กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 38.1 เด็กหนุ่มมองเห็นเด็กหนุ่ม
ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะใช้วิธีการแบบใดมาตัดสินว่าสองใต้
หล้าจะตกเป็นของใคร ถ้าอย่างนั้นคุณสมบัติของคนที่เข้าประชุมก็
เป็นเรื่องสำคัญมาก
สำหรับเปลี่ยวร้างแล้ว ป๋ายเจ๋อย่อมต้องมีคุณสมบัติมากพอ
แม้ว่าทุกวันนี้ผู้ครองใต้หล้าในนามของเปลี่ยวร้างจะยังคงเป็นผู้ฝึก
กระบี่เฝ่ยหรานก็ตาม
ให้เจิ้งจวีจงมารับหน้าที่เป็น “คนกลาง” ศักยภาพของยักษ์ใหญ่
แห่งวิถีมารผู้นี้ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย แต่ก็ย่อมทำให้คนอดคลางแคลง
ในเจตนาของเจิ้งจวีจงไม่ได้ว่านี่จะเป็นแผนการที่เขาร่วมมือกับ
ไพศาลหรือไม่
และเฉินผิงอันจะสามารถตัดสินเรื่องนี้แทนไพศาลได้หรือไม่ ดู
เหมือนจะมีความหมายว่า “ความจริงกับชื่อเสียงไม่สอดคล้องกัน” อยู่
เหมือนกัน
เพราะถึงอย่างไรศาลบุ๋นแผ่นดินกลางต่างหากถึงจะเป็น
ผู้ปกครองไพศาล หลี่เซิ่งต่างหากที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วม “การ
ประชุมสามคน” นี้
ทว่าเรื่องของการ “ชักนำฟ้าดินให้เชื่อมโยงกัน” และสถานะของ
“ผู้สังหารโจวมี่” ก็ดูเหมือนว่าจะมีน ้าหนักในการโน้มน้าวใจผู้คนได้
เพียงพอ
พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่วันนี้หลี่เซิ่งไม่ปรากฏตัว เฉินผิงอันก็คือคน
ของฝ่ายไพศาลที่มีสิทธิ์ตัดสินใจบนสนามรบครั้งนี้แล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่สถานการณ์การสู้รบของไพศาลและ
เปลี่ยวร้างในทุกวันนี้ตอนนั้นก็เป็นเพราะอิ่นกวานลั่นวาจาว่า “ถ้า
อย่างนั้นก็ตีกัน” ไว้ก่อน ภายหลังหลี่เซิ่งถึงได้คล้อยตาม สุดท้าย
เหล่าวีรบุรุษแห่งไพศาลถึงได้เลือกทำตาม
เวลานี้มีปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่อำพรางตัวตนมาโดยตลอด
ใช้เวทลับ ในที่สุดก็ถามคำถามที่เป็นกุญแจสำคัญซึ่งไม่ว่าใครก็
สงสัยแต่กลับแทบไม่มีใครกล้าเปิดปากถาม “อาจารย์เจิ้งจะรับรองได้
อย่างไรว่าจะไม่ลำเอียงเข้าข้างไพศาล แอบเข้าข้างบ้านเกิดของตัว
เอง?”
เจิ้งจวีจงยิ้มอธิบายว่า “ข้ากับเหล่าพันธมิตรตัดสินใจที่จะก่อตั้ง
ลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์อยู่ในเปลี่ยวร้างแล้ว ในเมื่อพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมแห่งใหม่อยู่ที่นี่ ไพศาลก็คือมาตุภูมิเดิมแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา ทุกหนทุกแห่งบนสนามรบไม่ว่าจะบนฟ้า
หรือบนพื้นดินก็เกิดเสียงฮือฮา
พวกปีศาจใหญ่หันมามองหน้ากันเอง ไม่มีใครกล้าเชื่อสักคน
มารดามันเถอะ หรือจะบอกว่าเจิ้งจวีจงเลือกที่จะทรยศไพศาล แว้ง
หอกหันเข้าใส่ ถือเป็น ‘คนกันเองครึ่งตัว” แล้ว?
ลองใคร่ครวญอย่างละเอียด นี่ก็สอดคล้องกับนิสัยการกระทำ
ของเจิ้งจวีจงไม่ใช่หรือ? ดูเหมือนว่าการทำแบบนี้ต่างหากที่เข้ากับ
ความเป็นเจิ้งจวีจง?
เพียงแต่ไม่รู้ว่าพันธมิตรกลุ่มที่ติดตามเจิ้งจวีจงคือเทพเซียนจาก
ที่ใด ถึงได้ต่อกันติดเร็วขนาดนี้ ช่าง…ทำให้คนอิจฉาเสียจริง
อวี่หลงครุ่นคิดอยู่นานมาก แต่ก็ยังอดไม่ไหวใช้เสียงในใจถาม
อย่างสงสัย “ท่านปู่สามารถเข้าใจแบบนี้ได้หรือไม่ว่า เจิ้งจวีจงหวังให้
เปลี่ยวร้างชนะมากกว่า?”
เมื่อเป็นเช่นนี้ การก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์ของเจิ้งจวีจง
ถึงจะถือว่าสมชื่ออย่างแท้จริง หาไม่แล้วไพศาลได้ครอบครองเปลี่ยว
ร้าง สถานะ “เจ้าลัทธิ” ของเจิ้งจวีจงจะมีความหมายอะไร? อย่างมาก
สุดก็แค่นครจักรพรรดิขาวได้ขยายพื้นที่ประกอบพิธีกรรมให้กว้าง
ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม เป็นเหตุให้ขอแค่เปลี่ยวร้างชนะ เจิ้งจวีจงถึงจะมี
โอกาสยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว ครอบครองตำแหน่งสูงเพียง
ลำพัง ได้ชัยชนะโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ” นกปากซ่อมกับหอยกาบตี
กัน ชาวประมงได้ผลประโยชน์ ผู้ฝึกตนใหญ่ของสองใต้หล้าแทบจะ
ตายสิ้นหมดแล้ว เขาเจิ้งจวีจงคนเดียวมีสามขอบเขตสิบสี่ นั่นก็ไม่ใช่
…บุคคลที่ไร้ศัตรูทัดเทียมแล้วหรอกหรือ?
กวานเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น ไม่กล้าให้ข้อสรุปโดยพลการ ความคิด
ของคนอย่างเจิ้งจวีจงใครเล่าจะกล้าบอกว่าต้องเดาได้ถูกต้องอย่าง
แน่นอน
ดูเหมือนว่าป๋ายเจ๋อจะไม่สงสัยในเจตนาของเจิ้งจวีจง แล้วก็ไม่
สนใจแผนการระยะยาวของบุคคลอันดับหนึ่งแห่งวิถีมารผู้นี้ด้วย แค่
ยิ้มถามว่า “อาจารย์เจิ้ง ขอถามหน่อยว่าการต่อสู้ครั้งนี้จบลง ผู้ชนะที่
อยู่ต่อบนสนามรบสามารถพักรักษาตัวได้นานแค่ไหน?”
