กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 39.1 อิ่นกวานพบอิ่นกวาน
ยามดึกผู้คนเงียบสงบ ยามที่ซ่งอวิ๋นเจียนเดินเล่นอยู่ในจวน
ราชครูก็ได้เจอกับหรงอวี๋ที่จิตใจไม่สงบเช่นเดียวกัน ก็เลยมายืนมอง
ภาพแผนที่ของเปลี่ยวร้างตรงหลังคาเหลี่ยมเปิดอ้าด้วยกัน รอคอยให้
ราชครูกลับมาเงียบๆ เงยหน้ามองก็เห็นหอมากสมบัติที่เพิ่งสร้างใหม่
เสาคานแกะสลักลวดลายงดงาม คล้ายกับสาวงามใต้แสงจันทร์ที่อยู่
ในม้วนภาพวาดภูเขาสายน ้าสีทองปนเขียวมรกต ตรงชั้นบนสุดมี
แสงเรื่องแรงแผ่ลอดออกมาจากกรอบหน้าต่างที่นั่นวางอุปกรณ์
บวงสรวงเก่าแก่กองหนึ่งที่ราชครูได้มาจากหมอผีใหญ่ รูปลักษณ์
โบราณเรียบง่าย ให้ความรู้สึกหยาบกระด้าง ไม่ประณีติเหมือนสมบัติ
อาคมของโลกยุคหลัง
พวกเขาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในเมืองหลวงกันไปเรื่อยเปื่อย ถึง
อย่างไรก็ยังรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บ้านเมืองไม่อาจขาด
ผู้ปกครองได้แม้แต่วันเดียว ราชสำนักต้าหลีก็ไม่อาจขาดราชครูนั่ง
บัญชาการณ์ได้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้มีดวงจันทร์สุกสกาวดวงหนึ่งโผล่มาจากความว่าง
เปล่าแล้วค่อยๆ ลอยขึ้นสูง ผู้ฝึกตนต่างก็สัมผัสได้ถึงริ้วคลื่น
กระเพื่อมที่ชัดแผ่ขึ้นมาในโลกมนุษย์ของไพศาลซึ่งเป็นปราณแห่ง
มรรคาที่ยิ่งใหญ่ทรงพลัง แม้จะบอกว่าเค้าโครงของดวงจันทร์นั้นจาง
หายไปอย่างรวดเร็ว แต่ภาพเหตุการณ์ผิดปกติเช่นนี้ก็ยังทำให้คน
รู้สึกตะลึงระคนสงสัยได้มากอยู่ดี ไม่รู้จริงๆ ว่าโลกมนุษย์เกิดเรื่อง
ใหญ่ร้ายแรงอะไรขึ้นอีก
ซ่งอวิ๋นเจียนพลันเอ่ยว่า “กลับมาแล้ว”
ระเบียงฝั่งตรงข้าม นอกจากคู่ศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงอย่างเผยเฉีย
นและกวอจู๋จิ่วแล้ว ก็ยังมีเซียนกระบี่หญิงจู๋ซู่ รวมไปถึงสิบสองคนของ
แผนภูมิดินซึ่งมีโจวไห่จิ้งเป็นหนึ่งในนั้นพวกเขาต่างก็พากันปรากฏ
ตัว
เห็นคนกลุ่มใหญ่โผล่มา ซ่งอวิ๋นเจียนก็รู้สึกโล่งใจ แต่
ขณะเดียวกันเขากลับไม่เห็นเงาร่างของราชครูจึงรีบร้อนถามว่า
“ท่านราชครูล่ะ?”
เซี่ยโก๋วยิ้มกว้าง “จอมปราชญ์น้อยโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง
พวกเราก็ถูกจับโยนกลับมา เจ้าขุนเขาต้องไปพบลู่เฉิน ก่อนจะจาก
กัน เขาบอกกับพวกเราว่าไม่ต้องเป็นห่วง”
เผยเฉียนพยักหน้า “อาจารย์พ่อจะต้องไม่ขาดการประชุมเช้า
ของวันพรุ่งนี้แน่นอน”
เซี่ยโก่วเงยหน้ามองไปยังยอดบนสุดของหอมากสมบัติ หันไปถู
มือพูดประจบใส่หรงอวี๋ว่า “พี่หญิงหรงอวี๋ ข้าอยากเข้าไปในหอมาก
สมบัติ เดินทางไกลครั้งนี้ถือว่าไม่ได้ไปเสียเที่ยว ในที่สุดข้าก็รู้
วิธีการใช้งานสมบัติพวกนั้นอย่างแท้จริงแล้ว ต้องรายงานตัวเมื่อจะ
เข้าไป ตรวจค้นเมื่อออกจากประตู ป้องกันไม่ให้หยิบอะไรออกไปโดย
ไม่ได้รับอนุญาตหรือ?
