กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 35.1 บนแนวเส้น
แทบจะเป็นการสังหารแม่ทัพฝั่งศัตรูตายในสนามรบแล้ว
นักพรตหญิงที่เป็นราชาบนบัลลังก์คนใหม่ของเปลี่ยวร้างถูก
หอกแทงทะลุลำคอไปโดยตรง ก่อนจะถูกหอกเล่มนั้นพาร่างให้ลอย
กระเด็นออกไป กลองศึกแหลกสลายคาที่ กว่าที่โหรวถีจะหยุดร่างให้
นิ่งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางทำมุทราสร้างความมั่นคงให้กับจิตใจก่อน
แล้วถึงกับขยับเดินไปในแนวขวางหนึ่งก้าว ปล่อยให้หอกเหล็กด้าม
นั้นปาดลำคอไปครึ่งหนึ่งเฉือนเนื้อชิ้นใหญ่ให้ร่วงหลุด
การที่นักพรตหญิงยอมให้ร่างกายของตัวเองเสียหายอย่างไม่
เสียดาย สิ่งที่ต้องการก็คือช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งมาให้กับ
ผู้เยาว์ที่อยู่ด้านหลัง นางใช้มือข้างเดียวประคองศีรษะที่จะร่วงมิร่วง
แหล่นั่นเอาไว้ แสงสีทองไหลลงมาจากกวานเต๋เกิดเป็นน ้าไหลสาย
หนึ่งเหมือนน ้าตกทับซ้อนกันสามชั้น แผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย ไม่
เสียแรงที่เป็นหนึ่งในสิบแปดราชาบนบัลลังก์ใหม่ เรือนกายแข็งแกร่ง
มากพอ และวิธีการก็มีมากพอ
โหรวถีหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปคว้าหอกเหล็กที่ซุก
ซ่อนพายุหมัดเปี่ยมล้นและสัจธรรมแห่งวิชาอสนีเอาไว้ ใช้วิธีสยบ
กำราบของยุคบรรพกาลที่ลี้ลับอย่างมากบทหนึ่ง ไม่ปล่อยให้หอก
ยาวก่อเรื่องต่อด้วยการสร้างความวุ่นวายให้ฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์
ของอวี่หลงเหมือนถูกพลิกฟ้าพลิกดิน
วิธีการนี้ของอิ่นกวานอำมหิตจริงๆ หากตนช้ากว่านี้อีกสักนิด
ตัวหอกก็จะขยี้ร่างครึ่งบนของหญิงสาว สะบั้นพลังชีวิตของนางอย่าง
สิ้นเชิงไปแล้ว
ฝ่ามือของนักพรตหญิงปวดแสบปวดร้อน เสียงดังซี่ๆ ลอด
ออกมา เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่กุมถ่านร้อนๆ ไว้ในมือ ถ่านนั้นเผา
ไหม้เลือดเนื้อ กลิ่นเหม็นตลบคละคลุ้ง
โหรวถียังคงไม่กล้าชักหอกยาวออกมาจากหน้าอกของอวี่หลง
ง่ายๆ นางยื่นมือที่ประกบสองนิ้วออกไป ถึงกับยอมให้ตัวเองเสียพลัง
ตบะอย่างไม่เสียดาย ดึงเอาแสงสีทองบริสุทธิ์สามกลุ่มมาจากใน
กวานเต๋า แล้วส่งเข้าไปยังจุดหนีหวาน จุดชานจงและจุดตันเถียนใน
ร่างของผู้ฝึกตนหญิง ปกป้องจิตวิญญาณของฝ่ายหลังไม่ให้หลุด
ลอยออกจากร่าง ทว่าต่อให้ทำเช่นนี้ ทั้งหน้าอกและชุดคลุมอาคมห้า
สีของอวี่หลงก็ยังแหลกยับไปเกินครึ่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ก็
โชคดีที่ระดับขั้นของชุดคลุมอาคมตัวนี้ไม่ธรรมดา ถึงสามารถ
ปกป้องหัวใจของเจ้าของเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้โหรวถีลงมือก็คง
เป็นเรื่องของการจุดตะเกียงแห่งชะตาชีวิตดวงหนึ่งเท่านั้นแล้ว
สีหน้าของผู้ฝึกตนหญิงเหมือนสีทอง ลมหายใจรวยริน แต่
กระนั้นนางก็ยังฝืนใช้เสียงในใจถามว่า “พี่หญิงโหรวถี สถานการณ์
บนสนามรบเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
โหรวถีทั้งสงสารทั้งนับถือ ตอบว่า “ความทุ่มเทของเจ้าไม่ได้เสีย
เปล่า คว้าจับแก่นวิญญาณของอิ่นกวานไว้ได้สำเร็จแล้ว”
นางบอกเป็นนัยแก่อวี่หลงว่าอย่าเพิ่งพูด ทันใดนั้นนางก็ชักหอก
เหล็กออก โยนมันไปไว้ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ เผ่าปีศาจที่อยู่ใกล้เคียง
วงแตกทันที
ขณะเดียวกันโหรวถีก็ยื่นมือออกไปกวัก บังคับภาพบุปผา
สกุณาที่ขาดเป็นรูขนาดใหญ่มาไว้ข้างกาย ห่อหุ้มร่างของอวี่หลง
เอาไว้
นางควักยาขวดหนึ่งซึ่งได้มาจากซากปรักเซียนทองบรรพกาล
แห่งหนึ่ง หลังจากเทออกมาแล้วก็แบ่งเป็นสองส่วน ช่วยป้อนยาให้
อวี่หลงก่อน แล้วนางเองค่อยเคี้ยวยารวดเดียวเจ็ดแปดเม็ด
เรียกได้ว่าโหรวถีทำทุกวิถีทางที่มี กลิ่นอายความตายบนใบหน้า
ของอวี่หลงถึงได้สลายหายไปหลายส่วน กลับคืนมามีพลังชีวิตอีก
ครั้ง นางยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “นิ้วของข้า”
โหรวถีไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่กระนั้นก็ยังม้วนชาย
แขนเสื้อเก็บนิ้วทั้งสิบที่ขาดหล่นอยู่บนพื้นมาไว้ในชายแขนเสื้อ พูด
ด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้ชั่วคราว วางใจ
เถอะ สามารถต่อกลับไปได้”
มองการไหลรินของลมปราณอวี่หลงอย่างละเอียด ในที่สุดก็มี
แนวโน้มว่าจะมั่นคงแล้ว โหรวถีเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในใจทั้ง
ตะลึงทั้งหวาดกลัว คนแซ่เฉินผู้นี้จิตใจชั่วร้ายวิธีการโหดเหี้ยมจริงๆ
อวี่หลงที่ถูกม้วนภาพนั้นห่อหุ้มร่างเอาไว้ นิ้วมือขาดหมดสิ้น
ตรงหน้าอกยังมีรูที่พอจะหยุดเลือดไว้ได้บ้างแล้ว และเนื้อก็กำลังงอก
ออกมาจากกระดูกขาว รากฐานมหามรรคาของนางได้รับความ
เสียหาย แต่ดวงตากลับยังคงฉายประกายสดใส ยิ้มเอ่ยเสียงสั่นว่า
“ทางฝั่งของไพศาลมีสุภาษิตบอกว่าหม้อดินแตกข้างบ่อน ้า ส่วนขุน
ศึกก็สิ้นชีพกลางสมรภูมิ (สื่อว่าทุกสิ่งมีจุดจบตามชะตากรรมของ
ตน) ในเมื่อเจอกันในสนามรบก็ต้องน ้าหั่นกัน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีคน
ที่รอดและคนที่ตาย”
หากว่าสามารถตายอยู่บนกลองได้ ก็ถือว่าไม่ได้คับข้องอึดอัดใจ
นัก
โหรวถึถลึงตาใส่ “เจ้าก็ช่างปล่อยวางได้นะ อายุน้อยๆ แค่นี้
พูดจาอัปมงคลให้น้อยหน่อย!”
อวี่หลงใช้เสียงในใจเอ่ย “ผู้อาวุโส รีบไปช่วยหวังจื้อเถอะ”
โหรวถีเหลือบมองท้องฟ้าที่เป็นสีแดงอ่อนจาง สองเท้าของ
นักพรตหญิงคอยตรวจสอบวิเคราะห์ภูมิศาสตร์อยู่ตลอดเวลา
สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่มีความคุ้มค่าเชิงผลลัพธ์อย่างมาก “ยังต้องรอ
อีกครู่หนึ่ง”
คงเป็นเพราะกังวลว่าอวี่หลงจะเข้าใจผิด โหรวถีจึงอธิบายว่า
“หวังจื้อยังมีกำลังเหลือยังไม่ยอมลงมืออย่างเต็มที่ ข้ากลัวว่าเจตนา
ของเขาจะไม่บริสุทธิ์ จงใจลากข้าลงน ้าไปด้วยกัน ใจที่อยากฆ่าอิ่นก
วานไม่มั่นคง หากสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะฉวยโอกาส
เผ่นหนีไป ทิ้งเรื่องเละเทะเอาไว้ให้ข้าจัดการ”
อวี่หลงเข้าใจได้ทันที แต่ก็อดจะรู้สึกเศร้าไม่ได้ ผู้อาวุโสโหรวถี
พูดอย่างอ้อมค้อมมากแล้ว แท้จริงแล้วสิ่งที่นางเป็นกังวลคือหวังจื้อ
ฆ่าอิ่นกวานไม่สำเร็จแล้วจะฆ่านางโหรวลี ต้องรู้ว่าฉายา “ต้าซวิ่น”
(การบูชายัญครั้งใหญ่) ของหวังจื้อ ไม่ว่าใครก็เป็นเครื่องเช่นในการ
“สังเวย” ได้ไม่ใช่หรือ?
