กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 41.2 ท่องยุทธภพ
บทพิเศษ ตอนที่ 41.2 ท่องยุทธภพ
เผยเฉียนยิ้มบางๆ “ก็คือเจิ้งเฉียนที่เคยประลองฝีมือกับเจ้าศูนย์
ของพวกเจ้า”
ชายฉกรรจ์ไม่เหลือความลังเลใดอีกต่อไป รีบกุมหมัดคารวะ
กลับคืนอย่างร้อนรน ต้องเป็นนักต้มตุ๋นที่ไร้สมองแค่ไหนถึงจะกล้า
สวมรอยเป็นเจิ้งเฉียน มาหลอกถึงบนหัวของเจ้าศูนย์บ้านตน?
เจ้าศูนย์เว่ยลี่ยังคงท าตามกฎเดิม หลังตื่นนอนแล้วก็จะไปจุดธูป
คารวะที่ห้องโถงใหญ่ออกจากห้องมาแล้ว รับกาจื่อซาที่บรรจุน ้าชาที่
ชงจากชาเก็บก่อนเทศกาลชิงหมิงมาจากมือของลูกศิษย์คนรอง เจ้า
ศูนย์เว่ยขมวดคิ้วน้อยๆ เตือนลูกศิษย์ว่าให้เอาผลไม้สดตามฤดูกาล
มาเปลี่ยนเครื่องบูชา ไม่ใช่ว่ายากจนจนไม่มีข้าวสารกรอกปากหม้อ
เสียหน่อย…ลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจคนนี้รีบจดจ าเอาไว้ทันที่
อาจารย์ของตนเป็นถึงผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองเชียวนะ เปิด
ศูนย์ฝึกยุทธได้เงินมาแค่กี่แดงกันเชียว ใช้ความสามารถได้ไม่เต็มที่
เลย ควรจะไปเปิดพรรคต่อตั้งส านักในยุทธภพมากกว่า
ปีนั้นตอนอยู่ในเมืองหลวงส ารอง อาจารย์มีการประลองหมัด
กับเจิ้งเฉียนหนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ที่ได้รับการประเมินจากแจกัน
สมบัติทวีปถึงสี่หมัด
เมื่อมีป้ายอักษรทองป้ายนี้ ไปอยู่ที่ใดจะไม่ได้รับความนิยม?
ตอนอยู่กันเป็นการส่วนตัวศิษย์พี่ใหญ่มักจะชอบพูดว่าหาก
อาจารย์ได้ไปอยู่ในราชส านักแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของล าน ้าใหญ่
อยากจะคว้าต าแหน่งแม่ทัพที่กุมอ านาจส าคัญมาเป็น ก็ง่ายเหมือน
หยิบของออกจากกระเป๋าตัวเอง
จนใจที่อาจารย์มักจะชอบพูดว่าเขาเป็นแค่คนสามัญธรรมดาใน
ยุทธภพ ไม่มีไหวพริบหัวไม่ไวเท่าพวกคนที่เป็นขุนนาง มีแต่จะถูกยืม
ไปเป็นมีดฆ่าคนอื่น ไม่อย่างนั้นก็อาจถูกหลอกให้ไปสังหารศัตรูบน
สนามรบ ด้วยนิสัยของเขา ไม่อาจเป็นขุนนางที่ “ผู้ที่ตายคือทหารผู้
ออกรบ ส่วนความชอบกลับตกเป็นของแม่ทัพ” ได้ หากเลือดร้อนพุ่ง
ขึ้นหัวก็คงจะเป็นทหารทัพหน้า บุกกระโจนเข้าสู่ความตายอย่างกล้า
หาญไปแล้ว
พวกลูกศิษย์ในศูนย์ฝึกยุทธเคยชินกันมานานแล้ว เจ้าศูนย์เป็น
โรคชอบพล่ามบทกวีอวดภูมิเหมือนตัวเองเป็นนักปราชญ์
ก็เหมือนศิษย์พี่ใหญ่ที่ตอนสอนหมัดแทนอาจารย์ หากไม่ด่า
หยาบคายสักสี่ห้าประโยคก็เหมือนจะพูดไม่ออก
ไม่ว่าจะอย่างไร ขอบเขตร่างทองก็คือของแท้แน่นอน เก็บเงิน
อย่างไม่เลอะเลือน และสอนหมัดก็คือสอนจริงๆ
เห็นเว่ยลี่ที่ก้าวเดินมาด้วยฝีเท้าเร่งร้อน เผยเฉียนก็คารวะตาม
แบบของคนในยุทธภพแนะน าชื่อของเด็กหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างกาย
พูดเข้าประเด็นโดยตรงว่า “พวกเขาอยากจะกราบเจ้าศูนย์เว่ยเล่า
เรียนวิชา”
เว่ยลี่พยักหน้าตอบตกลงอย่างไม่ลังเล “ไม่มีปัญหา พวกเขาไม่
ต้องยกน ้าชากราบอาจารย์ให้ข้าหรอก นับแต่บัดนี้ไปก็คือลูกศิษย์ผู้
สืบทอดของข้าโดยตรง”
เด็กหนุ่มสองคนมองสบตากัน รวดเร็วฉับไวขนาดนี้เลยหรือ จะ
เป็นการท าอย่างขอไปที่ ดูไม่เป็นทางการมากพอหรือไม่?