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “หอแห่งนี้คือสมบัติส่วนตัวของราชครู แม่นางเซี่ย
คือผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง ย่อมไม่จำเป็นต้องจดลงบันทึก”
เซี่ยโก่วโบกมือ หัวเราะฮ่าๆ “อันดับหนึ่งไม่อันดับหนึ่งอะไรกัน
ล้วนเป็นคนที่เจ้าขุนเขาเชื่อใจ เพื่อนร่วมงานชมเกินไปแล้ว”
ต่อให้พวกหยวนฮว่าจิ้งจะออกห่างมาจากสนามรบแห่งนั้นแล้ว
อารมณ์ก็ยังคงกระเพื่อมสะเทือนไม่หยุด
หันโจ้วจิ่นอดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “เกือบจะได้เห็น
ความเป็นความตายนับไม่ถ้วนแล้ว”
เณรน้อยพนมสองมือ ท่องภาษาธรรม
ลู่ฮุยเอ่ยกว่า “กองทัพม้าเหล็กของเฉิงกวานไม่ธรรมดาเลย
จริงๆ”
โจวไห่จิ้งยิ้มตาหยีถามว่า “ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นก็คือฮ่องเต้เฉิง
กวานหรือ?”
ก่ายเยี่ยนมองค้อนใส่ สตรีผู้นี้ชอบทำท่าเหมือนอยากจะแต่งงาน
กับฮ่องเต้อยู่ตลอดเลย
ซ่งซวี่พยักหน้า “แน่นอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สองตนข้างกายเขา เห็น
ได้ชัดว่าต่างก็เกิดจากการจำแลงชะตาบุ๋นชะตาบู๊ของราชสำนักเฉิง
กวาน”
หยวนฮว่าจิ้งถาม “คันฉ่องหยุดวารีบานนั้น?”
ขู่โส่วเอ่ย “ปัญหาไม่ใหญ่”
เซี่ยโก่วขึ้นไปด้านบนของหอ จ้องมองข้าวของที่เอาไว้ใช้ในพิธี
เซ่นไหว้บวงสรวงยุคโบราณ พวกมันทั้งสามารถแบกรับบุญกุศล แล้ว
ก็สามารถงัดข้อกับแม่น ้าแห่งกาลเวลาได้ของโบราณเอามาใช้ใหม่ มี
ความมหัศจรรย์จนเกินจะบรรยาย
เรือข้ามฟากขุนเขาของราชสำนักต้าหลีจะยิ่งใหญ่องอาจมาก
ขึ้นแล้ว
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยกสองมือเท้าเอว “ฮ่า ศัตรูทำได้ข้าก็
ทำได้เหมือนกัน”
ไม่สู้ขอตำแหน่งขุนนางผู้กำกับดูแลเรือข้ามฟากที่แต่งตั้ง
ชั่วคราวมาจากเจ้าขุนเขาดีไหมนะ? ทักษะเยอะก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทับ
ตัวตาย หมวกขุนนางก็เหมือนกัน ยิ่งมากก็ยิ่งมีประโยชน์นี่นา
……
บนที่ราบแห้งแล้งกันดารที่ไม่มีผู้คนอาศัย ชายร่างผอมคนหนึ่ง
สวมงอบไม้ไผ่ พกกระบี่ไม้ไผ่ไว้ตรงเอวยื่นมือมาป้องเหนือคิ้ว เห็น
เพียงพื้นดินที่เหมือนโต๊ะตัวหนึ่ง ดวงตะวันสีแดงที่ลอยอยู่กลาง
อากาศกับเทือกเขาสีแดงสดทอดขวางเหมือนฉากบังตาที่ฝัง
เลื่อมอัญมณีนับร้อย บุรุษมองไปยังทิศไกล พอจะมองเห็นควันจาก
การปรุงอาหารได้อย่างเลือนราง เข้าจับประคองงอบเอง ปรายตามอง
ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งแล้วก็เดินก้าวไปข้างหน้าของตัว
เพียงไม่นานจากตำแหน่งนั้นก็มีผู้เฒ่าชุดเหลืองที่มีกลิ่นอาย
เซียนล่องลอยคนหนึ่งเดินออกมา ก้มหัวคารวะอยู่ไกลๆ ใช้
ภาษากลางของไพศาลที่สำเนียงถูกต้องยิ้มถามว่า “สหายเฉิน ขอ
เดินร่วมทางไปด้วยสักครู่ได้หรือไม่”
บุรุษสวมงอบเงียบไม่ตอบ หยุดเดิน เพียงแค่ยื่นมือไปกดด้าม
กระบี่ตรงเอวเอาไว้
เดินร่วมทางไปด้วยสักครู่? ทำได้จริง แต่ว่าผ่านครู่หนึ่งไปแล้ว
เกรงว่าคงต้องแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน มืดและสว่างอยู่คนละ
เส้นทางแล้ว
นักพรตเฒ่าหนังตากระตุกเล็กน้อย รักษาระยะห่างจากอีกฝ่าย
เอาไว้ตลอด เดินไปบนที่ราบที่มีแต่กรวดแห้งแล้ง เม็ดทรายใต้ฝ่าเท้า
ส่งเสียงดังกรอบแกรบ พูดเข้าประเด็นโดยตรงว่า “สหายเฉิน ทางฝั่ง
ของเปลี่ยวร้างพวกเรา นอกจากสหายป๋ายเจ๋อแล้วก็ยังมีคู่รักอย่าง
เฝ่ยหรานและกุ่ยเค่อที่จะเข้าร่วมการประชุม ส่วนทางฝั่งใต้หล้า
ไพศาลของพวกเจ้าก็มีหลี่เซิ่งและหลิวเสี่ยง”
เฉินผิงอันถามด้วยภาษากลางของเปลี่ยวร้าง “พบร่องรอยของ
ข้าได้อย่างไร?”