อวี่หลงรู้สึกว่าความกังวลเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ลองเอาตัวไป
อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หากนางเป็นโหรวถี จะไม่คลางแคลงว่า
หวังจื้อจะหักหลังบ้างเลยหรือ?
คิดแล้วก็อยากจะรู้นักว่าผู้ฝึกตนบนยอดเขาของไพศาลที่รบ
เคียงบ่าเคียงไหล่กันในเปลี่ยวร้าง จะมีความคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่?
เรื่องเดียวกัน ความคิดต่างกัน
โหรวถีสัมผัสได้ถึงสภาพอารมณ์ที่หดหู่ของอวี่หลง ในใจรู้สึก
สงสารจึงลูบหัวของผู้เยาว์คนนี้ อวี่หลงอยู่ในค่ายกลที่เอาไว้ใช้รับมือ
กับขอบเขตบินทะยานของไพศาลบางคนที่อาจพาตัวเข้ามาอยู่ใน
สนามรบ
ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะะเปิดฉากเข่นฆ่าครั้งใหญ่บนสนามรบ กลัวก็
แต่ว่าอีกฝ่ายจะถนอมพลังตบะ เอาแต่มองดูดายอย่างเดียวไม่ยอมลง
มืออวี่หลงยินดีลงมือ ถือเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพร
แต่นี่ไม่ใช่ท่าไม้ตายที่แท้จริงอย่างที่โหรวถีและหวังจื้อวางแผนไว้
ตอนนี้สิ่งที่กระอักกระอ่วนที่สุดก็คือโหรวถีไม่รู้ว่าควรจะจัดการ
กับหอกยาวเล่มนั้นอย่างไรดี
เมื่อครู่นี้วินาทีที่ร่ายเวทสยบกำราบและชักหอกยาวออกมา นาง
ก็ได้ใช้วิธีการหล่อหลอมไปแล้ว พยายามจะทำลายหอกยาว แต่กลับ
ไม่ได้ผล ได้แต่โยนมันทิ้งไปไกลๆ ชั่วคราว รอกระทั่งช่วยอวี่หลงได้
แล้ว โหรวถีก็ลองเรียกดาบสีขาวไร้ด้ามเล่มหนึ่งออกมา คือสมบัติ
หนักยุคบรรพกาล เจ้าของสองคนก่อนหลังอย่างหวงหลวนและโหรว
ถีล้วนไม่มีใครสามารถหลอมใหญ่เอามันมาเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต
ได้แต่หลอมเล็กอย่างถูไถ บีบให้มันรับเป็นเจ้านายได้
ของชิ้นนี้มีรูปลักษณ์เหมือนแสงดาบสีขาวหิมะเส้นหนึ่ง ฟันลง
ไปกลางหอกยาวสะเก็ดไฟจำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็น ครู่หนึ่ง
ต่อมาหอกยาวก็แค่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น ในใจโหรวถี
เข้าใจได้ทันที หากไม่มีเวลาครึ่งก้านธูปในการ “ปะทะกันของสอง
อาวุธ” ก็ยากที่จะทำสำเร็จได้จริงๆ
หากแค่โยนหอกยาวออกไปจากสนามรบ ก็อาจตกเป็นที่ต้อง
สงสัยว่าเพิ่มอำนาจให้ผู้อื่น ลดทอนบารมีของตัวเอง
หมัดของอิ่นกวานเหมือนมีเทพช่วยอย่างแท้จริง ถึงกับสามารถ
ใช้พายุหมัดทิ้งประโยคหนึ่งไว้ในหอกยาวได้ เป็นเหตุให้วินาทีที่โหร
วลีกุมหอกก็ได้ยินน ้าเสียงที่เปี่ยมไปด้วยปราณสังหารที่คล้ายฝากคำ
มาบอกกับนางว่า
“ผู้ที่ทำลายหอก ตายก่อน
โหรวถีไม่ได้สนใจคำขู่นี้เลยสักนิด
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็เรียกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสองแห่งออกมา
แห่งหนึ่งคือ “สำนักอวี่เซียว” ที่เป็นหนึ่งในสามวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่
ผ่านการหลอมใหญ่ เอามาใช้ซ่อนตัวอวี่หลง ให้นางอยู่ข้างในนั้น
ถือเป็นการมอบยันต์คุ้มกันกายแผ่นหนึ่งให้กับผู้เยาว์ด้วย อีกแห่ง
หนึ่งเอาไว้กักหอกยาว โหรวถีเปิดค่ายกลของพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
ใช้ความคิดควบคุมเตาหลอมโอสถอยู่ไกลๆ ใช้พลังจิตบังคับไฟแห่ง
สมาธิที่แท้จริง ทดลองเอาหอกยาวเล่มนั้นไปหลอมในเตาหลอม
โอสถ
โหรวถีเก็บแสงสีขาวเส้นนั้นไว้ในชายแขนเสื้อ นาทีถัดมา งูขาว
ก็เลื้อยมาล้อมพันข้อมือของนักพรตหญิงอย่างเฉลียวฉลาด นางจึง
เหมือนสวมกำไลหยกขาวชิ้นหนึ่งไว้บนข้อมือ
อวี่หลงค้นพบว่าตัวเองมาอยู่ในเรือนที่สงบเงียบงดงาม เหมือนจะ
เป็นซากปรักที่เสียหายเล็กน้อยซึ่งเป็นพื้นที่ลับของกรมสายฟ้ายุค
บรรพกาล
นางโคจรปราณวิญญาณส่วนหนึ่ง ฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวด
ราวหัวใจถูกคว้านจากช่องโพรงลมปราณเอาไว้ ไอหมอกล่องลอยไป
ถึงหลังคา ทอดสายตามองสนามรบอยู่ไกลๆ
ทางฝั่งของสนามรบ
บนพื้นถูกปกคลุมไปด้วยกระถางสามขาทองสัมฤทธิ์ใบใหญ่ กัก
ทั้งตัวของอิ่นกวานและแม่ทัพใหญ่หวังจื้อไว้ภายในโดยไม่แยกมิตร
และศัตรู ด้านในมองดูคล้ายว่างเปล่าไร้สิ่งใด แต่แท้จริงแล้วกลับ
บรรจุเสียงเดียวกันไว้ ทุกครั้งพวกมันจะพุ่งชนกำแพง สะท้อนกลับ
แล้วประสานพัวพัน ก่อนจะชนกำแพงอีกครั้ง เกิดเป็นวงจรต่อเนื่อง
เอ่ยเป็นคำว่า “อิ่นกวาน” ซ ้าแล้วซ ้าเล่า ยิ่งนานพลังอำนาจก็ยิ่ง
แข็งแกร่ง คล้ายกับยันต์เร่งชีวิตแผ่นหนึ่ง
หวังจื้อเกราะทองไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย “อิ่นกวาน” พวก
นั้นก็เหมือนตัวต่อหลายหมื่นตัวที่อยู่ในถังเดียวกัน พวกมัน
เบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ ก่อให้เกิดเสียงดังหวึ่งๆ โบยบินได้
อย่างรวดเร็วราวกระบี่บิน
“ต่อย” แค่อิ่นกวานคนเดียวเท่านั้น
ในทะเลสาบหัวใจของนักพรตหญิงมีเสียงเยียบเย็นดังขึ้นมา
“สหายโหรวถี เจ้ายังจะนิ่งดูดายไปอีกถึงเมื่อไหร่?”