ในเมื่อจะเป็นทัพหน้า ป๋ายเจ๋อก็ต้องถามกฎบางอย่าง เมื่ออยู่ใน
ข้อกำหนด ระหว่างความเป็นความตาย ก็จะได้ช่วงชิงโอกาสที่มาก
กว่าเดิมมาให้เปลี่ยวร้าง
เจิ้งจวีจงเอ่ย “ผู้ชนะสามารถพักได้ในชั่วเวลาสามก้านธูป
ระหว่างนี้ผู้ชนะคนนี้สามารถขอยืมของนอกกายจากใครก็ได้ที่อยู่
นอกเวทีประลอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการท้ารบของผู้ที่ขึ้นมาบน
เวทีคนถัดไป แน่นอนว่าผู้ชนะก็สามารถหยุดแต่พอสมควร ถือว่าเป็น
การยอมแพ้ล่วงหน้า ถอยออกไปจากสนามรบ ถอยออกไปได้อย่าง
เต็มตัว นับแต่นี้ฝึกตนไปอย่างสบายใจ เป็นผู้ศึกษามรรคาที่บริสุทธิ์
ฝ่ายที่แพ้จำเป็นต้องมีคนมาแทนที่ภายในหนึ่งก้านธูป ส่วนจะช่วย
เก็บศพหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ฝ่ายชนะสามารถขึ้นเวทีทีหลังได้”
หากคำแนะนำนี้ของเจิ้งจวีจงผ่านมติการประชุมจริง ถ้าอย่างนั้น
เหล่าผู้กล้าของสองใต้หล้าก็คือสองฝ่ายที่เป็นศัตรูกันมาพบเจอกัน
บนทางแคบ ต่างฝ่ายต่างโกรธแค้นตาแดงมากเป็นพิเศษ ก็แค่ต้องสู้
กันให้รู้เป็นรู้ตายเท่านั้น หากไม่ยอมแพ้โดยตรงก็ต้องเอาชนะให้ได้
ก่อนแล้วค่อยยอมแพ้ สรุปก็คือต้องยอมแพ้ถึงจะมีชีวิตรอดออกไป
จาก ‘ตรอก’ เส้นนี้ได้ไม่อย่างนั้นไม่ว่าเจ้าจะชนะบนเวทีการประลอง
มากี่ครั้ง ถึงท้ายที่สุดก็ต้องตายอยู่ในตรอกอยู่ดี
ป๋ายเจ๋อมองไปยังนอกฟ้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
หากจอมปราชญ์น้อยมาตามสัญญาก็คงดี
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ไม่มีความเสียดายแล้ว
ปีนั้นพาสาวใช้ออกเดินทางท่องไปในเก้าทวีปของไพศาล
ด้วยกัน ป๋ายเจ๋อเคยได้ยินบทกวียุให้ดื่มเหล้าในหมู่ชาวบ้านบทหนึ่ง
ความหมายคร่าวๆ ก็คือก่อนเราเกิดนั้นมีเวลานับหมื่นปี หลังตายไป
ก็มีอีกหมื่นยุค ส่วนพวกเราผู้เป็นปุถุชน ระหว่างช่วงชีวิตร้อยปีตรง
กลางนี้จะทำสิ่งใดได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นความใจอ่อนลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ไม่อาจแบก
รับภาระใหญ่ได้ก็ดี หรือปล่อยให้พลาดโอกาสทางการสู้รบจนต้อง
รับคำครหาและแบกรับชื่อเสียงอัปยศก็ช่าง
จมอยู่กับการโทษตัวเองและความเสียใจไม่รู้จบ คิดไม่ตกอยู่ใน
ใจมานานหมื่นปีแล้วป๋ายเจ๋อในทุกวันนี้ไม่มีความคิดอื่นใด เขาแค่
ต้องการบทกวีสำหรับการอำลาที่พอจะยังคงศักดิ์ศรีไว้ได้สักบทหนึ่ง
คิดถึงคำหยอกล้อของชาวบ้านร้านตลาด หากกษัตริย์องค์
สุดท้ายไม่ยอมแบกกิ่งหนามขออภัยแล้วยอมจำนน แต่เลือกแขวนคอ
ตายแทน ความผิดฐานทำให้บ้านเมืองล่มสลายจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง
เช่นนั้นแล้ว หากผู้ปกครองคนหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างกล้าหาญ
ดาบต่อดาบ พลีชีพในสนามรบเพื่อแผ่นดิน ความผิดนั้นก็ควรถูก
ลดลงอีกครึ่งหนึ่งใช่หรือไม่?
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “เชื่อว่าเวทีประลองนี้ทั้งสามารถตัดสินแพ้ชนะ
ของสองใต้หล้า ทั้งยังไม่ต้องเสียเวลานานเกินไปด้วย”
ป๋ายเจ๋อถอนสายตากลับมา ถามต่อว่า “หากสองฝ่ายที่อยู่บน
สนามรบ ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจกะทันหัน อีกฝ่ายหนึ่งเกิดขลาดกลัว
อยากหลบเลี่ยง หรือสองฝ่ายรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ต่างก็ไม่
ยินดีจะรบกันจนตาย จงใจถ่วงเวลาเอาไว้ ต่อสู้กันทีหนึ่งก็ใช้เวลา
หลายวันหลายเดือนหรือถึงขั้นหลายปี แค่ให้ดูครึกครื้นเท่านั้น ควร
จะจัดการอย่างไร?”
เจิ้งจวีจงหันหน้ามาถาม “เฉินอิ่นกวาน เจ้าคิดว่าควรจะจัดการ
ปัญหายากนี้อย่างไรดี?”
เฉินผิงอันกล่าว “อาจารย์เจิ้งสามารถเปลี่ยนไปถามคนที่ฉลาด
กว่าได้ ข้าไม่ใช้สมองคิดเรื่องนี้หรอก”
ความนัยของประโยคนี้ก็คือ
ในเมื่อป๋ายเจ๋อยินดีเป็นทัพหน้าแทนเปลี่ยวร้าง ถ้าอย่างนั้นเขา
เฉินผิงอันก็จะลงสนามต่อสู้เป็นคนแรกของไพศาลเช่นกัน
ป๋ายเจ๋อเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง มองเฉินผิงอันด้วยสีหน้าไร้
อารมณ์ เขาส่ายหน้าเบาๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นการเย้ยหยันอย่างเย็นชา หรือ
เป็นการห้ามปรามด้วยความหวังดีกันแน่
ปีศาจใหญ่ที่เป็นราชาบนบัลลังก์คนใหม่อย่างพวกเฟยเฟย เวลา
นี้ต่างก็อารมณ์ซับซ้อนกันมาก
ต่อให้จะเป็นซินจวงแห่งภูเขาทัวเยว่ที่อยากสับเฉินผิงอันเป็น
หมื่นๆ ชิ้น ก็จำต้องยอมรับว่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ ไม่เคยเป็นคนขี้ขลาด
เลย
กำแพงเมืองปราณกระบี่และเฉินชิงตูฝากความหวังไว้ไม่ผิดคน
จริงๆ
เฉินผิงอันยกข้อมือขึ้น ปลายกระบี่ชี้ไปที่หวังจื้อ “แต่ว่าก่อนจะ
ตัดสินเป็นตายกับป๋ายเจ๋อบนเวทีประลอง ข้าจำเป็นต้องจัดการมัน
ก่อน ถือว่าเป็นการซ้อมมือ”
หวังจื้อหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เดิมทีนึกว่าหนีพ้นจากความ
ตายมาได้แล้ว และหวังจื้อเองก็ไม่สนใจการประลองบนเวทีที่ไร้ทางให้
ถอยหนีประเภทนี้เลยสักนิด
ถูกอิ่นกวานตลบหลังเล่นงานอย่างโหดเหี้ยม สูญเสียพลังตบะไป
เยอะมาก ขึ้นเวทีประลองก็มีแต่จะกลายเป็น “ดอกผลแห่งชัยชนะ”
ของผู้ฝึกตนบนยอดเขาบางคนของไพศาลช่วยเพิ่มผลงานการสู้รบ
เป็นรางวัลในการสังหารปีศาจใหญ่ให้กับอีกฝ่ายก็เท่านั้น อย่างเช่น
ฉีถิงจี้ที่ชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้น หากอีกฝ่ายออกกระบี่เมื่อไหร่ มีหรือจะ
ออมมือให้?