เว่ยลี่ถามอย่างระมัดระวัง “ปรมาจารย์เจิ้งมีข้อเรียกร้องอะไร
หรือไม่? อย่างเช่นว่าผ่านไปสี่ห้าปี หม่าปู้ไห่กับหูจิ้นควรจะมีขอบเขต
เท่าไร?”
เผยเฉียนส่ายหน้า “พวกเขาเรียนหมัดกับเจ้าศูนย์ อาจารย์พา
เข้าประตู ฝึกตนอยู่ที่ตัวเอง จะประสบผลส าเร็จหรือไม่ ไม่ใช่ว่าคน
นอกอย่างข้าจะสามารถตัดสินได้”
เว่ยลี่ถอนหายใจโล่งอก
เผยเฉียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “เมืองหลวงมีศูนย์คุ้มกัน
ป้ายอวิ่นมาเปิดใหม่ถือเป็นการค้าต้นทุนต ่า เพิ่งจะมาลงหลักปักฐาน
อยู่ที่อ าเภอหย่งไท่ รบกวนเจ้าศูนย์ให้การดูแลอย่างลับๆ สักหน่อย
ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ผิดต่อกฎระเบียบของยุทธพภพก็ให้ความ
ช่วยเหลืออย่างถูกที่ถูกเวลา”
เว่ยลี่เป็นคนเก่าแก่ในยุทธภพแล้ว ไม่ว่าจะพูดจาหรือท าอะไรก็
ล้วนกะน ้าหนักได้อย่างเหมาะสม ฝึกปรือมาอย่างเชี่ยวชาญ เขา
เข้าใจได้ทันที่ จะไม่มีทางท างานที่ได้รับมอบหมายนี้ให้ออกมาแย่
อย่างแน่นอน
เผยเฉียนยิ้มกุมหมัดขอบคุณ เว่ยลี่รีบคารวะกลับคืน
หลังจากโอภาปราศรัยตามมารยาทในยุทธภพไปแล้ว เว่ยลี่ก็
บอกว่าอยากพูดคุยกับปรมาจารย์เจิ้งเป็นการส่วนตัวสักสองสาม
ประโยค เผยเฉียนย่อมไม่ติดขัด เดินไปด้วยกันบนระเบียงของศูนย์
ฝึกยุทธ เว่ยลี่ใช้วิธีรวมเสียงให้เป็นเส้น ถามหยั่งเชิงว่า “ปรมาจารย์
เจิ้งคงจะรู้ชาติก าเนิดของข้ามาตั้งนานแล้วกระมัง?”
เขายังคงเคยชินที่จะเรียกเผยเฉียนว่าปรมาจารย์เจิ้ง
เผยเฉียนพยักหน้า ย้อนถามว่า “ในเมื่อไม่ท าสงครามมานาน
หลายปีแล้ว ท าไมไม่กลับไปดูสักหน่อย?”
