กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 40.1 ต่างคนต่างฝึกตน
ภูเขาพีอวิ๋นถูกห่มด้วยเมฆ (พีอวิ๋น)
ชายหญิงผู้มีจิตศรัทธาจำนวนค่อนข้างมากพากันมาเดินอยู่บน
เส้นทางเทพที่ใช้ขึ้นเขาไปจุดธูปนานแล้ว คนเดินอยู่ท่ามกลางเมฆ
หมอก ราวกับขึ้นเขาไปหาเซียน
ต้นไม้โบราณเขียวชอุ่ม เว่ยป้อมองเห็นเฉินผิงอันที่เสพสุขกับ
ความเงียบสงบอยู่ตรงม้านั่งหินตัวยาวข้างทาง เว่ยป้อไม่ส่งเสียง
รบกวนการใช้ความคิดเงียบๆ อยู่ท่ามกลางป่าเขาของคนที่มีธุระยุ่ง
วุ่นวายอย่างเขา เพียงเดินเข้าไปนั่งด้วยเงียบๆ เฉินผิงอันคืนสติ
กลับมาเอ่ยว่า “มาได้อย่างไร”
เว่ยป้อบ่น “มาถึงภูเขาพีอวิ๋นแล้ว ทำไมถึงไม่เดินไปให้ไกลกว่านี้
อีกหน่อยล่ะ”
เฉินผิงอันยื่นมือไปแหวกไอหมอกออก กลุ่มเมฆขาวล้อมวนอยู่ที่
ปลายนิ้ว “คำพูดโบราณบอกว่าออกจากบ้านต้องดูสีท้องฟ้า เข้า
ประตูต้องมองสีหน้า มาเยือนถิ่นของเว่ยเสินจวินด้วยสองมือที่ว่าง
เปล่าก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว”
เว่ยป้อยกขานั่งไขว่ห้าง สะบัดชุดตัวยาวสีขาวหิมะ เอ่ยอย่างไม่
สบอารมณ์ “เรื่องเยอะ”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “ได้ยินมาว่าสร้างที่ว่าการบนภูเขาขึ้นมา
ใหม่หลายแห่ง มีเสมียนขุนนางมากความสามารถเพิ่มมากลุ่มใหญ่
ทำไม ได้ภรรยาใหม่มาอยู่ในบ้านหรือ?”
ในสายตาของมนุษย์ธรรมดา ในศาลและอารามมีผู้คน
เบียดเสียด เหล่าผู้มีจิตศรัทธาเดินเบียดเสียดสวนไหล่กัน นี่แหละ
เรียกว่าครึกครื้น หากผู้ฝึกตนพอจะเข้าใจศาสตร์การมองลมปราณ
อยู่บ้างก็จะมองเห็น “ความจริง” บางอย่าง หากมีไอหมอกลอยขึ้นมา
เหมือนก้อนเมฆเคลื่อนคล้อย อีกทั้งอากาศยังสดชื่นปลอดโปร่งไม่
ขุ่นมัว ไปรวมตัวกันเนิ่นนานอยู่กลางอากาศสูง นั่นต่างหากถึงจะถือ
ว่าเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีควันธูปโชติช่วงอย่างแท้จริง
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าที่ทุกวันนี้คิดอยากจะเข้ามาอยู่ใน
หนึ่งลำน ้าห้ามหาบรรพตซึ่งมีภูเขาพีอวิ๋นเป็นหนึ่งในนั้นมีมากมาย
ราวกับปลาตะเพียน เข้ามาแล้วก็คือการกระโดดข้ามประตูมังกร
ถอยไปเลือกอันดับรอง ก็คือภูเขาทายาททั้งหลาย อย่างชานจ
วินหญิงไหวลู่แห่งมหาบรรพตประจิม กองชะตารักของหลวนซาน
และยังมีหน่วยอาลัยรักที่ต่างก็เป็นที่ชื่นชอบของชายหญิงอย่างมาก
หากได้มารับหน้าที่อยู่ในหน่วยงานที่ “ร้อนแรง” เช่นนี้ ก็ย่อมดีกว่า
ไปทำงานอยู่ในหน่วยงานเตาเย็นบางแห่งร้อยเท่า
เว่ยป้อนวดหว่างคิ้ว รู้สึกปวดหัวยิ่งนัก “ควรเอาอย่างภูเขาลั่วพั่ว
คนไม่เยอะใจคนก็ไม่ซับซ้อน ทุกวันมีเอกสารราชการกองกันเป็น
ภูเขา บัญชีเลอะเลือนก้อนแล้วก้อนเล่าและคดีความเชิงน ้าใจ
มากมาย ต้องคอยตักเตือนคนนี้ เลื่อนขั้นคนนั้น จดหมายโต้ตอบนับ
ไม่ถ้วน แค่เฉพาะคำร้องทุกข์ที่ชาวบ้านรวมถึงภูตผีปีศาจตามภูเขา
ลำน ้ายื่นเข้ามา เจ้าคิดว่าในหนึ่งวันมีสักกี่เรื่องกัน?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “เดาไม่ออก”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเมื่อหงุดหงิดใจ ถ้าอย่างนั้นก็วางตรา
ประทับแล้วจากไปเสียสิ ไยต้องทำตัวห่อเหี่ยวเหมือนนกที่ถูกขังอยู่ใน
กรงทุกวันด้วย”
เว่ยป้อเองก็ไปที่ภูเขาลั่วพั่วบ่อยๆ จึงร้องเฮ้อ แล้วเอ่ยว่า “เป็นขุน
นางหนึ่งสมัยสร้างความผาสุกให้พื้นที่แห่งหนึ่ง จะโยนภาระทิ้งง่ายๆ
ได้อย่างไร”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะเรื่องเยอะทำไม ดูข้าสิต้องวิ่ง
วุ่นเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน แล้วลองหันกลับมามองตัวเอง เจ้าคงแอบ
ชอบใจสินะ”
ก็จริงนะ เว่ยป้อสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย ถามอย่างสบาย
อุราว่า “ใต้เท้าราชครูไม่คิดจะทิ้งผลงานน ้าหมึกสักชิ้นสองชิ้นให้กับ
ภูเขาพีอวิ๋นบ้างเลยหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “นักพรตไม่ได้พูดถึง จะให้ข้าเสนอตัวไปโอ้อวด
ฝีมือกับทางอารามก็คงไม่ดีกระมัง”
เว่ยป้อเอ่ยสัพยอก “ตอนนี้ในหมู่ชาวบ้านต้าหลีมีข่าวลือ
บางอย่างเกี่ยวกับเจ้า อยากจะลองฟังหรือไม่?”
เฉินผิงอันค่อนข้างสนใจ “ข่าวลืออะไร?”
เว่ยป้อเอ่ย “บอกว่าแม้เจ้าจะมาจากตรอกเก่าโทรม ตระกูล
ยากจนไม่ได้เล่าเรียนหนังสือ แต่ก็เคยมีนักพรตพเนจรที่เชี่ยวชาญ
การดูดวงผ่านทางมา เห็นว่าในบ้านเต็มไปด้วยปราณม่วงเหลือง
บอกว่าในอนาคตจะต้องร ่ารวยสูงศักดิ์ได้อย่างแน่นอน แล้วก็จริงเสีย
ด้วย อายุน้อยๆ ก็มีความคิดโดดเด่นไม่ธรรมดา มุ่งมั่นอยากมีชีวิต
เป็นอมตะ ได้ยินเสียงอ่านตำรานอกโรงเรียนไม่กี่ประโยคก็เข้าใจถึง
ความหมายยิ่งใหญ่ของอริยะปราชญ์แห่งลัทธิ์ขงจื๊อ อาศัยการเผา
เครื่องกระเบื้องก็สามารถขัดเกลาเส้นเอ็นและกระดูก ทำให้ปณิธาน
หมัดมาอยู่บนร่าง แค่มองอริยะหร่วนตีเหล็กหลอมกระบี่ไม่กี่ทีก็เกิด
แรงบันดาลใจอันลึกซึ้งสามารถหลอมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมา
ได้…”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด นอกจากไม่ได้เรียนหนังสือซึ่งเป็น
เรื่องจริงแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยคใดที่เป็นความจริงสักเรื่อง
ชื่อเสียงของมนุษย์มักจะเหมือนภาชนะที่เคลือบสี ทับซ้อนกัน
เป็นชั้นๆ ประดับตกแต่งเพิ่มเติมด้วยทอง เงิน ไข่มุก หยกและมุกฝัง
จนท้ายที่สุดก็เห็นแต่ลวดลายแกะสลักสีแดง ไม่เห็นเนื้อไม้เดิมเลย
ฉวยโอกาสที่ยังพอมีเวลาเหลือก่อนการประชุมเช้า เฉินผิงอัน
เล่าประสบการณ์การไปเยือนเปลี่ยวร้างให้เว่ยป้อฟังคร่าวๆ
เว่ยป้อนั่งตัวตรงอย่างสำรวมตามจิตใต้สำนึก ฟังด้วยความอก
สั่นขวัญผวา ขนาดคนนอกฟังยังขนาดนี้ คนที่ประสบพบเจอมาด้วย
ตัวเองจะรู้สึกเช่นไร?