หวังจื้อแค่อยากกลับเข้าไปในพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้างรอดู
การเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ สะสมพลังตบะและรวบรวมกองกำลัง
ขึ้นมาใหม่ รอจนถึงวันที่ได้กลับมาลุกผงาดอีกครั้ง ถอยไปพูดหมื่น
ก้าว ยิ่งคนบนเวทีประลองตายไปเยอะเท่าไร ตำแหน่งของเขาใน
เปลี่ยวร้างก็จะเป็นดั่งเรือที่ลอยขึ้นสูงตามน ้าเท่านั้น มันถึงขั้นมี
แผนการแล้วว่าจะปรึกษากับพวกเฝ่ยหราน กวานเซี่ยงดีๆ สักรอบ
หากทำสำเร็จ ถ้าอย่างนั้นรอให้ป๋ายเจ๋อรบตายไป เส้นทางบนมหา
มรรคาของมันก็มีแต่จะยิ่งกว้างขวาง ไม่ต้องทำตัวเป็น “ป๋ายเจ๋อน้อย
อย่างลับๆ ล่อๆ อีกต่อไป กลับกันยังสามารถกลายเป็น “ป๋ายเจ๋อใหม่”
ได้อย่างเปิดเผย!
สมกับคำกล่าวที่ว่าเมื่อผ่านพ้นความมืดมนก็ได้พบเจอแสงสว่าง
อีกครั้งจริงๆ…แต่ว่า คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกเจ้าคนแซ่เฉินที่เป็นดั่ง
วิญญาณร้ายตามติดผู้นั้นหมายหัว
หวังจื้อรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ใช้ความคิดอย่างว่องไว ควรจะผ่าน
ด่านยากนี้ไปอย่างไรดี?
รอดตายจากหายนะมาได้ก็ยิ่งเห็นค่าชีวิตมากขึ้นแล้ว
ในขณะที่หวังจื้อทั้งปวดหัวทั้งตระหนกลน ในและนอกสนามรบ
กลับมีเสียงเป่าปากเสียงโห่ร้องดังขึ้นๆ ลงๆ ถึงอย่างไรคนที่ตายก็คือ
หวังจื้อ พวกเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างจึงทำเป็นว่าชมเรื่องสนุก ไม่ดูก็
เสียเปล่า
เจิ้งจวีจงไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เหมือนจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึง
กวาดตามองไปรอบด้าน ยิ้มบางๆ ให้กับทุกคน “ที่ข้ามีรายชื่ออยู่
ฉบับหนึ่งที่บันทึกชื่อและฉายาของคนทุกคนที่มีคุณสมบัติจะขึ้นเวที
ประลอง และสามารถเพิ่มคนใหม่เข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยจะขีดฆ่าชื่อ
คนเก่าออกโดยอิงจากผลแพ้ชนะ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนที่ขลาดกลัวการสู้รบ คิดจะหลบเลี่ยงการ
ต่อสู้ก็ไม่มีที่ให้หลบหนีอีกแล้ว
ระหว่างที่เจิ้งจวีจงพูด ทางฝั่งของไพศาลและเปลี่ยวร้างก็มีดวง
จันทร์ส่องประกายแสงอ่อนจางลอยขึ้นมาบนม่านฟ้าสูง
คงไม่ใช่ว่าเจิ้งจวีจงก็คือคนขายกระจกเจ้าใหญ่สุดในโลกมนุษย์
ผู้นั้นหรอกนะ?
ในฐานะหุนเจ่อของนครจักรพรรดิขาว คือหนึ่งใน “พันธมิตร” ที่
เจิ้งจวีจงกล่าวถึง ดวงตาเจิ้งตั้นฉายประกายเจิดจ้า นางรู้สึกว่าตัวเอง
ต้องหันไปมองอิ่นกวานหนุ่มใหม่อีกครั้ง ชื่อเสียงสมคำเล่าลือจริงๆ
คนฉลาดที่รู้จักปรับตัวอยู่ในสังคมของใต้หล้านี้มีมากมาย
เหลือเกิน คือ “คนโง่” ที่ทั้งลงมือทำเรื่องต่างๆ ได้แล้วก็กล้ารับ
ภาระหน้าที่ด้วยเช่นกัน
ต่อให้เจ้าจะวางตัวอยู่นอกสถานการณ์ ปากพูดหลักการเหตุผล
ของอริยะปราชญ์ที่สวยหรูร้อยพันอย่าง ก็ทำให้คนนับถือเชื่อใจได้ไม่
เท่าการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทำเรื่องที่อาจตายได้ทุกเมื่อในทุกๆ
ครั้งที่เจอเรื่องใหญ่
แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาเฉินผิงอันไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่า
เปลือยมาตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่พอเลือดร้อนพลุ่งพล่าน
ก็ทำอะไรโดยใช้อารมณ์อีกแล้ว
อารมณ์ของนางประหลาดยิ่ง นางมักจะรู้สึกว่าสถานการณ์ถาม
ใจในครั้งนี้ของอาจารย์เจิ้ง เป็นทั้งการบีบให้ป๋ายเจ๋อเดินไปสู่ทางตัน
แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเหมือนวางสถานการณ์ตายอย่างประณี
ติตั้งใจให้กับเจ้าขุนเขาหนุ่มมากกว่า
เฝ้ากำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่เพียงลำพังเดียวดาย งัดข้อปะทะ
กับโจวมี่ซึ่งๆ หน้า… ตามหลักแล้วไม่ว่าจะอย่างไรก็สามารถถอย
ออกไปได้อย่างราบรื่นแล้ว ผลกลับกลายเป็นว่ามาวันนี้ก็ยังหลบเลี่ยง
ไม่ได้
เป็น “คนดี” ช่างยากจริงๆ
เจิ้งตั้นทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด เพราะถึงอย่างไรสองฝ่ายก็เป็นแค่
คนแปลกหน้าที่มีวาสนาเคยเจอหน้ากันเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วนางก็
ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับผู้ฝึกกระบี่หนุ่มได้
กวานเซี่ยงยิ้มเอ่ย “อิ่นกวานของพวกเราคนนี้ยังคงเจ้าคิดเจ้า
แค้นเหมือนในอดีตเลยนะ”
สหายต้าซวิ่นตกอยู่ในอันตรายแล้ว
นักพรตหญิงโหรวถีได้ยินเสียงพิณก็รู้ถึงความหมายทันที ใน
เมื่อเฉินผิงอันอาฆาตแค้นหวังจื้อ แล้วจะไม่อาฆาตนางได้อย่างไร?
