กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 41.1 ท่องยุทธภพ
เว่ยป้อไปเยือนภูเขาฉีตุนมารอบหนึ่ง ข้างทางที่อยู่เบื้องหน้าคือ
ต้นหยางต้นหลิวเคียงคู่ ดอกไม้ภูเขาเบ่งบานสะพรั่ง
ลู่เสินออกไปจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบนยอดเขาเทียนตูอย่าง
ลับๆ เดินทางข้ามทวีปหวนกลับไปยังแผ่นดินกลางอีกครั้ง
มีนักพรตหนุ่มสะพายกระบี่อีกคนหนึ่งมาเยือนภูเขาพีอวิ๋น
มองไกลๆ มาเห็นภูเขาใหญ่ แมกไม้เขียวชอุ่มแทรกซอนอยู่
ระหว่างเส้นทาง เมฆขาววนล้อมเหมือนชุดคลุม นักพรตเห็นแล้วก็
พยักหน้าอยู่กับตัวเอง มิน่าเล่าถึงสามารถเลื่อนขั้นเป็นขุนเขาเหนือ
ของทวีปได้
เวยป้อสัมผัสถึงความอัศจรรย์เหนือธรรมดาของอีกฝ่ายได้อย่าง
เฉียบไว แล้วก็แน่ใจในตัวตนของนักพรตอย่างรวดเร็ว เขาตกตะลึง
อย่างหนัก รีบไปต้อนรับด้วยตัวเองที่ภูเขาพีอวิ๋นก้มหัวคารวะตาม
ขนบลัทธิเต๋า “เว่ยป้อแห่งมหาบรรพตอุดรคารวะเทียนซือ”
จ้าวเทียนไล่เทียนซือคนปัจจุบันของภูเขามังกรพยัคฆ์คารวะ
กลับคืน “รบกวนเสินจวินแล้ว”
เว่ยป้อถาม “เทียนซือเดินทางมาครั้งนี้เพราะมีธุระสำคัญหรือ?
หากเป็นเช่นนี้จริง เว่ยป้อสามารถช่วยนำความไปบอกต่อภูเขาลั่วพั่ว
หรือไม่ก็สกุลซึ่งต้าหลีได้”
คราวก่อนเดินทางมาเยือนแจกันสมบัติทวีป ยังคงเป็นเทียนซือ
ท่านนี้ที่ลงมือสยบกำราบหลิ่วชื่อเฉิงแห่งนครจักรพรรดิขาวด้วย
ตัวเอง
สุดท้ายราชครูชุยลงมือทำบางอย่าง หลิ่วชื่อเฉิงที่ต้องอยู่ในมุม
มืดไม่อาจเห็นแสงตะวันมานานเป็นพันปีถึงได้โชคดีทำลายค่ายกล
ใหญ่นั้นออกมาได้
จ้าวเทียนไล่ส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ก็แค่มาเดินเล่นดูเฉยๆ เว่ยเสิน
จวินไม่ต้องต้อนรับขับสู้”
เมื่อคืนวานได้รู้ว่าที่เปลี่ยวร้างจะมีการตั้งเวทีประลอง จ้าวเทียน
ไล่สั่งความเรื่องสำคัญกับจวนเทียนซือแล้วก็รีบลงจากภูเขามาทันที
เพียงแต่ว่าออกจากภูเขามาได้ไม่นานก็รู้ว่าสถานการณ์ของที่
นั่นมีการเปลี่ยนแปลงจ้าวเทียนไล่จะกลับไปยังภูเขามังกรพยัคฆ์ทันที
ก็ไม่ได้ ก็เลยแวะมาที่แจกันสมบัติทวีป ถือเสียว่าได้มาเที่ยวเยือน
สถานที่เดิมที่เคยมาอีกครั้ง
และหนึ่งในเรื่องที่สั่งความไว้ก็คือหากเขาไม่อาจกลับไปยังภูเขา
มังกรพยัคฆ์ได้ ใครจะมารับหน้าที่เป็นเทียนซือต่อ
ขณะเดียวกันจ้าวเทียนไล่ก็บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าตนลงจาก