เว่ยลี่ยิ้มเงื่อนเอ่ยว่า “มีหน้ากลับไปเสียที่ไหน ไปถึงที่นั่นก็คง
นอนไม่หลับ”
เผยเฉียนไม่สะดวกจะพูดอะไร
ที่แท้เว่ยลี่ก็คือเมล็ดพันธ์แม่ทัพของราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า
เนื่องจากมีชาติก าเนิดจากตระกูลชนชั้นสูง อีกทั้งคุณสมบัติในการ
เรียนวรยุทธก็ดีเยี่ยม ย่อมต้องมีอาจารย์ผู้ช านาญคอยให้ค าชี้แนะ
ทั้งยังเข้าใจศาสตร์การท าสงคราม อายุน้อยๆ ก็กลายเป็นปรมาจารย์
วิถีวรยุทธที่มีชื่อเสียง จิตใจสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้า คิดว่าเมื่อตัวเองไป
เยือนสนามรบย่อมต้องสร้างผลงานได้อย่างไม่เป็นปัญหา แต่ว่าปีนั้น
กองก าลังแคว้นของราชวงศ์ป่ายชวงโชติช่วง รอบด้านมีแต่แคว้นใต้
อาณัติ ภาคภูมิใจในตัวเองว่าไม่มีบทกวีด่านชายแดนมานานเกิน
ร้อยกว่าปีแล้ว เว่ยลี่จึงไม่มีโอกาสที่จะพกกระบี่สะพายธนูไปเยือน
ชายขอบทะเลทรายอันแห้งแล้ง
และเว่ยลี่เองก็เคยถามหมัดกับปรมาจารย์วิถีวรยุทธขอบเขตเดิน
ทางไกลครั้งหนึ่ง เขาคิดว่าตัวเองปล่อยวางกับเรื่องความเป็นความ
ตายได้ และผู้อาวุโสท่านนั้นก็ยิ่งชื่นชมเว่ยลี่ แต่รอกระทั่งเผ่าปีศาจ
แห่งเปลี่ยวร้างรุกขึ้นฝั่งของแจกันสมบัติทวีป เว่ยลี่ลงสนามรบอย่าง
แท้จริง พาตัวไปอยู่ในสมรภูมิที่การต่อสู้ดุเดือด แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เว่ยลี่ก็หวาดผวาจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมด
บนสนามรบ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นกองทัพชายแดนต้าหลีหรือจะเป็น
เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้าง ไม่ว่าจะเป็นเทพเซียนบนภูเขาหรือทหารล่าง
ภูเขา ก็ล้วนตายกันเป็นเบือ แทบจะมีจุดจะเป็นการตายที่ศพไม่
ครบถ้วนทุกคน
เว่ยลี่ที่ถูกมรรคกถาบทหนึ่งกระแทกใส่จนเป็นลมสลบเหมือด รอ
กระทั่งสงครามปิดฉากลง เขาก็คือคนเป็นที่ถูกกองทัพม้าเหล็กต้าหลี
ควานตัวออกมาได้จากกองคนตาย
พลทหารม้าอายุน้อยที่ใบหน้ายังอ่อนเยาว์เหล่านั้นคลี่ยิ้มจริงใจ
บอกว่าเจ้าโชคดีจริงแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลยด้วยซ ้า
คงเป็นเพราะพวกเขาแค่รู้สึกอย่างบริสุทธิ์ใจว่าในเมื่อเว่ยลี่กล้า
ลงสนามรบ ก็ต้องไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร คือลูกผู้ชายคนหนึ่ง แล้วยังมี
ชีวิตรอดมาได้ นี่คือเรื่องดี
เว่ยลี่กุมหมัดแน่น ทุบลงบนหัวใจ “ในนี้มันอัดอั้นนัก”
แคว้นล่มสลายตระกูลวอดวาย ตัวเองยังไม่ตาย พวกลูกหลานใน
ตระกูล และสหายร่วมรบมากมายขนาดนั้น มีแต่เขาเท่านั้นที่รักตัว
กลัวตาย รอดชีวิตมาได้คนเดียว