บางทีอาจเป็นเพราะถูกกระถางใหญ่กั้นขวาง คำพูดของหวังจื้
อจึงค่อนข้างจะคลุมเครือฟังไม่ชัด
มือหนึ่งของโหรวถีสวมกำไลหยก มืออีกข้างถือแส้ปัดฝุ่น ยิ้ม
ตอบว่า “ข้ารับรองว่าจะไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญในสนามรบ”
ในกระถาง หวังจื้อมองอิ่นกวานหนุ่ม อีกฝ่ายกลับยังมีท่าทีผ่อน
คลายสบายอารมณ์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้ “กระบี่
บิน” หลายหมื่นเล่มพุ่งชนสะเปะสะปะ แค่เงยหน้ามองลวดลายที่อยู่ใน
ผนังด้านในของกระถางทองสัมฤทธิ์เท่านั้น
ขว้างหอกยาวออกไปแล้ว สองมือของคนชุดเขียวก็ว่างเปล่า แต่
เอากระบวนท่าหมัดของเฉาสือที่เรียนรู้มาปรับใช้ ร่างทองแข็งแกร่งมิ
อาจทำลาย ‘กระบี่บิน” แต่ละกลุ่มที่ถูกจังหวะดนตรีสร้างขึ้นมาล้วน
ถูกพายุหมัดที่ห่างไปจังกว่าบดขยี้จนแหลกเละ
ท่าทีสงบนิ่งของอีกฝ่ายทำให้หวังจื้อรู้สึกลวงตา เหมือนได้เห็น
มังกรคชสารแห่งลัทธิพุทธนั่งอยู่บนธรรมาสน์สูง ธรรมาสน์ไม่ขยับ
เขยื้อน แผ่นดินก็ไม่ขยับเคลื่อน
ในที่สุดเฉินผิงอันก็ถอนสายตากลับมา มองไปยังหวังจื้อที่รวม
ร่างเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งแล้ว
สองฝ่ายมองสบตากัน
อย่าว่าแต่ปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่ตกตะลึงเลย ต่อให้เป็นคน
ของไพศาลที่อยู่บนยอดเขาเองก็ยังตกใจสะดุ้งโหยงกับวิชาการขว้าง
หอกที่ป่าเถื่อนเผด็จการนั้น
ฮ่องเต้หนุ่มอย่างหวงหม่างตบราวรั้วหนักๆ อดไม่ไหวส่งเสียงร้อง
อย่างถูกใจ
ดูเหมือนว่าในบันทึกท่องเที่ยวภูเขาและสายน ้าที่เคยแพร่หลาย
อย่างกว้างขวางก่อนถูกสั่งห้ามเล่มหนึ่ง เนื้อหาเขียนได้หวานหยด
เย้ายวน กล่าวถึงจอมยุทธ์พเนจรนามว่าเฉินผิงอันที่เดินทางคลอ
เคลียหญิงงามไปตลอดเส้นทาง นอกจากช่วงต้นที่ยังพอเป็นเรื่องเป็น
ราวอยู่บ้าง หลังจากนั้นกลับเต็มไปด้วยสหายหญิงงามไม่ขาดสาย
ทั้งจอมยุทธหญิงผู้องอาจ นางจิ้งจอกผู้เย้ายวน วิญญาณสาวผู้หวัง
ดูดหยางบำรุงหยิน เทพธิดาที่อาสาร่วมเรียงเคียงหมอนเพียงข้ามคืน
ต่างพากันปรากฏตัวผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที ทุกบทล้วนอบอวลไป
ด้วยถ้อยคำชวนเคลิบเคลิ้ม….ไม่รู้ว่านักอ่านพับมุมหน้าหนังสือไว้กี่
มากน้อย แอบขโมยฉีกหน้าหนังสือออกไปกี่แผ่น
อีกทั้งทางฝั่งของภูเขาห้อยหัวก็เคยมีคำเล่าลือที่บอกว่า “เถ้าแก่
รองรักหยกถนอมบุปผา” ด้วย บวกกับพวกคนดูแลเรือข้ามฟากที่
เคยไปเยือนเรือนชุนฟานซึ่งมักจะชอบพูดว่า อิ่นกวานหนุ่มหล่อเหลา
สง่างามเหมือนต้นไม้หยกรับลมเพียงใด นี่จึงทำให้คนสงสัยว่าลูก
ศิษย์คนสุดท้ายของสายเหวินเซิ่งผู้นี้คือคนเจ้าชู้มากรักหลายใจ แต่
จะว่าไปแล้วหากเป็นเช่นนี้จริงก็พอจะเข้าใจได้ เพราะถึงอย่างไรหาก
คนเราไม่เจ้าชู้เลยก็ถือว่าใช้เวลาตอนเป็นหนุ่มมาอย่างเสียเปล่า
ใครเล่าจะจินตนาการได้ว่า แท้จริงแล้วเขาคือคนใจเหี้ยมที่
ทำลายหญิงงามอย่างไม่ปรานี
หอกนั้นของอิ่นกวานทะลุม้วนภาพ โจมตีค่ายกลของแส้ปัดฝุ่น
ให้แหลกสลาย แทงทะลุลำคอของนักพรตหญิงและหน้าอกของผู้ฝึก
ตนหญิง ทำลายกลองศึกให้พังยับเยิน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้ว
ติงอ๋าวโหยวยิ้มถาม “หอกเหล็กที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
หายไปแล้ว หากถูกนักพรตหญิงนั่นเก็บเอาไว้ แม่ทัพกวอจะเสียดาย
หรือไม่?”
กวอจินเซียนพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “อาวุธของแม่ทัพถูก
ทำลายบนสนามรบก็คือชะตากรรมที่ดีที่สุดของมัน”
ถึงอย่างไรก็ดีกว่าให้วัตถุที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเล่มนี้ถูกเอา
ไปขายในราคาต ่า แลกเงินด้วยน ้ามือของลูกล้างลูกผลาญบางคนใน
ตระกูล
ก่อนหน้านี้สองทัพประจัญบานกัน กองทัพใหญ่เผ่าปีศาจเหมือน
ฝูงมดเบียดเสียดทางฝั่งของไพศาลเหมือนนกสยายปีก เสื้อเกราะ
เหมือนเกล็ดปลา
เมื่อกองทหารม้าของเฉิงกวานบุกตะลุยนำไปก่อนในแนวหน้า
ทางฝั่งของเปลี่ยวร้างถูกลิ่นกวานสร้างความปั่นป่วนให้กับขบวนรบ
ก็เริ่มมีการจัดวางกองกำลังใหม่อย่างเร่งด่วน อีกครั้งแล้ว
บทพิเศษ ตอนที่ 35.2 บนแนวเส้น
กวอจินเซียนคือแม่ทัพที่น ำทัพท ำสงครำม แน่นอนว่ำเขำไม่กล้ำ
ดูแคลนโหรวถี เพียงแต่ว่ำควำมสนใจส่วนใหญ่ของเขำยังคงอยู่บน
ร่ำงของผู้ฝึกตนหญิงที่สวมชุดสีสดมำกกว่ำกวอจินเซียนรู้ดีถึง
ควำมส ำคัญที่ผู้ฝึกตนประเภทนี้มีต่อกำรเข่นฆ่ำบนสนำมรบ กำรตี
กลองของนำงก่อนหน้ำนั้น เห็นได้ชัดว่ำเสียงกลองสำมำรถปลุก
ควำมกล้ำหำญ รวบรวมขวัญและก ำลังใจของเหล่ำทหำรในกองทัพ
ได้ ตำมค ำกล่ำวของรำชครูติง นำงยังถึงขั้นสำมำรถบ ำรุงหล่อเลี้ยง
จิตหยำงของเซียนดินเผ่ำปีศำจได้ด้วย
มีสตรีสวมชุดลัทธิขงจื้อคนหนึ่งที่เงียบงันมำโดยตลอด นำงยืน
อยู่ข้ำงกำยวิญญูชนหลัวกั๋วอวี้ ชื่อของนำงคือเกำฉู่ คือผู้ฝึกยุทธ
หญิงคนหนึ่งที่มียศนักปรำชญ์ของส ำนักศึกษำเกำฉู่มำจำกตระกูล
ชนชั้นสูงอันดับหนึ่งในทวีปซึ่งสืบทอดบรรดำศักดิ์กันมำหลำยยุค
หลำยสมัย มีกำรสืบทอดทำงตระกูล มีพรสวรรค์ ตอนที่เป็นเด็กสำว
นำงเชี่ยวชำญกำรอนุมำนและวำงแผนบนถำดทรำยอย่ำงมำก นำง
ยังเคยไปขอศึกษำต่อที่ศำลบรรพจำรย์ส ำนักกำรทหำรของเกรำะ
ทองทวีปโดยเฉพำะ ช ำนำญพิชัยสงครำมและกำรวำงกลยุทธกลศึก
แต่หลังจำกเดินออกมำจำกสนำมรบของเกรำะทองทวีปแล้ว จิตแห่ง
มรรคำก็ได้รับควำมเสียหำยล้มแล้วลุกไม่ขึ้นอีก
พูดให้น่ำฟังหน่อยก็คือนำงเห็นเลือดเนื้อปลิวสำดกระเซ็น
กระดูกกองกันเป็นภูเขำอยู่บนสนำมรบกับตำตัวเอง เป็นเหตุให้เกิด
อุปสรรคต่อจิตแห่งมรรคำ
หำกพูดให้ไม่น่ำฟังก็คือเกำฉู่ดีแต่ “พูดเรื่องสงครำมบน
หน้ำกระดำษ” ไม่อำจปรับตัวเข้ำกับสนำมรบได้อย่ำงแท้จริง
หลัวกั๋วอวี้ใช้เสียงในใจถำม “รู้สึกว่ำวิธีกำรของอิ่นกวำน
โหดเหี้ยมเกินไป เป็นที่ต้องสงสัยว่ำฆ่ำคนอย่ำงพร ่ำเพื่อหรือไม่?”