นอกจากสถานะอิ่นกวานแล้ว เขายังเป็นราชครูคนใหม่ของต้าหลี
แล้วยังมีภูเขาลั่วพั่วที่รากฐานล ้าลึกจนมองไม่เห็นก้นบึง พูดถึงแค่
“เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว” ที่โผล่หัวออกมาบนยอดเขาผู้นั้นก็ทำ
ให้โหรวถีหวาดผวาไม่ คลายแล้ว เพียงแค่เพราะนางสัมผัสได้อย่าง
เฉียบไวว่าในชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายมี “ปราณกระบี่ส่วนหนึ่ง” อยู่
โหรวถีอ่อนใจเป็นทบทวี สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงได้แต่ใช้
เสียงในใจเอ่ยว่า “ข้ายินดีรับหน้าที่เป็นผู้ปกป้องมรรคาของอวี่หลง
กระทั่งอวี่หลงเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน”
ผ่านการต่อสู้กับอิ่นกวานหนุ่มไปครั้งหนึ่ง โหรวถีไม่เหลือความ
กล้าอีกแล้ว ไม่ปรารถนาจะแก่งแย่งชิงดีเอาชนะคะคานกับใครอีก
นางกับหวังจื้อมีความคิดที่ไม่ต่างกันนักจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องกาย
ดับมรรคาสลายไปนับแต่นี้เด็ดขาด ต่อให้นับแต่วันนี้ไปจะต้องทำตัว
สงบเสงี่ยมฝึกตนไปแต่โดยดี แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าทิ้งไว้เพียงชื่อ แต่
ตัวตายไปแล้ว
กวานเซี่ยงปรบมือยิ้ม “ตกลงตามนี้ หลานสาวข้าคนนี้มอบให้
สหายเป็นคนดูแลแล้ว”
โหรวถีมองสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมแห่งเปลี่ยวร้างตรงหน้าผู้นี้ ไฉนถึง
ได้มีความหมายคล้ายฝากฝังลูกกำพร้าไว้ให้คนอื่นกันนะ
กวานเซี่ยงสะบัดชายแขนเสื้อ อิงตามคำกล่าวของเจิ้งจวีจง คนที่
มีคุณสมบัติเข้าร่วมในเรื่องนี้ จำเป็นต้องเป็นผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบน
และผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง
หมื่นปีที่ผ่านมาไม่ว่าสงครามครั้งใด คนที่ตายไปก็แทบจะเป็น
“ผู้ไร้นาม” ทั้งหมด คนที่โชคดีได้ทิ้งชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์ ถึง
อย่างไรก็มีอยู่น้อยนิด
ต่อให้โลกมนุษย์ของเจ้าจะมีตำรากี่พันกี่หมื่นเล่ม แต่จะสามารถ
บันทึกชื่อไว้ได้กี่มากน้อยกัน? เมื่อเทียบกับผู้ที่ไร้ชื่อไร้นามแล้ว จะมี
อัตราส่วนได้สักกี่มากน้อย?
ขอแค่เลือกเดินไปบนสนามรบที่เจิ้งจวีจงเป็นคนจัดวางนี้ ถ้า
อย่างนั้นทางถอยเพียงหนึ่งเดียว หรือจะบอกว่าทางรอด ก็คือการ
ยอมแพ้ ราคาที่ต้องจ่ายก็คือต้องออกห่างจากศึกแย่งชิงซึ่งเป็น
สถานการณ์ใหญ่ของใต้หล้านับแต่นี้ จำต้อง “ขังตัวเอง” ไว้ในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมของแต่ละคน
ในใจฉีถิงจี้ตัดสินใจได้แล้ว จะต้องตัดหัวเผ่าปีศาจขอบเขตบิน
ทะยานสักสองคน ส่งพวกมันออกเดินทางถึงจะเก็บกระบี่ได้
รับประกันสอง พยายามให้ได้ถึงสาม ความยากมีสูงมาก
ไม่เป็นเช่นนี้ การฝึกกระบี่จะมีความหมายตรงไหน?
การฝ่าทะลุขอบเขตก็อยู่ที่วันนี้
ฉีถิงจี้หันกลับไปมองไกลๆ ทางทิศเหนือแล้วคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม
ใช่หรือไม่ เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส?
และเวลานี้เอง จากแดนใต้ที่ห่างไกลก็มีผู้เฒ่าหน้าตาโบราณ
สวมชุดคลุมสีเหลืองคนหนึ่งขี่เมฆทะยานหมอกเดินทางไกลมาถึง
พร้อมกับปราณม่วงที่พุ่งทะลุแสงเรืองรอง
เห็นเพียงว่าผู้เฒ่ายกชายแขนเสื้อขึ้นกดลงบนก้อนเมฆเบาๆ
และพลิ้วกายไปลอยตัวอยู่ระหว่างฟ้าและดิน
ก็คือบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของตำหนักอวี่ฝู เหยียนซือผู้มี
ฉายาว่าอวิ๋นเซิน
เก็บตัวเงียบอยู่ในภูเขามาหลายปี ครั้งนี้ลงภูจากเขามาเป็นกรณี
พิเศษ เป็นฝ่ายบุกเข้ามาในกระแสคลื่นของกลียุคด้วยตัวเอง สิ่งที่ผู้
เฒ่าต้องการก็มีแค่สองคำเท่านั้น “แก้ปัญหา”
นักพรตเฒ่ามองอิ่นกวานคนสุดท้ายที่ได้ยินชื่อเสียงยิ่งใหญ่มา
นาน ก่อนจะมองไปยังฉีถิงจี้ที่มาอยู่บนสนามรบแล้ว ล้วนเป็นผู้ฝึก
กระบี่กันทั้งนั้น
เหยียนซือยิ้มเอ่ย “มาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะบังเอิญ ผินเต้าก็มาร่วม
ขบวนรบ ช่วยออกแรงอันน้อยนิดเพื่อเปลี่ยวร้างด้วย”
เป็นผู้ที่ถูกสวรรค์ชิงชังมาเนิ่นนาน ในเมื่อถูกลิขิตมาแล้วว่ามิ
อาจหลุดพ้น แทนที่จะถูกมหามรรคาที่มองไม่เห็นค่อยๆ บั่นทอนไปที
ละนิดจนตาย ยังไม่สู้มาหาวิธีหลุดพ้นที่รวดเร็วที่นี่
มรรคาอยู่ไม่ห่างคน เป็นทั้งโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่ของผู้ที่ขึ้นเขา
แสวงหามรรคา แล้วก็เป็นทั้งโซ่ตรวนหนักอึ้งของผู้ฝึกตนที่อยู่นอก
ประตูของขอบเขตสิบสี่
การมาเยือนของเหยียนซือทำให้ขวัญกำลังใจของเปลี่ยวร้างถูก
ปลุกเร้าให้ฮึกเหิม
สีหน้าของจูเยี่ยนเดี่ยวมืดเดี๋ยวสว่าง หากมีการประลองบนเวที
ผายลมสุนัขที่เหมือนการละเล่นในตลาดเช่นนี้จริง ควรจะช่วงชิง
ผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดมาให้ตัวเองอย่างไร?
