กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 36.1 พบเจอกันบนสนามรบย่อมต้องช ้า
หั่นกัน
ราชาบนบัลลังก์เก่าใหม่ทั้งหลายล้วนมารวมตัวกันอยู่บนสนาม
รบของเปลี่ยวร้าง
ช่างเป็นรังโจรแห่งเปลี่ยวร้างที่พลังอำนาจยิ่งใหญ่เหลือเกิน
แสงกระบี่ที่พลังอำนาจน่าเกรงขามเส้นนั้นฟันแล้วฟันอีก ไล่ฆ่า
นักพรตหญิงโหรวลีไปตลอดทาง สุดท้ายถูกราชาบนบัลลังก์เก่าสอง
คนชัดให้ถอยร่น แสงกระบี่หวนกลับไปทางเดิม กลับคืนไปยังปลาย
กระบี่ของผู้ที่ถือกระบี่ยืนอยู่บนพื้นดินผู้นั้น
บนสนามรบทยอยมี “เฉินผิงอัน” สามคนปรากฏตัว
อิ่นกวานชุดเขียวคนแรกยืมหอกเหล็กจากกวอจินเซียน ลงจาก
ภูเขากระโจนเข้าสู่สนามรบ สังหารศัตรูราวกับต้นหญ้า
คนที่สองก็แต่งกายเหมือนชาวบ้านธรรมดา สวมชุดกว้าตัวยาวสี
เขียว สวมรองเท้าผ้าเช่นเดียวกัน แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคือท่าไม้ตาย
ของปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก์สองคน เขาเองก็ฆ่าเฉินผิงอันคนแรก
ไปแล้วจริงๆ …ผลคือคนที่สามชุดขาวถือกระบี่ ไปฆ่าหวังจื้อที่สนาม
รบก่อน แล้วค่อยบีบให้โหรวถีต้องเผ่นหนีอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างนั้นก็
ปล่อยกระบี่แทงคนที่สอง…
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธกวอจินเซียนที่มองดูภาพเหตุการณ์ชวนลาย
ตาอย่างปากอ้าตาค้างเลย ต่อให้เป็นติ่งอ๋าวโหยวที่เป็นขอบเขต
เซียนเหรินก็ยังรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางดงหมอก
หวงหม่างยิ้มเอ่ย “ตั๊กแตนตำข้าวจับจักจั่น นกขมิ้นคอยซุ่มอยู่
เบื้องหลัง หน้าไม้ดักอยู่เบื้องล่าง”
เฉินผิงอันคนแรกที่เผยกายบนยอดเขาสวมชุดเขียวรองเท้าผ้า
แต่งกายเหมือนบัณฑิตตกอับ
หากจะบอกว่าชีวิตนี้อิ่นกวานชอบปักปิ่นหยกสวมชุดเขียว ต่อ
ให้ลงสนามรบก็ยังไม่สวมเสื้อเกระาเอาอย่างพวกแม่ทัพทั้งหลาย ถ้า
อย่างนั้นหาก “ชุดเขียว” ที่สวมคือชุดคลุมอาคมที่ระดับขั้นสูงอย่าง
ถึงที่สุดก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่รองเท้าผ้าที่เฉินผิงอันสวมอยู่กลับทำ
ให้ฮ่องเต้หนุ่มรู้สึกผิดปกติ หลังจากนั้นอาศัยวิชาอภินิหารมอง
ขุนเขาสายน ้าผ่านฝ่ามือของราชครูเฒ่าจับตามองสถานการณ์บน
สนามรบ หวงหม่างก็ให้ความสนใจกับ “รองเท้าผ้า” ของอิ่นกวาน
เป็นพิเศษ อยากเห็นว่าจะเสียหายเมื่อไหร่
หลิงเย่แม่ทัพเทพที่จำแลงมาจากชะตาบู๊ของแคว้นออกเสียง
อธิบาย แพร่งพรายความลับให้พวกเขารู้ “คนแรก คือร่างแยกที่เขา
อาศัยคันฉ่องโบราณบานนั้นส่องออกมา”
“เมื่อเทียบกับร่างจริงแล้วถือว่าร่างกายอ่อนแอแต่จิตวิญญาณ
แข็งแกร่ง”
“ดังนั้นคนที่สองที่ถูกหวังจื้อและซั่วเหริน “อัญเชิญเทพ” ออก
มาถึงได้ถูกอิ่นกวานคนที่สาม ซึ่งก็คือร่างจริง ใช้กระบี่แทงทะลุหัวใจ
ของตัวปลอมที่มาสวมรอยได้อย่างง่ายดาย ถือโอกาสนั้นทำลายช่อง
โพรงลมปราณของเส้นชีพจรทั้งหลายให้แหลกยับไปด้วย ถือเป็น
การกระทำที่มีเป้าหมาย ดังนั้นจึงทำได้อย่างผ่อนคลายมากเป็น
พิเศษ ผู้ฝึกบำเพ็ญตนและปรมาจารย์วิถีวรยุทธในใต้หล้าที่มีน้อยจน
นับนิ้วได้ มักจะรู้ช่องโหว่ของมรรคกถาและจุดอ่อนของร่างกายของ
ตัวเองได้ดีที่สุด”
พูดมาถึงตรงนี้ นางก็เอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ก็
เท่ากับว่าได้เปิดเผยความลับของช่องโพรงลมปราณในฟ้าดิน
ร่างกายมนุษย์ออกไป ต้องระวังว่าจะถูกปีศาจใหญ่เหล่านั้นมองเห็น”
หวงหม่างยิ้มเอ่ย “แล้วมันจะเป็นเวทอำพรางตาที่อิ่นกวานจงใจ
วางแผนลวงเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามสับสนและเข้าใจผิดอีกครั้งไม่ได้
หรือ?”
หลิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
ติงอ๋าวโหยวมองสบตากับกวอจินเซียน คนหนึ่งคือเซียนเหริน
คนหนึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธพวกเขาเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน
หลัวกั๋วอวี้เอ่ยว่า “ดูท่าพวกเราคงต้องระวังโซ่วเฉินแห่งเปลี่ยว
ร้างผู้นั้นให้ดีแล้ว”
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน ถ้าอย่างนั้นอิ่นกวาน…มี
ประสบการณ์โชกโชนขนาดนี้ คิดดูแล้วโซ่วเฉินผู้นั้นก็น่าจะเป็น
พวกที่มีกลอุบายลึกล ้าเช่นกัน
เกาฉู่ถอนหายใจเบาๆ นี่ก็คือสนามรบที่แท้จริงซึ่งเต็มไปด้วย
เรื่องประหลาดพิสดารแล้ว
กวอจินเซียนรู้สึกเสียดายที่แสงกระบี่ไม่อาจสังหารสตรีสวมชุด
สีสันสดใสคนนั้นได้โดยตรง นี่คือความบกพร่องในความสมบูรณ์
แบบ เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่อาจเรียกร้องอิ่นกวานไปมากกว่านี้ได้
แล้ว
ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีผู้ฝึกตนที่จุดตะเกียงต่อชีวิตคนใดที่พอ
กลับชาติมาเกิดใหม่แล้วผลสำเร็จจะสูงมากพอ เพียงแค่เพราะการ
กระทำนี้เดิมทีก็ถูกสวรรค์ชิงชังอย่างที่มองไม่เห็นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า
ในเมื่อเป็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงทั้งสองทางก็ต้องเลือกทางที่เบากว่า ถึง
อย่างไรการมีชีวิตรอดก็สำคัญที่สุด ความกังวลบนมหามรรคาของ
วันพรุ่งนี้ ก็รอให้เกิดขึ้นวันพรุ่งนี้แล้วค่อยว่ากัน แล้วนับประสาอะไร
กับที่ไม่แน่ว่าแสงสว่างอาจรออยู่ข้างหน้าก็เป็นได้
ม่านฟ้าเหมือนถูกฉีกออกเป็นรูสามรู เปิดประตูใหญ่สามบาน
อย่างกะทันหัน
ประตูบานหนึ่งในนั้น เฟยเฟยที่สวมกวานทงเทียน สวมชุดผ้า
โปร่งสีแดงขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้เสียงในใจถามว่า “คือวิธีการที่
มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตหรือ? หรือว่ากระบี่
ยาวเล่มนั้นก็คือการจำแลงของบุคคลสูงสุดผู้นั้น?”