ภูเขามาครั้งนี้ได้พกกระบี่เทียนซือและตราประทับมาด้วย ไม่แน่เสมอ
ไปว่าจะสามารถส่งกลับมาที่จวนเทียนซือได้
เวยป้อยิ้มเอ่ย “ข้าต้องเดินเล่นภูเขาพีอวิ๋นเป็นเพื่อนเทียนซืออยู่
แล้ว ได้พูดคุยกับเทียนซือหนึ่งประโยคก็ถือเป็นกำไร สามารถสัมผัส
กับกลิ่นอายเซียนของท่านได้”
จ้าวเทียนไล่เองก็เป็นคนง่ายๆ ไม่ถือตัว “ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะ
สัมผัสกลิ่นอายเทพให้มากหน่อย”
อากาศนอกภูเขาร้อนแผดเผา แต่อากาศในภูเขากลับเย็นสบาย
เพราะบนภูเขาพีอวิ๋นมีการสร้างสำนักศึกษาหลินลู่เอาไว้ ที่แห่งนี้ถึง
ได้ค่อยๆ กลายเป็นสถานที่พักร้อนของเหล่าปัญญาชนมากมาย
เว่ยป้อบอกว่าตัวเองคงต้องทำหน้าหนาขอผลงานน ้าหมึกจาก
เทียนซือสักชิ้น จะเอามาใช้เป็นตัวอักษรที่แกะสลักไว้บนหน้าผา
จ้าวเทียนไล่ตอบตกลงอย่างว่องไว เพียงแค่ถามว่า “ไยเสินจวิน
ต้องสละสิ่งที่อยู่ใกล้ไปแสวงหาสิ่งที่อยู่ไกลด้วยเล่า?”
ภูเขาพีอวิ๋นเป็นเพื่อนบ้านกับภูเขาลั่วพั่ว และเฉินผิงอันก็เคย
เขียนทั้งตำราตราประทับร้อยเซียนกระบี่และตำราตราประทับสองร้อย
เซียนกระบี่
เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “เฉินผิงอันได้แต่กล้าอวดอ้างว่าตัวเองคือ
ผู้เชี่ยวชาญในการชมผลงานศิลปะเท่านั้น ส่วนบทกวี อักษรวิจิตร
ภาพวาด และตราประทับของบรรดาปัญญาชน เขาก็แค่มีความ
เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในด้านของการแกะสลักตราประทับเท่านั้น”
จ้าวเทียนไล่เอ่ย “ถ่อมตัวเกินไปแล้ว ตัวอักษรผิงที่อื่นกวาน
แกะสลักไว้บนหัวกำแพงเมือง ปราณกระบี่ตัดสลับ โครงสร้างและ
ฝีมือแข็งแกร่งทรงพลัง หาใช่ฝีมือธรรมดาสามัญไม่”
เว่ยป้อไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ในใจคิดว่านี่ก็ไม่ได้อยู่บนภูเขาลั่ว
พั่วเสียหน่อย
จ้าวเทียนไล่ก็แค่พูดไปตามสัตย์จริง เพราะถึงอย่างไรก็ไม่คุ้นเคย
กับขนบธรรมเนียมของสองภูเขาอย่างพีอวิ๋นและลั่วพั่ว ไหนเลยจะรู้
ถึง ‘อาการใจฝ่อ” ของเย่โหยวเสินจวินท่านนี้
ผู้คนมักกล่าวถึงการเลื่อนตำแหน่งในราชการว่าปืนขึ้นหรือไต่
ขึ้น โดยคำว่าปืนสื่อถึงความยากลำบากในการเลื่อนขั้น ส่วนคำว่า
ไต่สื่อถึงความเชื่องช้าในการเลื่อนตำแหน่ง
ทว่าความเร็วในการก้าวกระโดดในวงการขุนนางภูเขาสายน ้า