นำงส่ำยหน้ำด้วยสีหน้ำเด็ดเดี่ยว “มีแต่เสียดำยที่อิ่นกวำนฆ่ำได้
ไม่อ ำมหิตมำกพอ ยิ่งแค้นที่ตอนนี้ตัวเองได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ เท่ำนั้น”
ตนสู้สตรีที่สวมชุดสีสันสดใสของกองทัพฝ่ำยศัตรูไม่ได้ด้วยซ ้ำ
จะดีจะชั่วอีกฝ่ำยก็สำมำรถตีกลองได้ก่อนแล้วค่อยถูกหอกแทงทะลุ
หน้ำอก
หลัวกั๋วอวี้ประหลำดใจอย่ำงมำก
ทำงฝั่งของสนำมรบ เม็ดทรำยคลุ้งตลบ มองไม่เห็นเงำร่ำงของ
สองฝ่ำยที่คุมเชิงกันแล้ว แต่รอบด้ำนกลับมีจุดแสงจ ำนวนนับไม่ถ้วน
สว่ำงขึ้นมำเหมือนมีตะเกียงหมื่นดวงแขวนลอยอยู่กลำงอำกำศ
สีหน้ำของหวงหม่ำงมืดทะมึน เอ่ยเรียกชื่อหนึ่งอยู่ในใจ
ข้ำงกำยของฮ่องเต้หนุ่มพลันมีแม่ทัพเกรำะทองที่รูปโฉมพร่ำ
เลือนคนหนึ่งปรำกฏตัวขึ้นทันใด
นำงจ ำแลงมำจำกโชคชะตำบู๊ มีฉำยำเทพว่ำ “จินเสอ” ชื่อจริง
คือ “หลิงเย่”
นี่แสดงให้เห็นว่ำโชคชะตำแคว้นของรำชส ำนักเฉิงกวำน
แข็งแกร่ง คุณธรรมบู๊เปี่ยมล้นไปทั่วรำชส ำนัก
ต่อให้เป็นรำชส ำนักต้ำหลี ปีนั้น “ส ำแดงอิทธิฤทธิ์ให้เป็นที่
ประจักษ์ บนสนำมรบทำงทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป โชคชะตำบู๊ก็
ยังแค่ขึ้นอยู่กับไหวอ๋องซึ่งจ่ำงจิ้งเท่ำนั้น
สำยตำของนำงมองตรงไปข้ำงหน้ำ เห็นสภำพกำรณ์บนสนำม
รบได้อย่ำงถ้วนทั่ว นำงเปิดปำกเอ่ยว่ำ “อิ่นกวำนถูกตรึงพลังต้น
ก ำเนิดเอำไว้ เกิดจำกวิชำอภินิหำรของสตรีตีกลองผู้นั้น”
ที่แท้ท่ำมกลำงเสียงผีผำที่อยู่ตรงธงใหญ่แถบนี้ก็มีภำพ
เหตุกำรณ์ผิดปกติเกิดขึ้น บนสนำมรบห่ำงไปไกล เห็นเพียงว่ำอิ่น
กวำนถูกกระถำงสำมขำขนำดใหญ่ใบหนึ่งครอบคลุมไว้ก่อน
ครู่หนึ่งต่อมำ กระถำงทองสัมฤทธิ์ก็พลันปริแตก เศษชิ้นส่วน
จ ำนวนนับไม่ถ้วนสำดกระจำยออกไป สังหำรเผ่ำปีศำจที่อยู่รอบด้ำน
ได้เป็นแถบใหญ่
เพียงแค่ชั่วพริบตำนั้น อิ่นกวำนที่กลับมำเห็นแสงตะวันอีกครั้งก็
ถูกเส้นแสงเกือบหมื่นเส้นรัดคอ สองแขนสองขำ ใต้แสงแดดสำดส่อง
พวกมันเปล่งประกำยระยิบระยับ เส้นด้ำยยำวเชื่อมโยงเข้ำกับเศษ
ชิ้นส่วนแขนขำขำดวิ่นของคนที่ตำยไปอย่ำงฉับพลันบนสนำมรบ
ถักทอให้เกิดตำข่ำยถี่แน่นขนำดใหญ่ อิ่นกวำนจึงเหมือนนกในกรงสี
เขียวตัวหนึ่งที่ถูกกักไว้ในใยแมงมุม
เส้นแสงแต่ละเส้นก่อก ำเนิดขึ้นมำจำกในศพของเผ่ำปีศำจที่บ้ำง
ก็ตำยไปโดยตรงระหว่ำงกำรเจำะทะลวงขบวนรบของอิ่นกวำน บ้ำงก็
ตำยโดยทำงอ้อมจำกปณิธำนหมัดและเวทคำถำที่แผ่กระจำยระหว่ำง
ที่อิ่นกวำนกับหวังจื้อจับคู่ต่อสู้กัน เพียงแต่ว่ำระดับควำมหนำบำงของ
เส้นแสงสองประเภทนี้มีควำมต่ำงกัน ระดับควำมสว่ำงก็แบ่งออกเป็น
เจิดจ้ำกับอ่อนจำง
หำกไม่ใช่อิ่นกวำนที่ถูกเผ่ำปีศำจนับหมื่นของเปลี่ยวร้ำงเรียก
ขำนก็คงไม่ได้ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์เช่นนี้
มีเส้นแสงมำกกว่ำเดิมพุ่งไปรวมตัวกันที่คนชุดเขียวอย่ำง
ต่อเนื่อง
จิตแห่งมรรคำของติงอ๋ำวโหยวสั่นสะเทือน มำแล้ว! ต้องเป็นสัตว์
เดรัจฉำนของเปลี่ยวร้ำงที่ใช้วิธีกำรก้นกรุรับมือกับผู้ฝึกตนใหญ่
อย่ำงแน่นอน
ก็เหมือนทำงฝ่ำยของพวกเขำที่จะไม่มีทำงหนีทีไล่ในกำรสยบ
ก ำรำบขอบเขตบินทะยำนเลยได้อย่ำงไร?
รำชครูเฒ่ำผู้นี้ใช้ควำมคิดอย่ำงว่องไว ครุ่นคิดว่ำควรจะช่วยให้อิ่
นกวำนหลุดพ้นจำกพันธนำกำรอย่ำงไรดี เดิมควรจะเป็นตนที่เจอกับ
หำยนะนี้ อีกทั้งเกินครึ่งก็น่ำจะมีจุดจบเป็นหลีกเลี่ยงหำยนะไม่พ้น
แต่อิ่นกวำนกลับมำช่วยต้ำนทำนหำยนะแทนเขำให้
หวงหม่ำงขมวดคิ้วแน่น ถำมว่ำ “หลิงเย่ นี่หมำยควำมว่ำ
อย่ำงไร?”
สตรีที่มีฉำยำเทพว่ำจินเสอเอ่ยว่ำ “เว้นเสียจำกว่ำผู้ฝึกตน
ขอบเขตสิบสี่ลงมือ ใช้วิชำอภินิหำรรับเอำผลกรรมมำไว้ที่ตัวเอง หำ
ไม่แล้วอิ่นกวำนก็ได้แต่ต้องช่วยเหลือตัวเองเท่ำนั้น ขอบเขตบิน
ทะยำนไปช่วยก็เปลืองแรงเปล่ำ เซียนเหรินบุ่มบ่ำมไปให้ควำม
ช่วยเหลือก็ระวังว่ำจะกลำยเป็นเชือกยำวที่ผูกมัดด้วย”
กวอจินเซียนมองสถำนกำรณ์บนสนำมรบไปในทิศทำงที่ดี “อิ่
นกวำนคือผู้ฝึกกระบี่คือผู้ฝึกยุทธ ก็น่ำจะยังสบำยดีกระมัง?”
ไม่ว่ำจะเป็นผู้ฝึกตนส ำนักกำรทหำรหรือผู้ฝึกยุทธเต็มตัว สังหำร
ศัตรูบนสนำมรบ ไม่ได้บอกว่ำไร้ข้อห้ำมใดๆ แต่ถึงอย่ำงไรก็ดีกว่ำ
เมธีร้อยส ำนักและผู้หลอมลมปรำณที่ฝึกวิชำนอกรีตมำกนัก ฝ่ำย
หลังอยู่ในสนำมรบ ใช้เวทคำถำแสดงควำมดุร้ำย ยิ่งสังหำรศัตรูได้
มำกเท่ำไรก็ยิ่งสะสมผลกรรมน้อยใหญ่ไว้มำกเท่ำนั้น ต้องแบกรับผล
กรรม ลดทอนผลบุญที่สร้ำงไว้อย่ำงที่มองไม่เห็น ต่อให้ผู้ฝึกตนจะมี
สำรพัดวิธีที่สำมำรถลดทอนหำยนะได้ หรือมีวิธีที่หลบเลี่ยงเครำะห์
ภัยได้ แต่ก็ยังรับมือได้ยำกอยู่ดี บนเส้นทำงกำรฝึกตนในอนำคตก็
ต้องมีภัยแฝงรออยู่ ไม่รู้ว่ำเมื่อไหร่ที่บังเอิญเจอกับศัตรูคู่อำฆำตบน
เส้นทำงแล้วจะมำทวงหนี้ถึงหน้ำบ้ำน
อำรมณ์ของติงอ๋ำวโหยวหนักอึ้ง รำชครูเฒ่ำไม่ได้มองโลกในแง่
ดีอย่ำงกวอจินเซียน “แต่อิ่นกวำนยังมีสถำนะของสำยปุ่นลัทธิขงจื๊อ
อยู่ด้วยนะ”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชะตำบู๊ตนนั้นเอ่ยด้วยน ้ำเสียงเรียบเฉยว่ำ “หำกไม่
เป็นเพรำะมีสถำนะชั้นนี้อยู่ ท ำไมเขำถึงต้องอยู่ต่อที่ก ำแพงเมือง
ปรำณกระบี่ ท ำไมต้องมำปรำกฏตัวที่นี่”
ไม่ใช่กำรพูดอย่ำงง่ำยๆ แล้วก็ไม่ใช่เพรำะเวลำนี้ยืนอยู่ห่ำงไกล
จำกสนำมรบ ยืนพูดอยู่บนยอดเขำแล้วไม่จ ำเป็นต้องรับผลที่ตำมมำ
แต่เป็นกำรให้กำรยอมรับที่จริงใจที่สุดอย่ำงหนึ่ง
ควำมหมำยในประโยคนี้ก็คือไม่ว่ำจะมีสถำนะมำกมำยแค่ไหน
ถึงท้ำยที่สุดแล้วเฉินผิงอันก็คือบัณฑิตคนหนึ่ง
หวงหม่ำงยกเท้ำขึ้น มองรองเท้ำหนังกวำงคู่เก่ำบนเท้ำคู่นั้น
บริเวณใกล้เคียงกับธงใหญ่ นักพรตหญิงมั่นใจว่ำอำกำร
บำดเจ็บของอวี่หลงมั่นคงดีแล้ว อย่ำงน้อยที่สุดผู้เยำว์คนนี้ก็ไม่ต้อง
ละสังขำรใต้คมอำวุธอยู่ที่นี่
โหรวถีถำมเสียงเบำ “อวี่หลง จิตแห่งมรรคำยังดีอยู่หรือไม่?”