ดูเหมือนจะอัดอั้นอย่างมากจึงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างอดไม่
ไหว เว่ยป้อถามหยั่งเชิงว่า “จะขึ้นเวทีประลองจริงๆ หรือ?”
ฟังเหมือนเป็นการเลือกแม่ทัพเลือกขุนพลที่เด็กน้อยเล่นสนุกกัน
แต่แท้จริงแล้วหากตีกันขึ้นมาจริงๆ จะอเนจอนาถอย่างมาก
เฉินผิงอันเอ่ย “ข้าเองก็ต้องรอข่าวที่ชัดเจนจากทางฝั่งของ
ศาลบุ๋น โดยทั่วไปแล้ว ต่อให้ป๋ายเจ๋อของฝั่งเปลี่ยวร้างพยักหน้าตอบ
ตกลง ผู้ฝึกตนใหญ่หลายคนอย่างเหยียนซือยอมทำตาม แต่พวก
ราชาบนบัลลังก์เก่าใหม่อย่างเฟยเฟย จูเยี่ยนก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะ
ตอบ ตกลง เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีข้อดีเลยสักนิด สืบสาวราวเรื่องกัน
แล้วก็ยังต้องดูที่ความต้องการของผู้ครองเปลี่ยวร้างอย่างเฝ่ยหราน
ด้วย”
เว่ยป้อถาม “คงไม่ใช่ว่าเซียวสวิ้นเป็นเผ่าปีศาจถึงได้ทรยศออก
จากกำแพงเมืองปราณกระบี่หรอกนะ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางแค่เกลียดแค้น
ไพศาลอย่างเดียวเท่านั้น”
เว่ยป้อถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์…เจิ้งต้องการผลลัพธ์
อย่างไรกันแน่?”
เฉินผิงอันกล่าว “บางทีเขาอาจจะอยากให้เมื่อก้าวออกไปนอก
บ้าน ทุกคนล้วนอยู่กันอย่างสงบสุข หรือไม่ก็เพราะกำลังไล่ตามโลก
ในอุดมคติที่อยู่ในใจของเขา บอกได้ยาก”
ในเมื่อแม้กระทั่งเฉินผิงอันก็ยังไม่แน่ใจในความคิดที่แท้จริงของ
เจิ้งจวีจง เว่ยป้อก็ไม่รู้แล้วว่าในใต้หล้านี้ยังจะมีใครที่กล้าพูดว่าเข้าใจ
เจิ้งอีกไหม
เฉินผิงอันกล่าว “ขอแค่ร่างทองของเว่ยเสินจวินแข็งแกร่งมาก
พอ เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้เห็นคำตอบนั้นกับตาตัวเองแน่”
สรุปแล้วในผืนนาอย่างโลกมนุษย์นี้จะมีต้นข้าวหรือต้นหญ้า
เติบโต จะเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์หรือปีที่ขาดแคลนกันแน่ ก็ต้องอดทน
รอดูกันไป
เว่ยป้อเป็นกังวลอยู่ในใจ “ได้เจอเจ้าลัทธิลู่แล้ว มีแผนการ
อย่างไร?”
เฉินผิงอันโน้มตัวไปด้านหน้า ขยี้ใบหน้าตัวเองอย่างแรง “ได้แต่
เดินก้าวหนึ่งดูกันไปก้าวหนึ่ง ดูได้หลายก้าวก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่
ไม่คาดฝันแล้ว”
น่าเสียดายที่ข้างมือไม่มีเหล้า แล้วก็ไม่มีกระบอกยาสูบ การฝึก
ตนนี่ดีจริงๆ วิชาอภินิหารจักรวาลในชายแขนเสื้อช่วยให้
สะดวกสบายอย่างมาก
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “เหยียนซือบอกว่าเขาฝึกตนมา
หมื่นกว่าปี ในใจเขาถึงจะรองรับคำว่า “อมตะ” ได้”
เวยป้อยิ้มเอ่ย “ถึงอย่างไรก็เป็นผู้บรรลุมรรคาที่เป็นคนจริงใจ
บัณฑิตล่างภูเขาของพวกเรามีกี่มากน้อยที่ชั่วชีวิตก็ไม่อาจรับคำว่า
“จ้วงหยวน” ได้”
เฉินผิงอันพยักหน้า ในจวนราชครูทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่ามีหลินหยก
ดิบที่กำลังเตรียมสอบอยู่หรอกหรือ อย่าเห็นว่าปากเจ้าหมอนี่พูดว่า
แค่ได้ตำแหน่งจิ้นซื่อมาเขาก็พอใจแล้ว ไม่คาดหวังว่าจะต้องติดสาม
อันดับแรก ด้วยนิสัยของหลินโส่วอี จะไม่อยากโอ้อวดกับท่านพ่อของ
เขาได้หรือ?
หวนนึกถึงในปีนั้น บนเส้นทางของการไปขอศึกษาต่อที่สำนัก
ศึกษาชานหยาต้าสุย ในบางความหมายแล้ว หลินโส่วอีต่างหากถึง
จะเป็นผู้ฝึกตนที่เดินขึ้นเขาเป็นคนแรก
ท่ามกลางไอเมฆหมอกบนเส้นทางภูเขา ห่างออกไปไกลมีเสียง
กีบเท้าม้าดังมาเป็นระลอก เว่ยป้อเลิกเปลือกตาขึ้น เก็บต่างหูสีทอง
วงนั้นไป เห็นเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าแพรที่หน้าตาสดใสเบิกบานหลาย
คนกำลังควบม้ามีชื่อเสียง พวกเขาไม่ไปที่เส้นทางเทพของภูเขา
พีอวิ๋น แต่เลือกจะมาขี่ม้าชมภูเขาบนเส้นทางเล็กๆ ที่ห่างไกลนี้
ก่อนหน้านี้อยู่บนถนนหลวงนอกภูเขา สตรีที่ออกเรือนเป็น
ภรรยาของผู้อื่นแล้วเห็นพวกเขาก็ยังอดเหลือบมองหลายที่ไม่ได้ ไม่รู้
ว่าเป็นคุณชายบ้านใดถึงได้หล่อเหลาเพียงนี้ ดรุณีน้อยหน้าตา
งดงามไม่ได้ใจกล้าเหมือนสตรีที่ออกเรือนแล้ว รีบก้มหัวซ่อนใบหน้า
ไว้ในร่มกระดาษน ้ามัน
ม้าหลายตัวพลันหยุดนิ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งชูแส้โบยม้าในมือ ชี้ไป
ยังสุดปลายทาง ร้องเรียกคำหนึ่งแล้วถามว่า “เดินไปตามทางสายเล็ก
นี้ต่อ จะหาต้นกำเนิดของลำคลองหลงซวีแม่น ้าเถี่ยฝูเจอหรือไม่”
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขาก็คือด้านบนม้านั่งหินข้าง
ทางมีคนสองคนนั่งเรียงกันอยู่ คนหนึ่งคือคนหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลา
อย่างมาก รูปลักษณ์ดีจนไม่เหมือนคน
ก็โชคดีที่เป็นบนภูเขาพีอวิ๋นซึ่งสูงศักดิ์เป็นถึงมหาบรรพตอุดร
ของทวีป หากเปลี่ยนไปเป็นชายป่ากันดารรกร้าง เกรงว่าคงเข้าใจ
ผิดคิดว่าเป็นภูตผีอะไรที่ออกอาละวาดแล้ว
ส่วนบุรุษวัยกลางคนที่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ รูปร่าง
หน้าตาและบุคลิกกลับธรรมดาอย่างมาก คาดว่าน่าจะเป็นพวก
ลูกสมุนที่คอยติดตามรับใช้เจ้านาย
เว่ยป้อกึ่งยิ้มกิ่งปิ้ง ไม่พูดอะไร
เห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดไม่จา เอาแต่แสร้งเป็นคนหูหนวกเป็นใบ้
อย่างเดียว เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เคยเจอใครเพิกเฉยใส่แบบนี้มาก่อน จึง
ขมวดคิ้วเอ่ย “ถามพวกเจ้าอยู่นะ หูหนวกหรือไร?”