ของเว่ยป้อกลับน่าตะลึงอย่างมาก เวลาสั้นๆ แค่สามสิบปีก็เปลี่ยน
จากเทพเจ้าแห่งผืนดินที่สภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นเปื้อนดิน เลื่อนขั้น
เป็นองค์เทพแห่งห้ามหาบรรพตของหนึ่งทวีป อีกทั้งยังถูกศาลบุ๋นแต่ง
ตั้งให้เป็นเสินจวิน
การคุยเล่นย่อมต้องหาหัวข้อสนทนาร่วมกันสักหนึ่งถึงสอง
หัวข้อ เพียงไม่นานพวกเขาก็คุยกันไปถึง “สหาย” ที่ทั้งสองฝ่ายมี
ร่วมกัน บุรุษเอ้อระเหยลอยชายที่ชอบเรียกตัวเองว่ามือกระบี่ด้วย
ความภาคภูมิใจ
จ้าวเทียนไล่เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ในอดีตพบเจอกันในร้านมุง
แฝกท่ามกลางค ่าคืนที่มีพายุหิมะ หลังจากดื่มเหล้าอุ่นๆ พร้อมพูดคุย
ความในใจกันไป กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเหมันต์ส่วสันต์
จากวสันต์สู่คิมหันต์ เพียงพริบตาก็เหมือนผ่านไปนับร้อยคราแล้ว”
ภายหลังพวกเขายังคุยกันไปถึงศิษย์ลูกศิษย์หลานกลุ่มนั้นของ
เจินเหรินอวี่เสวียน ทุกวันนี้พวกเขาต่างก็ตั้งใจฝึกตนกันอยู่ที่ยอด
เขาฮวาอิ่ง
เว่ยป้อเลยคิดว่าจะลองเชิญชวนให้เทียนซือไปถ่ายทอดมรรคาที่
นั่นดูสักหน่อย
จ้าวเทียนไล่เอ่ยอย่างตกตะลึง “อ้อ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? ถ้า
อย่างนั้นผินเต้าคงต้องแวะไปดูที่นั่นสักหน่อยแล้ว”
เดิมทีเว่ยป้อก็มีความคิดว่าลองทำดูก็ไม่เสียหาย หากไปได้ก็คือ
เรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝันใหญ่เทียมฟ้า ต่อให้ปฏิเสธตนอย่างละมุน
ละม่อมก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “หากสามารถสอนให้ผู้อื่นรู้วิธีดำรงชีพและ
ถ่ายทอดหลักธรรมอันถูกต้องสักสองสามประโยคได้ ไฉนจะไม่ถือ
เป็นวาสนาอันดีของผินเต้าเล่า”
ผ่านทางไปพอดี เว่ยป้อจึงพาเทียนซือไปที่อารามพีอวิ่นรอบหนึ่ง
ยังคงเป็นนักพรตเฒ่าผู้นั้นที่รับรองแขก ในวัดเล็กที่ควันธูปธรรมดา
ล้วนเป็นเจ้าอาวาสที่รับรองแขกแบกภาระทุกอย่าง เนื่องจากเว่ยป้อ
ร่ายเวทอำพรางตา จ้าวเทียนไล่เองก็ไม่ใช่คนที่มีภาพเหมือนแขวน
อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในไพศาล แค่แต่งกายด้วยการสวมชุดเต๋า
ธรรมดา ปักปิ่นหยกบนมวยผม นักพรตเฒ่าที่เป็นผู้ดูแลอาราม
พีอวิ๋น แน่นอนว่าย่อมไม่รู้จักว่าพวกเขาเป็นใคร
นักพรตเฒ่าถาม “สหายเดินทางจากต่างถิ่นเรื่อยมาจนมาถึงที่นี่
หรือ?”