เว้นเสียจากว่าเฉินผิงอันได้แอบเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว หา
ไม่แล้วพลังอำนาจของแสงกระบี่เส้นหนึ่ง มีหรือจะเกินจริงได้ถึงขั้นที่
น่าเหลือเชื่อขนาดนี้
แม้จะบอกว่าซั่วเหรินกอดอวี่หลงไว้ในอ้อมอก ไม่มีความคิดที่จะ
ต่อสู้พัวพันกับอีกฝ่าย คิดแต่อยากจะถอยออกไปจากสนามรบ ทว่า
แสงกระบี่เฉียบคมที่เหมือนฝีร้ายแทรกซอนลึกถึงกระดูกเส้นนั้น เฟย
เฟยและจูเยี่ยนต่างก็ชั่งน ้าหนักด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว มันแกร่งกร้าว
ดุดันอย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่ในบรรดาราชาบนบัลลังก์เก่าใหม่ เวลานี้ไม่มีผู้ฝึก
กระบี่ ไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบที่แม่นยำได้
ผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งที่มาจากภูเขาทั่วเยว่เก่า ความเคียดแค้น
ในใจนางมียิ่งกว่าเฟยเฟย นางเอ่ยเสียงหนักจริงจังว่า “อีกเดี๋ยวข้าจะ
เป็นคนบุกนำไปก่อนเอง”
บรรพจารย์ย้ายภูเขาที่ใช้นามแฝงว่าหยวนโช่ว ชื่อจริงคือจูเยี่ยน
ได้ยินว่าซินจวงมีความคิดเช่นนี้ แม้ว่าลำดับอาวุโสของนางจะต ่า แต่
กลับทำอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างมาก บรรพจารย์เฒ่าจึงร้อง
เสียงดังว่าดีทันที
มันโบกกระบองยาวจนเกิดเสียงฟึ่บฟั่บ “ไม่สนหรอกว่าเขาจะโอ้
อวดลูกไม้อะไร วันนี้ตกอยู่ในกำมือของท่านปู่ ก็ต้องทิ้งวิญญาณไว้
ใต้กระบองนี้”
เจ้าเด็กเฉินผิงอันผู้นั้นแบกรับชื่อจริงของปีศาจใหญ่ สำหรับ
ราชาบนบัลลังก์อย่างพวกมันแล้วคือภัยแฝงที่ใหญ่เทียมฟ้าอย่าง
แท้จริง
เป็นเหตุให้ไม่ว่าจะเป็นบินทะยานใหม่หรือสิบสี่ใหม่ ก็ล้วนมีศัตรู
บนมหามรรคาเป็นอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นร่วมกัน
อย่างเช่นก่อนหน้านี้ตอนที่เฟยเฟยผสานมรรคา ท่ามกลาง
ความมืดมิดที่มองไม่เห็นนางกลับเห็นภาพหนึ่งอย่างชัดเจน
ฟ้าดินในสภาวะแรกกำเนิดอันพร่าเลือน มีเพียงหน้าผาสูงชัน
แถบหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงและสิ่งของที่จับต้องได้จริงมาก
ที่สุด มีเพียงมันที่ลอยอยู่ระหว่างฟ้าครามกับดินเหลืองอย่างโดดเดี่ยว
เฟยเฟยเงยหน้ามองก็เห็นว่าชื่อจริงเผ่าปีศาจของนางได้ถูก
แกะสลักไว้บนหน้าผาอย่างชัดเจน
การ “มีชื่อติดกระดาน” ประเภทนั้น ไม่ว่าเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยว
ร้างตนใดเห็นเข้าก็ต้องอกสั่นขวัญแขวนกันทั้งนั้น
นางเคยมีการทดลองอย่างหนึ่ง พยายามจะทำลายหน้าผาแห่ง
นั้น แต่กลับไม่ได้ผลเฟยเฟยได้แต่ถอยมาเลือกอันดับรอง พยายาม
จะลบชื่อจริงของตัวเองออก น่าเสียดายที่ก็ยังคงทำไม่สำเร็จ
หากผู้ฝึกกระบี่บรรพกาลที่ทรยศออกจากเปลี่ยวร้างผู้นั้นเป็นคน
ปล่อยกระบี่นี้ นั่นต่างหากถึงจะสมเหตุสมผล
เพราะถึงอย่างไรตอนที่เขาผสานมรรคาก็เคยใช้แสงกระบี่ที่พลัง
อำนาจยิ่งใหญ่พุ่งตะลุยไปทั่วหลายใต้หล้าอย่างกำเริบเสิบสาน ราว
กับต้องการบอกกับทั้งโลกมนุษย์ว่าเส้นทางการผสานมรรคาของเขา
คืออะไร
แต่เขาขอบเขตถดถอยท่ามกลางฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งนั้นแล้ว
เวลานี้ก็น่าจะไปพักรักษาตัวอยู่ที่ไหนถึงจะถูก ช่วงนี้ไม่มีทางมาที่
สนามรบของเปลี่ยวร้างอย่างแน่นอน
คงไม่ใช่ว่าเขากับป๋ายจิ่งผู้ฝึกกระบี่บรรพกาลสองคนที่ต่างก็
ปล่อยกระบี่ท่ามกลางฟ้าดินเชื่อมโยง แล้วก็ขอบเขตถดถอยกันทั้งคู่
พอกลับไปยังโลกมนุษย์ก็กลายมาเป็นซี่โครงไก่ ผลคือถูกเฉินผิงอัน
คว้าจับโอกาสเอาไว้ได้ แอบเคี้ยวร่างจริงของเขาอย่างลับๆ ไปแล้ว?
แล้วก็ถือโอกาสลบ “ชื่อจริงปีศาจใหญ่” สองชื่อนั้นทิ้งไป?
เพียงแต่พอมาคิดดูอีกที ตัวเฟยเฟยเองก็ยังรู้สึกว่าการคาดเดา
เช่นนี้เหลวไหลเกินไป
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นใต้หล้าไพศาลที่มีศาลบุ๋นเป็นผู้ปกครอง
ด้วยวิธีการและกลอุบายของเฉินผิงอัน คาดว่าคงทำได้ แต่กลับไม่
กล้าแล้วก็ไม่สะดวกที่จะทำเช่นนี้
เฉินผิงอันนั้นถือเป็นประเภทที่ “ทำได้แต่กลับทำเรื่องแบบนี้ไม่ลง
ตลอดทั้งใต้หล้าไพศาล คนที่มีทั้งความสามารถทำเรื่องนี้ได้
แล้วก็กล้าทำเรื่องฝ่าฝืนต่อขนบและความถูกต้องอย่างร้ายแรงเช่นนี้
เกรงว่าคงมีแต่ท่านผู้นั้นของนครจักรพรรดิขาวแล้วกระมัง?
จูเยี่ยนขยับสายตาเคลื่อนออกไปจากร่างของอิ่นกวาน หันไป
มองทางยอดเขาที่เล็กจนคล้ายเนินดินแห่งนั้น ร้องเอ๊ะแล้วเอ่ยอย่าง
ตกตะลึง “เจ้าเศษสวะหลิวชา ทำไมไม่มาพร้อมกับเจ้าหมาเฝ้าบ้าน
ตัวนี้ด้วยล่ะ”
สีหน้าของเฟยเฟยไม่สบอารมณ์ รีบสะบัดชายแขนเสื้อสลาย
เสียงของจูเยี่ยนทิ้งทันทีก่อนจะใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า “อย่าให้หลิว
ชาได้ยิน”
จูเหยี่ยนหลุดหัวเราะพรืด “ต่อให้เจ้าเศษสวะผู้นั้นจะได้ยิน แต่
เขาจะทำอะไรข้าได้ ประมือฝึกปรือฝีมือกันเสียหน่อย ถือเสียว่าช่วย
เกาให้ท่านปู่!”
เฟยเฟยเอ่ยอย่างเดือดดาล “จูเยี่ยน! หากเจ้ายังปากไร้หูรูดแบบ
นี้อยู่อีก ข้าจะฉีกสัญญาทิ้ง อย่าหวังว่าจะพูดถึงแผนการนั่นอีก!”
จูเยี่ยนจึงได้แต่หุบปาก เพราะถึงอย่างไรสัญญาลับก็เกี่ยวพันไป
ถึงเรื่องที่ว่าหย่างจื่อจะได้กลับคืนมายังเปลี่ยวร้างหรือไม่ เขาจึงได้แต่
อดทนข่มกลั้นกับสตรีอย่างเฟยเฟยชั่วคราว
พอผสานมรรคาสำเร็จก็ร้ายกาจจริงเสียด้วย เมื่อก่อนไม่เคยเห็น
ว่าเจ้าจะกล้าอวดเก่งกับท่านปู่เช่นนี้ ป๋ายเจ๋อลำเอียงจริงๆ!
ผู้ครองลำคลองเย่ลั่วคนใหม่ผู้นี้ ก่อนหน้านี้ได้รับคำชี้แนะ
จากป๋ายเจ๋อด้วยตัวเองความสับสนจางหาย จึงผสานมรรคาได้สำเร็จ
เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว
ปีศาจใหญ่กลุ่มเล็กที่ยืนอยู่ตรงจุดที่สูงที่สุดของเปลี่ยวร้างกลุ่ม
นั้น ทุกวันนี้แบ่งออกเป็นสามลำดับอาวุโส
ป๋ายเจ๋อเป็นผู้นำ กุ่ยเค่อนั่งบัญชาการณ์เปลี่ยวร้าง นอกจากนี้จู
เยี่ยน หย่างจื่อและยังมีหลีโก้ว กวานอี่ ฯลฯ ที่ถูกป๋ายเจ๋อปลุกให้ตื่น
พวกเขาต่างก็ถือเป็นยุค “บรรพกาล’ ที่อายุการฝึกตนยาวนานที่สุด
หลังจากนั้นก็เป็นปีศาจใหญ่เฟยเฟย กวานเซี่ยง แล้วจึงเป็น
ราชาบนบัลลังก์ใหม่ที่มาเสริมตำแหน่งว่างอย่างพวกโซ่วเฉิน หวังจื้อ
และซั่วเหริน
ซินจวงเองก็มองทัศนียภาพที่ยอดเขาเหมือนกัน พยายามจะ
ยืนยันให้แน่ใจว่าหลิวชาได้ซ่อนตัวอยู่ที่ใดหรือไม่
หากหลิวชาสวามิภักดิ์ต่อภูเขาลั่วพั่วจริงๆ อีกทั้งยินดีเป็นทหาร
ม้าทัพหน้าให้กับเฉินผิงอัน ก็จะค่อนข้างรับมือได้ยากแล้ว
แต่ลำดับอาวุโสอะไรพวกนี้ แค่แสดงให้เห็นถึงความสั้นยาวของ
อายุการฝึกตนเท่านั้น สิ่งที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างดูอย่างแท้จริงยังคงเป็น
ตบะที่แข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย พลังพิฆาตที่สูงหรือต ่า
ปีศาจใหญ่ซูเซิงที่ก่อนหน้านี้อาศัยการดูปรากฏการณ์บน
ท้องฟ้า อาศัยการสังเกตการเคลื่อนที่ของดวงดาวแห่งชะตาชีวิตที่อยู่
นอกฟ้าของหลิวชาดวงนั้น ก็ได้บอกความจริงที่ไม่ถือว่าเป็นข่าวดี
ต่อพวกเฝ่ยหราน เฟยเฟย
ชูเซิงแทบจะแน่ใจได้เลยว่า ราชาบนบัลลังก์เก่าที่สถานะเคยสูง
ศักดิ์ท่านนั้นได้ออกมาจากสวนกงเต๋อของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว
ไปยังแจกันสมบัติทวีป ไปอยู่ในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว
แต่ชูเซิงกลับไม่ได้ตึงเครียดสักเท่าไร เหตุผลก็คือด้วยนิสัยของ
หลิวชาต้องไม่มีทางทำเรื่องอย่างการหวนกลับมายังเปลี่ยวร้าง แว้ง
กลับมาโจมตีพวกเขาอย่างแน่นอน
อีกทั้งชูเซิงยังวิเคราะห์ออกมาได้ว่าการยุติลงของฟ้าดิน
เชื่อมโยงครั้งนั้น แม้ว่าอิ่นกวานหนุ่มจะโชคดีรอดพ้นความตายมาได้
แต่กลับต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่นอน
จูเยี่ยนด่ากราดไม่หยุด เจ้าเศษสวะหลิวชาผู้นี้ไม่ทำตัวเป็นคน
ทรยศของเปลี่ยวร้าง แต่กลับมีหน้าไปเป็นสุนัขรับใช้ของไพศาล
อย่างนั้นหรือ?