หำกอวี่หลงถูกอิ่นกวำนสังหำร อีกทั้งยังรบตำยใต้เปลือกตำของ
นำง แล้วนำงจะไปอธิบำยให้กวำนเซี่ยงฟังอย่ำงไร?
ต่อให้ผู้เยำว์คนนี้ถูกหอกปั่นคว้ำนจิตแห่งมรรคำให้แหลกยับ
จิตใจห่อเหี่ยว นับแต่นี้ไปหวำดกลัวกำรลงสนำมรบ หลบเลี่ยงสมรภูมิ
รบ ก็ยังถือเป็นควำมเสียหำยอย่ำงใหญ่หลวงของเปลี่ยวร้ำง
อวี่หลงที่หลบอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของกรมสำยฟ้ำ
ชั่วครำว แม้ว่ำเวลำนี้จิตวิญญำณของนำงจะอ่อนก ำลังอย่ำงถึงที่สุด
แต่ก็ยังคลี่ยิ้มได้อย่ำงสดใส “ข้ำสบำยดีมำกเลยล่ะ!”
ในใจของโหรวถือดชื่นชมไม่ได้ว่ำอนำคตของนำงต้องยำวไกล
ไร้ขีดจ ำกัดอย่ำงแน่นอน
หวังเพียงว่ำเปลี่ยวร้ำงจะอดทนจนอวี่หลงเติบใหญ่ได้
อวี่หลงท ำท่ำจะพูด
โหรวถีเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ทุกบ้ำนล้วนมีคัมภีร์ที่อ่ำนยำก วำงใจ
เถอะ ข้ำรู้หนักเบำดีร้ำยของเรื่องนี้ดี”
อย่ำงเช่นสิ่งที่โหรวถีปฏิบัติต่ออวี่หลงไม่ใช่เพียงแค่เพรำะกำรให้
ควำมส ำคัญและควำมโปรดปรำนที่ผู้อำวุโสคนหนึ่งมีต่อผู้เยำว์
เท่ำนั้น
มีใจเช่นนี้ ใจอ่อนเช่นนี้ ก็น่ำจะเพรำะได้รับผลกระทบมำจำกจิต
วิญญำณของผู้ฝึกตนหญิงจำกอวี้จือก่ำงนั่นกระมัง?
ท่ำนปู่ของอวี่หลง ปีศำจใหญ่กวำนเซี่ยงได้พูดถึงเรื่องนี้อย่ำง
ชัดเจน บอกกับนำงว่ำต้องระวัง บอกนำงว่ำต้อง ‘ใส่ใจ’
ธงใหญ่ที่ตั้งตระหง่ำนอยู่ในพื้นที่ใจกลำงของกองทัพใหญ่เผ่ำ
ปีศำจส่งเสียงสะบัดดัง ตัวอักษรใหญ่ปักลำยเส้นสีทองที่อยู่บนนั้น
คล้ำยจะส่ำยไหวตำมไปด้วย
โหรวถีรู้ดีว่ำในที่สุดหวังจื้อก็ตัดใจลงมืออย่ำงเด็ดขำดได้แล้ว
อิ่นกวำนถูกผนึกพลังต้นก ำเนิดเอำไว้แล้ว
โอกำสนี้หำกไม่คว้ำไว้ก็จะไม่มีมำอีก
หวังจื้อย่อมไม่ยอมปล่อยให้โอกำสที่พันปีก็ยำกจะพำนพบครั้งนี้
เสียไปอย่ำงเปล่ำประโยชน์ สองมือของเขำอยู่ในท่ำกุมดำบอีกครั้ง
ตวำดกร้ำว “ตำยชะเถอะ!”
ตัวอักษรใหญ่สีทองบนธงผืนใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทอง
บริสุทธิ์เส้นหนึ่ง พริบตำเดียวก็หำยวับไป มำก่อตัวเป็นดำบอำคมเล่ม
หนึ่งข้ำงมือของหวังจื้อ
ฟันไปทำงอิ่นกวำน ฟันแสกหน้ำเขำ
ขณะเดียวกันโหรวถีก็สูดลมหำยใจเข้ำลึก โคจรวัตถุแห่งชะตำ
ชีวิตห้ำธำตุอย่ำงเงียบเชียบ
ปรำณวิญญำณในถ ้ำสถิตมำกมำยของร่ำงกำยเดือดพล่ำน
เหมือนน ้ำ ไอม่วงเหลืองข้ำงกำยของนักพรตหญิงลอยระอุขึ้นสู่เบื้อง
บน
ในที่สุดรำชำบนบัลลังก์ใหม่ผู้นี้ก็ลงสนำมรบด้วยตัวเอง เช่นฆ่ำ
ซึ่งหน้ำกับอิ่นกวำนผู้นั้นแล้ว
อิ่นกวำนที่ถูกกักให้อยู่ที่เดิมพลันกระชำกแขนสองข้ำงออก แต่
กระนั้นก็ยังไม่อำจกระชำกเส้นแสงพวกนั้นให้ขำดได้
แสงดำบพร่ำงพรำว ดำบของหวังจื้อฟัน “ร่ำงทองของเทพแห่ง
กำรต่อสู้” ที่สร้ำงขึ้นจำกกระบวนท่ำหมัดสองชั้นให้แหลกยับ
ติดต่อกัน
ดำบยำวในมือที่ท ำลำยค่ำยกลได้ส ำเร็จก็แตกสลำยตำมไปด้วย
กล้ำมเนื้อบนแขนสองข้ำงของหวังจื้อล้วนปริแตก เลือดสดไหลซึม
ออกจำกมำเสื้อเกรำะสีทอง
ในที่สุดก็ไม่ฟันโดนควำมว่ำงเปล่ำอีกต่อไป แต่ฟันโดนสิ่งที่จับ
ต้องได้จริง แม้ว่ำจะไม่ใช่กำยเนื้อของอิ่นกวำน แต่พลังอ ำนำจของ
หวังจื้อกลับทะยำนขึ้นอย่ำงต่อเนื่อง คล้ำยกับว่ำจิตแห่งมรรคำไม่ได้
วูบโหวงขนำดนั้นอีกแล้ว เปลี่ยนสองมือมำถือดำบ ฟำดฟันเข้ำใส่อิ่
นกวำนที่เหมือนประตูใหญ่ถูกเปิดอ้ำ คือกำรฟำดฟันที่เฉียบคมอีก
ครั้งหนึ่ง เรือนกำยพลิกหมุน ดำบสองเล่มในมือปริแตกแล้วก็มีดำบ
สองเล่มผุดขึ้นมำใหม่ จะต้องสับอิ่นกวำนผู้นั้นให้เละเป็นเนื้อบดถึงจะ
ยอมเลิกรำ
ไปตำยซะเถอะไอ้ถิ่นกวำน ไปตำยซะขอบเขตสิบเอ็ด!
ฟันจนดำบแหลกติดต่อกันร้อยกว่ำดำบ พลังอ ำนำจของดำบไม่
เพียงแต่ไม่ลดลงกลับกันยังเพิ่มขึ้น แสงดำบเจิดจ้ำพร่ำตำโอบล้อม
อยู่ระหว่ำงแม่ทัพเทพเกรำะทองกับอิ่นกวำนชุดเขียว
เจตจ ำนงแห่งเทพอันศักดิ์สิทธิ์ที่โชติช่วงและปรำณวิญญำณที่
หนำข้นกรอกเทเข้ำใส่ตัวดำบอย่ำงบ้ำคลั่ง เป็นเหตุให้ทุกดำบที่หวังจื้
อปล่อยออกไปล้วนซุกซ่อนอิทธิฤทธิ์ของเวทคำถำหลำกหลำยชนิด
เอำไว้ด้วยกัน
ไม่จ ำเป็นต้องให้หวังจื้อใช้ควำมคิดใดๆ หลังจำกปล่อยดำบไป
สองร้อยครั้ง แต่ละดำบก็ผสำนกลมกลืนกันได้อย่ำงเป็นธรรมชำติ
ปล่อยดำบไปอย่ำงเต็มครำบ สำแก่ใจจริงๆ หวังจื้อรู้สึกว่ำจิต
วิญญำณสดชื่นปลอดโปร่ง จิตแห่งมรรคำว่ำงโล่งสว่ำงไสว ในควำม
มืดมิดที่มองไม่เห็น เขำรู้สึกได้ว่ำตัวเองก้ำวเข้ำไปในขอบเขตอันลี้
ลับมหัศจรรย์ที่มิอำจบรรยำยได้ในต ำนำนแล้ว
สัญชำตญำณบอกกับหวังจื้อว่ำขอแค่วันนี้สังหำรอิ่นกวำนได้
ส ำเร็จ จัดกำรหนำมในตำ ตะปูต ำใจของใต้หล้ำเปลี่ยวร้ำงผู้นี้ได้ ก็
คือโอกำสบนมหำมรรคำในกำรเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ของตน
จะต้องตัดหัวของอีกฝ่ำยให้ได้ ถึงเวลำนั้นหิ้วหัวของเขำ เหยียบ
อยู่บนศพที่ไร้หัวนั้นแล้วค่อยป่ำวประกำศกับใต้หล้ำด้วยประโยคที่ว่ำ
“ผู้ที่ฆ่ำอิ่นกวำน คือหวังจื้อแห่งเปลี่ยวร้ำง!”
