กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 41.3 ท่องยุทธภพ
บทพิเศษ ตอนที่ 41.3 ท่องยุทธภพ
กลับไปถึงที่หน้าประตูของจวนราชครู เผยเฉียนก็อึ้งตะลึง เห็น
เพียงว่าในมือของกวอจู๋จิ่วจูงม้ามาตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็น “ฉวี
หวง” ที่อาจารย์พ่อขี่กลับบ้านเกิดในปีนั้น?
ม้าตัวนี้อยู่ในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วมานานหลายปีแล้ว เวลา
ปกติล้วนเป็นเฉินหลิงจวินกับหน่วนซู่ที่ให้การดูแล คงเป็นเพราะกิน
ยาวิเศษเข้าไป จึงไม่ดูแก่ชราผอมแห้งอ่อนแอแล้ว บนหลังม้ามี
สัมภาระห่อหนึ่งวางพาดเอาไว้ ดูเหมือนจะเตรียมไว้นานแล้ว เผย
เฉียนเกาหัว ตอนเด็กนางชอบพร ่าพูดว่าจะออกท่องยุทธภพ ให้
อาจารย์พ่อมอบลาน้อยให้นางหนึ่งตัว
ตอนที่ฝึกหมัดอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว
ก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานหลายปี เพียงแต่ว่าพอเติบใหญ่แล้ว กลับ
กลายเป็นว่าไม่ได้วาดฝันต่อยุทธภพมากขนาดนั้นอีกแล้ว
เฉินผิงอันรับเชือกมาจากมือของกวอจู๋จิ่ว ยื่นส่งให้เผยเฉียน ยิ้ม
เอ่ย “ออกไปท่องยุทธภพเถอะ”
……
ดอกท้อในอารามเสวียนตูบานสะพรั่ง นักพรตหญิงคนหนึ่งที่มี
รูปโฉมเป็นเด็กสาวเดินเล่นอยู่บนทางสายเล็กระหว่างป่าท้อ ในมือ
ของนางถือกิ่งท้อกิ่งหนึ่ง
หวังซุน ศิษย์พี่หญิงของซุนไหวจงอดีตเจ้าอารามคนก่อน ทุก
วันนี้นางรับหน้าที่เป็นเจ้าอารามชั่วคราว
ตลอดหลายปีที่ศิษย์น้องดูแลกิจธุระของอาราม นางก็อยู่ว่างสุข
สบายอย่างมาก พกกระบี่เดินทางไปทั่วสารทิศ พเนจรร่อนเร่ไปเรื่อย
เท้าเหมือนเหยียบเปลือกแตงโมที่ลื่นไปทางไหนก็ไถลไปทางนั้น แต่
ว่ารอบด้านก็ล้วนเป็นฟ้าครามกับแผ่นดินเหลืองเสมอ ยากที่จะ
แยกแยะว่าที่ไหนคือต่างบ้านที่ไหนคือบ้านเกิด
นางไม่ชอบขยับเข้าไปใกล้ภูเขาสายน ้าใหญ่หรืออารามที่มี
ชื่อเสียงอะไร เคยเห็นกลอนคู่วันปีใหม่ สิงโตหินตัวใหญ่ กรอบป้ายที่
แขวนไว้สูง แต่ตัวอักษรมักจะขาดไปเสมอกระถางธูปเล็กๆ ในวัดที่
เงียบเหงา ภูเขาสายน ้า งดงาม ทัศนียภาพก็งาม คนงามและสุราเลิศ
รสในหมู่ชาวบ้านมานับไม่ถ้วน ความสนใจเพียงหนึ่งเดียวของนางก็
คือเก็บรวบรวมอ าพันประเภทที่ด้านในมีแมลงหรือมดมาจากทั่วทุก
หนแห่ง รอกระทั่งนางกลับมาถึงอารามก็จะเขียนระบุไว้บนอ าพันทุก
ก้อนว่าเก็บมาได้จากสถานที่ใดวันเดือนปีใด
นางมองไปยังทิศไกล เบื้องหน้าคือคนผู้หนึ่งที่สวมหมวกหัวเสือ
ก าลังเดินมา บางครั้งเขาก็เอื้อมไปแตะดอกท้อที่ย้อยลงมาต ่า
เบื้องใต้หมวกที่น่าขันใบนั้นกลับเป็นใบหน้าของคนหนุ่มที่งาม
สง่า สีหน้าเย็นชา
ยากที่จะจินตนาการได้ว่า ท่านผู้นี้ก็คือป๋ายเหย่ ผู้ที่ภาคภูมิใน
ที่สุดของโลกมนุษย์แห่งใต้หล้าไพศาลในอดีต
หวังซุนหยุดเดิน รอกระทั่งป่ายเหย่เดินมาถึงตรงหน้า นางถึงได้
ย้อนกลับไปทางเดิม เดินเคียงบ่าไปกับป๋ายเหย่
หวังซุนเอ่ย “ก็เหมือนอย่างบทกวีที่เจ้าเขียนไว้ว่า “ไม่รู้จักข้า
ย่อมไม่รู้ว่าข้าปรารถนาอะไร” บางทีศิษย์น้องซุนก็น่าจะเป็นคนแบบ
นี้”
ป๋ายเหย่พยักหน้า
หวังซุนหักกิ่งท้อในมือ ยิ้มเอ่ยว่า “อย่าได้ถูกถ้อยค าหยาบ
กระด้างหลังจากที่เขามีชื่อเสียงแล้วหลอกเอาล่ะ อันที่จริงศิษย์น้อง
ซุนเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมอย่างมาก จ าได้ว่าในอดีตมีผู้
อาวุโสเจ้าขุนเขาท่านหนึ่งเคยบอกว่า เนื่องจากเขามาจากตระกูลขุน
นาง ดังนั้นจึงมีกลิ่นอายของคุณชาย ฝึกตนอยู่ในอารามเสวียนตู
ประสบความส าเร็จ มีกลิ่นอายเซียน ชอบออกท่องยุทธภพเพียง
ล าพังเป็นประจ า ก็มีกลิ่นอายของจอมยุทธผู้กล้าเชี่ยวชาญการแต่ง
กลอนอย่างมาก ก็มีกลิ่นอายของผู้มีพรสวรรค์”
ป๋ายเหย่ยิ้มอย่างรู้ใจ
หวังซุนยิ้มเอ่ย “ศิษย์น้องบอกว่ายามที่เขาบ าเพ็ญตนจนได้ผล
ในระดับหนึ่งแล้ว การปฏิบัติต่อผู้คนนั้นก็มีเคล็ดลับเฉพาะตัวสามค า
คือ “สูง กลาง ต ่า”
ป๋ายเหย่ถาม “หมายความว่าอย่างไร?”