ตามคำกล่าวของบรรพจารย์ย้ายภูเขาผู้นั้น ขอบเขตสิบสี่คน
หนึ่ง แล้วยังเป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ ถึงกับถูกบัณทิตขอบเขตบิน
ทะยานคนหนึ่งเล่นงานจนขอบเขตถดถอย คือเรื่องตลกที่ใหญ่เทียม
ฟ้าจริงๆ! หลิวชาไม่ใช่เศษสวะแล้วจะเป็นอะไร?!
คนที่จูเยี่ยนหวาดเกรงอย่างแท้จริงไม่ใช่หลิวชาที่ขอบเขต
ถดถอยไปแล้ว แต่เป็น “คนคุ้นเคยเก่า” ที่นอนหลับอยู่ในดวงจันทร์
เฮ่าไฉ่นานหมื่นปีผู้นั้น ไอ้หมอนั่นคือผู้ฝึกกระบี่ที่สมองมีรู
ผู้ฝึกกระบี่คนนี้ ตอนนั้นถามหมัดกับนักพรตบรรพกาล ไม่เคย
บอกกล่าวเหตุผล แค่เจอหน้าก็เงือกระบี่ฟันทันที
หากถามกระบี่แพ้ก็หนี แล้วก็หนีรอดเสียด้วย
ปัญหาคือทุกครั้งที่เขาถามกระบี่ชนะ เขากลับไม่กินอาหารให้
อิ่มหนำสักมื้อ ไม่ว่าตัวเขาจะได้รับบาดเจ็บหนักหรือเบาก็มักจะทิ้ง
ศพไว้เสมอ
ในยุคบรรพกาล เขาเคยไล่ฆ่าหย่างจื่อมาก่อน หากไม่เป็นเพราะ
จูเยี่ยนลงมือช่วยเหลือ ป่านนี้หย่างจื่อก็คงกายดับมรรคาสลายไป
นานแล้ว
แน่นอนว่ายังมีหญิงบ้าที่ว่ากันว่ากล้าสับร่างของปีศาจใหญ่หลี
โก้วนับชิ้นไม่ถ้วนต่อหน้าป๋ายเจ๋อ ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง!
ลำพังแค่เรื่องที่นางไล่ฆ่าไปได้ตลอดทาง กระทั่งไล่ผู้ฝึกกระบี่ที่
อยู่ข้างหน้าไปถึงบริเวณใกล้เคียงของถ ้าปี้เซียวชายหาดลั่วเป่า นาง
ถึงได้ยอมหยุดเท้า
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าป๋ายจิ่งรับมือได้ยากแค่ไหน
โชคดีที่พวกเขาสองคนต่างก็ไปอยู่ใต้หล้าไพศาล และต่างก็
ขอบเขตถดถอยอยู่ในฟ้าดินเชื่อมโยงแล้ว
หากไม่แล้วหากต้องรับมือกับพวกเขาในเปลี่ยวร้าง จูเยี่ยนแค่คิด
ก็รู้สึกหงุดหงิดใจแล้ว
มีผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ทั้งคิ้วและเส้นผมล้วนเป็นสีขาวโพลน สวมชุด
คลุมอาคมสีขาวหิมะนั่งอยู่บนเบาะสีเขียวมรกตที่กว้างใหญ่มาก
ประหนึ่งนั่งอยู่บนทะเลสาบกระจก ที่ทับมุมที่วางไว้บนมุมทั้งสี่ของ
เบาะมีรูปร่างเป็นมหาบรรพต
ก็คือปีศาจใหญ่กวานเซี่ยงที่เป็นบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ คือ
บุคคลที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการบัญชาการทัพที่
มีน้อยนักในเปลี่ยวร้าง
อวี่หลงยังคงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยม้วนภาพที่ใช้ต่างชุดคลุมอาคม
นางหน้าซีดขาว เวลานี้นั่งอยู่ที่มุมเบาะ ยื่นมือไปวางไว้บนที่ทับมุมสี
เขียวมรกตชิ้นหนึ่ง ดึงเอาพลังแห่งมรรคาอันบริสุทธิ์ที่ซุกซ่อนอยู่
ภายในมาซ่อมแซมเรือนกายที่เสียหายยับเยิน
บทพิเศษ ตอนที่ 36.2 พบเจอกันบนสนามรบย่อมต้องช ้า
หั่นกัน
ความสนใจของอวี่หลงอยู่ที่อิ่นกวานตลอดเวลา
คราวก่อนในศึกใหญ่โจมตีเมือง เดิมทีนางจะต้องเป็นหนึ่งใน
สมาชิกของกระโจมเจียเซิน เป็นเพื่อนร่วมรบกับผู้ฝึกกระบี่ที่มี
พรสวรรค์กลุ่มของโจวชิงเกา หลิวป๋าย จวินทาน ฯลฯ เพียงแต่ว่า
ท่านปู่ไม่อยากให้นางต้องไปเสี่ยงอันตราย จึงสั่งกักบริเวณนางอยู่ใน
ตระกูล รอกระทั่งสงครามของกำแพงเมืองปราณกระบี่ปิดฉากลง
กำแพงเมืองปราณกระบี่ขาดออกเป็นสองท่อน กลายมาเป็น “จุดพัก
ม้า” ที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมต่อสองใต้หล้า นางถึงสามารถแอบออกไป
จากตระกูล พาสหายรักหลายคนนั่งรถม้าไป “แหงนหน้ามอง” อิ่นก
วานหนุ่มคนรักของหนิงเหยาที่ชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้นด้วยกัน
กวานเซี่ยงกุมมือคารวะนักพรตหญิงพลางพูดกลั้วหัวเราะเสียง
ดังกังวาน “ต้องขอขอบคุณสหายซั่วเหรินมา ณ ที่นี้ด้วย”
แล้วก็ไม่ถือสาที่โหรวถีแสร้งทำตัวน่าสงสาร
เห็นท่าไม่ดีก็ถอยออกจากสนามรบอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่มีทางต่อสู้
โรมรันอยู่กับอิ่นกวานเด็ดขาด เพราะแน่ใจว่าพวกเขาต้องลงมือ
ช่วยเหลือ
หาไม่แล้วด้วยตบะที่แท้จริงของนางก็ไม่มีทางที่จะมีสภาพ
กระเซอะกระเซิงเช่นนี้
แต่เรื่องที่นางปกป้องหลานสาวกลับเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน เขา
กวานเซี่ยงต้องรับน ้าใจนี้ไว้
โหรวถียืนอยู่ใกล้กับเบาะรองนั่ง ก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า
กับผู้อาวุโสท่านนี้ ยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ม้วนภาพบุปผาสกุณาภาพนี้ขอ
มอบให้อวี่หลงแล้ว ถือเสียว่าเป็นการชดเชยที่ผู้ใหญ่อย่างข้าปกป้อง
นางได้ไม่ดีพอ”
ไม่รอให้อวี่หลงปฏิเสธ กวานเซี่ยงก็ยิ้มตอบตกลง ปากยังเอ่ย
คำพูดเกรงใจที่เสแสร้งอีกหลายคำ
จากนั้นกวานเซี่ยงก็แสร้งทำเป็นดุต่อหน้า แต่แท้จริงแล้วกลับชม
หลานสาวทางอ้อม “ใครใช้ให้เจ้าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต ่า แม้กระทั่ง
ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตในศาลบรรพจารย์ก็ยังไม่ยอมจุดไว้ วันนี้
เกือบจะถูกคนเขาฆ่าตายแล้ว วันหน้ายังจะกล้าประมาทแบบนี้อีก
หรือไม่?”
สายตาของหลงอวี่เด็ดเดี่ยว ยังคงส่ายหน้า “ไม่จุดตะเกียง!”