จ้าวเทียนไล่พยักหน้ายิ้มบางๆ “ได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของ
มหาบรรพตอุดรมานานคิดว่าอย่างไรก็ต้องเข้ามาเที่ยวชมในภูเขาให้
ได้ ถึงจะไม่ถือว่าเดินทางมาเสียเที่ยว”
นักพรตเฒ่าครุ่นคิด แล้วก็พลันอดไม่ไหว ถามหยั่งเชิงว่า
“สหายมาเพราะชื่อเสียงของงานเลี้ยงท่องราตรีหรือ?”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มตอบ “ดูเหมือนว่าช่วงนี้ภูเขาพีอวิ่นไม่มีข่าวว่าจะ
จัดงานเลี้ยงท่องราตรีนะ?”
นักพรตเฒ่าทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด ถึงอย่างไรก็ไม่อาจพูดกับ
สหายคนนี้ได้ว่า เว่ยป้อเสินจวินและภูเขาพือวิ๋นล้วนดีไปหมด มีเพียง
งานเลี้ยงท่องราตรีนี้เท่านั้นที่หลอกลวงคนไม่ใช่น้อยๆ คิดไปคิดมาก็
ได้แต่พูดอย่างคลุมเครือว่า “จังหวะไม่เหมาะเอาเสียเลย”
เว่ยป้อสีหน้าเป็นปกติ แต่แท้จริงในใจกลับอัดอั้น จะดีจะชั่วก็เป็น
คนครอบครัวเดียวกันครึ่งตัว ไม่รู้จักพูดจาดีๆ แทนคนกันเองบ้างเลย
หรือ?
เดินเที่ยวไปในอารามเต๋าด้วยกัน เว่ยป้อเองก็เพิ่งรู้ว่าเทียนซือคุย
เก่งขนาดนี้ พูดถึงแค่เรื่องรูปแบบของสิ่งปลูกสร้าง ขนาดอารามพีอ
วิ่นเป็นแค่อารามธรรมดาทั่วไป ความสนใจของจ้าวเทียนไล่กลับยัง
ไม่ลดลง พูดคุยกับนักพรตเฒ่าอย่างกระตือรือร้น ฝ่ายหลังเชิญให้
เขาดื่มชา เทียนซือก็ตอบตกลง ไม่ปฏิเสธ พูดไปถึงระบบสืบทอด
จ้าวเทียนไล่ก็เอ่ยว่า “เนื่องจากวิชาความรู้ที่สืบทอดมาทางตระกูล
ผินเต้าจึงได้ฝึกตนมาตั้งแต่เด็ก นอกจากคัมภีร์เต๋าแล้ว ผินเต้ายัง
เคยอ่านตำราของร้อยสำนักมาจนแตกฉาน ตั้งแต่เด็กมาก็เชื่อมั่น
อย่างไม่คลางแคลงต่อคำสอนในคัมภีร์ที่ว่า ผู้มีคุณความดีที่ซ่อนเร้น
ย่อมได้รับผลตอบแทนที่เปิดเผย และผู้กระทำความดีอย่างเงียบงัน
ย่อมมีชื่อเสียงปรากฏ โดยเฉพาะเรื่อง “การทำความดีสามพัน
ประการ” นั้นยิ่งสนใจเป็นพิเศษ ทว่าในวัยหนุ่มยังมีความเข้าใจไม่
ลึกซึ้งทุกครั้งที่ลงจากภูเขาไปฝึกประสบการณ์ข้างนอก มักจะบันทึก
ความดีที่ตนทำไว้ พร้อมคำนวณอยู่เสมอว่ายังห่างจาก “ความดีครบ
สามพันประการ” อีกมากเพียงใด ในครั้งนั้นผู้ใหญ่ในบ้านก็เพียง
มองดูอย่างเฉยเมย จงใจไม่ชี้แนะให้กระจ่าง อย่างมากก็เพียงเตือน
ประโยคเดียวว่า เมื่อลงจากภูเขาไปอยู่ข้างนอก อย่าได้ โอ้อวดวิชา
จนเป็นที่สะดุดตาผู้คน”
นักพรตเฒ่าได้ยินแล้วก็พยักหน้าเบาๆ ดูจากท่าทางของแขกผู้นี้