ภายหลังที่เมืองหลวงส ารองของต้าหลี เว่ยลี่บอกว่าไปถามหมัด
แต่แท้จริงแล้วก็แค่อยากจะไปให้ “เจิ้งเฉียน” ซ้อมตัวเองเท่านั้น
เพราะถึงอย่างไรความในใจบางอย่างที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา ค าพูด
มารออยู่ตรงปากแล้ว แต่ค าพูดเหล่านั้นกลับเหมือนเชื่อมโยงอยู่กับ
อวัยวะภายใน กลัวว่าพูดออกมา หล่นลงพื้นแล้ว ก็จะดึงให้ไส้ขาดไป
ด้วย
คนมีชีวิตตัวเป็นๆ ที่ร่างกายแข็งแรง แล้วยังมีวรยุทธติดกาย มี
ชีวิตกลายมาเป็นผีที่โหยหาบ้านเกิดตนหนึ่ง
คงเป็นเพราะความละอายใจในใจคนเหมือนเพชรฆาตที่รอฉวย
จังหวะลงมือ ถึงได้ท าให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่อยากหันกลับไปมองเรื่องราว
ในอดีต
เผยเฉียนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้เอ่ยอะไร
ค าพูดที่ทิ่มแทงใจคน นางเชี่ยวชาญมาตั้งแต่เด็ก แต่ค าพูดที่
ปลอบใจผู้อื่น ยามที่พูดออกจากปาก ความหมายมักจะเปลี่ยนไป
เสมอ
เว่ยลี่ยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ก็ไม่ได้หวังความสบายใจอะไร ข้าไม่มี
คุณสมบัตินั้น การที่วันนี้พูดเรื่องพวกนี้กับปรมาจารย์เจิ้งก็แค่ไม่
อยากอึดอัดจนตายทั้งเป็นเท่านั้น”
เผยเฉียนเอ่ย “ช่วงนี้ข้าอาจจะออกท่องยุทธภพสักรอบ ทางฝั่ง
ของราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า เจ้ายังมีญาติมิตรอยู่หรือไม่ ข้าสามารถน า
ความไปบอกให้ได้”
เว่ยลี่ส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”
ก่อนที่เผยเฉียนจะออกไปจากศูนย์ฝึกยุทธ แม้ว่าเด็กหนุ่มสอง
คนจะไม่ได้ท าพิธีกราบอาจารย์ แต่เว่ยลี่กลับมีของขวัญรับลูกศิษย์
ทางฝั่งของศูนย์ฝึกยุทธได้เก็บภาพเซียนกระบี่ปราบมารที่วาด
ด้วยหมึกสีชาดเอาไว้หลายภาพ
ร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียงหยุดขายกันอย่างรวดเร็ว โชคดีที่มีลูกศิษย์
คนหนึ่งของศูนย์ฝึกยุทธหัวไว ตอนนั้นลงมือไว จึงซื้อมาได้หลาย
ภาพ ได้ยินว่าราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก หากตอนนั้นตัดใจเอาไปขายต่อ
ได้ก็จะได้ก าไรเป็นเงินทองมาไม่น้อย แม้ว่าทางการจะห้ามไม่ให้ร้าน
ขายของชิ้นนี้ต่อ แต่กลับไม่สืบหาหรือริบม้วนภาพที่แพร่ไปอยู่ในหมู่
ชาวบ้านแล้วกลับคืน
เว่ยลี่จึงมอบภาพเซียนกระบี่ให้ลูกศิษย์ใหม่คนละภาพ
หลังจากเอ่ยขอบคุณอาจารย์อย่างจริงใจแล้ว เด็กหนุ่มสองคน
กอดม้วนภาพไว้ในอ้อมอก มองสบตากัน ต่างก็พยายามกลั้นยิ้ม
เว่ยลี่จิตใจละเอียดอ่อนราวเส้นผม แม้จะไม่เข้าใจต้นสายปลาย
เหตุ แต่ก็คร้านจะถามหาเหตุผล เพียงเอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “เริ่มฝึก
หมัด!”