เหยียนซือยิ้มเอ่ย “บอกตามตรง อาศัยดวงล้วนๆ”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็โชคไม่ค่อยดีเท่าไร”
ก่อนหน้านี้เหยียนซือเป็นฝ่ายลงสนามรบด้วยตัวเอง ถือเป็น
บุคคลยิ่งใหญ่คนที่สองของเปลี่ยวร้างตามหลังป๋ายเจ๋อที่ป่าวประกาศ
ว่าจะขึ้นเวทีประลอง มองดูเหมือนเป็นฝ่ายสนับสนุนการสู้รบอย่างไม่
ต้องสงสัย
เหยียนซือหัวเราะเสียงดัง “ข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองโชคไม่เลว นี่คือ
วันฤกษ์งามยามดี”
หากคุยกันสำเร็จ ต่างคนต่างก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ท่านส่ง
กระบี่ ข้ามอบศีรษะไปให้ให้
น่าเสียดายที่บนโลกใบนี้ไม่มีซากปรักของกำแพงเมืองปราณ
กระบี่อีกต่อไปแล้ว เรื่องที่ผู้ฝึกกระบี่สังหารปีศาจใหญ่แล้วได้แกะสลัก
ตัวอักษรก็กลายเป็นปฏิทินเหลืองตามไปด้วย
เฉินผิงอันกล่าว “ยอมเอาหัวมาส่งไกลหมื่นลี้อย่างไม่เสียดาย
เรียกได้ว่ามีน ้าใจและความรักความผูกพันอย่างลึกซึ้ง หากเผ่าปีศาจ
แห่งเปลี่ยวร้างเข้าใจเหตุผลและรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราได้อย่างเจ้า
ก็ดีน่ะสิ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเคยพูดเรื่องใช้กระบี่ช่วยให้เหยียนซือหลุดพ้น
จริง เพียงแต่ว่าเหยียนซือเป็นฝ่ายพาตัวมาส่งถึงที่เองแบบนี้ทำให้เขา
รู้สึกถึงความผิดปกติ ระมัดระวังขับเรือได้นานหมื่นปี แล้วนับประสา
อะไรกับที่ตอนนี้ยังอยู่ในเปลี่ยวร้างด้วย
เหยียนซือสะอึกอึ้ง เห็นอิ่นกวานไม่มีท่าทีจะพูดก็ได้แต่หาเรื่อง
มาชวนคุย “ก่อนจะมาที่นี่ ข้าไม่เข้าใจเอาเสียเลย ไม่กล้าเชื่อว่าบน
โลกนี้จะมีวีรบุรุษที่ไร้ความเห็นแก่ตัวอย่างสหายอยู่จริงๆ โชคดีที่มี
ยอดฝีมือแพร่งพรายความลับสวรรค์ ช่วยไขข้อข้องใจให้กับข้า เขา
บอกว่าเทพเจ้าที่ไม่อาจยอมให้มีความผิดพลาดใดๆ กลับมีแนวโน้ม
ที่จะทำลายตนเองอย่างรุนแรง ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่แสวงหา
ความเป็นอมตะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่ว่า “ความเป็นตัวเอง” ของบางคนจะเบา
บางเกินไป หรือว่าความเป็นตัวเอง” แข็งแกร่งเกินไป อันที่จริงล้วนไม่
ดีทั้งนั้น”
เหยียนซือลูบหนวดยิ้ม “ผู้ที่ใช้กำลังพิสูจน์มรรคา ก็เหมือนคน
ถือขวานฟันเปิดภูเขา ผู้ที่เอ่ยถ้อยคำลึกซึ้งแต่ไร้แก่นสาร ก็เหมือน
ใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน ้า”