เว่ยป้อยกชายแขนเสื้อขึ้น กล่าวว่า “ไปเล่นตรงโน้นไป”
สีหน้าเด็กหนุ่มมืดทะมึนทันที สหายวัยเดียวกันที่อยู่ข้างกาย
กลับตวาดอย่างเดือดดาลขึ้นมาก่อนแล้ว “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่
กับใคร?!”
เว่ยป้อพูดกลั้วหัวเราะ “ไม่รู้จริงๆ ไหนลองว่ามาสิ ข้าล้างหูรอฟัง
แล้ว ขอแค่สามารถข่มขู่ให้ข้ากลัวได้ จะต้องช่วยชี้ทางให้พวกเจ้า
แน่นอน หรือจะให้ช่วยนำทางก็ยังได้”
เฉินผิงอันแค่ชมเรื่องสนุกอยู่เงียบๆ เท่านั้น
อีกพันปีหมื่นปีให้หลัง คาดว่าคำพูดทำนองนี้ แนวคิดเดียวกันนี้
ก็น่าจะยังมีปรากฏอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในโลกมนุษย์กระมัง
เด็กหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้ายกำลังจะบอกตระกูลอัน
สูงศักดิ์ของสหายรักออกไป เด็กหนุ่มที่เป็นผู้นำเผยสีหน้าไม่สบ
อารมณ์ โบกแส้ฟาดม้า ขัดขวางสหายที่ปากไร้หูรูด อยู่ในอาณาเขต
ของภูเขาพีอวิ๋นที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้ามากมายดุจขนวัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ใต้เปลือกตาของเสินจวินของมหาบรรพต จะ
มาพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้กับคนนอกทำไม
ครั้งนี้เขาพาสหายรักหลายคนที่ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินแอบหนี
ออกจากบ้านมาด้วยกัน ถือเป็นการขัดคำสั่งห้ามของทางตระกูลโดย
พลการ เขาต้องการไปฟ้องร้องที่ตำหนักหลักของมหาบรรพตอุดรซึ่ง
ตั้งวางเทวรูปร่างทองของเย่โหยวเสินจวินด้วยตัวเอง ช่วยขอความ
เป็นธรรมดาแทนบิดาที่ถูกใส่ร้าย จะต้องให้ศาลเทพอภิบาลเมือง
ตรวจสอบผ่านฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วเพิกถอนคำตัดสินนั้น จากนั้นให้
กองบันทึกความดีเข้ามาชดเชยแก้ไขให้จงได้
บทพิเศษ ตอนที่ 40.2 ต่างคนต่างฝึกตน
เพียงแค่เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนบิดาของเขาฝัน ในฝันได้เจอกับ
เทพสวมเสื้อเกราะสีทองที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี เขานำพามัลละ
โพกผ้าสีเหลืองหลายนายบุกเข้ามาในห้องโถงด้วยพลังอำนาจดุดัน
บอกว่าตัวเองมาจากกองตรวจสอบความผิดของศาลเทพอภิบาล
เมืองแห่งฉู่โจว ได้รับการร้องทุกข์จากชาวบ้าน ผ่านการตรวจสอบ
จากฝ่ายตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องไม่มีความผิดพลาด จึงมาเยือนที่นี่
มาลงโทษเขา ไม่รอให้ท่านพ่อแก้ตัว มัลละบนสันหลัง ดึงกระดูก
หลายชิ้นออกมาจากร่างของเขาอย่างโหดเหี้ยม หักลบยศศักดิ์และ
ลาภยศของเขาไป “หนึ่งตำลึงหนึ่งเฉียน ตามธรรมเนียม ไม่เพียง
เท่านี้ แม่ทัพเทพองค์นั้นยังพามัลละที่อยู่ใต้อาณัติตามไปซักไซ้เอา
ผิดถึงที่ศาลบรรพชน…ส่วนโทษทัณฑ์อย่างละเอียดคืออะไร ควรจะ
ไล่ตรวจสอบไปถึงบรรพบุรุษในตระกูลเขาอย่างไร ตอนนั้นบิดา
หวาดกลัวมาก ตัวสั่นเป็นตะแกรงร่อน หนาวสั่นทั้งที่อากาศร้อนระอุ
แต่ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมพูดกับเขาแม้แต่ครึ่งคำ
เว่ยป้อยิ้มบางๆ “แนะนำพวกเจ้าว่าอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวที่ตำหนัก
หลักของภูเขาพีอวิ๋นเลย”
ไม่ว่าอย่างไรเว่ยป้อก็เป็นเสินจวินของมหาบรรพตแห่งหนึ่ง ไม่
จำเป็นต้องให้พวกเด็กหนุ่มบอกชื่อแซ่หรือตระกูล เขาก็สามารถ
อาศัยวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตรู้ไปถึงบันทึกบุญกุศล ความชอบ
และความผิดพลาดที่บรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเขาทำไว้ อย่างเฝิงอวี้
หลูเด็กหนุ่มที่เป็นผู้นำ กองคุณความชอบของศาลเทพอภิบาลเมือง
ฉู่โจวได้ตั้งใจเขียนตัวอักษรสีเงินกำกับไว้ในบันทึกของเขาเป็นพิเศษ
โชคชะตาคร่าวๆ ของชาตินี้ เรื่องลับมากมายซึ่งรวมถึงว่าชีวิตนี้
จะต้องเร่ร่อนไปรับราชการที่ใดบ้าง ทุกอย่างล้วนกระจ่างชัดเจน
ส่วนลูกหลานคนรวยที่มีชื่อว่าหลิ่วฉวนชิงผู้นั้น บรรพบุรุษของ
ตระกูลนี้ร ่ารวยขึ้นมาจากการเป็นนักฟ้องร้องรับจ้างหาประโยชน์จาก
คดีความ เจ้าลูกหมาอายุไม่มาก แต่กลับเชี่ยวชาญทุกอย่างทั้งกินดื่ม
เที่ยวผู้หญิง การพนัน หลอกลวงต้มตุ๋น แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยทำเลยคือ
การเป็นคนดี
สีหน้าของเฝิงอวี้หลูคลางแคลงไม่แน่ใจ ไอ้หมอนี่ทำนายได้
แม่นยำอย่างนั้นหรือ?