กวานเซี่ยงอ่อนใจเป็นทบทวี “ดูหลานสาวข้านี่สิ สั่งสอนไม่ได้
เลยสักนิดจริงๆ!”
สำหรับเรื่องที่อวี่หลงไม่ยอมจุดตะเกียงแห่งชะตาชีวิต เฟยเฟ
ยค่อนข้างจะประหลาดใจ ยิ้มเอ่ยด้วยแววตาชื่นชมว่า “มีความกล้า
หาญมาก”
จูเยี่ยนก็เอ่ยคำพูดดีๆ อย่างที่หาได้ยาก “แม่นางน้อยมีอนาคต
ไกล”
ไม่รู้ว่าเหตุใด ดูเหมือนว่าขอแค่ได้เจออิ่นกวานหนุ่ม ปีศาจใหญ่
บนบัลลังก์ที่อายุการฝึกตนยาวนานอย่างมากผู้นี้ก็มักจะชอบพูดเรื่อง
เดิมซ ้าซาก พูดความในใจกับเขาเสียงดังป่านฟ้าผ่า เสียงนั้นดังก้อง
อยู่ระหว่างฟ้าดิน
“แม้กระทั่งกระดูกสักชิ้น ศาลบุ๋นก็ยังไม่ยอมมอบให้เป็นรางวัล
แล้วก็ไม่ได้กินเศษซากน ้าแกงอะไร ใต้เท้าอิ่นกวานมีคุณความชอบ
เลิศล ้าถึงเพียงนี้ สงครามใหญ่สิ้นสุดลง ได้อะไรมาอยู่ในมือบ้าง
แม้แต่ผายลมก็ยังไม่มีเลยกระมัง? ข้ารู้สึกเสียดายแทนเจ้าจริงๆ ยิ่ง
กลัวว่าวันใดอิ่นกวานจะต้องตกมีจุดจบเป็นกระต่ายเจ้าเล่ห์ตาย สุนัข
ล่าเนื้อก็ถูกจับต้มกินอิ่นกวาน ฟังคำแนะนำของข้าสักคำเถอะ เจ้า
ควรจะวางแผนสำหรับทางถอยให้ดีได้แล้ว”
พูดไปพูดมาก็ยังคงเป็นหนึ่งประโยคสองความหมาย ทั้งด่าว่า
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้งน ้าใจไม่รู้คุณคน ขี้เหนียวการให้รางวัล
เป็นการพูดเสียดสีพาดพิง ซึ่งก็ถือว่าขานรับกับวลีติดปากผู้คนของ
กำแพงเมืองปราณกระบี่ที่บอกว่า “มองไกลๆ คืออาเหลียง มองใกล้ๆ
คืออิ่นกวาน ขยับเข้าไปอยู่ตรงหน้า มองอีกทีถึงได้รู้ว่าที่แท้คือหมา
ตัวหนึ่ง” พอดีไม่ใช่หรือ?
เผ่าปีศาจเปลี่ยวร้างที่อยู่บนเรือข้ามฟากจำนวนมากบนท้องฟ้า
พากันหัวเราะครีน
ปราณสังหารเข้มข้นดุดันพลันเจือจางลงไปได้หลายส่วน
“อิ่นกวาน” สองรุ่นก่อนหลังของกำแพงเมืองปราณกระบี่ เชียว
สวิ้นก็ดี เฉินผิงอันก็ช่างต่างก็เป็นชื่อเสียงที่พวกเขาต่อสู้กันมาได้
อย่างยากลำบาก
หลิงเย่ที่อยู่บนยอดเขาเอ่ยว่า “ฝ่าบาท คนผู้นี้ก็คือกวานเซี่ยง”
หวงหม่างพยักหน้า “หาโอกาส”
ปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างแบ่งออกเป็นสามประเภท คนอย่างจู
เยี่ยนจะชอบบุกเดี่ยวเดินกร่างไปทั่วใต้หล้าเพียงลำพัง อย่างมากก็แค่
มีพันธมิตรบนยอดเขาไม่กี่คนเท่านั้น
ต่อมาก็เป็นอย่างหย่างจื่อที่ปกครองลำคลองเย่ลั่วเก่า นางตั้งใจ
สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้ขึ้นมา แต่ไหนแต่ไรมาก็คือหนึ่งใน
แหล่งกำลังพลที่สำคัญที่สุดของเผ่าน ้าเปลี่ยวร้าง และยังมีเสวียนผู่
แห่งนครเซียนจานที่เคยมอบเสื้อเกราะและอาวุธจำนวนมากให้กับ
เปลี่ยวร้าง นอกจากนี้อย่างนครจินชุ่ยที่สร้างชุดคลุมอาคมก็มีเจ้า
นครชิงเจีย ฉายาว่ายวนหู คือเซียนเหรินหญิงคนหนึ่ง นอกจากนี้ก็
เป็นเย่ฟูฮ่องเต้ที่สร้างราชวงศ์อวิ๋นเหวินขึ้นมา…พวกเขาต่างก็
เชี่ยวชาญการสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือไม่ก็สร้างราชสำนัก
ประเภทที่สามก็คือคนอย่างกวานเซี่ยง มีบารมีชื่อเสียงอยู่บน
ภูเขาอย่างมาก สามารถทำให้ผู้คนยอมรับศรัทธา แล้วก็ใช้รู้จักใช้
กองทัพอย่างชำนาญ
ทว่าเสวียนผู่บินทะยานเฒ่าแห่งนครเซียนจานได้ถูกตัดหัวไป
แล้ว นครจินชุ่ยเคยอยู่ใต้อาณัติของลำคลองเย่ลั่ว ทุกวันนี้กลับกลาย
ไปเป็น “สำนักเบื้องล่าง” ของสำนักฝูเหยาของกู้ช่านแล้ว บน
ทำเนียบของเซียนหญิงแห่งเปลี่ยวร้างผู้นั้นก็ได้รับแช่ใหม่แล้ว ใช้แช่
ว่า “เจิ้ง”
สายตาของกวานเซี่ยงสอดส่ายไปบนสนามรบที่อยู่บนพื้นดิน
เดาว่าผู้อาวุโสคนนั้นน่าจะต้องแฝงตัวอยู่ในนี้
เพียงแค่เพราะสนามรบนี้เป็นชูเซิงที่กำหนดขึ้นด้วยตัวเอง จาก
โครงสร้างใหญ่ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อย จากการวางแผนในช่วง
แรกเริ่มจนถึงผลแพ้ชนะ ชูเซิงล้วนคิดคำนวณมาอย่างละเอียด
รอบคอบเพื่อพวกเขา
คราวก่อนที่ชูเซิงปรากฏตัว เป็นช่วงท้ายของการคุมเชิงที่
อันตรายระหว่างป๋ายเจ๋อกับเฉินชิงหลิวแล้ว
ตอนนั้นเขาพาเชียวสวิ้นไปเล่นงานเจิ้งจวีจง แต่กลับถูกเชียว
สวิ้นแว้งกลับมาโจมตีกะทันหัน หนึ่งหมัดต่อยเข้าที่หน้าอก ถูกบีบให้
ต้องหนีไปพร้อมอาการบาดเจ็บ
หลังจากนั้นชูเซิงก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้จะบอกว่าน่าจะโชคร้ายมากกว่าโชคดี แต่ก็ยังมีราชาบน
บัลลังก์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ที่คิดว่าชูเซิงที่มีชีวิตอยู่มานานหมื่นปีกว่า
จะตายตกไปทั้งอย่างนี้
ต่อให้จะเป็นจูเยี่ยนที่ชอบฆ่าคนพร ่าเพื่อและกำเริบเสิบสานอย่าง
ถึงที่สุด ก็จำต้องยอมรับว่า ชูเซิงก็คือคนที่ตัดใจยอมทุ่มเทเพื่อเปลี่ยว
ร้างได้มากที่สุด คือบุคคลที่ฝากความหวังไว้ให้กับเผ่าปีศาจอย่าง
บริสุทธิ์ใจมากที่สุด
ดังนั้นมีเพียงอยู่กับชูเซิงเท่านั้น จูเยี่ยนถึงจะยอมให้ความเคารพ
อย่างจริงใจ ไม่ได้พูดจาโผงผางเหมือนอยู่กับคนอื่น
จูเยี่ยนหัวเราะหยัน พูดเสียดสีว่า “เจ้าหวังจื้อผู้นี้ยังอ่อนเกินไป
ทำอะไรก็อิดออดเป็นสตรี ทำไมก่อนจะทำสงคราม ไม่ไปฆ่ากวาดล้าง
เมืองหลายๆ เมือง? หรือไม่ก็เอาเลือดล้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
อักษรจงหลายๆ แห่งเสียก่อน? หรือไม่ก็ปรึกษากับพวกเรา ให้เขา
สังหารทหารหลายหมื่นหลายแสนคน หากไอ้หมอนี่สามารถอาศัย
วิธีการเช่นนี้มาผสานมรรคาได้จริง ราคาที่ต้องจ่ายเล็กน้อยแค่นี้
เปลี่ยวร้างของพวกเรายังสามารถรับได้ไหว”
โหรวถีส่ายหน้าถอนหายใจ “ต้องเป็นสนามรบที่สองทัพ
ประจัญบานกันเช่นนี้ เป็นศัตรูกับไพศาลถึงจะถือว่าเป็นพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมของหวังจื้อ”
จูเยี่ยนสะอึกอึ้ง เงียบไปนาน ประโยคที่ว่า “เป็นศัตรูกับไพศาล”
ของโหรวถีทำให้จูเยี่ยนมองหวังจื้อสูงขึ้นได้จริงๆ
โหรวถีรู้สึกเสียดายและสงสารอย่างมาก ทุกสิ่งที่ทำมาล้วนเสีย
เปล่า สังหารอิ่นกวานไม่สำเร็จ กลับกันหวังจื้อยังต้องมีจุดจบที่ไม่รู้ว่า
เป็นหรือตาย
หากเป็นเช่นนี้ นางที่เป็นคนตัดสินใจคนแรกว่าจะสังหารอิ่นก
วานก็ทำให้หวังจื้อต้องเดือดร้อน ทำลายอนาคตของสหายต้าซวิ่น
เสียแล้ว
กวานเซี่ยงสัมผัสได้ว่าจิตแห่งมรรคาของนักพรตหญิงไม่นิ่งก็ยิ้ม
ใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนนางว่า “สหายซั่วเหริน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่
ต้องคิดไม่ตกช ้าไปซ ้ามาอีก ไม่มีประโยชน์อะไรต่อจิตแห่งมรรคา
หรอกนะ”
ความขมขื่นนี้มีเพียงตัวนักพรตหญิงโหรวถีเองเท่านั้นที่รู้
จิตแห่งมรรคานั้นลี้ลับมหัศจรรย์ที่สุด แล้วก็ยากที่จะ…ปรนนิบัติ
มากที่สุด
น ้าหมึกหนึ่งหยดกับน ้าใสหนึ่งสระ แน่นอนว่ามนุษย์ธรรมดา
สามารถมองเมินไม่ต้องสนใจได้ และภาพเหตุการณ์ยามที่หมึกหนึ่ง
หยดหยดลงในสระน ้าก็ไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตน ขอแค่ตัวอยู่เหนือกึ่งกลางภูเขาขึ้นไปก็ต้อง
รู้น ้าหนักของคำว่า “จิตแห่งมรรคามีจุดด่างพร้อยเล็กน้อย” ได้แล้ว
กวานเซี่ยงเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “น่าเสียดายสหายต้าซวิ่นจริงๆ”
ต่อให้หวังจื้อสามารถอาศัยวิชาลับแปลกประหลาดอะไรหนีรอด
จากความตายไปได้ หลังจากนี้เขาก็อย่าหวังว่าจะรวบรวมกองกำลังที่
มีจำนวนมากน่าดูชมขึ้นมาได้อีก
ในฐานะแม่ทัพหลักกลับไม่แบ่งแยกมิตรและศัตรู ลงมือกำจัดได้
ทุกฝ่าย สามารถสังหารทุกคนเพื่อเอามาเป็นเสบียงบนมหามรรคา
ของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา ใครเล่าจะกล้าติดตามอยู่ใกล้ชิด?