เผยเฉียนออกมาจากศูนย์ฝึกยุทธเพียงล าพัง มองเห็นว่าอาจารย์
พ่อมารออยู่ด้านนอกนางก็ก้าวเร็วๆ เข้าไปหา อาจารย์และศิษย์เดิน
เล่นอยู่บนถนนด้วยกัน แล้วหาร้านอาหารเช้าใกล้ๆ เฉินผิงอันสั่ง
บะหมี่ราดน ้ามันร้อนมาสองชาม ซาลาเปานึ่งร้อนๆ อีกหนึ่งเข่ง
เจ้าของร้านยกมาวางไว้ให้บนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
เฉินผิงอันหยิบตะเกียบคู่หนึ่งในกระบอกไม้ไผ่ส่งให้เผยเฉีย
นก่อน แล้วจึงยิ้มถามว่า “ท าไมถึงไม่รับลูกศิษย์ของตัวเองบ้าง?”
จ าได้ว่า
ตอนที่เผยเฉียนเป็นถ่านด าน้อย นางมักจะบ่นบ่อยๆ ว่า
หากนางฝึกบ าเพ็ญตนเมื่อไหร่ก็จะเป็นบรรพจารย์บุกเบิกภูเขา พื้นที่
ที่นางยึดครองจะยิ่งใหญ่แค่ไหน อย่างเช่นว่าทุกครั้งที่นางกลับมาถึง
พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ทุกคนก็จะพากันนั่งคุกเข่าหนาแน่นมืดฟ้ามัว
ดิน เสียงโขกหัวดังตึงๆๆ ของพวกเขาดังยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าบนฟ้าเสีย
อีก…หรือไม่อย่างมากสุดแค่เดือนเดียวก็จะฝึกวิชาหมัดล ้าโลกได้
ส าเร็จ ได้เป็นปรมาจารย์อันดับหนึ่งไม่มีสองในยุทธภพ แล้วนางก็จะ
รับลูกศิษย์มาหมื่นคน ถึงเวลาที่ต้องออกจากบ้านไปตีกับคนอื่นก็จะ
ครึกครื้นมากแล้ว
ก็เหมือนกับที่ไม่อาจคิดภาพเว่ยป้อ
ตอนที่เป็นเทพเจ้าแห่งผืนดิน
ในปีนั้นออก แล้วเฉินผิงอันจะเอาภาพจ าของเผยเฉียนกับถ่านด า
น้อยในอดีตมาทับซ้อนกันได้อย่างไร? ดูเหมือนว่าจะท าไม่ได้
เผยเฉียนเอาตะเกียบคนบะหมี่ราดน ้ามัน เอ่ยเสียงเบาว่า “กลัว
ผิดหวัง”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “กลัวว่าฝีมือของพวกเขาจะไม่ดีหรือ?”
เผยเฉียนส่ายหน้า “กลัวว่าพวกเขาจะมีใจไม่มั่นคง ทนรับความ
ยากล าบากไม่ได้ละทิ้งไปกลางคัน แล้วก็กลัวว่าพวกเขาเรียนหมัด
เป็นแล้วจะไม่เป็นคนดี กลับอาศัยหมัดเท้าไปรังแกคนอื่น”
หยุดไปครู่หนึ่ง เผยเฉียนก็กล่าวต่อว่า “ยิ่งกลัวว่าเพราะค าว่า
“คนดี” พวกเขาจะต้องอัดอั้นไม่อาจท าตามปณิธานไปได้ตลอดชีวิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลัวว่าพวกเขาจะตายในยุทธภพเพราะค าว่า “คน
ดี”
เฉินผิงอันอืมรับ ใช้ตะเกียบม้วนบะหมี่ ก่อนจะกิน เขาเงยหน้า
ถามว่า “บะหมี่ชามหนึ่งพออิ่มไหม?”