เวยป้อยื่นนิ้วชี้ไปที่ศีรษะ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เหนือศีรษะขึ้นไปสาม
ซื่อมีเทพมองดูอยู่การเพิ่มลดของความชอบความผิดพลาด การคูณ
หารของโชคลาภ ล้วนมีวิธีคิดเอาไว้อยู่แล้ว”
เฝิงอวี้หลูเริ่มเกิดความขลาดกลัวแล้ว เพียงแค่เพราะอยู่ดีๆ เขาก็
นึกถึงการโต้เถียงครั้งหนึ่งระหว่างท่านปู่กับท่านพ่อเมื่อหลายปีก่อน
ท่านปู่เองก็เคยพูดคำพูดทำนองนี้ประมาณว่าคนกระทำ สวรรค์คอย
มอง หาเงินที่ผิดต่อมโนธรรมในใจมาให้น้อยหน่อย หาไม่แล้วสักวัน
จะต้องถูกกรรมตามสนอง…คงเป็นเพราะโมโหมากจริงๆ สุดท้ายท่าน
ปู่ถึงได้ไออย่างรุนแรงพลางใช้ไม้เท้าทิ่มลงบนพื้นหินสีดำของศาล
บรรพชนแรงๆ เอ่ยประโยคหนึ่งว่า “กรรมตามสนองลงบนหัวของเจ้า
ข้าไม่สนใจ แต่เจ้าอย่าได้ทำร้ายหลานชายของข้า อวี้หลูคือเมล็ด
พันธ์บัณฑิต ในอนาคตเขาต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริงสอบได้
ตำแหน่งสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูล!”
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าท่านพ่อดูแลกิจการของตระกูลมานานหลายปี
ขนาดนี้ มีชื่อเสียงที่ดีงามในหมู่คนทำอาชีพเดียวกัน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งคำวิจารณ์ในหมู่ชาวบ้านก็ไม่เลวมาโดยตลอด พูดถึงแค่ใน
อาณาเขตของฉู่โจวบ้านเกิด เรื่องดีที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ทำไว้
มากมาย ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มควบม้าออกไปเที่ยวข้างนอกจะต้องได้ยิน
คำชมถึงตระกูลของตัวเองเสมอ
เว่ยป้อชี้ไปยังคนวัยเดียวกันสามคนที่อยู่ข้างกายเขา “วันหน้า
อยู่ให้ห่างจากพวกเขาหน่อย อย่าถูกลากลงน ้าไปด้วย กลายเป็นคน
ที่รื้อเสาคานบ้านตัวเอง หากฟังคำโน้มน้าวนี้ก็ถือว่าการมาเยือนรอบ
นี้ของเจ้าไม่ได้เสียเปล่า”
เฝิงอวี้หลูสองจิตสองใจ ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่พวกหลิ่วฉวนชิงหน้า
ดำทะมึนแล้ว หากนี่ไม่ใช่การสะบั้นเส้นทางทำเงินของผู้อื่น แล้วจะ
เรียกว่าอะไร?
ตระกูลเพิ่งร ่ารวยอยู่ในฉู่โจว คืออ่างรวมสมบัติใหญ่เทียมฟ้า
เป็นเหตุให้พวกเขาอาศัย “ความบังเอิญ” หลายครั้งจนได้คบหาเป็น
สหายกับเฝิงอวี้หลู หลายปีมานี้คอยประจบเอาใจเขาทุกเรื่อง
โลกภายนอกต่างก็พูดกันว่ารากฐานของตระกูลเฟิงลึกล ้า เป็น
รองแค่บุคคลที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่ามหัศจรรย์ ถูกปกคลุมไว้ด้วยเมฆ
หมอก ไม่เคยปรากฏตัวง่ายๆ อย่างต่งครึ่งเมืองที่เล่าลือกันว่าควันธูป
บางกลุ่มของเขาสามารถ “เชื่อมโยงถึงฟ้า” ได้เท่านั้น
เฝิงอวี้หลูคือหลานชายคนโตของตระกูลเฟิง นับแต่เด็กมาก็ชอบ
อ่านตำนานของจอมยุทธพเนจรที่มีคุณธรรมมีน ้าใจ หลงใหลใน
บันทึกภูเขาสายน ้าบางเล่มมากเป็นพิเศษ
พวกลูกสมุนเหล่านี้มักจะแอบไปจ้างอันธพาลในท้องถิ่นมา ให้
พวกเขาได้บังเอิญไปเจอการกระทำอันชั่วร้ายลวนลามสตรีพอดี
เพื่อที่จะให้เฝิงอวี้หลูได้เป็นวีรบุรุษช่วยเหลือหญิงงาม
เฉินผิงอันมองหน้าตาของเด็กหนุ่มแซ่เฝิง มีความเหมือนอยู่
หลายส่วนจริงๆ ที่แท้ปีนั้นตอนที่เฉินผิงอันไปเป็นลูกศิษย์ เตาเผา
มังกรข้างกันก็มีคนงานหนุ่มที่เฉลียวฉลาดอย่างมากแต่กลับไม่ขาด
คุณธรรม ดูเหมือนจะแซ่เฝิง มีฝีมือยอดเยี่ยมในการเผาเครื่องปั้น
แล้วก็ได้เงินค่าจ้างเยอะมาก แต่เวลาปกติกลับใช้ชีวิตอย่างประหยัด
เจอกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กลับใจ
กว้างอย่างมาก ไม่เคยขี้เหนียว ให้ใครยืมเงินก็ไม่เคยไปทวง หลิว
เสี้ยนหยางก็เคยบอกว่าคนแบบนี้ต้องร ่ารวยได้แน่นอน หาไม่แล้วก็
สวรรค์ก็ไร้เหตุผลเกินไป
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจถามว่า “ฝั่งท่านปู่ของเขาเกิดปัญหา
หรือ?”
เว่ยป้อใช้เสียงในใจตอบ “หากไม่เป็นเพราะท่านปู่ของเขายังอยู่
ตระกูลของเขาก็คงล้มไปนานแล้ว เป็นพ่อของเด็กหนุ่มคนนี้ที่
ภายนอกทำความดี แต่กลับแอบทำเรื่องไร้คุณธรรมลับหลัง
เชี่ยวชาญการสร้างชื่อเสียงจอมปลอมอย่างมาก หาเงินเอากำไร
อย่างดุเดือด”
เฉินผิงอันพยักหน้า มองเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยว่า “ใช้กำลังทำเรื่องดี
ไม่จำเป็นต้องจุดธูปไหว้พระ สะสมบุญไว้ให้มาก ดีกว่าโขกหัวขอร้อง
เทพเจ้ามากนัก”
เฝิงอวี้หลูทำท่าจะพูดไม่พูด เดิมทีอยากบอกว่าขนบธรรมเนียม
ของตระกูลตนซื่อสัตย์มีคุณธรรม จะยอมเสื่อมเกียรติเพราะศาลเทพ
อภิบาลเมือง ถูกกองตรวจสอบทำโทษอย่างทารุณแบบนี้ได้อย่างไร
แล้วนับประสาอะไรกับที่ในตระกูล คนที่อยู่ข้างกายท่านพ่อก็ชอบพูด
กันเป็นการส่วนตัวว่าพ่อค้ารายใหญ่หลายคนที่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพ
อิจฉาในกิจการของพวกเขา ในเมื่ออาศัยความสามารถที่แท้จริงไม่
สามารถเอาชนะตระกูลเฝิงที่วางตัวอย่างเที่ยงธรรมได้ ก็เลยได้รับคำ
ชี้แนะจากยอดฝีมือบางคนที่อยู่เบื้องหลัง หันไปใช้วิธีสกปรกหมายจะ
อาศัยเสมียนขุนนางบางคนในศาลเทพอภิบาลเมืองมาสร้างปัญหา
ให้กับตระกูลเฝิง เด็กหนุ่มได้ยินแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เลือดร้อนขึ้น
หัว สุดท้ายก็ทนไม่ไหวมาเยือนภูเขาพีอวิ๋น ในเมื่อศาลเทพอภิบาล
เมืองไม่ยุติธรรม ก็ต้องเป็นเพราะพวกขุนนางปกป้องพวกเดียวกันเอง
อย่างแน่นอน ไม่สู้ตรงมาที่มหาบรรพตอุดร ขอความเป็นธรรมจาก
เสินจวินผู้มีอำนาจบารมีท่านนั้น
อีกอย่างในบันทึกการเดินทางเก่าแก่ที่ถูกเด็กหนุ่มเปิดอ่านจน