นี่ไม่ยิ่งทำให้คนเสียขวัญกำลังใจยิ่งกว่าคนโง่เง่าที่ไม่รู้จักการ
บัญชาการณ์ทัพใช้งานคนอีกหรือ? ไม่เสียแรงที่มีฉายาว่า “ต้าซวิ่น”
วิธีการป่าเถื่อนจริงๆ
แน่นอนว่าโหรวถีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหวังจื้อจะรอดชีวิตได้ ขอแค่
หวังจื้อสามารถผสานมรรคาก็มีโอกาสอย่างมากที่จะส่งผลกระทบต่อ
ทิศทางการดำเนินไปในท้ายที่สุดของสองใต้หล้า
คำว่า “ป๋ายเจ๋อน้อย” ของอิ่นกวานหนุ่ม เรียกได้ว่าพูดเข้าเป้าใน
คำเดียว จับจุดสำคัญได้โดยตรง
อิงตามแผนการที่กำหนดไว้ของชูเซิง ต่อจากนี้ทุกๆ สงคราม
ใหญ่ที่เกิดขึ้นในเปลี่ยวร้างจะต้องให้หวังจื้อที่ฉายาถูกปิดบังเอาไว้รับ
หน้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่หรือไม่ก็รองแม่ทัพ
ก็เพื่อให้หวังจื้อสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้อย่างมั่นคง
เฟยเฟยใช้เสียงในใจถาม “สหายซั่วเหริน หากหวังจื้อรอดพ้น
หายนะครั้งนี้ไปได้ เขายังสามารถปกครองกองทัพควบคุมกำลังพล
ต่อได้อีกไหม?”
โหรวถีตอบตามสัตย์จริง “ทำน่ะทำได้ แต่ขวัญกำลังใจของทหาร
ย่อมแตกฉานซ่านเซ็นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ประสิทธิผลของพลังตบะที่สั่ง
สมมาของหวังจื้อจะต้องถูกลดทอนไปมาก หากพูดให้ง่ายหน่อยก็ให้
หวังจื้อเปลี่ยนแปลงรูปโฉม แฝงตัวอยู่ในกองทัพ เชื่อว่าประสิทธิผลมี
แต่จะแย่ยิ่งกว่าเดิม”
เฟยเฟยพอจะเข้าใจได้บ้างแล้ว หวังจื้อที่มีฉายาว่าต้าซวิ่นคือ
ซี่โครงไก่ที่สนับสนุนไม่ขึ้นแล้ว
โหรวถีรีบเอ่ยว่า “แต่หากเปลี่ยวร้างไม่มีหวังจื้อก็จะแตกต่าง
ออกไป ต่อให้สหายต้าซวิ่นต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์ ก็ยังถือว่า
มีความหวังบนมหามรรคา”
เฟยเฟยเพียงยิ้มรับ
มองจากยอดเขาลงไป นอกจากกองทัพใหญ่เผ่าปีศาจของ
เปลี่ยวร้างบนพื้นที่มีหวังจี้อโหรวถีเป็นผู้บัญชาการณ์แล้ว แน่นอนว่า
ตอนนี้พวกมันได้สูญเสียแม่ทัพใหญ่ที่บัญชาการณ์ศูนย์กลางไปแล้ว
เพราะคนหนึ่งตาย คนหนึ่งหนีไป
นอกจากนี้ก็ยังมี “ประตูใหญ่” สามบานที่เปิดอยู่บนฟ้า ปีศาจ
ใหญ่ราชาบนบัลลังก์ที่มีปธาณแห่งมรรคายิ่งใหญ่มหาศาล เรือนกาย
สะดุดตาเหล่านั้น รอบกายพวกมันมีมหาบรพตหลายลูกที่ทหารสวม
เกราะของเผ่าปีศาจเกาะยึดเหมือนฝูงมดลอยอยู่ ซากปรักพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมมีแสงดาบเงากระบี่วูบไหว ยังคงมีธงใหญ่บดบังดวง
ตะวันลอยอยู่เหนือทะเลเมฆ พวกมันล้วนคือเรือข้ามฟากมหัศจรรย์ที่
เหมือนลอยอยู่กลางอากาศ ใช้รองรับกองกำลังของเผ่าปีศาจที่มาก
เกินกว่าจะนับได้ไหว
หากไม่มองอย่างละเอียด มองแค่ผ่านๆ กลับดูเหมือนเซียนกวาน
แห่งดินแดนเบื้องบนที่โยกย้ายระดมกำลังเหล่าแม่ทัพสวรรค์อย่างที่
กล่าวถึงในนิยายเรื่องเล่าประหลาด
อารมณ์ของหลัวกั๋วอวี้วิญญูชนสำนักการทหารหนักอึ้ง ถามว่า
“เกาฉู่ สามารถมองออกหรือไม่ว่าเรือข้ามฟากพวกนั้นมีกระบวนการ
ทำงานอย่างไร?”
เกาฉู่พลิกค้นความทรงจำในทะเลสาบหัวใจอย่างว่องไว แล้ว
ตอบว่า “จากบันทึกลับของศาลบุ๋น ล้วนเป็นซากปรักในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมที่ซั่วเหรินสืบทอดต่อมาจากหวงหลวนอดีตราชา
บนบัลลังก์ คาดว่านักพรตหญิงผู้นี้น่าจะประคองส่งให้ราชาบน
บัลลังก์คนอื่นๆ ด้วยสองมือ ก่อนจะถูกปีศาจใหญ่หล่อหลอม
แกะสลักยันต์จำนวนมากลงไป สร้างขึ้นเป็นเรือข้ามฟาก เพียงแต่ว่า
ทำไมเรือข้ามฟากพวกนี้ถึงสามารถหดย่อพื้นดินเหมือนผู้ฝึกตน
ตอนนี้ยังไม่อาจรู้ได้”
หลัวกั๋วอวี้พึมพำกับตัวเอง “โชคดีที่พวกเราได้เห็นเรือข้ามฟาก
พวกนี้ก่อน”
เกาฉู่พยักหน้ายิ้มเอ่ย “สงครามใหญ่ครั้งถัดไปก็ไม่ถึงขั้นถูกเล่น
งานจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
ราชสำนักในโลกมนุษย์สองแห่งที่มีกองกำลังตระกูลเซียนแทรก
ซอนเข้าไปอย่างลึกล ้าภายใต้สถานการณ์ที่กองกำลังแคว้นสูสีกัน
ส่วนใหญ่มักจะทำ “สงครามที่ชัดเจน”
ส่วนใหญ่ไม่ว่าฝ่ายใดที่มีการระดมกำลังพลจำนวนมากก็มักจะ
ถูกเหล่าเทพเซียนที่อำพรางตัวอยู่ในก้อนเมฆเก็บข้อมูลทุกอย่างอยู่
ในสายตา ต่อให้จะใช้การขนย้ายกองกำลังที่รวดเร็วโดยใช้เรือข้าม
ฟากตระกูลเซียนจำนวนมากก็ยังมีเบาะแสให้สืบเสาะ นับประสาอะไร
กับที่ต่อให้เรือข้ามฟากจะเร็วแค่ไหนก็เร็วไม่เกินกระบี่บินส่งข่าวของ
ผู้ฝึกตน ต่อให้จะอำพรางไว้ได้ดีแค่ไหนก็ยากจะหนีพ้นสายตาของ
พวกซานจวินห้ามหาบรรพต สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าที่อยู่
ชายแดนและเหล่าเทพอภิบาลเมืองได้
ติงอ๋าวโหยวยากจะปกปิดสีหน้าตื่นตะลึง สัตว์เดรัจฉานเผ่า
ปีศาจพวกนี้ถึงกับโยกย้ายกองกำลังได้ขนาดนี้ พวกมันทำได้
อย่างไร?