ดูเหมือนว่าจะยากมาก บรรพจารย์ย้ายภูเขาผู้นี้คิดไปคิดมาก็ยัง
ไม่มีวิธีที่รอบคอบรัดกุมทุกด้าน
สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือขอแค่ถอยออกมาจากเวทีประลอง ตาม
ข้อตกลงก็คือต้องออกห่างจากสนามรบไปตลอดกาล ได้แต่ทำตัว
เป็นเต่าหดหัวอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่สงบ
จิตสงบใจไร้ปรารถนา? นั่นจะไม่จืดชืดแย่หรอกหรือ? แต่หากจะ
ละเมิดข้อตกลง? ก็ต้องเผชิญหน้ากับเจิ้งจวีจง ไม่เหลือพื้นที่ให้ถอย
หลังกลับอีก พูดให้ถูกต้องก็คือต้องเป็นศัตรูกับ “เจิ้งจวีจง” สามคน
คนที่กำเริบเสิบสานอย่างจูเยี่ยนก็ยังต้องชั่งน ้าหนักให้ดีๆ
นิสัยการกระทำของเจิ้งจวีจงป่าเถื่อนยิ่งกว่าคนของเปลี่ยวร้าง
เสียอีก
สายตาซินจวงฉายประกายร้อนแรง จับจ้องมองแต่อิ่นกวานที่
เป็นดั่งดวงตะวันกลางนภาบนสนามรบของบ้านเกิดคนเดียวเท่านั้น
นางลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็พูดด้วยน ้าเสียงที่ตัดสินใจได้อย่าง
เด็ดขาด “เฟยเฟย ขอแค่คนแช่เฉินลงสนามรบ ถ้าเขาแพ้ ย่อมไม่
ต้องพูดมาก แต่หากเขาโชคดีเอาชนะได้ แล้วยังไม่ยอมถอยออกจาก
เวที ข้าก็จะต่อสู้สุดชีวิตกับเขาหากไม่ผิดไปจากที่คาด ข้าย่อมตาย
อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลังจากนั้น ข้าหวังว่าเจ้าจะขึ้นไปแทน ดูสิว่า
จะสามารถเก็บตก ฆ่าเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ได้หรือไม่”
บทพิเศษ ตอนที่ 38.2 เด็กหนุ่มมองเห็นเด็กหนุ่ม
ได้ยินเสียงในใจที่จริงใจเปี่ยมไปด้วยปราณสังหารของซินจวง
เฟยเฟยทำท่าจะพูด แแต่ก็ไม่พูดไม่ได้สงสัยในความจริงของคำพูด
ซินจวง เพียงแต่เพราะหากลงสนามรบเร็วเกินไปก็ง่ายที่จะมีจุดจบ
เป็นการช่วยตัดเย็บชุดแต่งงานให้ผู้อื่น ซินจวงยินดีทำเช่นนี้ แต่เฟย
เฟยกลับไม่ยินดีให้ราชาบนบัลลังก์ใหม่กลุ่มอย่างพวกจูเยี่ยนรอรับ
ผลประโยชน์โดยไม่ลงมือ
สำหรับเฟยเฟยแล้ว เหตุผลก็เรียบง่ายมาก เปลี่ยวร้างจำเป็นต้อง
มีผู้ฝึกตนที่ไม่ว่าจะพูดจาหรือลงมือทำอะไรก็ล้วนไร้ชื่อไร้แปอย่างจู
เยี่ยน แต่เปลี่ยวร้างไม่อาจมอบหน้าที่จัดการดูแลให้กับปีศาจใหญ่
กลุ่มน้อยอย่างพวกจูเยี่ยนได้เด็ดขาด
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่อาจตัดสินใจได้ เฟยเฟยจึงได้แต่เปลี่ยนเรื่อง
คุย เอ่ยสัพยอกว่า “เขาคู่ควรกับสตรีอย่างหนิงเหยาจริงๆ นั่นแหละ”
ซินจวงเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ย “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ”
หากคนที่ต่อสู้ได้ของสองใต้หล้าเป็นอย่างที่เจิ้งจวีจงเตรียมการ
ไว้จริงๆ คนแล้วคนเล่า บ้างก็ยอมรับความพ่ายแพ้ บ้างก็ตายอยู่บน
เวที
ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเมื่อเขาเจิ้งจวีจงสร้างลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพ
จารย์สำเร็จแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าสามารถมอบและเอาคืนได้จากสองใต้หล้า
ตามใจชอบ ถึงเวลานั้นใครยังจะกล้าพูดคำว่าไม่อีก?
เฟยเฟยคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ อดไม่ไหวเงยหน้ามองไป
บนม่านฟ้า เดาว่าจอมปราชญ์น้อยกำลังมองภาพเหตุการณ์ของที่นี่
อยู่หรือไม่
หากจะบอกว่าป๋ายเจ๋อแค่ต้องการความสบายใจ ก็เลยเลือกจะทำ
อะไรตามอารมณ์ยอมตายอย่างไม่เสียดาย แต่เจ้าหลี่เซิ่งจะไม่สนใจ
หน่อยหรือ?
ถึงอย่างไรเหยียนซือก็เป็นผู้อาวุโสที่มีอายุการฝึกตนยาวนาน
คนหนึ่ง แล้วก็เพราะเขาอยู่ห่างจากปัญหาวุ่นวายจึงมองเห็น
สถานการณ์ใหญ่ได้ทะลุปรุโปร่งมากยิ่งกว่า
ในฐานะผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่สามารถเรียกขานเป็นสหายกับเจ้า
แห่งถ ้านี้เชียวได้ ในช่วงเวลาการฝึกตนอันยาวนาน เหยียนซือเคย
เจอกับความผันผวนแปรปรวนของวิถีทางโลกและใจคนมามากมาย
แล้ว
ดอกไม้บานดอกไม้ร่วงของผู้ศึกษามรรคาจำนวนนับไม่ถ้วน
ในช่วงขณะที่ผู้เฒ่าหันขวับกลับไปมอง คนรู้จักก็ทยอยกันจากไป
แล้ว โดยไม่ทันรู้ตัวก็กลายเป็นภาพเหตุการณ์ที่ต้นไม้นับหมื่นเหลือ
เพียงกิ่งที่ว่างเปล่าแล้ว
ท่านทั้งหลายในโลกมนุษย์ อย่าหวังว่าจะดูแคลนสหายเจิ้ง
เจิ้งจวีจงให้ข้อเสนอที่เหลวไหลเช่นนี้ มองดูเหมือนวางตัวอยู่
นอกสถานการณ์ ปัดตัวเองออกไปเป็นเฒ่าประมงที่รอรับ
ผลประโยชน์ แต่แท้จริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนผู้นี้คิดอยากจะ
“แก้ไขที่ต้นเหตุ ให้รากฐานบริสุทธิ์” ให้เขาเป็นผู้แบกรับผลกรรมที่
ใหญ่ที่สุดซึ่งผูกสองใต้หล้าไว้ด้วยกัน
ภายนอกเจิ้งจวีจงดูเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง สายตามองไม่เห็น
ผู้ใด ถามใจต่อ “บนภูเขาทั้งหมด”
เห็นได้ชัดว่าต้องการบีบให้ป๋ายเจ๋อตาย ไม่ให้โอกาสป๋ายเจ๋อถูก
บีบให้เลื่อนขั้นเป็นสิบห้าเทียม
ในใจของเหยียนซือรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ไม่ได้เจอ
สหายปีเชียวมานานหลายปีแล้ว
ไม่รู้ว่าปีนั้นตำรับหมักเหล้าที่ตัวเองมอบให้ ทุกวันนี้จะหมัก
ออกมาเป็นเหล้ารสเลิศได้แล้วหรือไม่
เพราะเกี่ยวพันกับมรรคา สหายปี้เซียวจึงไม่อาจมาเที่ยวเล่นที่
เปลี่ยวร้างได้ ตนเองก็ไม่มีอิสระมากพอที่จะทำตัวตามสบายได้
คนที่มีสภาพการณ์คล้ายคลึงกันนี้ อันที่จริงยังมีเฒ่าตาบอดแห่ง
ภูเขาใหญ่แสนดี้ในปีนั้นด้วย
เฉินชิงตูแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ และยังมีภูเขาทัวเยว่ของ
เปลี่ยวร้าง ก่อนที่จะเกิดสงครามใหญ่ ต่างก็ต้องยืนยันให้แน่ใจถึง
ท่าทีของสหายจือสือผู้นี้ก่อน
ต่อให้จะไม่อาจเป็นพันธมิตรกันได้ ก็ต้องพยายามให้เขาคง
ความเป็นกลางเอาไว้
หมี่อวี้ยืนถือกระบี่หันหน้าเข้าหากองทัพใหญ่เผ่าปีศาจ
ด้านหลังก็คือกำแพงเมืองปราณกระบี่
ปีนั้นพวกอาเหลียงก็คงจะรู้สึกแบบนี้สินะ
ทางฝั่งของยอดเขา เซี่ยโก่วลุกขึ้นยืน ขยำหมวกขนเตียว ดีด
ปลายเท้าหนึ่งที กระโดด ขึ้นไปบนราวรั้วเบาๆ
“เด็กสาว” หรี่ตามองไปยังจุดสูง แสงเรืองรองยามเช้าและแสง
เรืองรองยามเย็นที่อยู่ตรงขอบฟ้า ล้วนเป็นเครื่องประทินโฉมที่ไม่ต้อง
จ่ายเงิน
บางทีอาจเป็นเพราะใกล้หมึกเปื้อนดำ เฉาสือจึงม้วนชายแขน
เสื้อสองข้างเลียนแบบคนบางคนโดยไม่รู้ตัว
โจวไห่จิ้งที่รวบรวมกำลังของแผนภูมิดินต้าหลีทั้งหมดไว้ที่ตัวเอง
รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง “พวกเราจะทำอย่างไร? สรุปแล้วถือว่ามีกี่
คน?”