หน้าหนังสือเปื่อยแล้ว เว่ยเสินจวินก็เป็นสหายรักที่แค่พบเจอกันก็ถูก
ชะตากับจอมยุทธเด็กหนุ่มเฉินผิงอันมานานแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่ง
มหาบรรพตที่คุณธรรมสมกับตำแหน่งเช่นนี้ต้องมีความยุติธรรม
อย่างแน่นอน
ดูเหมือนเฝิงอวี้หลูจะตัดสินใจได้แล้ว เขาจึงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
คล้ายปลุกความกล้าให้กับตัวเอง “ในตำราบอกไว้ว่าเหนือหัวขึ้นไป
สามฉื่อต้องมีเทพคอยมองอยู่ การแสวงหาโชคดีและหลีกเลี่ยง
เคราะห์ร้าย ข้าต้องเป็นคนควบคุมเอง ทุกวันนี้ตระกูลเดือดร้อน บิดา
ถูกใส่ร้าย ข้าไม่อาจทำตัวขี้ขลาดได้”
บิดาชอบพูดเรื่องลับเรื่องหนึ่งกับเหล่าสหายที่สนิทสนมคุ้นเคย
กันในวงการขุนนางบอกว่าปีนั้นตอนที่บิดาของเขาทำงานในเตาเผา
มักจะไปมาหาสู่กับเซียนกระบี่หลิวแห่งสำนักกระบี่หลงเฉวียนเป็น
ประจำ คือสหายที่รักใคร่กันมาก “บอกตามตรง ทุกวันนี้เซียนกระบี่
หลิวยังติดเงินพ่อข้าหลายเฉียน ยังไม่ใช้คืนเลยนะ…เอาเป็นว่าเรื่อง
เล็กน้อยแค่นี้ ทุกท่านฟังแล้วก็ปล่อยผ่านไป อย่าได้เอาออกไปแพร่ง
พราย ด้วยนิสัยของท่านพ่อข้า หากได้ยินเข้าคงตีขาลูกอกตัญญู
อย่างข้าจนหักแน่….. คนพูดคล้ายไม่ได้มีเจตนา แต่คนฟังกลับมีใจ
ทุกครั้งที่พูดคุยมาถึงตรงนี้ ทั้งเจ้าบ้านและแขกล้วนชื่นมื่นยินดี เสียง
หัวเราะในห้องดังไม่ขาดสาย
แต่รอกระทั่งเฝิงอวี้หลูไปถามท่านปู่ต่อหน้า เขากลับบอกว่าไม่มี
เรื่องเช่นนี้ อะไรที่บอกว่าเคยยืมเงินหลายครั้ง ไม่เคยมีเลยสักครั้ง
เขาไม่รู้จักเซียนกระบี่หลิว เซียนกระบี่หลิวก็ยิ่งไม่รู้จักเขา
พวกหลิ่วฉวนชิงสบตากัน หากจะบอกว่าคุณชายชุดขาวมองดู
คล้ายคนดีแต่ภายนอกเหมือนพวกลูกหลานคนรวยที่ออกจากบ้าน
มาเที่ยวเล่น ลึกๆ ในใจของหลิ่วฉวนชิงยังพอจะมีความกริ่งเกรงอยู่
บ้าง รอกระทั่งเขาได้ยินว่าชายชุดเขียวที่เอาสองมือสอดไว้ในชาย
แขนเสื้อเหมือนคนบ้านนอกผู้นั้นถึงกับกล้าพูดจาวางโต ก็แผดเสียง
ขึ้นมาทันที “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาพูดหลักการเหตุผล
ผายลมสุนัขไร้แก่นสารพวกนี้! มียศตำแหน่งหรือไม่ถึงได้มาแสร้งทำ
ตัวเป็นบัณฑิตบ้านนอกกับนายน้อยของพวกเรา”
เว่ยป้ออดทนไว้ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา ดีนัก
นะ คำว่ายศตำแหน่งและบัณฑิตบ้านนอกนี้ ช่างกล่าวได้แม่นยำนัก
เว่ยป้อเช็ดน ้าตาที่หางตา สังเกตเห็นว่าราชครูเฉินเหล่ตามองตนอยู่
กว่าจะหยุดเสียงหัวเราะได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เว่ยป้อกระแอมสองทีก่อน
เอ่ยว่า “เจ้าเป็นคนมีธุระยุ่งวุ่นวาย อย่ามัวเสียเวลาทำธุระสำคัญอยู่
เลย ข้ายังพอมีเวลาเหลือ สามารถพูดคุยเรื่องความในใจกับพวกเขา
ได้อีกหน่อย”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ในเมื่อรออยู่ที่เปลี่ยวร้างก็ยังไม่ได้เจอโจ
วจื่อ ลู่เสินที่อยู่บนยอดเขาเทียนตูก็ไม่มา เขาก็จะไปขานชื่อที่จวน
ราชครูแล้ว
เว่ยป้อยกขานั่งไขว่ห้าง ชี้ไปยังลูกหลานคนรวยที่ทำตัวเป็น
ลูกสมุนอย่างพวกหลิ่วฉวนชิง “พวกเจ้าใจกล้ายิ่งนัก ถึงกับพาตัวมา
ติดกับดักถึงที่นี่”
และเวลานี้เอง ลู่เสินก็เดินออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบน
ยอดเขาเทียนตู บากหน้าหดย่อพื้นที่มาถึงภูเขาพอวิ่น ไม่ได้บอกว่า
เจ้าประมุขสกุลลู่สำนักหยินหยางอย่างเขาวางมาด เพียงแต่ว่าจะพบ
หรือไม่พบ เหมาะสมที่จะออกมาพบหรือไม่ ในใจของลู่เสินกลับไม่มี
ความมั่นใจเอาเสียเลย
หลิ่วฉวนชิงขยี้ตา รู้สึกตาพร่าลาย พอเพ่งสายตามองให้ชัดก็
ตกตะลึงสุดขีด เห็นเพียงหมอกขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองไม่
เห็นคุณชายชุดขาวและบัณฑิตยากจนอีกแล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่บน
เส้นทางภูเขาที่มีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าอีกต่อไป เขารู้สึกเลื่อ
อนลอยเหมือนเข้ามาอยู่ในศาลบรรพชนของตระกูล ตรงจุดสูงแขวน
ภาพเหมือนของบรรพบุรุษเอาไว้ภาพแล้วภาพเล่า เพียงแต่ไม่รู้ว่า
เหตุใดในกรอบภาพถึงว่างเปล่า รอกระทั่งหมอกขาวลดลงต ่า หลิ่วฉ
วนชิงก็ขวัญหนีดีฝ่อสุดขีด เพียงแค่เพราะเขาสังเกตเห็นว่าเหล่า
บรรพบุรุษทั้งหลาย มีเกินครึ่งที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น คล้ายกำลังโขก
หัวให้ลูกหลานรุ่นหลังอย่างเขา ริมฝีปากของพวกเขาสั่นระริก น ้าตา
อาบใบหน้า แม้หลิ่วฉวนชิงจะไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดว่าอะไร แต่ก็
มองเห็นสีหน้าหวาดผวาของเหล่าบรรพบุรุษได้อย่างชัดเจน
แล้วก็มีบรรพบุรุษหลายคนที่ยืนอยู่ พวกเขาเดือดดาลปานฟ้าผ่า
ถลึงตาจนดวงตาแทบจะปูดโปนออกมา ยื่นนิ้วชี้มายังลูกหลานรุ่น
หลังอย่างหลิ่วฉวนชิง
เสาคานของ “ศาลบรรพจารย์” มีเสียงบาดหูของรอยแตกร้าวที่
แผ่ขยายออกไปเป็นระลอก ภาพแขวนของบรรพบุรุษที่ทำจากวัสดุ
ต่างกันเกิดความเคลื่อนไหวแผ่วเบาเหมือนเสียงกระดาษเซวียนจื่อ
เสียงผ้าฉีกขาด
ในกรอบป้ายอักษรสีทองเหลือเพียงสีทองหม่นของขีดอักษรตัว
สุดท้าย และในที่สุดเวลานี้ก็กลายเป็นสีขาวซีดทั้งหมดแล้ว
เห็นเพียงว่าจุดที่สูงยิ่งกว่าภาพเหมือน มีเทพร่างใหญ่โตโอฬาร
ประทับนั่งอย่างสง่างาม สวมมงกุฎเคร่งขรึม แสงสว่างแผ่จ้าแสบตา
จนไม่อาจมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงได้ เขาหลุบตาลงมองหลิ่วฉวน
ชิงที่ตกใจจนตัวอ่อนยวบลงไปกองอยู่กับพื้น เอ่ยหยอกเย้าว่า “แม้จะ
เป็นหลานทรพี แต่กลับไม่ถือว่าเป็นหลานที่ไม่เอาไหน ใช่หรือไม่?”
