค่าย
กลใหญ่ที่ห้ามหาบรรพตคุมเชิงกันถูกวาดขึ้นมาอีกภาพ ส่วนตัวนาง
เผยร่างทองจั้งกว่าที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด มายืนบังอยู่หน้ากลองด้วย
ตัวเอง ขวางอยู่ข้างหน้าผู้ฝึกตนหญิงที่นิ้วทั้งสิบขาดสะบั้นไป
หมดแล้ว ต่อให้ราชาบนบัลลังก์ใหม่ที่เหมือนปีศาจใหญ่ผู้นี้จะร่าย
เวทคาถาออกไปมากมาย แต่กระนั้นก็ยังถูกหอกยาวที่พุ่งมาเหมือน
ผ่าลำไม้ไผ่แทงทะลุลำคอก่อนจะแทงทะลวงหน้าอกของผู้ฝึกตนหญิง
ที่อยู่ด้านหลัง ร้อยพวกนางไว้ด้วยกันเหมือนถังหลู่ หอกยาวที่ยังคง
พุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องกระแทกพาผู้ฝึกตนหญิงสองคนให้ลอย
กระเด็นไกลไปถึงด้านหลังของสนามรบ พุ่งกระแทกเผ่าปีศาจที่อยู่ใน
แนวเส้นนั้นให้ตายดับไปตลอดทาง