ต้องรู้ว่าตลอดหลายปีมานี้ ในเรื่องของการ “โยกย้ายกองกำลัง”
ภายในของศาลบุ๋นก็เคยรวบรวมผู้มีความสามารถด้านการก่อสร้าง
มาจำนวนมาก พวกเขาตั้งใจศึกษาอย่างมากว่าจะสามารถสร้างเรือ
ข้ามฟากประเภทหนึ่งขึ้นมาได้หรือไม่ อย่างเช่นเรือข้ามฟากประเภท
นี้จะสามารถถูกผู้ฝึกตนร่ายวิชาอภินิหารจักรวาลในชายแขนเสื้อ
“พกติดตัว” ไปได้หรือไม่? หรือไม่ก็เอาเรือหลิวเสียที่มีชื่อเสียงอย่าง
มากมาเป็นต้นแบบ แน่นอนว่าต้องใช้ทุนต ่ากว่านั้น หาไม่แล้วก็ไม่
อาจผลิตออกมาได้จำนวนมาก…
ทว่าเหล่าผู้ฝึกตนใหญ่ที่เชี่ยวชาญการก่อสร้างและการต่อเรือ
ข้ามฟาก รวมไปถึงอาจารย์ค่ายกลของสำนักโม่ บวกกับมีพวกผู้
อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านยันต์คอยช่วยวางแผนให้ ศาสตร์ประจำบ้านก็
ดี หรือสุดยอดเคล็ดวิชาของสำนักที่มิอาจแพร่งพรายต่อภายนอกก็
ช่าง พวกเขาล้วนไม่มีการเก็บงำอำพรางไว้ เพียงแต่ไม่ว่าจะทุ่มเท
จิตใจวางแผนคิดคำนวณเท่าไร ผลลัพธ์ที่อนุมานออกมาได้ก็ล้วน
เป็นไม่อาจสร้าง “เรือข้ามฟากขนาดใหญ่” เช่นนี้ออกมาได้
สุดท้ายศาลบุ๋นจึงเลือกให้ราชสำนักต้าหลีร่วมมือกับสำนักโม่
สร้างเรือข้ามฟากสามชนิดซึ่งมีเรือข้ามฟากขุนเขาเป็นหนึ่งในนั้น
ขึ้นมา
บทพิเศษ ตอนที่ 36.3 พบเจอกันบนสนามรบย่อมต้องช ้า
หั่นกัน
ห่างจากม่านฟ้าแห่งนั้นมาไกลเกินไป หลัวกั๋วอวี้เป็นแค่เซียนดิน
จึงไม่อาจสังเกตเห็นรายละเอียดได้มากกว่านั้น
หลัวกั๋วอวี้ถาม “ราชครูติงสามารถใช้เวทคาถาคัดลอกภาพ
เหตุการณ์ที่อยู่ใกล้เคียงเรือข้ามฟากพวกนั้นได้หรือไม่?”
ติงอ๋าวโหยวเอ่ยอย่างอับอาย “ลองทำดูแล้ว บริเวณใกล้เคียงกับ
ประตูใหญ่พวกนั้นมีปราณแห่งมรรคาอบอวล ภาพที่เห็นยุ่งเหยิง
สับสน บวกกับที่ปีศาจใหญ่ต้องการปิดบัง ยากที่จะตรวจสอบได้อย่าง
ชัดเจนจริงๆ”
เทพหญิงที่จำแลงมาจากโชคชะตาบู๊ของราชสำนักเฉิงกวานเอ่ย
เตือนว่า “ฝ่าบาทสถานการณ์อันตราย ฝ่ายศัตรูและฝ่ายเรามีกอง
กำลังที่แตกต่างกันมาก และพลังการสู้รบบนยอดเขาก็เอนเอียงไป
ด้านหนึ่ง พวกเราได้แค่พยายามหาโอกาสถ่วงเวลาไว้ให้ได้มากที่สุด
เท่านั้นแล้ว”
หวงหม่างพยักหน้า “ถ่วงเวลาไว้ก็แล้วกัน”
ติงอ๋าวโหยวคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “ก็ดีเหมือนกัน ข้าผู้อาวุโสจะได้
ไม่เปลืองแรงเปล่า”
น ้าเสียงแก่ชรานั้นเอ่ยขัดคอขึ้นมาอีกครั้ง “ทำไมไม่พูดว่าจะได้
ไม่ต้องเห็นพวกลูกหลานร้องไห้น ้ามูกน ้าตาไหลตอนเช่นไหว้อยู่ใน
ศาลบรรพชนล่ะ”
ติงอ๋าวโหยวยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้”
หากไม่เป็นเพราะอิ่นกวานเข้ามาปั่นป่วนสถานการณ์ กลายเป็น
ตัวแปรเพียงหนึ่งเดียวบนสนามรบ เชื่อว่าทางฝั่งของไพศาลก็มีแต่จะ
ยิ่งเสียเปรียบมากกว่านี้ ไม่ทันระวังก็อาจต้องพ่ายแพ้ยับเยิน อีกทั้งยัง
แพ้อย่างไร้ความหมายด้วย
หลัวกั๋วอวี้ใช้เสียงในใจเอ่ย “เกาฉู่ อีกเดี๋ยวเจ้าติดตามหวงหม่าง
ถอยออกไปจากสนามรบด้วย”
เกาฉู่เงียบไม่ตอบ แค่ส่ายหน้าเท่านั้น
หลัวกั๋วอวี้เอ่ยต่ออีกว่า “ข้าจะออกคำสั่งของกองทัพ สั่งให้เจ้า
ออกไปจากที่นี่”
เกาฉู่พลันตาแดงก ่า “หลัวกั๋วอวี้ เจ้าอย่าได้หมิ่นเกียรติผู้อื่น!”
หลัวกั๋วอวี้เอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าข้าไม่ได้หมิ่น
เกียรติเจ้า ไม่เคยมองเจ้าเป็นพวกขี้ขลาดที่ถอยหนีเมื่อเผชิญหน้า
ศัตรู แต่ข้ารู้ดีว่าหากวันนี้เกาฉู่ตายอยู่ที่นี่ ในอนาคตคนของไพศาล
ของพวกเราที่ต้องตายอยู่บนสนามรบจะมีมากยิ่งกว่าเดิม ข้ารู้ และ
เจ้าก็ยิ่งต้องรู้”
เกาชู่เชี่ยวชาญเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างละเอียด นางสามารถ
เอาสิ่งที่นิมิตขึ้นมาในใจแปรเปลี่ยนเป็นของที่จับต้องได้จริง
คำว่า “คุยเรื่องการศึกบนหน้ากระดาษ” แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นคำ
กล่าวในเชิงลบ ทว่าสำหรับเกาฉู่แล้ว นางกลับมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น
ยิ่ง
ก็ไม่แปลกที่ศาลบู๊ของสำนักการทหารในทวีปแดนเทพแผ่นดิน
กลางต้องการให้เกาฉู่ไปที่นั่นเพื่อศึกษาศาสตร์ด้านนี้อย่างลึกซึ้งมา
โดยตลอด ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนลงสนามรบ
เพียงแต่ว่าวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตประเภทนี้ ยามที่ต้อง
ฝึกฝนมักมีธรณีประตูที่สูงมาก ยามที่ร่ายใช้ก็ยิ่งมีข้อห้ามมากมาย
ราคาที่เกาฉู่ต้องจ่ายมีความเกี่ยวพันกับขนาดในการ “คัดเลือกจัด
วางกำลังพล’ ของนาง
ทุกวันนี้นางเพิ่งจะเป็นโอสถทอง ถึงอย่างไรพลังตบะก็มีจำกัด
แต่รอกระทั่งนางได้เป็นก่อกำเนิด เป็นห้าขอบเขตบน….เกาฉู่ก็มีแต่
จะยิ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับบนสนามรบ ถึงขั้นที่ว่านางมีโอกาส
กลายเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะของสงครามใหญ่ที่ดุเดือดครั้งหนึ่งด้วย
การปะทะกันซึ่งๆ หน้าของสองใต้หล้า เปลี่ยวร้างต้องการคน