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่เหมือนคำพูดที่ผู้แข็งแกร่งของเปลี่ยวร้างจะ
พูดเลยนะ”
จู่ๆ เหยียนซือก็ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง “ดูเหมือนว่าชีวิต
มนุษย์จะมีทัศนียภาพมากมายเหลือเกินที่เดินผ่านแต่ก็คลาดไปอยู่
เสมอ”
เฉินผิงอันยกมือขึ้นคีบงอบไม้ไผ่ เอ่ยว่า “แม้ว่าพวกเราไม่อาจ
ตัดสินใจได้ว่าจะพบเจออะไรบ้าง แต่ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าตัวเอง
จะจดจำอะไรได้บ้าง”
เหยียนซือพยักหน้าเอ่ยชื่นชม อยู่ในเปลี่ยวร้าง ผู้เฒ่าไม่ได้พูด
เรื่องนอกประเด็นเหล่านี้กับสหายมานานมากแล้ว
พวกศิษย์ลูกศิษย์หลานจ้องมอง “บรรพจารย์” ของพวกเขา ผู้
ฝึกตนนอกภูเขามีแผนการนับพัน อยากจะมาขอ “ยันต์” มหัศจรรย์
หลากหลายชนิด ตลอดทั้งใต้หล้าเปลี่ยวร้างต่างก็จับจ้องมองว่า “บิน
ทะยาน” ของเขาจะกลายเป็น “สิบสี่” เมื่อไหร่
จำได้ว่าคราวก่อนที่ถกมรรคา ก็น่าจะเป็นครั้งที่โจวมี่มหาสมุทร
ความรู้ซึ่งพยายามจะสร้างเปลี่ยวร้างขึ้นมาอีกครั้งเป็นฝ่ายมาเยี่ยม
เยือนที่ตำหนักอวี้ฝู
เกียรติยศและความรุ่งโรจน์อันยาวนานล้วนถูกสายฝนและสาย
ลมพัดพาเลือนหายไปสิ้น
เฉินผิงอันถามชวนคุยว่า “ขอถามผู้อาวุโส ทางฝั่งของเปลี่ยว
ร้าง ช่วงนี้มีผู้ฝึกตนอายุน้อยที่พรสวรรค์โดดเด่นน่าตะลึง เพียงแต่ว่า
ตอนนี้ชื่อเสียงยังไม่โดดเด่น ทว่าในอนาคตจะต้องช่วงชิงชื่อเสียง
ยิ่งใหญ่มาได้แน่นอนปรากฏตัวบ้างหรือไม่?”
เหยียนซือกึ่งยิ้มกิ่งบึง
อิ่นกวานหนุ่มที่ความคิดจิตใจเชื่อมโยงกับความเป็นความตาย
ของใต้หล้าผู้นี้กำลังถามถึงลูกรักแห่งสวรรค์ของเปลี่ยวร้างที่ถือ
กำเนิดจากหายนะอย่างนั้นหรือ? คิดอยากจะ “หาม้าตามลายแทง”
หาตัวของอีกฝ่ายให้พบแล้วสังหารแต่เนิ่นๆ หลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่าย
เติบโตจนกลายมาเป็นภัยแฝงใหญ่ได้?
แน่นอนว่าเหยียนซือย่อมไม่ตอบ แค่ถามอย่างใคร่รู้ว่า “สหาย
เฉินเดินทางอยู่ในใต้หล้าเพียงลำพัง ต้องการสิ่งใด?”
หนึ่งประโยคสองความหมาย
เฉินผิงอันเอ่ย “ตกปลา ได้ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ จะกลับไปมือเปล่า
ย่อมไม่ได้”
เหยียนซือหยุดเดิน ยิ้มเอ่ย “ข้าก็งับเบ็ดแล้วไม่ใช่หรือ? ส่วนจะ
สามารถลากขึ้นฝั่งได้หรือไม่ เกรงว่าต้องดูพลังตบะของอิ่นกวานแล้ว
ว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย?”