เผยเฉียนก้มหน้าลง กินอย่างสวาปาม นางเงยหน้าขึ้น แก้มพอง
ป่อง พูดเสียงอู้อี้ว่า “อาจารย์พ่อ อยากฟังความจริงหรือค าลวง”
เฉินผิงอันหัวเราะ จับตะเกียบวางขวาง ปาดไปบนขอบถ้วยเบาๆ
แล้วเอาบะหมี่ที่ม้วนไว้ใส่กลับลงไปในชาม ก่อนจะยื่นชามนั้นให้เผย
เฉียน ส่วนตัวเองสั่งเพิ่มจากเจ้าของร้านอีกชาม
ชาวบ้านในเมืองหลวงที่เกิดและเติบโตมาจากที่นี่ล้วนรู้เรื่องของ
ใต้หล้ามาโดยตลอด
ลูกค้าคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะติดกันหยิบชาลาเปาแป้งบางไส้เยอะลูก
หนึ่งขึ้นมา สูดน ้าแกงที่อยู่ในซาลาเปาแล้วพูดด้วยสีหน้าลึกลับว่า
“ได้ยินมาว่าอีกเดี๋ยวราชครูก็จะรับต าแหน่งรองเจ้าขุนเขาส านัก
ศึกษาขุนชานด้วยตัวเองแล้ว ไม่สอนเรื่องพิชัยสงคราม แต่เน้น
บรรยายหลักปรัชญาเชิงเหตุผล ว้าว นี่ก็น่าสนใจมากแล้ว”
คนที่อยู่ข้างๆ ไม่เข้าใจ ดื่มน ้าเต้าหู้ชามหนึ่งไปแล้วก็เช็ดปาก
ถามว่า “นี่มีอะไรน่าสนใจกัน เจ้าขุนเขายังสู้ผู้อ านวยการของกั่วจื่อ
เจียนไม่ได้เลยนะ ไม่ถือเป็นขุนนางด้วยซ ้าอีกอย่างเรื่องอย่างหลัก
ปรัชญาเชิงเหตุผล เมื่อก่อนส านักศึกษากวานหูก็ถนัดที่สุด มักจะ
ชอบพูดว่าต้าหลีของพวกเราคือคนเถื่อนชาวเหนือ พอถึงเวลาเข้า
จริงเป็นอย่างไร? ราชครูจะสอนเรื่องนี้จริงหรือ?”
“เจ้าคงไม่รู้สินะ หนึ่งในเสาคานหลักของสายหย่าเซิ่ง สกุลเฉินผู้
รอบรู้แห่งทักษินาตยทวีป เฉินฉุนฮว่าเจ้าประมุขคนปัจจุบัน อีกเดี๋ยว
ท่านผู้อาวุโสก็จะมาสอนที่ต้าหลีของพวกเราแล้ว ถ้าถามข้านะ คาด
ว่าคงต้องทะเลาะกับราชครูในส านักศึกษาอย่างรุนแรง ศึกตรีจตุใน
ศาลบุ๋นปีนั้นก็จะมีผลลัพธ์แล้ว”
“อีกฝ่ายโง่หรือไร นี่ก็กล้ามาด้วย? บรรดาหัวหน้าพรรคในยุทธ
ภพเมื่อต้องเจรจาประนีประนอมก็ไม่มีใครกล้านัดหมายกันในถิ่นฐาน
ของฝ่ายอื่นไม่ใช่หรือ?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่แน่ว่าใต้เท้าราชครูอาจเอากระบี่ยาวพาดคอ
ของอีกฝ่าย “เชิญ” บัณฑิตผู้ทรงภูมิท่านนั้นให้มาที่ต้าหลีของพวก
เราก็ได้”
ชาวบ้านของราชส านักต้าหลีในอดีตไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่าง
ซิ่วหูและสายเหวินเซิ่งในอดีต แต่รอกระทั่งเฉินผิงอันลูกศิษย์ปิด
ส านักของสายเหวินเซิ่งมารับต าแหน่งราชครูความจริงที่ว่าที่แท้ชุย
ฉานก็คือลูกศิษย์คนแรกของเหวินเซิ่งก็ผุดขึ้นมาด้วย ดังนั้นทั่วทั้ง
ราชส านักในทุกวันนี้ แน่นอนว่าต้องล าเอียงเข้าข้างสายเหวินเซิ่ง
มากกว่า
เผยเฉียนมองอาจารย์พ่อ ท่านเอากระบี่ไปบังคับให้อีกฝ่ายมา
ทะเลาะกันที่ต้าหลีของพวกเราจริงหรือ?
เฉินผิงอันจ่ายเงินกับเจ้าของร้าน แล้วงอนิ้วท าท่าเขกมะเหงก