อย่างพวกอรี่หลงจำนวนมาก
ไพศาลเองก็ต้องการคนที่ “วางหมากได้อย่างไร้เหตุผล’ อย่าง
เกาฉู่เช่นกัน
เกาฉู่ไม่อาจโต้แย้งเหตุผลของวิญญูชนท่านนี้ได้ สีหน้าของนาง
หม่นหมอง ในใจวูบโหวง
หลัวกั๋วอวี้ยิ้มบางๆ “ทำสงครามนี่นะ ต้องมีคนตายอยู่แล้ว วันนี้
สามารถเป็นหลัวกั๋วอวี้แห่งสำนักศึกษาเหิงฉวี ในอนาคตวันใดวัน
หนึ่งไม่แน่ว่าก็อาจเป็นเกาฉู่ที่กลายเป็นวิญญูชนของสำนักศึกษา
แล้วก็เป็นได้ แต่ว่า อย่างน้อยที่สุดวันนี้เจ้าก็ตายไม่ได้ ต้องตายให้ช้า
กว่านี้ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องตาย”
เกาฉู่เงียบงัน
เฉินผิงอันหดย่อพื้นที่ถือกระบี่มายังจุดที่ตั้งธงใหญ่ผืนก่อนหน้า
นั้น แสงกระบี่ฟันเปิดตราผนึกแต่ละชั้นของจวนกรมสายฟ้ายุคบรรพ
กาลได้อย่างง่ายดาย กระชากดึงเอาหอกเหล็กออกมาจากค่ายกล
ยื่นมือไปปาดมรรคกถาที่หลงเหลืออยู่ด้านบนทิ้ง ก่อนจะสะบัดชาย
แขนเสื้อแรงๆ ขว้างไกลๆ ไปทางยอดเขา มอบของกลับคืนให้กับ
เจ้าของเดิม
หอกเหล็กแหวกผ่าอากาศไปพร้อมเสียงลมและเสียงฟ้าร้อง
“อิ่นกวานคนใหม่” ที่เหมือนจะเป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขน
เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านยืนอยู่พื้นที่ใจกลางของกองทัพใหญ่
เผ่าปีศาจที่เดิมที่ควรเป็นที่ตั้งของกระโจมทัพแม่ทัพใหญ่ เผ่าปีศาจที่
อยู่ใกล้เคียงรีบหนีกันอลหม่าน ถอยกรูดออกไปอย่างร้อนรน
จูเยี่ยนก่นด่าว่า “ไอ้คนพาลทำตัวขบถ จับกระบองยาวแล้วโบก
ไปทางหอกเหล็กที่พุ่งไปราวลูกธนู
แสงกระบี่ผุดขึ้นมาอีกครั้ง กระแทกพายุที่เกิดจากกระบองยาวให้
แหลกสลาย
จูเยี่ยนโจมตีครั้งหนึ่งไม่สำเร็จก็ไม่ได้รีบร้อนลงสนามไปเล่นงาน
เจ้าเด็กนั่น
บรรพบุรุษเผ่าพันธ์วานรย้ายภูเขาตัวนี้เหลือบมองไปยังซินจวงที่
อยู่หน้าประตูใหญ่ฝั่งตรงข้าม เห็นว่านางยังคงจัดวางค่ายกลอย่าง
ลับๆ ก็เก็บกระบองยาวกลับมา
บนยอดเขา กวอจินเซียนรีบยื่นแขนออกไปรับหอกเหล็กเล่มนั้น
เอาไว้ ตอนที่ขยับเข้าใกล้ภูเขาลูกนี้ ความเร็วของหอกยาวก็ลดระดับ
ช้าลงมากแล้ว แต่รอกระทั่งห้านิ้วของกวอจินเซียนคว้าจับหอกยาว
เอาไว้ได้ เรือนกายของเขาก็ยังเซถอยไปด้านหลังหลายก้าว ผู้ฝึก
ยุทธขอบเขตเดินทางไกลผู้นี้พลันหน้าแดงก ่า ร้องอื้ออึงในลำคอ
กว่าจะหยุดเท้าไว้ได้ก็ไม่ง่ายเลย ในใจเขาตะลึงพรึงเพริด แรงเยอะ
เหลือเกิน หอกยาวเกือบจะหลุดมือเขาไปแล้ว
ตอนที่กวอจินเซียนรับหอกยาวเอาไว้ก็มีน ้าเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้น
เอ่ยสองประโยค
ประโยคแรกคือ “มอบกลับคืนให้แม่ทัพกวอทั้งต้นทั้งดอก
เห็นได้ชัดว่านักพรตหญิงผู้นั้นพยายามจะทำลายหอกเหล็ก แต่
ต้องละทิ้งไปกลางคันกลับกลายเป็นว่าช่วยหล่อหลอมยกระดับของ
หอกให้สูงขึ้น
กวอจินเซียนหัวเราะเสียงดัง อิ่นกวานทำอะไรตรงไปตรงมาถูกใจ
จริงๆ!
ประโยคที่สองคือ “ผู้เยาว์ขอบคุณติงเจินเหรินแห่งธวัลทวีปที่
ช่วยชีวิต
ติงอ๋าวโหยวตื่นเต้น ลูบหนวดยิ้มเอ่ย “อิ่นกวานต้องขอบคุณข้า
ผู้แซ่ติงเสียเมื่อไหร่”
หลัวกั๋วอวี้ยิ้มเอ่ยเตือนว่า “ดูเหมือนอิ่นกวานจะไม่ได้ยินว่า
ราชครูติงพูดอะไรนะ”
ติงอ๋าวโหยวยังคงมีความสุขอยู่กับตัวเอง คนบนเส้นทางเดียวกัน
ความรู้ใจนั้นอยู่ห่างไปไม่ไกล
ฮ่องเต้หนุ่มรู้สึกสะท้อนใจ อิ่นกวานหนุ่มมีผลสำเร็จอย่างทุกวันนี้
ได้ต้องไม่ใช่แค่คำว่า“ชะตาดี” หรือ “ดวงแข็ง” มาอธิบายทุกอย่างได้
แน่นอน
แล้วก็ไม่แปลกที่ติงอ๋าวโหยวจะเบิกบานเช่นนี้ คำว่า “เจินเหริน”
ก็ไม่ใช่การยอมรับที่ใหญ่ที่สุดต่อสหายบนภูเขาหรอกหรือ?
และ “ธวัลทวีป” ก็ยิ่งไม่ใช่ปมในใจของติงอ่าวโหยวหรอกหรือ?
ประโยคเดียวก็เอาชนะคำพูดนับพันนับหมื่นที่พูดคุยกันต่อหน้า
ได้แล้ว
ในอดีตพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของไพศาลก็เหมือนวงการขุนนาง
มีงานพิธีหลากหลายรูปแบบ ถ้อยคำประดิษฐ์ประดอยให้สวยหรู คำ
โอภาปราศรัยที่เอื้อนเอ่ยระหว่างกัน ล้วนเป็นการตอบแทนน ้าใจกัน
ใครเล่าจะคิดเป็นจริงเป็นจัง
แต่ใครจะรู้สึกว่าอิ่นกวานหนุ่มที่ตอนนี้ยังอยู่พื้นที่ใจกลางสนาม
รบของฝ่ายศัตรู แค่เอ่ยถ้อยคำตามมารยาทกับติงอ๋าวโหยวเท่านั้น?
เย่พู่ฮ่องเต้แห่งราชสำนักอวิ๋นเหวิน ครั้งนี้ก็ติดตามซินจวงราชา
บนบัลลังก์มาที่นี่ด้วย
ข้างกายของเขามีป๋ายเริ่นราชครูหญิงยืนอยู่ ตรงเอวของนางพก
ดาบ คือผู้ฝึกตนขอบเขตปลายทางที่อายุน้อยมาก
กองทัพฝีมือดีหลายแสนนายของราชวงศ์ใหญ่พากันระดมพล
ออกมาหมด ล้วนอยู่บนเรือข้ามฟากที่ลอยอยู่กลางอากาศด้านหลัง
ของพวกเขา
ก่อนหน้านี้มีผู้ฝึกกระบี่กลุ่มหนึ่งข้ามผ่านดินแดน เดินทางผ่าน
เมืองหลวง การกระทำต ่าช้าไร้ยางอาย เรียกได้ว่าชวนให้คนโมโหยิ่ง
กว่าคนอย่างจูเยี่ยนที่วางอำนาจบาตรใหญ่แย่งชิงของของผู้อื่นมาจน
ชินเสียอีก
ตลอดทั้งนครอวี้ป่านถูกปล้นจนไม่มีอะไรเหลือ สมบัติของเชื้อ
พระวงศ์ คลังแคว้นที่เป็นของส่วนรวม ของสะสมส่วนตัว ล้วนไม่มี
ปล่อยผ่าน
โจรไม่เคยกลับไปมือเปล่า!