เฉินผิงอันหยุดเดิน เหยียนซือก็หยุดตาม ต่างฝ่ายต่างผินตัว
เบี่ยงข้างมองสบตากัน ดูเหมือนว่าจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดถึง
เจ้าอารามผู้เฒ่าแล้ว
อาศัยวิชาลับไม่แพร่งพรายมาพบอิ่นกวานที่นี่ ผู้เฒ่าต้องการ
ยืนยันให้แน่ใจในเรื่องหนึ่ง ได้ยินมานานแล้วว่าเขาถูกชะตากับ
อารามเต๋ตงไห่อย่างมาก ทุกวันนี้ยังมีป๋ายจิ่งมา คอยช่วยเหลือ คิดดู
แล้วก็น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ตื้นเขินกับเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียว
เรื่องของการแก้ปัญหา ไม่ได้บอกว่าจะต้องยื่นคอรอให้ผู้ฝึก
กระบี่มาตัด
ผู้บรรลุมรรคาคิดอยากจะละสังขารให้สำเร็จ ไหนเลยจะมีเรื่องดีที่
ง่ายดายขนาดนี้
ยิ่งขอบเขตสูงก็ยิ่งรับมือได้ยาก เป็นเหตุให้รบตายบนเวที
ประลอง นั่นต่างหากจึงจะเป็นผลลัพธ์ที่สาแก่ใจมากที่สุด
ในความมืดมิดที่มองไม่เห็น นักพรตเฒ่ามีสำนึกรู้ด้วยตัวเองว่า
หากรบตายไปอย่างกล้าหาญและมีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สามารถตายด้วยน ้ามือของฉีถึงจี้ นอกจากจะละสังขารด้วยคมกระบี่
ได้แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีโชควาสนาอีกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมา
เรื่องราวทั้งหลายที่ผ่านมาเปรียบเสมือนตายไปแล้วเมื่อวาน ส่วน
สิ่งที่จะมาถึงต่อจากนี้ เปรียบเสมือนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในวันนี้
ผู้เฒ่ามองสีท้องฟ้า ถูกสวรรค์หล่อหลอมขัดเกลาอยู่ในเตาแห่ง
ชะตา ช่างทุกข์นักต้องมาแย่งชิงแพ้ชนะกันอยู่บนเวทีหุ่นเชิด ช่างน่า
เศร้าเหลือเกิน
บทพิเศษ ตอนที่ 39.2 อิ่นกวานพบอิ่นกวาน
อันที่จริงสิ่งที่เฉินผิงอันรออย่างแท้จริงยังคงเป็นการมาเองโดย
ไม่ได้รับเชิญของโจวจื่อหรือไม่ก็เป็นการมาดักรออยู่ข้างทางที่อีก
ฝ่ายถนัดที่สุด
ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะปลาตัวใหญ่หรือตัวเล็กก็ล้วนเป็นผลเก็บเกี่ยว
ทั้งนั้น
และในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะต่อสู้กันนั้นเอง บนเส้นทางเบื้อง
หน้าก็มีคนผู้หนึ่งที่สะดุดตาอย่างถึงที่สุดเดินเตร็ดเตร่มา
คล้ายกับน ้าหมึกหยดหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว คือแม่
นางน้อยมัดแกละถักเปีย สวมชุดคลุมยาวสีหมึก นางกำลังบิดหมุน
ข้อมือ ดวงตาฉายประกายร้อนแรง
อิ่นกวานสองรุ่นมาพบเจอกัน
เหยียนซือยิ้มอธิบายให้เฉินผิงอันฟังว่า “ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ นี่ไม่
เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
เซียวสวิ้นไม่สนใจผู้นำสายยันต์ของเปลี่ยวร้างคนนี้เลยสักนิด
นางแค่จ้องเขม็งไปที่เฉินผิงอัน ถามว่า “ใต้หล้าไพศาลดีขนาดนั้น
จริงๆ หรือ?”
เปลี่ยนคำพูดใหม่ก็คือมีค่ามากพอให้เจ้าต้องทุ่มชีวิตให้ขนาดนี้
เลยหรือ?
เฉินผิงอันหรี่ตา “บางทีอาจไม่ได้ดีสักเท่าไร แต่ต้องดีกว่าที่เจ้า
คิดไว้แน่นอน”
เซียวสวิ้นยิ้มกว้าง “เกลียดข้าไหม? ต้องเกลียดแน่ล่ะ ข้าก็แค่
อยากรู้ว่าเกลียดมากแค่ไหน?”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือส่วนตัวก็ล้วนต้องมีความแค้น
เคืองไม่พอใจ ทั้งทรยศออกจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ ทั้งลอบ
โจมตีศิษย์พี่จั่วโย่วบนสนามรบ
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน ้าเสียงเฉยเมย “ไม่ถึงกับเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่
ร่วมฟ้า แต่มากพอจะทำให้ข้าเจอเจ้าแล้วไม่ยอม “คลาดกัน”
เซียวสวิ้นเอียงหัว เอ่ยอย่างมึนงง “หมายความว่าอะไร”
เฉินผิงอันคร้านจะอธิบายอะไร