คงไม่ใช่นักพรตทั่วไปสูงศักดิ์แต่ไม่เย่อหยิ่ง หาได้ยากจริงๆ
เว่ยป้อแอบนวดหว่างคิ้ว
จ้าวเทียนไล่เอ่ย “ภายหลังการฝึกตนไม่เคยพบเจอกับด่านใดๆ
ทว่ากลับเกิดปัญหากับคำว่า “เข้าใจ” ในที่สุดผู้ใหญ่ในตระกูลก็ยอม
พูดคุยความในใจกับข้าครั้งหนึ่ง เป็นการคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป
บอกว่าพวกเราทำเรื่องดีเรื่องหนึ่ง คนบนโลกไม่รู้ ก็คือบุญกุศล หรือ
คนอื่นบอกว่าเจ้าทำเรื่องดี ตัวเจ้าเองกลับไม่รู้เลยสักนิด อีกทั้งยัง
ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน นั่นก็คือการสั่งสมผลบุญและความโชคดี
ไว้ทีละน้อย นี่คืออย่างแรก จำต้องเข้าใจหลักที่ว่า“จงแผ่คุณความดี
อันเร้นลับให้กว้างไกล ย่อมสัมผัสถึงฟ้าถึงสวรรค์ได้ เมื่อมีความ
จริงใจถึงที่สุด ย่อมเกิดความอัศจรรย์เชื่อมถึงฟ้า” ทว่าใน
ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยึดติดอยู่กับหลักการนั้นจนทำให้จิตแห่ง
มรรคาหยุดชะงัก ครั้นนานวันเข้า กลับจำได้เพียงว่า “จงทำความดี
อย่างเงียบงันให้กว้างขวาง” แต่ลืมเลือน “การสอดคล้องกับฟ้าและ
สวรรค์ ไป เมื่อสั่งสมความเพียรยาวนานปีแล้วปีเล่า ยิ่งเชื่อมั่นว่าการ
กระทำเช่นนี้ถูกต้อง และถือเอาเองว่านั่นคือการฝึกบำเพ็ญตน นี่คือ
ข้อที่สอง ผู้ฝึกตน ครอบครองภูเขามีชื่อเสียงสร้างพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมก็ดี ดึงเอาปราณวิญญาณฟ้าดินมาใช้ก็ช่าง สรุปก็คือการ
เอาส่วนที่ขาดแคลนไปสนองผู้ที่มีอยู่แล้วหาใช่หนทางไม่ แต่การรู้จัก
ลดทอนส่วนเกินของตนเพื่อนำไปเติมเต็มสิ่งที่ฟ้าดินและผู้อื่นยังขาด
ต่างหาก จึงจะนับว่าเป็นการกระทำแทนเจตนารมณ์แห่งสวรรค์”
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้ม “ผู้อาวุโสในตระกูลของสหายมีความ
คิดเห็นอันยอดเยี่ยม”
เรียกนักพรตน้อยคนหนึ่งให้ไปต้มน ้าชงชา นักพรตเฒ่าพาแขก
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องที่เรียบง่ายแต่สะอาดห้องหนึ่ง
จ้าวเทียนไล่เห็นว่าบนโต๊ะวางกลอนคู่ที่เขียนเป็นประโยคว่า “ทั้ง
หน้ากระดาษอบอวลด้วยภาพหมอกเมฆดุจทิวทัศน์งดงาม หมึกพู่กัน
แผ่ซ่านชุ่มฉ ่าเปี่ยมชีวิตชีวา” แต่ไม่ได้ลงนามผู้เขียน
เว่ยป้อทั้งขันทั้งฉุน เจ้าเฉินผิงอันผู้นั้นไม่มีคำพูดใดที่เป็นความ
จริงสักคำ
นักพรตเฒ่าฉวยโอกาสตีเหล็กตอนที่ยังร้อน “ขอสหายก็อย่าขี้
เหนียวน ้าหมึกได้หรือไม่?”