สมบัติอาคมสามารถยืมเอาจากภายนอกได้ แต่วิถีแห่งค่ายกล
กลับต้องให้พวกโจวไห่จิ้งร่วมแรงกันควบคุม
พวกหยวนฮว่าจิ้งเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
เผยเฉียนใช้เสียงในใจกล่าวว่า “ปรมาจารย์โจว หากท่านไม่อาจ
ขึ้นไปบนเวทีประลองได้ ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้ายืมดาบแคบสองเล่มนั้น”
โจวไห่จิ้งสีหน้าปั้นยาก ลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังบากหน้าเอ่ยว่า
“ราชครูเฉินบอกแล้วว่าดาบสองเล่มอย่างพิฆาตและลงทัณฑ์ มอบให้
ใครยืมก็ได้ มีเพียงไม่อาจให้ลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาอย่างเจ้ายืมได้
เรื่องนี้ไม่มีที่ให้ปรึกษากัน เผยเฉียน จริงนะ ข้าไม่ได้หลอกเจ้า ตอน
นั้นราชครูเฉินมองดูคล้ายยิ้มแย้ม แต่แท้จริงปราณสังหารกลับรุนแรง
อย่างมาก หากไม่เชื่อเจ้าก็สามารถถามทุกคนในสายแผนภูมิดินได้
พวกเขาสามารถเป็นพยานให้ข้าได้”
เผยเฉียนมึนงง
นางคิดแล้วไม่เข้าใจก็เลยไม่คิดมากอีก ไม่เป็นไร นอกจากที่ตน
จะเป็นผู้ฝึกยุทธแล้วก็ยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ด้วย
กวานเซี่ยงจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ “ไม่ว่าจะอย่างไร เวลานี้
พวกเราต่างก็ได้เป็นพยานในประวัติศาสตร์แล้ว”
อารมณ์ของโหรวถีหนักอึ้ง เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตัวเองเล็ก
จ้อยถึงเพียงนี้
จิตแห่งมรรคาของจูเยี่ยนสั่นสะเทือนเล็กน้อย ทำไมสหายหย่า
งจื่อถึงได้เป็นฝ่ายละทิ้งสัญญานั้น? เพราะว่านางที่อยู่ในไพศาลถูก
ใครหมายหัวเข้าแล้วหรือ?
ริมขอบของสนามรบ เจิ้งจวีจงให้ข้อเสนอว่า “ไม่สู้พวกเราเดิน
ไปคุยกันไป?”
ป๋ายเจ๋อพยักหน้า “อาจารย์เฉินว่าอย่างไร?”
จะว่าไปแล้ว เขาก็ยังคงหวังว่าจะรอจนหลี่เซิ่งเผยกายได้
เฉินผิงอันกล่าว “พวกท่านเดินกันไปก่อน ข้าจะไปจัดการ
หวังจื้อ อีกเดี๋ยวจะตามไป”
ป๋ายเจ๋อหันหน้าไปมองเจิ้งจวีจง
เจิ้งจวีจงยิ้มอย่างรู้ใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้าเป็นคนจัดการหวังจื้
อเอง ได้เก็บตกของดีชิ้นใหญ่ ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนในการเป็นผู้
ควบคุมการต่อสู้ก็แล้วกัน”
จิตใจของหวังจื้อเหมือนขี้เถ้ามอดทันใด
ถูกเจิ้งจวีจงหมายหัว จะต่างอะไรกับถูกเฉินผิงอันไล่ฆ่า?
เฉินผิงอันยังลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ยืนกรานที่จะกำจัดหวังจื้
อด้วยมือด้วยตัวเองอีก
ป๋ายเจ๋อจึงเดินเคียงบ่าไปพร้อมกับเฉินผิงอัน
เจิ้งจวีจงไปหาหวังจื้อ
หวังจื้อเอ่ยเสียงสั่น “อาจารย์เจิ้งโปรดเหลือทางรอดให้ข้าได้
หรือไม่?”
เจิ้งจวีจงกล่าว “จะกลัวอะไรเล่า นับแต่โบราณตราบจนทุกวันนี้
สวรรค์ไม่เคยไร้หนทางให้คนเดิน”
หวังจื้อเข้าใจผิดคิดว่าเจิ้งจวีจงเห็นดีกับอนาคตบนมหามรรคา
ของตน ในขณะที่พอจะสบายใจได้บ้างแล้ว เจิ้งจวีจงกลับยื่นมือ
มากดหัวของมันไว้ ในขณะที่หวังจื้อกำลังจะตาย เขาได้ยินเพียง
ประโยคเดียวว่า “แต่ข้าไม่ใช่สวรรค์เสียหน่อย”
ไม่สนใจความเคลื่อนไหวทางด้านนั้น ป๋ายเจ๋อพูดด้วยสีหน้า
เลื่อนลอยว่า “อาจารย์เจิ้งรู้สึกว่านิสัยข้านุ่มนิ่มเกินไป ข้ายอมรับ
หลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไพศาลหรือกลับมายังเปลี่ยวร้าง
บางครั้งก็คิดว่าเป็นเพราะข้ายืนกรานใน…หลักการเหตุผลบางอย่างที่
สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินซึ่งตัวเองคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ข้าถึงได้
นำพาผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดมาให้กับเผ่าปีศาจทุกคน”
บัณฑิตของไพศาลส่วนใหญ่มักมีปณิธานสูงส่งยาวไกล หวังจะ
ปกป้องคุ้มครองให้ผู้ยากไร้ทั่วใต้หล้ามีใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุขกัน
ถ้วนหน้า
เขาป๋ายเจ๋อก็มีสิ่งที่ตัวเองแสวงหา นั่นคือปกป้องให้เผ่าปีศาจใน
ใต้หล้าทุกคนมีอิสระ
ป๋ายเจ๋อพึมพำ “แม้ว่าจะทำไม่ได้ ทำไม่ได้ดีมาโดยตลอด แต่ก็
โอบอุ้มความคิดเช่นนี้มาหมื่นกว่าปีแล้ว”
เฉินผิงอันเก็บกระบี่ยาวมา แบ่งออกเป็นแสงกระบี่สามเส้น ให้
แยกกันกระจายเข้าไปในช่องโพรงลมปราณแห่งชีวิตสามแห่งแรกสุด
ที่บุกเบิกขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอกันครั้งแรกบนสะพานริมหน้าผา
ท่ามกลางค ่าคืนที่มีพายุหิมะหรือจะเป็นการพบเจอกันในภายหลัง
ความรู้สึกที่ป๋ายเจ๋อมอบให้ผู้อื่นก็คือเดินได้ช้ามาก คงเป็นเพราะ
แบกรับภาระไว้มากเกินไป จึงเป็นคนคิดมากและมีความกังวลอยู่
เสมอ
ย้อนกลับมามองอาเหลียง เขานำพา “ความงดงาม” น้อยใหญ่
ท่องไปในยุทธภพ ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถมอบความไว้วางใจ
ความเชื่อใจที่ใหญ่มากอย่างหนึ่งให้กับทุกคนที่อยู่ข้างกายได้เสมอ
ราวกับต้องการจะบอกว่า “วางใจเถอะ มีข้าอยู่ด้วย ฟ้าไม่ถล่มลงมา
หรอก’
ศิษย์พี่จั่วโย่วมองดูเป็นคนเคร่งขรึม คือวิญญูชนผู้เที่ยงตรงที่
เข้มงวดอย่างมาก จั่วโย่วชอบเอาจริงเอาจัง แต่ก็ไม่ได้มีอะไร แค่ว่า
“ตาไม่เห็นก็จะได้ไม่รกใจ”