เหยียนซือพูดกลั้วหัวเราะ “หากไม่ได้เข้าใจผิด ความหมายของ
เฉินอิ่นกวานก็คืออยากจะต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับสหายเซียวสวิ้นสัก
ที”
เซียวสวิ้นร้องอ้อ แล้วยกนิ้วโป้งให้กับนักพรตเฒ่า “ตาเฒ่าอวิ่น
เชิน ความรู้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน นับถือ นับถือ”
จากนั้นนางก็ค่อยๆ คว ่านิ้วโป้งลง
“เหยียนซือ” ถูกหมัดของนางต่อยให้ร่างระเบิดในชั่วพริบตา
น่าเสียดายที่เป็นแค่ยันต์แทนตัว เป็นตัวปลอมสวมรอยตัวจริง
เท่านั้น
เซียวสวิ้นเบ้ปาก สะบัดแขนสองสามที เอ่ยเย้ยหยันว่า “ไอ้แก่
หนังเหนียวที่แกล้งทำเป็นเทพเป็นผีหลอกคน”
ระหว่างยอดเขาของเทือกเขาสีแดงสดที่ห่างไปไกล โช่วเฉินที่
สะพายกล่องกระบี่กับหลิวป๋ายศิษย์น้องหญิงที่สวมหมวกคลุมหน้ายืน
นิ่งมองมายังเส้นทางดินทรายเหลืองด้วยกัน
ใต้โซ่วเฉินเหนืออิ่นกวานบนสนามรบของกำแพงเมืองปราณ
กระบี่ในอดีต คือคำกลาวที่มีน ้าหนักอย่างมาก
เหมือนกับเฉาชุดขาวเฉินชุดเขียวบนวิถีวรยุทธในใต้หล้า
ไพศาล
ล้วนเป็นยศตำแหน่งและชื่อเสียงที่ได้มาจากการต่อสู้อย่าง
ยากลำบากทั้งสิ้น
นาทีถัดมา เซียวสวิ้นก็เสียวสันหลังวาบ โช่วเฉินและหลิวป๋าย
เห็นเพียงว่าชุดเขียวพลิ้วไสวนั้นได้ตั้งกระบวนท่าหมัดชี้ตรงไปที่ท้าย
ทอยของเซียวสวิ้น
เนื่องจากความสูงของสองฝ่ายต่างกัน จึงไม่อาจต่อยทะลุหัวใจ
ด้านหลังของเซียวสวิ้นได้ ดูจากท่าทางคงจะใช้หมัดปลิดหัวนางทิ้ง
เป็นแน่
ตบะของหลิวป๋ายค่อนข้างอ่อนด้อย ดวงตาของนางจึงมีเลือดซึม
ออกมาทันที เป็นเหตุให้จำต้องเบี่ยงหน้าไปทางอื่น เรือนกายของโช่ว
เฉินแข็งแกร่งจึงยังยืนมองเหตุการณ์ทางฝั่งนั้นได้ต่อ
เซียวสวิ้นกลับไม่หลบเลี่ยง ไม่เพียงแต่ไม่หลบประกายเฉียบคม
กลับกันนางยังผงกศีรษะไปด้านหลังเต็มแรง เอาหัวรับหมัด
พริบตานั้นทรายเหลืองก็คลุ้งทั่วแผ่นฟ้า ฝุ่นตลบอบอวล
มองเห็นเหมือนสิ่งมีชีวิตร่างใหญ่โตมโหฬารนอนขดอยู่บนพื้นได้
อย่างเลือนราง
รอกระทั่งฝุ่นร่วงลงแล้ว เซียวสวิ้นก็กลับคืนมามีร่างกายเป็น
มนุษย์อีกครั้ง ยื่นมืออ้อมไปด้านหลังท้ายทอย นอกจากเลือดสดแล้ว
ก็ยังมีไขสมองด้วย
พื้นดินด้านหลังเซียวสวิ้นเหมือนมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่โค่นอยู่
กับพื้น กิ่งไม้ระเกะระกะนับไม่ถ้วน
นี่แสดงให้เห็นถึงพละกำลังของหมัดนี้ได้เป็นอย่างดี
หลิวป๋ายหันกลับมามองสนามรบเต็มตาอีกครั้งด้วยความอกสั่น
ขวัญผวา
สีหน้าของโช่วเฉินหนักอึ้ง ก่อนจะมาเซียวสวิ้นก็บอกกับพวก
เขาว่าอย่ายุ่งเรื่องผู้อื่นหาไม่แล้วก็อย่ามาโทษหากนางจะแตกหักกับ
พวกเขา
เซียวสวิ้นไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด นางสะบัดเศษของเหลวสกปรก
บนมือทิ้งลงไปบนพื้น “คิดไม่ถึงสินะว่าผู้ฝึกกระบี่ที่สังหารเผ่าปีศาจ
เยอะที่สุดของกำแพงเมืองปราณกระบี่พวกเจ้าจะเป็นเผ่าปีศาจ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “คิดไม่ถึงจริงๆ”
เซียวสวิ้นกล่าว “วันนี้ก็แค่มาทักทายกับเจ้าต่อหน้าเท่านั้น ข้าจะ
รอให้เจ้าไปแก้แค้นอยู่ในเปลี่ยวร้าง”
เฉินผิงอันกล่าว “พวกเรารู้แค่ว่าผู้ฝึกกระบี่ที่ฆ่าปีศาจเยอะที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ชื่อว่าเซียวสวิ้น”
จับประคองงอบที่สานด้วยไม้ไผ่บนศีรษะ ก่อนที่สองนิ้วจะคีบยันต์
ออกไปจากเปลี่ยวร้าง เฉินผิงอันเอ่ยว่า “คราวหน้าที่พบเจอกันจะฆ่า
ปีศาจแล้ว”
เซียวสวิ้นยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง
นางยกมือขึ้นจับผมแกละ พลังของคำว่า “พวกเรา” ดูเหมือนว่า
จะหนักอึ้งยิ่งกว่าหมัดเน้นๆ หมัดหนึ่งเสียอีก
……
ในวังหลวงที่สิ่งปลูกสร้างซ้อนกันหลายชั้น ฮ่องเต้ซ่งเหอยังคงอยู่