“ก็ดีเหมือนกัน ถือเสียว่าเป็นการคิดบัญชีสกุลหลิ่วนักฟ้องร้อง
ของพวกเจ้าล่วงหน้านานหลายปีก็แล้วกัน”
บทพิเศษ ตอนที่ 40.3 ต่างคนต่างฝึกตน
ทางฝั่งของเส้นทางภูเขานี้ เฝิงอวี้หลูที่อยู่บนหลังม้าเห็นเพียงว่า
บุรุษชุดเขียวลุกขึ้นเดินออกไปจากที่นี่พร้อมกับนักพรตหนุ่มคนหนึ่ง
ที่เดินผ่านทางมา
โดยไม่ทันรู้ตัว เมื่อลมภูเขาพัดโชย เฝิงอวี้หลูถึงได้ค้นพบว่า
เหงื่อหลั่งเปียกเต็มสันหลังของตน นาทีถัดมาพวกหลิ่วฉวนชิงก็
เหมือนถูกผีอำ พากันหล่นลงจากหลังม้า เฝิงอวี้หลูรีบพลิกตัวลงจาก
หลังม้าอย่างว่องไว คิดอยากจะไปประคองพวกเขา คิดไม่ถึงว่าพวก
เขาแต่ละคนกลับทำท่าเหมือนเห็นผี จูงม้าเผ่นหนีไปไกล อาศัยสอง
ขาวิ่งห่างไปได้ระยะทางหนึ่งแล้ว พวกเขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าควร
ขึ้นหลังม้าขี่กลับไปทางเดิม ถึงอย่างไรสี่ขาก็น่าจะลงจากภูเขาได้เร็ว
กว่า ถึงกับทิ้งเฝิงอวี้หลูไว้ข้างหลังไม่สนใจ หลังจากความอึ้งตะลึง
ผ่านพ้นไปแล้ว เผิงอวี้หลูก็ยังตัดสินใจขี่ม้าขึ้นเขาไปเพียงลำพัง ไป
ยังตำหนักหลักของมหาบรรพตอุดร จะไปโขกหัวขอเข้าเฝ้าเสินจวิน
ต่อให้รู้ความจริงแล้วจะต้องถูกลงโทษ เด็กหนุ่มก็ยอม
ในใจเด็กหนุ่มมั่นใจแค่หลักการที่ว่า “ความดีทั้งร้อยประการ
ความกตัญญูต่อบิดามารดามาก่อนเป็นอันดับแรก’ มิอาจปล่อยผ่าน
ได้
เว่ยป้อพยักหน้า เด็กผู้นี้สามารถสั่งสอนให้เป็นคนดีได้
ลู่เสินคารวะตามขนบลัทธิเต๋า “คารวะราชครูเฉิน”
เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะกลับคืน “สหายไม่ต้องเกรงใจ”
ลู่เสินกล่าว “เรียกขานกันเป็นสหาย จะไม่เกรงใจได้อย่างไร”
เฉินผิงอันยิ้มรับ แล้วก็ไม่มัวอ้อมค้อม พูดเข้าประเด็นโดยตรง
บอกกับลู่เสินอย่างตรงไปตรงมาถึงเรื่องที่ “สวีเซี่ยแพร่งพราย
ความลับ ซึ่งเกี่ยวพันกับสกุลลู่”
ตามคำกล่าวของสวีจวินเซียนกระบี่แห่งเกราะทองทวีป ลู่ซวีที่อยู่
ในสกุลลู่ฉายาว่า “หวงอวี๋” สายของซือเฉินซือ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการ
ดูเวลาและดวงดาว) มีตำแหน่งที่ทางแห่งหนึ่งอยู่ใน “ศาลบรรพจารย์”
แห่งนั้น
ลู่เสินได้ยินคำพูดที่เปิดเผยตรงไปตรงมาประเภทนี้ นอกจากเส้น
เอ็นหัวใจจะขมวดตึงแล้ว เขากลับรู้สึกผ่อนคลายได้หลายส่วน รู้ว่า
เหตุการณ์ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นที่ไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ปรึกษากัน
อีก ลู่เสินเองก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดเหลวไหลทำนองว่า “ราชครูต้องการ
อะไร” แต่เอ่ยตามตรงว่า “ช่วงนี้ข้าจะไปเยือนแผ่นดินกลางด้วย
ตัวเองรอบหนึ่ง ปรึกษาพูดคุยกับลู่ซวีให้ดีๆ สักรอบ ก่อนจะกลับไปที่
ตระกูล ข้าจะทิ้งโฉนดของยอดเขาเทียนดูเอาไว้ในอนาคตจะส่ง
จดหมายฉบับหนึ่งไปที่จวนราชครู หากราชครูเฉินไม่พอใจกับ
ผลลัพธ์หลังการจัดการ ยอดเขาเทียนตูก็ถือเป็นของขวัญขออภัยที่
เตรียมไว้ให้ล่วงหน้า ถึงอย่างไรแทนที่จะปล่อยให้มันถูกแย่งชิงก็ไม่สู้
มอบให้เปล่าๆ”
แม้เฉินผิงอันจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้นานแล้ว แต่กลับถูก
คำพูดที่ “เรียบง่ายเหมือนภาษาชาวบ้านทั่วไป” นี้ ทำให้อึ้งจนพูดไม่
ออก
ลู่เสินมองสีท้องฟ้า ในใจพลันโปร่งโล่ง รู้สึกมีความเข้าใจใหม่
บางอย่างต่อฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคี
เฉินผิงอันเอ่ย “ก่อนหน้านี้เพราะเรื่องของการสลายมรรคา การ
โต้วาทีของสามลัทธิจึงถูกถ่วงเวลาออกไป จากนั้นยังมีฟ้าดิน
เชื่อมโยงในครั้งนั้น บวกกับที่ใต้หล้ามืดสลัวก็เปลี่ยนจากยุครุ่งเรือง
ไปสู่กลียุคแล้ว ดังนั้นหลี่เซิ่งจึงมีความคิดว่าอยากจะเปลี่ยนการ
โต้วาทีของสามลัทธิให้เป็นร้อยสำนักร้องประชันกัน เวลาที่แน่ชัดยัง
รอการตัดสินใจอยู่ ตอนนี้ยังบอกได้ยาก”
ลู่เสินอึ้งตะลึงอย่างหนัก ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วถามว่า “สำนัก
การทหารเลือกใคร?”