จ้าวเทียนไล่ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะจ้องไปที่ตัวอักษรอยู่พักหนึ่ง ยิ้มเอ่ย
ว่า “ไข่มุกและอัญมณีอยู่เบื้องหน้า มิกล้าจรดพู่กัน”
ผู้ศึกษามรรคาเข้าสู่สำนักพร้อมกับเมฆขาว ท่ามกลางไผ่เขียว
พันลำ เสียงระฆังยามเช้าและกลองยามเย็นบอกเล่าความว่า หนึ่ง
กำเนิดสอง สองกำเนิดสาม สามกำเนิดสรรพสิ่ง จิตล่องลอยหยั่งรู้ทั้ง
อดีตกาลและปัจจุบันกาล
ส่วนผู้บำเพ็ญสัจธรรมออกจากขุนเขาเขียวเคียงข้างสายน ้าใส
ท่ามกลางโลกีย์อันกว้างใหญ่ ลมวสันต์และจันทร์สารทบอกกล่าวว่า
แผ่นดินยึดแบบอย่างฟ้า ฟ้ายืดแบบอย่างมรรค มรรคยึดแบบอย่าง
ธรรมชาติ หมุนเวียนไปมาจึงได้พบเห็นตนเอง
……
ยามเช้าตรู่ เผยเฉียนมาถึงโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งที่อยู่ในอาณาเขต
ของอำเภอหย่งไท่ นัดเวลากันเรียบร้อยแล้วว่าจะไปที่ศูนย์ฝึกยุทธชื่อ
ไห่ด้วยกัน นางต้องการช่วยแนะนำเด็กหนุ่มสองคนนั้นให้เว่ยลี่ได้
รู้จัก
พวกหงเทาเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสะอาดนานแล้ว เพราะถึง
อย่างไรวันนี้ก็ต้องไปกราบอาจารย์ ไม่ได้ไปถึงหน้าประตูบ้านเพื่อ
ขอทาน
เมื่อคืนวานออกจากจวนราชครู หรงอวี่ได้มอบเงินให้พวกเขา
สองถุง ด้านในแบ่งออกเป็นใส่เศษเงินและเมล็ดแตงทองไว้ส่วนหนึ่ง
เงินทองก็คือความใจกล้าของวีรบุรุษนี่นะ ถอยไปพูดหมื่นก้าว
ต่อให้กราบอาจารย์ไม่สำเร็จ พวกเขาอยู่ต่อในเมืองหลวง ได้กินดื่ม
อย่างอิ่มหนำ กินใช้เดือนกว่าก็ยังไม่เป็นปัญหาเงินค่าเดินทางสำหรับ
กลับไปที่บ้านเกิดก็ยังมากพอ
เจอหน้ากันแล้ว ได้เจอกับเผยเฉียนอีกครั้ง เด็กหนุ่มร่างผอม
แห้งก็เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “เจ้าก็คือเจิ้งเฉียน ใช่ไหม?”
เผยเฉียนเองก็ไม่ปฏิเสธ ยิ้มเอ่ยว่า “ทำไมถึงเก็บความลับไว้ไม่
อยู่เลยล่ะ?”