ในห้องทรงพระอักษรเขาไม่รู้สึกง่วงเลยจริงๆ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หมุน
พู่กันด้ามหยกที่เอาไว้เขียนตัวอักษรจานฮวาขนาดเล็กโดยเฉพาะซ ้า
ไปซ ้ามา
นี่คือนิสัยที่ฮ่องเต้เรียนรู้มาจากลูกสาวซ่งเหลียน ปีนั้นองค์หญิง
ถูกอาจารย์ผู้เฒ่าอบรมสั่งสอนอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่เคยแก้ไขได้
อาจารย์ผู้เฒ่าจึงเอามาฟ้องฮ่องเต้ ซ่งเหอรีบเรียกบุตรสาวมาด่าแรงๆ
ทันที ซ่งเหลียนถึงได้แก้นิสัยนี้ แต่ในทางส่วนตัวซ่งเหอกลับแอบ
เรียนรู้เอามาใช้ ทว่าอยู่ในการประชุมเล็กย่อมไม่ทำเช่นนี้
พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปยังอุตรกุรุทวีปแล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องที่
สามราชสำนักลงนามเป็นพันธมิตรกัน ไม่ถึงขั้นทำให้ฮ่องเต้ต้าหลี
ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เหตุผลมากกว่านั้นยังเป็นเพราะนี่คือการเดิน
ทางไกลตามความหมายที่แท้จริงของซ่งเหอ เขารู้สึกแปลกใหม่อย่าง
ยิ่ง เพราะถึงอย่างไรก่อนหน้านี้เดินทางออกจากวังหลวง สถานที่ที่
ไกลที่สุดที่เคยไปเยือนก็คือหมู่บ้านในชนบทของอวิ๋นโจว เชื้อเชิญ
ให้อาจารย์เฉินมาเป็นราชครู ครั้งนี้กลับคือการเดินทางข้ามทะเล
ข้ามทวีปอย่างแท้จริงแล้ว
ขันที่ผู้คุมตราประทับกองชื่อหลี่เจียนเดินเข้ามาในห้องทรงพระ
อักษร เอ่ยเสียงเบาว่า“ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้ทางฝั่งของจวนราชครู
ได้มาเอาสมบัติไปแล้ว หรงอวี๋เป็นคนนำขบวนค่อนข้างจะครึกครื้น”
ซ่งเหอวางพู่กันด้ามนั้นไว้บนที่วางพู่กันกระเบื้องเคลือบ สองมือ
สอดรองไว้ใต้ท้ายทอย เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ยิ้มเอ่ยว่า “แบบนี้ก็ดี”
ส่วนเอกสารทั้งหลายที่ส่งจากจวนราชครูมายังวังหลวง ซ่งเหอไม่
เคยอ่านสักครั้ง แค่บอกให้จางย่วนเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิมไม่ไป
แตะต้อง ซ่งเหอคิดว่าจะเก็บไว้ให้ฮ่องเต้ต้าหลีในอนาคต ให้เขาหรือ
อาจจะเป็น…นาง รู้ว่าราชครู หรือเฉินผิงอันอดีตราชครู เคยทำเรื่อง
อะไร เคยทุ่มเทความคิดจิตใจไปกี่มากน้อยเพื่อสกุลซ่งต้าหลีบ้าง
ในฐานะขันทีอันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลี จางย่วนเอ่ยอย่าง
เป็นกังวลว่า “ราชครูไปเยือนเปลี่ยวร้างกะทันหัน พวกปรมาจารย์เผย
เซียนกระบี่จู๋ซู่ต่างก็กลับมาแล้ว มีเพียงราชครูที่ยังไม่กลับมา”
ซ่งเหอกล่าว “เชื่อว่าราชครูย่อมมีแผนการเป็นของตัวเอง”
ฮ่องเต้ซ่งเหอไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็ยังรู้ดีว่าราชครูต้าหลีที่มีขอบเขต
สิบสี่มีความหมายถึงอะไร แต่ราชครูเฉินกลับไม่รีบร้อนเลยสักนิด
ซ่งเหอนวดคลึงจุดไท่หยาง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ใต้หล้านี้มีแค่คำ
กล่าวว่าฮ่องเต้ไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน ไหนเลยจะมีเหตุผลที่ว่า
ราชครูไม่ร้อนใจ ฮ่องเต้ร้อนใจแทนกันล่ะ”
ซ่งเหอมองจางย่วน “อย่าถือสา”
จางย่วนยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทตรัสว่าอย่าถือสา ข้าก็คงต้องถือสาแล้ว”
ซ่งเหอเอ่ยเสียงเบา “หลายปีมานี้ ลำบากแล้ว”
จางย่วนส่ายหน้า ชีวิตนี้เขาได้รับใช้ฮ่องเต้สกุลซ่งมาถึงสามรุ่น
แล้ว เคยเห็นวีรบุรุษอริยะปราชญ์วิญญูชนและคนมหัศจรรย์มา
มากมาย ทั้งไม่ต้องให้เขาสละชีวิตลืมความตายลงสนามรบไปเข่นฆ่า
ศัตรู แล้วก็ไม่ต้องให้เขาทุ่มเทความสามารถสุดกำลังเพื่อวางแผน แค่
ต้องจัดการเรื่องตรงหน้าและงานข้างมือให้ดี มีอะไรลำบากเล่า
ซ่งเหอลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามเสียงเบาว่า “ซึ่งเกิงเป็นฮ่องเต้ที่
ดีไม่ได้จริงหรือ?”