เฉินผิงอันตอบไม่ตรงคำถาม “พวกเจ้าเองก็ต้องเตรียมตัวไว้แต่
เนิ่นๆ”
ลู่เสินก้มหัวขอบคุคุณ แล้วถามคำถามที่ไม่เหมาะกับกาลเทศะ
“ข้าสามารถบอกเรื่องนี้กับคนอื่นได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอะไรสักหน่อย สหายลู่
สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ตามสบาย”
ลู่เสินจึงวางแผนว่าจะจัดการกิจธุระในตระกูลให้เรียบร้อยก่อน
แล้วค่อยเดินทางท่องไปทั่วใต้หล้าสักรอบหนึ่ง
มองเห็นเงาร่างที่อยู่ตรงหน้า เฝิงอวี้หลูก็เลือกที่จะขยับไปข้าง
ทาง ชะลอความเร็วของม้าควบผ่านไปช้าๆ
ขี่ม้าออกห่างมาได้สิบกว่าจิ้ง ก่อนจะโบยม้าให้ควบไปอย่าง
รวดเร็ว เด็กหนุ่มที่ไม่สนใจเรื่องยศตำแหน่ง ชอบแค่การทำตัวเป็น
จอมยุทธอดไม่ไหวหันไปมองบุรุษชุดเขียวอีกครั้ง
เฝิงอวี้หลูมักจะรู้สึกว่าบุรุษคนนี้ แม้จะรูปโฉมธรรมดา แต่งกายก็
ธรรมดา แต่หากครุ่นคิดให้ละเอียดกลับเหมือนคนที่เป็นขุนนางอยู่ใน
สถานที่ราชการอย่างมาก
รอกระทั่งเด็กหนุ่มควบม้าจากไปแล้ว ลู่เสินก็ได้ย้อนกลับไปที่
ยอดเขาเทียนดูแล้ว เว่ยป้อตามเฉินผิงอันมา ถามอย่างประหลาดใจ
ว่า “ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดเอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ได้
หรือไม่?”
เฉินผิงอันปรายตามองเย่โหยวเสินจวินที่ไม่ใช่ทั้งผู้ฝึกยุทธแล้วก็
ไม่ใช่ทั้งผู้ฝึกตน
เว่ยป้อยิ้มเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ใครบ้างจะไม่อยากรู้คำตอบ
เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสจะถามต่อหน้าก็เท่านั้น แต่บังเอิญว่า
ข้ามีพอดี”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ถึงอย่างไรก็เป็นแค่การพูดปากเปล่า
ต้องลองต่อสู้กันก่อนถึงจะรู้”
หมัดนั้นที่ปล่อยใส่เซียวสวิ้น เฉินผิงอันไม่คิดจะออมมือใดๆ แต่
ระดับความแข็งแกร่งของเรือนกายเซียวสวิ้นกลับเหนือการคาดคิด
จริงๆ
เว่ยป้อถาม “ช่วงนี้วางแผนไว้ว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “นอกจากทำหน้าที่ในตำแหน่งของตัวเอง เป็น
ราชครูต้าหลีให้ดีแล้ว อย่างแรกก็คือรวบรวมเงินเหรียญทองแดงแก่น
ทองต่อ เอามาใช้หลอมกระบี่ร่วมกับหินสังหารมังกรทั้งหลาย
ยกระดับของกระบี่ให้สูงขึ้น สอง ทำการหลอมวัตถุครั้งใหญ่ เอาชนะ
ด้านปริมาณ อย่างเช่นว่าสมบัติอาคมในคลังจำนวนไม่น้อยที่กวาด
รวบมาได้จากฮ่องเต้ตอนนี้ถือว่ายังพอใช้ เตรียมจะลองเดินขึ้น
สวรรค์ในก้าวเดียวตอนอยู่ในขอบเขตรั้งคน ข้อสาม สร้างความ
มั่นคงให้กับขอบเขตวิถีวรยุทธ”
เว่ยป้อเอ่ย “ที่ข้ายังมีของสะสมส่วนตัวบางอย่าง เป็นสมบัติที่เก็บ
เอาไว้ รวมๆ กันแล้วมีครึ่งร้อยชิ้น ระดับขั้นไม่ได้สูงนัก แต่กลับไม่ได้
น่าเกลียดเกินไป หากเจ้าต้องการก็เอาไปได้หมดเลย”
แล้วเว่ยป้อก็เอ่ยอีกสองประโยคเสริมมาอย่างรวดเร็ว “แน่นอนว่า
รวมถึงของขวัญพบหน้าสองชิ้นที่เสี่ยวโม่มอบให้ข้าด้วย”
“ข้าคือเทพภูเขา การหล่อหลอมร่างทองล้วนต้องอาศัยควันธูป
ไม่ต้องใช้ของนอกกายพวกนี้”
ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นได้ เฉินผิงอันแสยะปาก ยื่นมือมาลูบมุมปาก
ขอแค่เข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพีอวิ๋น ไก่ตัวผู้ก็ยัง
ต้องออกไข่สองฟองก่อนถึงจะจากไปได้
ต้องบีบพวกเทพเขียนบนภูเขาเหล่านั้นถึงระดับไหน พวกเขาถึง
สามารถพูดสำนวนพื้นบ้านที่เข้าใจง่ายเช่นนี้ออกมาได้
เฉินผิงอันรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง การที่ต้องจัดงานเลี้ยงท่องราตรี
ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้เจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วอย่างตนจะไม่รู้
สาเหตุเลยหรือ?
เว่ยป้อเห็นเฉินผิงอันทำหน้าปั้นยากก็ซักถามต่อว่า “มีค่าพอ
สำหรับเจ้าหรือไม่ บอกมาให้ชัดเจนหน่อยสิ?”
เฉินผิงอันตบไหล่เว่ยป้อ “ข้าจะต้องเกรงใจเจ้าทำไม รับมาหมด
นั่นแหละ ไม่เขียนใบรับรองหนี้ด้วย”
เว่ยป้อเอ่ย “นอกจากเฉาสือแล้ว ตอนนี้เจ้าหาผู้ฝึกยุทธมา
ประลองฝีมือด้วยก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกระมัง เต้าหู้ไม่อาจเอามา
ทำหินลับมีดได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อย่าพูดให้ขอบเขตปลายทาง ขอบเขตยอด
เขาฟังดูย ่าแย่ขนาดนั้นสิ”
เว่ยป้อเอ่ย “ข้าจะคุ้มครองฮ่องเต้ไปส่งถึงทางเหนือสุดของแจกัน
สมบัติทวีปตามระเบียบที่กำหนดไว้ ไม่สู้ให้ข้าช่วยขอเอกสารผ่าน
ด่านเทพภูเขาเดินลงน ้าจากศาลบุ๋นมาให้เจ้าสักแผ่นดีไหม ข้าเองก็
สามารถเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่าง
ที่หาได้ยากสักครั้ง ได้เดินทางไปเยือนอุตรกุรุทวีปที่เลื่อมใสมานาน
ด้วย”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เว่ยเสินจวินก็รู้จักเบียดบัง
ผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวด้วยหรือ?”
เว่ยป้อพูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “กฎหมายที่ดีนั้นก็เป็นเพียง
ความรู้สึกของมนุษย์เท่านั้นเอง อีกอย่างเจ้าก็มีหน้ามีตาอยู่ใน
ศาลบุ๋น หนังหน้าก็หนาพอ จะต้องกลัวอะไร”
เฉินผิงอันเอ่ย “มีใครเขาด่าคนอื่นพลางขอร้องคนเขาไปด้วย
อย่างเจ้าบ้าง?”
เว่ยป้อหัวเราะ ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในภูเขาพือวิ่น เสียงในใจจำนวนนับไม่ถ้วน คนที่ขอพรให้พ้นจาก
ทุกข์ คนที่ขอโชคลาภเงินทองขอลาภยศเหมือนแม่น ้าลำคลองไหล
เชี่ยวกรากที่ล้วนมารวมกันอยู่บนร่างทองในตำหนักใหญ่ร่างนั้นใน
บ้านเรือนของราษฎรมีคำกล่าวว่า ถ้าไม่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ยากจะ
เป็นหัวหน้าครอบครัวได้ แต่สำหรับเทพเจ้าผู้คุ้มครองภูเขาและ
สายน ้าที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก กลับไม่มีทางเลือกที่ง่าย
เช่นนั้นเลย
เฉินผิงอันพลันถามว่า “กระทั่งถึงบัดนี้ ข้าก็ยังยากที่จะเอาเจ้าไป
คิดรวมกับเทพเจ้าแห่งผืนดินเนื้อตัวสกปรกมอมแมมในปีนั้น ทำไมปี
นั้นถึงได้เลือกเปิดเผยตัวตนด้วยรูปโฉมเช่นนั้น? นอกจากจะหมด
อาลัยตายอยาก คิดอยากจะสลัดความสัมพันธ์กับสถานะในอดีตทิ้ง
แล้ว ยังมีเหตุผลอย่างอื่นอีกหรือไม่?”