เขาศึกษาเล่าเรียนก่อนแล้วค่อยฝึกกระบี่ เมื่อแต่ละด้านประสบ
ความสำเร็จแล้วก็จะไปพบเจอกับคนและเรื่องราวที่ไม่ถูกต้องของวัน
พรุ่งนี้
ป๋ายเจ๋อหยุดเดิน ทรุดตัวลงนั่งยอง ยื่นมือไปขยุ้มดินขึ้นมากำ
หนึ่ง พึมพำว่า “จะทำอย่างไรดี”
เพียงไม่นานเจิ้งจวีจงก็กลับมา โครงกระดูกของหวังจื้อถูกเขา
เก็บใส่ชายแขนเสื้อไปแล้ว ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นั่นสิ จะทำอย่างไรดี”
กวาดตามองรอบด้าน เปลี่ยวร้าง พูดให้ถูกก็คือเผ่าปีศาจ
ทั้งหมดที่อยู่ในหลายใต้หล้านี่ก็คือ “ทะเลสาบซูเจี่ยนแห่งหนึ่ง” ที่เป็น
ของป๋ายเจ๋อโดยเฉพาะ
เพราะสำหรับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างแล้ว ป๋ายเจ๋อก็เหมือนกู้
ซ่านแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนสำหรับเฉินผิงอัน
ก็เหมือนอย่างที่เจิ้งจวีจงพูดกับลูกศิษย์เป็นการส่วนตัว
“ทะเลสาบซูเจี่ยนไม่มีทางสังหารทะเลสาบซูเจี่ยนไปได้ตลอด
กาล
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ สายตามองตรงไป
ข้างหน้า เอ่ยเสียงเบาว่า “เห็นอาจารย์ป๋ายเจ๋อที่รู้สึกลำบากใจมาโดย
ตลอดก็มักจะคิดว่าวิถีทางโลกนี้ยังพอมีความหวัง”
ดูเหมือนว่าจะยังมีที่ว่างอีกมาก…ที่สามารถใช้เหตุผลได้
ป๋ายเจ๋อลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า เงียบงันไป
นานมาก ก่อนจะยกแขนขึ้น ใช้มือเช็ดใบหน้าตัวเอง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“ชมเกินไปแล้ว”
ต่อให้จะรู้จักตัวเองดี แต่คำพูดของเจิ้งจวีจงก่อนหน้านี้ก็ยังทิ่ม
แทงใจมากอยู่ดี
เพราะไม่ว่าเผ่าปีศาจจะมองคนที่มีโทษติดตัวอย่างตนเช่นไร
อย่างน้อยที่สุดยามที่เผชิญหน้ากัน พวกเขาก็ยังคงเรียกเขาว่า “นาย
ท่านป๋ายเจ๋อ” ต่อให้ชื่อเสียงของเขาจะไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ตาม
รอบคอบระมัดระวังวันแล้ววันเล่า ถึงท้ายที่สุดก็ยังเป็นแค่เศษสวะ
อ่อนแอ ทั้งไม่มีความฮึกเหิมเด็ดเดี่ยว มุ่งหน้าทำตามใจตนโดยไม่สน
คำทัดทานของใครได้อย่างปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารอย่างเจียง
เซ่อ แล้วก็ไม่อาจปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอด มุ่งหาแต่
ผลประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียวได้อย่างพวกกวานเซี่ยง จูเยี่ยน
มีทั้งคนชมและคนตำหนิเต็มไปหมด แต่คนสนิทที่รู้ใจมีสักกี่คน
ก็แค่จอมปราชญ์น้อยคนเดียวเท่านั้น
ป๋ายเจ๋อพลันเอ่ยว่า “เฉินผิงอัน เจ้ายังอายุน้อยมาก”
ทำเรื่องดีแล้วก็สามารถพักผ่อนได้ เป็นคนดีแล้วก็ต้องเป็นคนดี
ไปตลอดชีวิต เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย
เฉินผิงอันเงียบงัน
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “เวลานี้อาจารย์เฉินควรจะเรียกตัวเองว่า “ข้า
เชี่ยวชาญการบ่มเพาะพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล” ได้แล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ยหยอกล้อ “กำลังรอให้อาจารย์เจิ้งช่วยพูดประโยค
นี้อยู่นี่แหละ คำพูดดีๆ ไม่ควรพูดเอง หาไม่แล้วจะดูเป็นคนหน้าหนา
เกินไป”
ป๋ายเจ๋อรู้สึกอิจฉาในความ…ผ่อนคลายของพวกเขา
คงเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคนต่างก็เป็นคนที่ทำอะไรก็ล้วนถาม
ใจตัวเองแล้วไม่ละอายกระมัง
ในที่สุดหลี่เซิ่งก็มา
ป๋ายเจ๋อโล่งอก
แต่เจิ้งจวีจงกลับไม่เห็นเป็นสำคัญแต่อย่างใด
หลี่เซิ่งกล่าว “ต่อให้ต้องขึ้นเวทีประลอง เจ้าก็ควรจะเป็นคนลง
สนามคนสุดท้าย รับหน้าที่ปิดฉาก”
เฉินผิงอันอธิบายว่า “อันที่จริงใช่ว่าข้าจะไร้โอกาสชนะเอา
เสียเลย”
หลี่เซิ่งกล่าว “ต่อสู้กับโจวมี่ เจ้าเป็นคนนำ ทำสงครามกับเปลี่ยว
ร้าง เจ้าก็คอยคุมอยู่ด้านหลัง นี่เรียกว่ามีเริ่มแล้วก็มีจบ”
ป๋ายเจ๋อยิ้มบางๆ “จอมปราชญ์น้อยอ่านตำรามามาก เชื่อฟังเขา
ย่อมไม่ผิดเป็นแน่”
หลี่เซิ่งกล่าว “จะได้เจอกันในสนามรบหรือเจอกันบนเวทีประลอง
ก็เรียกเฝ่ยหรานมาก่อน พวกเราค่อยมาปรึกษากันอีกที”
ป๋ายเจ๋อหันไปมองเจิ้งจวีจง “อาจารย์เจิ้งว่าอย่างไร?”
เจิ้งจวีจงยิ้มกล่าว “คนที่เป็นดั่งกาวประสานย่อมไม่มีคุณสมบัติ
พูดคำว่าไม่”
หลี่เซิ่งเอ่ยอย่างเฉยเมย “กลัวก็แต่ว่าใต้หล้าจะไม่วุ่นวายมาก
พอ”
เจิ้งจวีจงกล่าว “สถานการณ์ใหญ่อันดีงามปรากฏมาเพียงวูบ
เดียวก็ผ่านไป หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกก็จะกลายเป็นน ้าตาย
บ่อหนึ่งจริงๆ แล้ว ในอนาคตอีกหมื่นปี ต่อให้ไม่มีซากปรักสรวง
สวรรค์และโจวมี่อยู่เหนือหัว คาดว่าโลกมนุษย์ก็จะยังคงเป็นหมื่นปีใน
อดีต หรืออาจถึงขั้นแย่ยิ่งกว่านั้น”
หลี่เซิ่งมองเฉินผิงอัน เอ่ยว่า “เรื่องทางนี้เจ้าไม่ต้องสนแล้ว ถือ
โอกาสไปพบอาจารย์ลู่สักหน่อยดีไหม?”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง แล้วก็เพิ่งจะคืนสติคิดได้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงลู่
เฉิน
หลี่เซิ่งยิ้มเอ่ย “ลังเลตัดใจก้าวออกไปไม่ได้ เพราะกลัวว่าข้าจะ
แย่งชิงความมีหน้ามีตาของเจ้าหรือ?”