ขันที่ผู้คุมตราประทับกองชื่อหลี่เจียนไม่ได้เอ่ยอะไร
ซ่งเหอกล่าว “ถือเสียว่าเป็นการพูดคุยสัพเพเหระระหว่างสหาย
จางย่วน ที่นี่ไม่มีคนนอก”
ผู้เฒ่ายังคงส่ายหน้า
นี่คือหนึ่งในกฎเหล็กไม่กี่ข้อที่ปีนั้นราชครูชุยตั้งไว้ให้ขันทีอย่าง
พวกเขา ผู้ที่ละเมิดกฎต้องตาย
ต่อให้ราชครูชุยจะไม่อยู่ในต้าหลีแล้ว กฎระเบียบของเขาก็ยังคง
อยู่
ซ่งเหอถาม “ซ่งซวี่ล่ะ หากเขาละทิ้งการฝึกตน”
จางย่วนเพียงแค่เงียบงันไม่เอ่ยอะไร
ซ่งเหอหน้ามุ่ย “ไม่มีใครรู้จักบุตรสาวดีเท่าบิดา แม่หนูซ่งเหลียน
นิสัยเป็นอย่างไร ข้าจะไม่รู้ได้หรือ?”
“บุรุษเป็นฮ่องเต้ยังไม่ง่ายเลย แล้วนับประสาอะไรกับสตรี แล้วยิ่ง
เป็นฮ่องเต้ของราชสำนักต้าหลีด้วย”
“แค่คิดข้าก็สงสารนางแล้ว”
“แต่หากหรงอวี๋เป็นราชครูต้าหลีได้ ดูเหมือนว่าซ่งเหลียนเป็นผู้
สืบทอดบัลลังก์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ?”
“ถ้าอย่างนั้นในอนาคตหากนางแต่งงานจะคิดกันอย่างไร ถือว่า
แต่งออกหรือว่า…ช่างเถอะๆ เรือมาถึงสะพานก็ต้องจอดอยู่ดี”
จางย่วนเพียงแค่ฟังคำพึมพำของฮ่องเต้เงียบๆ
ซ่งเหอเก็บความคิดกลับมา ดูเหมือนว่าเขาจะนึกถึงเรื่องหนึ่งที่
น่าสนใจอย่างมากขึ้นมาได้ แล้วก็หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “ยังต้องโน้ม
น้าวสักหน่อย จะต้องให้ราชครูตอบตกลงมาเป็นผู้คุมสอบหลักของ
การสอบเคอจวี่ครั้งนี้ให้จงได้”
จางย่วนยิ้มอย่างรู้ใจ
อำเภอไหวหวงเขตหลงเฉวียน ล้วนเป็นชื่อที่ดี
ต้นไหวเป็นสีเหลือง บัณฑิตที่มาสอบยุ่งวุ่นวาย ปลาและมังกรดำ
ผุดดำว่ายเกิดเป็นริ้วน ้างดงาม
โดยไม่ทันรู้ตัว ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว
ภูเขาพีอวิ๋นที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปหลายทวีปมีศาลขนาดเล็กแห่ง
หนึ่งที่ควันธูปธรรมดา ชื่อว่าอารามพือวิ๋น
นักพรตเฒ่าที่ทำหน้าที่หลายตำแหน่งกำลังต้อนรับผู้มีจิตศรัทธา
แซ่เฉินที่ไม่คุ้นหน้าคนหนึ่ง เดินชมตำหนักใหญ่เป็นเพื่อนอีกฝ่าย
ร่างของทั้งคู่ต่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกของยามเช้าตรู่
นักพรตเฒ่าจำได้ว่าตอนที่ตัวเองยังหนุ่ม ดูเหมือนจะมีผู้แสวง
บุญแซ่ชุยถามคำถามเดียวกันว่า เหตุใดหนทางแห่งฟ้าจึงไม่ลำเอียง
ต่อผู้ใด แต่มักเข้าข้างคนดีอยู่เสมอ