เงื่อนไขคือเจ้ำคนแซ่เฉินยังต้องเหลือศพที่ครบสมบูรณ์ถึงจะท ำ
แบบนั้นได้
แต่เส้นแสงที่กักอิ่นกวำนไว้พวกนั้นยังคงแผ่ลำมออกไป พวกมัน
พลิ้วไสวอยู่กลำงอำกำศ เหมือนพืชน ้ำจ ำนวนนับไม่ถ้วนที่ล่องลอย
อยู่ในแม่น ้ำแห่งกำลเวลำ
เรือนกำยของโหรวลีกลำยเป็นสำยรุ้ง มุ่งไปยังกลำงอำกำศเหนือ
พื้นที่ประลองยุทธนำงปลดกวำนเต๋ำลง บิดหมุนข้อมือ เสก “โอสถ
ทอง” เม็ดหนึ่งออกมำแล้วกลืนมันลงท้อง
ฉวยโอกำสตอนที่เขำเจ็บหนักเอำชีวิตของเขำ เพื่อป้องกันเรื่อง
ไม่คำดฝัน นำงจึงร่ำยท่ำไม้ตำยออกมำโดยตรง จะไม่ยอมให้อิ่นก
วำนที่เจ้ำเล่ห์อย่ำงถึงที่สุดมีโอกำสหลุดพ้นไปจำกพันธนำกำร
เด็ดขำด
ก่อนหน้ำนี้หวังจื้อขว้ำงค้อนดำวตกขนำดจิ๋วสองอันออกไป หนึ่ง
โยนไปบนฟ้ำ หนึ่งโยนลงไปบนดิน แต่พวกมันกลับไม่เคยแสดงให้
เห็นถึงประโยชน์ใดๆ
กระทั่งบัดนี้เมื่อโหรวถีร่ำยคำถำ นำงกวักมือดึงธงใหญ่ขึ้นมำ
จำกดินพร้อมกัน บังคับมันมำไว้ข้ำงกำย ถูกแส้ปัดฝุ่นของนำงห่อหุ้ม
เอำไว้ ทั้งธงใหญ่และแส้ปัดฝุ่นเหมือนง้ำวยำวที่ปักตรึงลงไปบน
พื้นดินของสนำมรบด้วยกัน
ธงใหญ่ปักอยู่บนพื้นดิน แส้ปัดฝุ่นสีขำวหิมะเหมือนงูตัวยำวที่
โอบล้อมรอบภูเขำแล้วค่อยๆ ไต่ทะยำนขึ้นสูง
พริบตำนั้นเสำล ำแสงที่พลังอ ำนำจยิ่งใหญ่โอฬำรก็ปรำกฏขึ้น
ระหว่ำงฟ้ำดิน
บรรยำกำศบนยอดเขำเคร่งเครียด
หวงหม่ำงหรี่ตำลง เจ้ำตัวดี สัตว์เดรัจฉำนที่เป็นรำชำบนบัลลังก์
สองตัวนี้ถึงกับเลียนแบบฟ้ำดินเชื่อมโยงขึ้นมำ? คิดจะชักน ำใคร คิด
จะ “อัญเชิญ” ใครมำที่นี่?
ติงอ๋ำวโหยวขยับเท้ำไปด้ำนข้ำง เดินไปถึงพื้นที่ว่ำงเปล่ำ ร่ำงจริง
หยุดยืนนิ่ง พริบตำเดียวจิตหยินก็ออกจำกช่องโพรง สองนิ้วประกบ
ท ำมุทรำ ย ่ำพำยุเหยียบดำรำ พริบตำนั้นควันด ำก็กลิ้งตลบ จิตหยิน
สำดน ้ำใสและหญ้ำขำวแยกออกจำกชำยแขนเสื้อแต่ละข้ำงคล้ำยกับ
กำรปูถนนและล้ำงท ำควำมสะอำดถนน เพียงไม่นำนจิตหยินก็เหมือน
ยืนอยู่หน้ำประตูศำลบรรพชนแห่งหนึ่งที่ไม่แขวนกรอบป้ำย พลังหยิน
ด้ำนหลังแผ่อบอวลไปทั่วรัศมีหลำยจั้ง คล้ำยม่ำนมุ่งหนำหนักที่แขวน
บังไว้ท ำให้มองเห็นภำพเหตุกำรณ์ภำยในเป็นเงำวับแวม เสียง
ค่อนข้ำงจอแจวุ่นวำย มีทั้งเสียงหัวเรำะอย่ำงเกียจคร้ำน แล้วก็มีทั้ง
เสียงแหบพร่ำแก่ชรำ รวมไปถึงเสียงหวีดร้องแหลมบำดแก้วหู
หน้ำประตูศำลบรรพชนแห่งนี้ไม่มีกลิ่นอำยชั่วร้ำยขุ่นมัวแม้แต่
น้อย ไม่ท ำให้คนอื่นรู้สึกถึงควำมน่ำขนลุกวังเวง กลับกันยังรู้สึกได้
ถึงควำมบริสุทธิ์เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวำ
บทพิเศษ ตอนที่ 35.3 บนแนวเส้น
นอกจากนี้จิตหยางของติงอ๋าวโหยวก็มาเผยตัวบนยอดเขา กาง
ฝ่ามือออก ใช้นิ้วมือกรีดฝ่ามือ ยกแขนขึ้นสูง สาดเลือดสดออกไป
สองสาย เลือดสดจำแลงออกมาเป็นเทือกเขาหนึ่งเส้นและแม่น ้าหนึ่ง
สายอยู่กลางอากาศ พุ่งไปอยู่เหนือสนามรบแล้วก็วูบหายไป ปาก
ของจิตหยางตนนี้ท่องคาถาคล้ายจะเอ่ยคำอวยพรเป็นภาษาท้องถิ่น
บอกกับวิญญาณแก่เฒ่าทั้งหลายที่อยู่ในศาลบรรพชนว่าตรงไหน
สามารถผ่านมาได้ ตรงไหนมิอาจข้ามล ้ามา…
นี่ก็คือความสามารถเฉพาะตัวของติงอ๋าวโหยว การปูเส้นทาง
เชื่อมโยงเส้นทางเร้นลับของจิตหยางกายนอกกาย ร่วมกับการ
อัญเชิญเจ้าทรงเซียนของจิตหยิน
การกระทำนี้ขนาดอยู่ในธวัลทวีปยังมีข้อห้ามมากมาย แล้ว
นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เขาอยู่ในเปลี่ยวร้าง เพียงแต่ว่าติงอ๋าว
โหยวไม่สนใจราคาที่ร่างจริงจำเป็นต้องจ่ายพวกนี้
ในศาลบรรพชน เซียนศักดิ์สิทธิ์หลายท่านถอนหายใจในเวลา
เดียวกัน คล้ายกำลังโน้มน้าวอะไรบางอย่างกับติงอ๋าวโหยว
จนใจที่ราชครูเฒ่าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ยอมให้อายุขัยของ
ตัวเองถูกลดทอนไปอย่างไม่เสียดาย แค่คารวะขอบคุณพวกเขา เชื้อ
เชิญให้พวกเขา “ออกจากภูเขา” มาสิงอยู่บนร่างของตัวเองทั้งหมด
หญ้าขาวที่อยู่บนพื้นเหมือนเทือกเขาหลายเส้นที่คล้ายถูก
เหยียบย ่าเบาๆ จึงเกิดเสียงดังแสกสาก
บนพื้นผิวน ้าของแม่น ้าลำคลองทะเลสาบขนาดจิ๋วทั้งหลายก็มี
รอยเท้าที่เล็กมากปรากฏขึ้นมา
ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาได้ยินเสียงในใจหนึ่งพร้อมกันโดยไม่ได้
นัดหมาย
“คนหนุ่มที่เป็นฮ่องเต้ผู้นั้น เกลี้ยกล่อมตาเฒ่าที่เป็นราชครู
หน่อยว่าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้ เซียนเหรินคนหนึ่งต่อให้ไม่รัก
ชีวิตแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรพาตัวเองไปตายอย่างเสียเปล่า”
การอัญเชิญเทพมาสิงร่างของเซียนเหรินผู้นี้ เห็นได้ชัดว่า
ต้องการพาพวกเขาก้าวข้ามเทือกเขา ลุยน ้าไปตามแม่น ้าทะเลสาบ
หากพิธีการนี้เสร็จสิ้น ตบะของติงอ๋าวโหยวจะเพิ่มขึ้นอย่างพรวด
พราด ก้าวข้ามบันไดขั้นใหญ่ พอจะประคับประคองขอบเขตบิน
ทะยานไว้ได้ประมาณหนึ่งก้านธูป
แต่ราคาที่ติงอ๋าวโหยวต้องจ่ายก็คือขอบเขตต้องถดถอยอย่าง
แน่นอน
เงื่อนไขก็คือผู้เฒ่าไปที่สนามรบแล้วยังมีชีวิตรอดกลับมาได้
การประลองเวทคาถาถามมรรคาระหว่างขอบเขตบินทะยาน ชนะ
ได้กับสังหารได้ มีความต่างราวฟ้ากับเหว
ในประวัติศาสตร์ คนที่ต่อสู้กันอย่างจริงจัง โรมรันกันนานหลาย
ชั่วยามหรือถึงขั้นหลายวัน ใครก็ไม่อาจทำอะไรอีกฝ่ายได้ ซึ่งนี่ก็ถือ
เป็นเรื่องปกติอย่างมาก
สิบสี่ใหม่บางส่วนที่ผุดขึ้นมาหลังฝนตกก็ไม่กล้าพูดว่าตัวเอง
จะต้องสังหารบินทะยานแข็งแกร่งได้อย่างแน่นอน
สนามรบในวันนี้ต้องเป็นข้อยกเว้นอยู่แล้ว
ไม่เพียงเท่านี้ จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว จิตหยางกายนอกกาย
ของเซียนเหรินเฒ่าก็นิมิตภาพเทวรูปของจักรพรรดิสวรรค์องค์หนึ่ง
ขึ้นมา ในมือถือของสิ่งหนึ่ง ถึงกับเป็นป้ายวิญญาณของคนผู้หนึ่ง
ด้านบนนั้นเซียนชื่อและภูมิลำเนาตัวใหญ่เอาไว้ว่า “เฉินผิงอัน
แห่งถ ้าสวรรค์หลีจู ตัวอักษรขนาดเล็กที่เซียนไว้ข้างๆ คล้ายจะเป็น
คำมงคลที่อวยพรให้มีอายุยืนยาวและความรุ่งเรื่องสืบเนื่องไม่สิ้นสุด
ป้ายวิญญาณคนเป็น!