กระบี่บินสิบสองเล่มและที่วางกระบี่ปะการังซึ่งเย่พู่มองเป็นสมบัติ
พิทักษ์แคว้นก็ถูกคนที่เป็นผู้นำกวาดเอาไปจนเกลี้ยง
ป๋ายเริ่นพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “ฝ่าบาท ข้าอยากต่อสู้กับเจ้าโจร
เฉินตัวต่อตัว”
ชื่อเสียงจะระบือไกลในเปลี่ยวร้างได้หรือไม่ ก็อยู่ที่การกระทำครั้ง
นี้แล้ว
ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดาย
เย่พู่ใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้ายังไม่เลื่อน
เป็นขั้นเทพมาเยือนไยต้องหาเรื่องอับอายให้ตัวเองด้วย”
คงเป็นเพราะรู้สึกว่าคำพูดนี้บาดหูเกินไป เย่พู่จึงเอ่ยเสริมมาอีก
ประโยคว่า “คนที่มีความแค้นลึกล ้ากับอิ่นกวานไม่ได้มีแค่เจ้าและข้า
จะรีบร้อนไปไย”
สีหน้าของป๋ายเริ่นพลุ่งพล่าน แต่กระนั้นก็ยังข่มกลั้นความเคียด
แค้นในใจลงไป ไม่ได้ชักดาบลงสนามต่อสู้
ก็จริงนะ ซินจวงที่มาจากภูเขาทัวเยว่มีแต่จะเคียดแค้นอิ่นกวาน
ยิ่งกว่าพวกเขา
นอกจากซินจวงอาจารย์ค่ายกลจะใช้วิชาอภินิหารปิดแผ่นฟ้า
ข้ามมหาสมุทรมาจจัดวางกระบวนทัพอย่างเร่งด่วนแล้ว ก็ยังต้องคอย
ป้องกันคนผู้หนึ่งด้วย
เจิ้งจวีจง
ได้ยินมาว่าช่วงนี้เจิ้งจวีจงเดินทางอยู่แถบทางใต้ของเปลี่ยวร้าง
จุดหมายไม่แน่ชัด
ราชาบนบัลลังก์ที่ต้องรับคำสั่งจากเฝ่ยหรานอย่างพวกเขา มีผู้
ฝึกตนเผ่าปีศาจสองคนที่ไปสืบข่าวของอีกฝ่ายอย่างไม่เต็มใจ ล้วน
เป็นห้าขอบเขตบนที่เชี่ยวชาญการอำพรางตัวและวิชาการหลบหนี
สุดท้ายตัวพวกเขาก็เงียบหายไปไม่ส่งข่าว
ส่วนพวกเขาจะถูกเจิ้งจวีจงค้นพบร่องรอยแล้วกำจัดทิ้ง หรือพวก
เขาไม่กล้าไปหาเรื่องซวยใส่ตัว ได้แต่จงใจอ้อมผ่านเส้นทางไป
เดินทางไปได้ครึ่งทาง หลังจากนั้นก็อำพรางร่องรอย หาดินแดนลับ
ไปหลบซ่อนตัว…พวกเฟยเฟยก็ไม่อาจไปสืบเสาะได้แล้ว
การประชุมบนยอดเขาครั้งหนึ่ง จูเยี่ยนเคยเดือดดาลปานฟ้าผ่า
ต่อเรื่องนี้ ได้แต่บ่นพวกเฟยเฟยว่าทำไมถึงทำอะไรเชื่อถือไม่ได้ ไม่
ยอมให้เศษสวะสองคนนั้นเอ่ยคำสาบานร้ายแรง แล้วมอบจุดอ่อน
อย่างสองอย่างที่มีความเกี่ยวพันกับรากฐานมหามรรคาของพวกเขา
มาให้พวกตนก่อนจะออกเดินทาง
ป๋ายเจ๋อจึงบอกให้จูเยี่ยนที่เดือดดาลอย่างหนักไปสืบหาร่องรอย
ของเจิ้งจวีจงด้วยตัวเอง รวมถึงถามเจิ้งจวีจงถึงจุดประสงค์ในการ
เดินทางอยู่ในเปลี่ยวร้างของเขาด้วยบรรพบุรุษย้ายขุนเขาผู้นี้ก็ยิ่ง
โมโหหนักกว่าเก่า แต่ไม่พูดอะไรอีก
ยังดีที่ไม่ต้องให้พวกเขาคาดเดาต่อไป เพียงไม่นานเฝ่ยหรานก็
อาศัยคนรักอย่างกุ่ยเค่อได้ข่าวที่แน่ชัดมา
ต่อจากนี้เขาเจิ้งจวีจงจะเลือกแบบเดียวกับผู้อาวุโสจือสือแห่ง
ภูเขาใหญ่แสนดี้ในปีนั้นไม่ช่วยทั้งไพศาลและเปลี่ยวร้าง
แต่หากใครรู้สึกว่าการที่เขาเดินทางไปทั่วสารทิศในเปลี่ยวร้าง
เป็นการทำลายกฎระเบียบ ไปขวางหูขวางตาใครเข้า แน่นอนว่าก็มา
หาเรื่องเขาได้
คลื่นลูกหนึ่งสงบ คลื่นอีกลูกก็ผุดขึ้นมาใหม่
นักพรตหญิงโหรวถีพลันรู้สึกตะลึงระคนยินดีอย่างไม่คาดฝัน
หวังจื้อยังไม่ตาย!
“เฉินผิงอัน” ที่หวังจื้อกับโหรวถีร่วมมือกันอัญเชิญเทพมายัง
สนามรบผู้นั้น
ก่อนหน้านี้ได้ถูกแสงกระบี่เส้นนั้นแทงทะลุจนล้มไปกองอยู่กับ
พื้น และเวลานี้ก็ได้ลุกขึ้นมาใหม่แล้ว “เขา” มีดวงตาสีทอง บิดคอ
เบาๆ รูตรงหน้าอกที่ถูกกระบี่ยาวแทงทะลุได้ซ่อมแซมตัวเองเรียบร้อย
แล้ว ด้านในไม่มีอวัยวะใดๆ อีกทั้งเส้นใยสีทองปลิวไสวจำนวนนับไม่
ถ้วนยังเลื้อยขยุกขยิกอย่างบ้าคลั่ง เขาก็เหมือนเทพเถื่อนที่ถูกถักทอ
ขึ้นมาจากเส้นด้ายสีทอง
เขามองไปยัง “เฉินผิงอันที่เป็นผลงานจริง” ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล
ผู้นั้น เปิดปากพูดด้วยน ้าเสียงแหบพร่า “เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้าถ่วงรั้ง
การผสานมรรคาของข้าสองครั้งแล้ว”
เขาเงยหน้ามองเหล่าสหายแห่งเปลี่ยวร้างที่อยู่บนท้องฟ้าแล้ว
หัวเราะกับตัวเอง “เหอะ ความแค้นที่มิอาจอยู่ร่วมฟ้าก็มีแค่นี้เอง”
ยักไหล่เบาๆ เสกชุดคลุมอาคมสีทองตัวหนึ่งออกมา แล้วจึงบิด
ปลายเท้า “รองเท้าผ้า” คู่นั้นแหลกสลายสิ้น
สุดท้ายกลายมาเป็นรูปโฉมของหวังจื้อ แต่กลับยังคงรักษา
ศักยภาพทั้งหมดของ “ร่างทองของปลอม” ร่างนี้เอาไว้ ทั้งเรียนวร
ยุทธ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกตน
ก่อนหน้านี้ธงใหญ่ผืนนั้นถูกฟันออกเป็นหลายท่อนแล้วโค่นล้ม
อยู่บนสนามรบ เวลานี้ก็ก่อตัวกันขึ้นมาเป็นง้าวใหญ่สีทองเล่มหนึ่ง
ถูกหวังจื้อกุมไว้ในมือ
หวังจื้อพลันหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง “ขอบเขตหนึ่ง?!”
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตทั้งหลายของเฉินผิงอันอยู่ที่ไหน? ถูก
ทำลายไปในฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งนั้นแล้ว? ถูกบีบให้ต้องเดินไปบน
เส้นทางแห่งวรยุทธได้แค่เส้นเดียวแล้ว?
หรือจะบอกว่าตนกับโหรวถีใช้ทุกกลอุบายที่มี ก็ยังได้แค่คัดลอก
ของคุณภาพต ่าแบบนี้ออกมา?
ฝั่งตรงข้าม
เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ แค่ยิ้มบางๆ ยกแขนขึ้น มือขวาถือกระบี่
วางพาดขวางไว้เบื้องหน้า สองนิ้วของมือซ้ายประกบกันเคาะลงไปบน
ปลายกระบี่เบาๆ
ปลายกระบี่สั่นสะเทือนน้อยๆ แสงกระบี่ดั่งริ้วกระเพื่อมของ
สายน ้าใสสะอาดฤดูใบไม้ร่วง ฟ้าดินทั้งแห่งก็เหมือนจะโยกคลอน
ตามไปด้วย
ติดอยู่ในรังโจร ก็แค่ต้องฆ่าโจรทิ้ง
พบเจอกันในสนามรบย่อมต้องน ้าหั่นกัน สมเหตุสมผลตามหลัก
ฟ้าดิน
เรือนกายทั้งหลายพลิ้วลงบนราวรั้วของบนยอดเขา ยืนเรียงเป็น
แถวเดียวกัน มีทั้งหมดสิบสองคน
คือแผนภูมิดินของต้าหลี
มีเพียงผู้ฝึกยุทธหญิงคนเดียวที่เดินนำออกมาจากกลุ่มคน เห็น
เพียงว่าตรงเอวของโจวไห่จิ้งห้อยดาบสองเล่ม สวมเสื้อเกราะหลากสี
ในมือถือหอกยาว เรือนกายทะยานขึ้นสูง
ตามมาด้วยเฉาสือที่ยืนพิงราวรั้ว หล่อเหลาสง่างามราวต้นไม้
หยกรับลมอย่างแท้จริง
จากนั้นก็เป็นหญิงสาวสองคน คนหนึ่งมวยผมทรงกลม ผู้ฝึก
ยุทธเผยเฉียน อีกคนมีรูปโฉมเป็นเด็กสาวคิ้วตางามพิสุทธิ์ เวลานี้
กำลังนั่งยองอยู่บนราวรั้ว ผู้ฝึกกระบี่กวอจู๋จิ่ว
นอกจากนี้ริมขอบของสนามรบนอกยอดเขาและประตูใหญ่ที่
ลอยอยู่กลางอากาศ บนพื้นดินก็มีแขกสามคนที่ดูเหมือนยังไม่แน่ชัด
ว่าอยู่ฝ่ายใดปรากฏตัวด้วย
เจิ้งตั้นหุนเจ่อแห่งนครจักรพรรดิขาว สตรีกระโปรงเขียวที่เผย
กายในอาณาเขตของเมืองหลวงต้าหลี คนที่อยู่ตรงกลางคือเจิ้งจวีจง