เฉินผิงอันหันหน้าไปพูดกับทุกคนของภูเขาลั่วพั่วสองสามคำ
ถอนสายตากลับมาแล้วก็เอ่ยว่า “รบกวนหลี่เซิ่งแล้ว”
หลีเชิงพยักหน้า
ไปพบลู่เฉิน
บนพื้นดินที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มีกายธรรมใหญ่โตโอฬาร
ร่างหนึ่งที่ค ้าฟ้ายันดิน แต่กลับกักตัวเองให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ
พื้นที่แถบนี้มหัศจรรย์อย่างยิ่ง กว้างขวางจนราวกับโลกมนุษย์
เหลือเพียง เจ้าและข้าสองคนเท่านั้น
ใบหน้าของนักพรตพร่าเลือน มองไม่เห็นอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้า
กลับเหมือนภาพปลาหยินหยางที่ว่ายวนเป็นวงจรไม่หยุดนิ่งมากกว่า
แม้ว่าทุกหนทุกแห่งในชีวิตคนล้วนเป็นทะเลสาบซูเจี่ยน
ทว่านับแต่โบราณมาเด็กหนุ่มย่อมมองเห็นเด็กหนุ่มด้วยกันเอง
ลู่เฉินเปิดปากพูดก่อน ในเสียงที่ดังกึกก้องราวอสนีบาตคล้ายมี
รอยยิ้มของสหายเก่าที่ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งแฝงอยู่ลางๆ
“พูดคุยรำลึกความหลังกันได้ ไม่จำเป็นต้องช่วยคน”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่มีคนนอกอยู่ด้วยเสียหน่อย
แสร้งทำเป็นวีรบุรุษเป็นลูกผู้ชายไปทำไม”
ลู่เฉินยิ้มเอ่ย “เมื่อช่วยผินเต้าให้หลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว
ผินเต้าก็จะไปควบคุมสถานการณ์ใหญ่ที่ป๋ายอวี้จิง ถึงเวลานั้นเจ้าจะ
ยังถามกระบี่กับป่ายอวี้จึงอย่างสาแก่ใจได้อย่างไร? อย่าเป็นคน
ธรรมดาที่สร้างความวุ่นวายให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น ไม่สู้พูดคุยเรื่อง
ของบ้านเกิดสองสามประโยค ถึงอย่างไรก็ดีกว่าการพบเจอกันบน
ทางแคบในอนาคต ต้องน ้าหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย”
เฉินผิงอันกล่าว “หากสมมติว่าเวทคาถาที่เป็นคำอุปมาซ่อน
ความหมายของลู่เฉินจะทำให้ใต้หล้าแตกแยก”
ลู่เฉินเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายจึงรับคำว่า “หากมองในแง่
ร้าย คิดว่าอย่างไรก็ต้องแตกสลายเป็นชิ้นๆ รากฐานและปลายเหตุยิ่ง
เดินก็ยิ่งห่างไกล อย่างลู่เฉิน โจวจื่อ ก็คือคนประเภทนี้”
“หากมองในแง่ดี รู้สึกว่าโลกยุคหลังยังสามารถย้อนทวนไปถึง
ต้นกำเนิด หรือไม่ก็เส้นทางต่างแต่จุดหมายเดียวกัน อย่างเช่นฉีจิ้ง
ชุนแห่งถ ้าสวรรค์หลีจู เฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิงก็คือคนประเภทนี้”
“ผู้ที่อยู่ตรงกลางคอยประนีประนอม ชุยฉาน อวี่โต้ว เจิ้งจวีจง
ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนใช่”
“ใครก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป แต่หากขาดใครไปก็ต้องไม่ถูกต้อง
อย่างแน่นอน”
ลู่เฉินยิ้มอย่างสง่างาม “คงเป็นเพราะข้ามองเรื่องราวผู้คนและ
วิถีทางโลกทะลุปรุโปร่งเกินไป จึงทำใจไปสืบเสาะใจคนต่ออีกไม่ได้”
นักพรตเงยหน้ามองฟ้า “เหมือนมนุษย์ธรรมดามองดวงอาทิตย์ที่
เมื่อจ้องเพ่งนานเข้าก็ง่ายที่จะทำให้คนน ้าตาไหล”
นักพรตใช้มือข้างหนึ่งบังใบหน้า ยื่นมือไปคลำความมืดมิดที่มืด
จนมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า พึมพำกับตัวเองว่า “พอฟ้ามืดลงก็จะมองเห็น
สิ่งที่สว่างเจิดจ้ามากเป็นพิเศษ แผดเผาดวงตา”
นักพรตวางมือลง กวาดตามองไปรอบด้าน “โลกมนุษย์ฟ้าดินที่
ยิ่งใหญ่ “ใจคน” นั้นสว่างพร่างพราวถึงเพียงใด”
นักพรตหัวเราะหึ “กายข้าล่องลอยไร้ที่พึ่ง ขึ้นลงแสวงหาไปทั่ว
ดื่มสุราเหล้าขุ่นเพียงหนึ่งจอก”
เรื่องราวนอกจอกเหล้าอย่าหวังว่าจะคิดให้มาก คลื่นลมยังไม่
สงบ แต่ใจกลับสงบก่อน
เหล้าล่ะ
“นักพรต” ผู้นั้นพลันเดือดดาลอย่างหนัก จ้องเขม็งไปที่เฉินผิง
อัน “ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ! ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติหรือมิได้ยึดถือหนทางนี้
แต่กลับสวมเครื่องแต่งกายนี้ ถือว่ามีความผิดต้องประหาร!”
เฉินผิงอันเท้าคางด้วยมือข้างเดียว กระตุกมุมปาก ไม่ปกปิดสี
หน้าเย้ยหยันของตัวเองแม้แต่น้อย ปล่อยให้ “นักพรต” ที่ถูกเทวบุตร
มารนอกโลกยึดครองจิตใจข่มขู่
ก็แค่นี้
ฟ้าดินเงียบเหงา นักพรตเอ่ยอย่างเสียใจว่า “มีเพียงบุรุษผู้เดียว
ยืนสง่างามในภูษาของนักปราชญ์ ถูกไต่ถามเรื่องบ้านเมือง แม้
เรื่องราวจะผันแปรนับพันนับหมื่นก็ยังมีถ้อยคำให้เอ่ยไม่หมดสิ้น”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ลู่เฉินกลับมาควบคุมร่างนั้นได้อีกครั้ง
“ใต้หล้านี้ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา อย่าอยู่ที่นี่นานนัก”
ลู่เฉินเห็นไอ้หมอนั่นไม่มีความเคลื่อนไหว ก็เอ่ยอย่างขันๆ ปน
ฉุนว่า “อย่าอวดเก่งพยายามจะกิน “พวกมัน” แทนผินเต้า การดื่มยา
พิษดับกระหายที่ผิดทำนองคลองธรรมอย่างใหญ่หลวงนี้ มีแต่จะได้ไม่
คุ้มเสีย”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “คราวหน้าที่เจอกันจะต้องเอาเหล้า
มาด้วยแน่นอน”
ลู่เฉินหัวเราะเสียงดัง “ผู้ดื่มย่อมไร้พ่าย ขอท่านอย่าได้สงสัย!”