เซียนเหรินติงอ๋าวโหยวถึงกับใช้จิงชี่เสินทั้งหมดของจิตหยาง
สร้างป้ายวิญญาณคนเป็นขึ้นมาเพื่ออิ่นกวาน
พูดง่ายๆ ก็คือราชครูเฒ่าที่อายุมากแล้วต้องการช่วงชิงโอกาส
รอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งให้กับอิ่นกวานที่ยังอายุน้อยมากผู้นั้น
เขายินดีจะจ่ายค่าตอบแทนด้วยการตายแทนอีกฝ่าย
หวงหม่างเอ่ย “ราชครูติง การตั้งป้ายวิญญาณคนเป็นนั้นถูกต้อง
แล้ว แต่กลับไม่จำเป็นต้องรีบร้อนลงมือ”
ติงอ๋าวโหยวพึมพำ “คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกก็ควรอยู่อย่างสบาย
ใจ”
หวงหม่างเอ่ย “เข้าใจความรู้สึก แต่การกระทำนี้ไม่เหมาะสม”
ติงอ๋าวโหยวเองก็ไม่พูดอะไรอีก เขารับความหวังดีของฮ่องเต้
หนุ่มผู้นี้เอาไว้แล้ว
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือเหตุผลส่วนตัว เขาติงอ๋าวโหยว
ล้วนไม่อาจดูดายปล่อยให้อิ่นกวานตกอยู่ในอันตรายโดยไม่สนใจได้
ธวัลทวีปที่การค้ารุ่งเรือง ร ่ารวยมั่งคั่ง คำวิจารณ์ที่ได้รับในใต้
หล้าไพศาลทุกวันนี้คาดว่าน่าจะดีกว่าใบถงทวีปแค่เล็กน้อยเท่านั้น
หากโชคชะตาของเก้าทวีปสามารถจำแลงมหามรรคาออกมา
เป็น “คน” แต่ละคน ถ้าอย่างนั้นธวัลทวีปก็น่าจะได้นั่งโต๊ะเดียวกับ
ใบถงทวีป
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมติงอ๋าวโหยวและฮ่องเต้มีความเห็นพ้อง
ต้องกัน ตัดสินใจว่าจะติดตามกองทัพชายแดนเฉิงกวานบุกลึกเข้ามา
ในพื้นที่ใจกลาง รับหน้าที่เป็นเหยื่อล่อด้วยตัวเอง
อีกอย่างติงอ๋าวโหยวก็ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้สหายเซียนกระบี่
สองคนต้องอับอาย
กว่าพวกเขาจะทำให้กำแพงเมืองปราณกระบี่ยอมรับใน ‘ธวัล
ทวีป” ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะให้ผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ในอนาคตของกำแพง
เมืองปราณกระบี่กลับมาดูแคลนธวัลทวีปอีกครั้ง
ธวัลทวีปที่แต่ไหนแต่ไรมาโชคชะตาบนวิถีกระบี่ก็เบาบางอย่าง
ถึงที่สุด นอกจากเซี่ยซงฮวาเซียนกระบี่หญิงที่ฉายประกายเจิดจ้าอยู่
ในกำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว อันที่จริงยังมีเซียนกระบี่อีกสองคน
จางเชียวและหลี่จิ้ง พวกเขาต่างก็รบตายกันอยู่ที่กำแพงเมืองปราณ
กระบี่
ติงอ๋าวโหยวเคยเชื้อเชิญให้พวกเขาออกจากภูเขาถึงสองครั้ง
ให้มารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานของราชสำนัก ถึงขั้นยินดีจะยก
ตำแหน่งราชครูให้ แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม อันที่จริงล้วน
สมเหตุสมผลดีแล้ว ปีนั้นแม้กระทั่งเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวก็ยังไม่
สามารถโน้มน้าวให้พวกเขามารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานประจำ
ตระกูลได้ นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย
เหตุผลที่ผู้ฝึกกระบี่สองคนปฏิเสธไม่ได้ต่างกันมากนัก ไม่ใช่ว่า
ฮ่องเต้ของพวกเขาไม่รักใคร่ประชาชนมากพอ แล้วก็ไม่ใช่เพราะเทพ
เจ้าแห่งโชคลาภแซ่หลิวผู้นั้นออกเงินไม่เยอะพอ เพียงแค่ว่าชีวิตที่
ผ่านมาพวกเขาพเนจรไปทั่ว ประหนึ่งนกกระเรียนป่าที่มีอิสระเสรีมา
จนชินแล้ว ไม่อยากถูกผูกมัดใดๆ
ผู้ฝึกตนของธวัลทวีปที่เย้ยหยันตัวเองว่า “ยังพอจะมีหน้าตาอยู่
บ้าง” อย่างติงอ๋าวโหยวนี้ หนึ่งในความเสียดายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ก็
คือ ผู้ฝึกกระบี่ของบ้านเกิด บางครั้งก็มีเซียนกระบี่โผล่มาได้บ้าง แต่
พวกเขาทุกคนกลับคิดว่าตัวเองต่างก็ “เกิดมาผิดที่
ก็เหมือนที่ลู่จือไม่เคยเห็นการเป็นผู้ฝึกกระบี่ของไพศาลเป็น
ความภาคภูมิใจ นางพูดแค่ว่าบ้านเกิดของนางก็คือกำแพงเมือง
ปราณกระบี่
สุดท้ายแล้วจางเชียวกับหลี่ติ้งก็เดินทางไปเยือนกำแพงเมือง
ปราณกระบี่อย่างเงียบเชียบ
แล้วยังไปก่อนเซี่ยซงฮวาด้วย
ได้ยินมาว่าผู้ฝึกกระบี่สองคนไปถึงที่นั่นก็ไม่ชอบพูดว่าตัวเองมา
จากทวีปใดของไพศาลเหมือนกัน
สุดท้ายก็ราวกับว่าแม้กระทั่งคำว่าตาย ก็ไม่อาจผูกมัดเซียน
กระบี่ทั้งสองท่านของธวัลทวีปได้เช่นกัน
หวงหม่างได้แต่พูดการคาดเดาในใจออกมา “บางทีเฉินผิงอัน
อาจจะต้องการขอบเขตใหม่เอี่ยมที่บริสุทธิ์ คือสภาพการณ์ที่ลี้ลับ
มหัศจรรย์อย่างยิ่ง หากราชครูติงไปตอนนี้ มองดูเหมือนให้ความ
ช่วยเหลือ แต่แท้จริงแล้วอาจจะช่วยให้เสียเรื่องได้”
พอหวงหม่างพูดอย่างนี้ ติงอ๋าวโหยวก็รู้สึกลังเลตัดสินใจไม่ได้
หากหวงหม่างพูดถูกก็ไม่ใช่ว่าตนตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น
หรอกหรือ?
และเพียงไม่นานหวงหม่างก็ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเดาเอานะ หากเดาผิด
ก็ไม่รับผิดชอบเหมือนกัน”
ติงอ๋าวโหยวหลุดหัวเราะพรืด
แต่คำว่า “ไม่รับผิดชอบ” ที่หวงหม่างพูด ก็แค่จงใจพูดให้เบา
สบายเท่านั้น
หากวันนี้เฉินผิงอันต้องมาตายตกอยู่ที่นี่เพราะช่วยเหลือพวก
เขา ถ้าอย่างนั้นฮ่องเต้หนุ่มก็ยากจะหนีเรื่องจริงที่ว่า “นั่งมองอิ่นก
วานรบตาย” ไปได้
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าศาลปุ่นแผ่นดินกลางจะซักไซ้เอาผิดเรื่องนี้
หรือไม่ ถึงขั้นที่ว่ายังไม่ต้องพูดว่าราชสำนักต้าหลีจะมองราช
สำนักเฉิงกวานเป็นศัตรูคู่อาฆาตหรือไม่ พูดถึงแค่คำวิพากษ์วิจารณ์
อันดุเดือดบนภูเขาของไพศาลก็ไม่ใช่สิ่งที่ราชวงศ์เฉิงกวานจะแบก
รับไว้ได้แล้ว
บนสนามรบเหมือนว่าแพ้ชนะได้ถูกตัดสินแล้ว สถานการณ์ยุติ
ลงแล้ว
เส้นแสงที่พันธนาการอิ่นกวานค่อยๆ หม่นแสงลง สุดท้ายก็ค่อยๆ
สลายหายไป
หลงเหลือไว้เพียงหวังจื้อที่เสื้อเกราะสีทองแตกยับเยิน ข้างกาย
เขายังมีเงาร่างสีทองที่พร่าเลือนอีกห้าร่างซึ่งก็สลายหายตามไปด้วย
แม่ทัพหลักของเปลี่ยวร้างผู้นี้ เวลานี้ก็ไม่มีหน้ากากปิดทับ
ใบหน้าแล้วเช่นกัน เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาเหี้ยมเกรียม เขาใช้
เสียงในใจคำรามอย่างเดือดดาลว่า “โหรวถี จัดการเขาให้สิ้นซาก!”