หม่าปู้ไห่ยิ้มกว้าง “ถึงอย่างไรก็หลอกเจ้าไม่ได้ ยังจะต้องเก็บ
ซ่อนอะไรอีก หัวหน้าหงพูดได้ถูกต้อง กับคนฉลาด อย่าได้อวดฉลาด
ไม่อย่างนั้นจะยิ่งดูโง่เป็นพิเศษ”
อารมณ์ของผู้เฒ่าซับซ้อน ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังฝัน
อยู่ตลอด
จวนราชครูก็เข้าไปแล้ว ราชครูแห่งต้าหลีก็ได้เจอแล้ว ถึงขั้น
ที่ว่าเกือบจะได้กินอาหารมื้อดึกที่จวนราชครูแห่งนั้นแล้วด้วย
เผยเฉียนเอ่ย “พวกเจ้าโชคดีที่ได้พบเจอกับอาจารย์หง”
หงเทาถูมือแรงๆ เอ่ยอย่างหวั่นเกรง “มิกล้ารับ มิกล้ารับ”
คำเรียกขานว่าอาจารย์หง คือคำเรียกขานที่มีไว้เฉพาะบัณฑิต
เท่านั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด
หม่าปู้ไห่ถามโน่นถามนี่ไปตลอดเส้นทาง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง
เล่าเกี่ยวกับสนามรบที่เมืองหลวงสำรอง บางครั้งเผยเฉียนก็ตอบกลับ
สองสามประโยค
ไปถึงศูนย์ฝึกยุทธที่ได้ยินเสียงคนดังอึกทึกตั้งแต่เช้าตรู่ มีกำแพง
กั้นขวางก็ยังได้ยินเสียงฮือฮา ฮือฮ่า จากในเรือน ชายฉกรรจ์หลาย
สิบคนกำลังฝึกท่าเดินท่าหมัดขัดเกลาร่างกาย ระหว่างนั้นสอดแทรก
ไปด้วยเสียงตวาดสั่งสอนของบุรุษคนหนึ่ง พูดคาถาวิชาหมัดที่ตื้น
เขินบางอย่าง
เผยเฉียนหยุดเดินกุมหมัด เอ่ยกับลูกศิษย์ศูนย์ฝึกยุทธที่ควบ
ตำแหน่งคนเฝ้าประตูว่า “ข้าชื่อเจิ้งเฉียน เป็นคนรู้จักเก่าของเจ้าศูนย์
พวกเจ้า ครั้งนี้ละลาบละล้วงมาเยี่ยมเยือน เพราะมีเรื่องจะปรึกษา
รบกวนไปแจ้งให้หน่อย”
คนเฝ้าประตูถามอย่างสงสัย “เจิ้งเฉียนไหน?”
เขามองประเมินหญิงสาวที่มวยผมทรงกลมผู้นั้นอย่างละเอียด
และว่องไว ในใจรู้สึกเป็นกังวล คงไม่ใช่หรอกกระมัง?
ไม่ใช่ไม่รู้จัก “เจิ้งเฉียนผู้นั้น” คนที่เรียนวรยุทธ ประทังชีพอยู่ใน
ยุทธภพ ไม่รู้จัก “เจิ้งชิงหมิง” “เจิ้งซาเฉียน” แห่งสนามรบเมืองหลวง
สำรอง ก็เหมือนคนที่ขึ้นเขาไปขอฝึกวิชาเซียนที่ไม่เคยได้ยินเรื่อง
ของเซียนกระบี่เว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะ
แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้าศูนย์บ้านตนก็มักจะคอยโอ้อวดกับ
พวกเขาอยู่บ่อยๆ ว่าการถามหมัดในปีนั้นยอดเยี่ยมที่ตรงใด ความ
อันตรายอยู่ตรงไหน…
เพียงแต่ก็เหมือนคนเฝ้าประตูของที่ว่าการอำเภอในท้องถิ่นที่มี
คนมาเคาะประตูแต่เช้าตรู่ พอเปิดประตูออก อีกฝ่ายบอกกล่าว
สถานะของตัวเองด้วยการบอกว่าตัวเองชื่อแซ่เดียวกับเจ้ากรมคน
หนึ่งของเมืองหลวง เจ้าควรจะถามต่อหรือไม่เล่า?