นอกจากงานเลี้ยงท่องราตรีที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วใต้หล้าแล้ว
ต้องรู้ว่าบุคลิกรูปโฉมของเว่ยเสินจวินก็มีชื่อเสียงเลื่องลือในแจกัน
สมบัติทวีปมากเช่นกัน
เว่ยป้อย้อนถาม “ไม่เข้าใจหรือ?”
เฉินผิงอันตอบ “ไม่เข้าใจอย่างมาก”
เวยป้อกล่าว “ลองนึกถึงจูเหลี่ยนดูสิ”
ไม่พูดถึงเขาเว่ยป้อ อย่างเว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะที่ไม่สนใจดูแล
ตัวเอง ไม่สนเรื่องการแต่งกายก็ยังถูกมองเป็นคนรักอิสระไม่ยึดติดใน
แบบแผน หรือยกตัวอย่างเช่นหมื่อกี้ที่ไม่ยึดติดกรอบกฎเกณฑ์หรือ
ความสำรวมทางสังคม และยังมีเฉาสือ ฯลฯ มีใครบ้างที่สนใจ
รูปลักษณ์ของตัวเอง นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจูเหลี่ยนเลย
เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่เฉินผิงอันก็ยังอดไม่ไหวด่าพึมพำไป
หลายประโยค
เว่ยป้ออารมณ์ดี บอกว่าบุรุษหน้าตาสมส่วน ก็มีความหมาย
ไม่ได้ต่างจากสตรีที่หน้าตางามพิสุทธิ์หรอกหรือ?
แต่พูดกันอย่างเป็นธรรม ตอนที่เฉินผิงอันเป็นเด็กหนุ่ม นอกจาก
ผิวดำเกรียม อันที่จริงหน้าตาก็ถือว่าพอใช้ได้ รอกระทั่งภายหลังฝึก
หมัดเรียนกระบี่ อ่านตำรามาเยอะขึ้น ได้เพิ่มพูนความรู้มากขึ้น ก็เริ่ม
จะใกล้เคียงกับคำกล่าวที่ว่า “เมื่อมีความรู้และวรรณกรรมอยู่ในใจ
ย่อมส่งให้บุคลิกและราศีของคนงดงามผ่องใสขึ้นเอง” ได้เหมือนกัน
ไม่ใช่หรือ
รอกระทั่งเฉินผิงอันกลับมายังจวนราชครู ซ่งอวิ๋นเจียนที่ยืนนับ
ดอกท้ออยู่ใต้ต้นท้อก็วางใจลงได้ในที่สุด
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาบนสนาม
รบ ไม่ยอมให้พลาดไปแม้แต่รายละเอียดเดียว
เซี่ยโก่วนอนคว ่าอยู่บนพื้นของชั้นบนสุดในหอมากสมบัติตลอด
ทั้งคืนจนถึงเช้า ข้างมือมีกองกระดาษวาดภาพที่วาดด้วยมือซึ่งเต็ม
ไปด้วยความคิดแปลกใหม่ ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งเซี่ยที่ทำงานเหน็ด
เหนื่อยอย่างไม่มีปริปากบ่น แน่นอนว่าไม่ลืมบอกให้พี่หญิงหรงอวี๋เอา
อาหารมื้อดึกมาบำรุงตัวเองด้วย
เฉาฉิงหล่างกับหลินโส่วอีกำลังเถียงกันเรื่องหลักเหตุผลบาง
ประการที่อยู่ในตำราบางเล่ม ไม่เห็นแก่มิตรภาพของคนร่วมสำนัก
เลยสักนิด ขาดก็แค่ไม่ได้ลงไม้ลงมือต่อยกันเท่านั้น
ความตั้งใจในการอ่านตำราของเฉินอี้ก็ทำให้คนนับถือมาก
เช่นกัน เขาจมจ่อมอยู่กับความรักความแค้นพัวพันของคนในตำรา
บางครั้งก็ตบโต๊ะร้องตะโกน บางครั้งน ้าตาก็ไหลรินลงมาอย่างที่มิอาจ
กลั้นเอาไว้ได้
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ในวัดเงียบสงบบนภูเขากล่าวถ้อยคำไป
ตามวาสนา นำหลักการเหตุผลที่เคยได้ยินจากอาจารย์เจ้าอาราม
เมื่อครั้งอดีตมาบอกแก่ผู้มาเยือนที่มาถึงแต่เช้าว่า เหตุใดสวรรค์จึงไร้
ความลำเอียงและมักเกื้อหนุนแต่ผู้มีความดีเป็นนิตย์ ผู้แสวงบุญแซ่
เฉินได้ฟังคำตอบก็ตั้งใจคิดอยู่พักหนึ่ง บอกว่าได้รับการสั่งสอนแล้ว
นักพรตเฒ่าบอกว่านี่เป็นแค่ความคิดของตนคนเดียวเท่านั้น ผู้แสวง
บุญแซ่เฉินบอกว่าคือความคิดเห็นที่ถูกต้อง นักพรตเฒ่าบอกว่าไม่
กล้ารับ พวกเขาพูดคุยกันอย่างปรองดองถูกชะตา หลังแยกจากกัน
ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปฝึกตน แค่นัดหมายกันว่าหากมีเวลาว่างจะ
มาดื่มชาพูดคุยกันใหม่ ยังคงรู้เพียงแซ่ไม่รู้ชื่ออยู่เหมือนเดิม
“มรรคา” แห่งฟ้าดินนั้นเป็นเพียงชื่อเรียกที่มนุษย์ตั้งขึ้น
เช่นเดียวกับ “ความดี” ของสรรพชีวิต นับแต่โบราณตราบจน
ปัจจุบัน เส้นทางที่สวรรค์และแผ่นดินลิขิตไว้ ความดีเพียงแต่อยู่ใกล้
มรรคาเท่านั้น หากมนุษย์ประพฤติดี ก็ย่อมเป็นการเข้าใกล้มรรคา
โดยธรรมชาติ เมื่อบรรพชนผู้รู้แจ้งได้หยั่งเห็นสัจธรรมนี้แล้ว พวกเรา
ผู้ศึกษาในภายหลังก็แค่ต้องก้าวเดินตามด้วยความมั่นใจเท่านั้น
ตรงประตูเมืองของเมืองหลวงต้าหลียังคงมีผู้คนสัญจรไปมาไม่
ขาดสาย มีคนออกจากตำแหน่งขุนนางกลับบ้านเกิด มีคนเข้าเมือง
มาไขว่คว้าหาตำแหน่งชื่อเสียง บนเส้นทางที่ผู้คนเดินสวนกัน
ขวักไขว่ มีคนที่หันกลับไปมองพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ลงของเมื่อ
วานด้วยความหม่นหมองผิดหวัง มีคนที่โอบอุ้มความหวังอันร้อนแรง
ที่มีต่อวันนี้ ดอกหลิงเชียวในบ้านขุนนางผู้มีอำนาจในเมืองผลิบาน
อยู่สูงลิบ ส่วนดอกไม้ป่าบนคันนานอกเมืองกลับเบียดกันบานรวม
เป็นกลุ่มอยู่ตามพื้นดิน ความสุขความทุกข์ การพบพานและการ
พลัดพราก ความมั่งมีและความยากจน ความรุ่งเรืองและความตกต ่า
ของผู้คน ทั้งผู้ที่มาและผู้ที่จากไป ล้วนดำรงอยู่ภายในโลกมนุษย์แห่ง
นี้