หากจะบอกว่าคนที่ยืนอยู่มีชีวิตรอด ถ้าอย่างนั้นอิ่นกวานอยู่
ไหน?
หรือว่าถูกหวังจือสับเละไปหมดในคราวเดียวแล้วจริงๆ?
กวอจินเซียนเบิกตากว้างกำหมัดแน่น คงไม่ใช่ว่าอิ่นกวาน….?!
ติงอ๋าวโหยวมึนงงที่สุด เพียงแค่เพราะป้ายวิญญาณคนเป็นที่
จิตหยางกายนอกกายของเขาถือไว้ยังคงอยู่
หวังจือฟัน “อิ่นกวาน” จนเละเป็นโคลนกองหนึ่งจริงๆ แต่สิ่งที่สับ
ไปนั้นคือสีทองบริสุทธิ์
ในหลุมใหญ่บนสนามรบนั้นเหมือนมีดอกบัวสีทองดอกหนึ่งชูช่อ
ตั้งตระหง่าน ก่อนจะค่อยๆ เผยเป็นเค้าโครงรูปร่างของ “เฉินผิงอัน
มีดวงตาทั้งคู่เป็นสีทอง
เขาไม่ปกปิดสีหน้าเย้ยหยันของตัวเองแม้แต่น้อย
เขาสะบัดชายแขนเสื้อ คือคันฉ่องหยุดวารีบานหนึ่งที่ยืมเอามา
ใช้ชั่วคราว พื้นผิวกระจกเกิดร้อยปริร้าวเสียหายอย่างหนัก
วาดยันต์ด้วยมือเดียว กระจกโบราณหายวับไป
เขาปรายตามองโหรวถี ยิ้มเอ่ยกับหวังจื้อว่า “ต่อจากนี้ไม่มีอะไร
ให้คุยกันแล้วนะ”
โหรวถีที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศหลุบตาลงมองสนามรบ แม้จะตก
ตะลึงอย่างหนัก แต่กลับอยู่ในการคาดการณ์อยู่แล้ว ก็เหมือนอย่างที่
หวังจื้อกล่าว อิ่นกวานเจ้าเล่ห์ฆ่าได้ยากนัก
ในเสาลำแสงที่ทำให้ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกันเส้นนั้นมีเงาชุด
เขียวโผล่วูบขึ้นมา รูปร่างเหมือนกับโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
กับอิ่นกวานผู้นั้น
“เฉินผิงอัน” ที่ใช้กระจกคู่ฟ้าดินคัดลอกออกมาปล่อยหมัดเต็ม
กำลัง ต่อยให้ตัวจริงที่มีดวงตาสีทองคู่นั้นแหลกสลายคาที่
ทิ้งไว้เพียงประโยคที่เต็มไปด้วยน ้าเสียงเย้าหยอกว่า “โอ้โห ที่แท้
หมัดของข้าก็ดีขนาดนี้เลยหรือ ไม่รู้ว่าเวทกระบี่ของข้าจะสูงถึง
ขอบเขตไหนแล้ว”
พริบตานั้นจิตแห่งมรรคาของโหรวถีก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่
มัวมาใช้เสียงในใจนางเปิดปากเอ่ยเตือนหวังจื้อโดยตรงว่า “รีบถอย
…”
บนยอดเขา มีคนเผยตัว
เขาเปลือยเท้า สวมชุดตัวยาวสีขาวหิมะ ชายแขนเสื้อใหญ่สอง
ข้างสะบัดพองลม
ในมือถือกระบี่ เงียบงันไม่เอ่ยอะไร
หากจะบอกว่าเฉินผิงอันที่ปักปิ่นหยก สวมชุดเขียวสวมรองเท้า
ผ้าเหมือนคน ถ้าอย่างนั้นเฉินผิงอันที่เผยตัวในเวลานี้ก็เหมือนเทพ
หัวใจของหวังจื้อเย็บวาบ
ถูกกระบี่แทงทะลุมาจากด้านหลัง
มวยผมของหวังจื้อถูกมือข้างหนึ่งคว้าจับเอาไว้แล้วกระชาก
อย่างแรง ศีรษะของหวังจื้อหงายไปด้านหลัง ถูกบังคับให้มองสบตา
กับอีกฝ่ายทันที กระบี่ยาวถูกยกขึ้นฟันผ่าหน้าอกของราชาบน
บัลลังก์ใหม่ผู้นี้ คมกระบี่โผล่ออกมาจากตรงไหล่แล้วปาดไปในแนว
ขวาง ปาดหัวของหวังจื้อ แล้วโยนมันไปหาโหรวถี
แสงกระบี่เส้นหนึ่งผุดวาบขึ้นมาบนสนามรบ พุ่งทะลุร่างไร้หัวของ
หวังจื้อที่อยู่ใกล้ไปก่อน ทะลุหน้าอกของเจ้าตัวปลอมผู้นั้น ทะลุพื้นผิว
กระจกที่อยู่ด้านล่าง พุ่งทะลุดินออกมาฟันธงใหญ่ผืนนั้นไปพร้อมกัน
แล้วพุ่งไปถึงชั้นเมฆ โจมตีม่านฟ้าสีแดงอ่อนให้แหลกสลายแสงกระบี่
พุ่งตรงลงมาทำลายหัวของหวังจื้อ นักพรตหญิงร่ายเวทหลบหนีเรือน
กายจึงหายวับไป แสงกระบี่วาดเส้นโค้งไว้กลางอากาศ พุ่งไปยังซาก
ปรักของกรมสายฟ้าบรรพกาลแห่งนั้น อวี่หลงที่นั่งอยู่บนหลังคามอง
แสงกระบี่เส้นนั้น มองฟ้าดินที่เป็นสีขาวโพลนอย่างเหม่อลอย นางคลี่
ยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ยอมรับชะตากรรมแล้ว ได้แต่อยู่เฉยรอความตาย
โหรวถีพลันมาโผล่ที่นี่ ยื่นมือไปคว้าไหล่ของอวี่หลงแล้วหดย่อ
พื้นที่อย่างรวดเร็ว หวังเพียงว่าจะหนีห่างไปจากสนามรบได้ ยิ่งไกล
เท่าไรก็ยิ่งดี แสงกระบี่ตามติดมาราวกับเงา
โหรวถีโยนยันต์สีทองจำนวนนับไม่ถ้วนออกไปอย่างฉุกละหุก
พวกมันกลายเป็นนักพรตหญิงคนหนึ่งที่ต่างก็ร่ายวิชาอภินิหาร
พยายามจะหยุดแสงกระบี่เอาไว้ แสงกระบี่พุ่งเป็นเส้นยาวมองข้ามเวท
อำพรางตาทั้งหมด เร็วกว่าการร่ายวิชาอภินิหารที่มีสีสันฉูดฉาดพวก
นั้นมากนัก ตรงจุดหนึ่งมีริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก โหรวถีถูกบีบ
ให้ต้องเผยร่างจริง แต่นางกลับทะยานร่างขึ้นสูงจังกว่าในทันที แต่ก็
ยังถูกแสงกระบี่เส้นหนึ่งฟันข้อเท้าขาด
ในขณะที่โหรวถีรู้สึกสิ้นหวัง แสงกระบี่ที่ไล่ตามนางมาก็ถูกแสง
เฉียบคมเส้นหนึ่งพุ่งกระแทกอย่างแรงจนถอยออกไป ก่อนจะถูก
คาถาน ้าที่โผล่มากะทันหันจากจุดอื่นชัดท่วงทำนองที่เหลืออยู่ของ
แสงกระบี่ทิ้งไป เห็นเพียงว่าตรงม่านฟ้าเหมือนมีประตูใหญ่หลายบาน
เปิดออก คนหนึ่งในนั้นคือปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก์เก่า ในมือถือ
กระบองยาว ชี้ไกลๆ มายังอิ่นกวานที่อยู่บนพื้นดิน มันตวาดกร้าว
ดุดัน “ไอ้คนถ่อยอย่าหวังว่าจะทำตัวเหิมเกริมได้!”
ราชาบนบัลลังก์อีกคนหนึ่งที่ผ่านสนามรบมาอย่างยาวนาน
เรียกได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยของเหล่าผู้ฝึกกระบี่กำแพงเมืองปราณกระบี่
เป็นอย่างดีรีบมารับตัวนักพรตหญิงที่หนีตายอย่างกระเซอะกระเซิง
เอ่ยขอบคุณนาง ผู้ฝึกตนหญิงที่อยู่ในอ้อมอกของโหรวถีเห็นผู้เฒ่า
คนนั้นแล้ว ดวงตาของอวี่หลงก็พลันแดงก ่า ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา
ผู้เฒ่ารีบมาประคองนางไว้ พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า “ไม่เป็นอะไรแล้ว”
เฟยเฟยจ้องอิ่นกวานหนุ่มเขม็งด้วยสายตาเยียบเย็น ศัตรู
คู่อาฆาตมาเจอกันก็มักจะตาแดงด้วยความเคียดแค้นมากเป็นพิเศษ
และยังมีลมปราณหนาข้นที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าปีศาจใหญ่พวกนี้
อยู่อีกหลายขุม เพียงแต่ว่ายังไม่ได้เผยตัว
เหล่าราชาบนบัลลังก์ทั้งเก่าและใหม่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้างทยอย
กันปรากฏตัว
เวลานี้สถานที่แห่งนี้ เหมือนกับในปีนั้น แล้วก็เคยมีคนใช้ปลาย
กระบี่ชี้ไปยังบัลลังก์ราชา