หวังซุนเอ่ยเนิบช้า “ไปอยู่ในหมู่คนร ่ารวยสูงศักดิ์ที่อ านาจค ้าฟ้า
หรืออยู่ในงานเลี้ยงสุราที่เหล่าเกาเจินผู้บรรลุมรรคารวมตัวกันอย่าง
หนาแน่น เขาต้องนั่งในต าแหน่งสูง อ านาจบีบคั้นผู้คน ไม่ว่าจะร่วม
ลงนามยื่นเรื่องกับเต้ากวาน หรือเขียนค าลงนามบนภาพและอักษร
วิจิตรกับมิตรสหาย เขาย่อมลงชื่อของตนไว้ท้ายสุดเสมอ ในเรื่องของ
การฝึกตน เขาทั้งไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่รั้งท้าย ระหว่างฟ้าดิน ระหว่าง
ความเป็นความตาย พวกเราที่โชคดีในระดับกลาง เขาบอกว่าต้องมี
จิตใจที่สงบนิ่งเป็นกลางอยู่เสมอ”
ป๋ายเหย่เอ่ย “มีเหตุผล”
หวังซุนหยิบกิ่งท้อมาเล่นดอกท้อ เอ่ยว่า “
ตอนที่พวกเราเพิ่งฝึก
ตน เคยแอบออกจากอารามไปตะลุมบอนต่อสู้กันรอบหนึ่ง สุดท้ายก็
แพ้ ไม่กล้ากลับอารามทันที่ เลยเดินเล่นกันอยู่ข้างนอก ระหว่างนั้น
ได้เจอขอทานหญิงชราคนหนึ่งในเมืองหลวง ศิษย์น้องชุนก็เลยเอา
เงินของตัวเองให้อีกฝ่าย ถามชื่อและบ้านเกิดของนาง
ขนบธรรมเนียมของบ้านเกิดคืออะไร ท าไมถึงได้เร่ร่อนพลัดถิ่นไร้ที่
อยู่อาศัย พวกเขาคุยกันเกือบครึ่งชั่วยาม ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้ามองไม่
เห็นสีหน้าร าคาญหงุดหงิดใจของศิษย์น้องเลยสักนิด”
ป๋ายเหย่เอ่ย “ข้าสู้นักพรตซุนไม่ได้”
ล าธารไหลอยู่ระหว่างผืนป่า บนผิวน ้ามีกลีบดอกท้อลอยเต็ม
แน่น
ป๋ายเหย่ถามค าถามที่ท าลายบรรยากาศอย่างยิ่ง “สรุปแล้วเจ้า
ชอบนักพรตซุนหรือไม่?”
หวังซุนขมวดคิ้วมุ่น “ข้าเองก็ไม่ชอบตัวเองที่ไม่ชอบศิษย์น้อง
ซุน แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี จะท าอย่างไรได้ล่ะ”
ป๋ายเหย่มองดอกท้อบนสายน ้าที่ไหลคดเคี้ยว เอ่ยอย่างปลง
อนิจจังว่า “ความทุกข์เศร้าดั่งสายน ้ายาวไม่รู้จบ”
……
นี่เป็นครั้งแรกที่เฒ่าหูหนวกมาเป็นแขกบนภูเขาหวงหู คิด
อยากจะเชิญให้หลิวชาไปสอนเวทกระบี่ที่ยอดเขาฮวาอิ่ง เนื้อหาจะ
สอนอย่างไรก็ได้ ต่อให้จะแค่ท าพอเป็นพิธี อธิบายอย่างลวกๆ ไม่กี่
ค าก็ยังไม่เป็นปัญหา ถึงอย่างไรก็พอจะช่วยปลุกขวัญก าลังใจให้
เหล่าผู้ศึกษามรรคาในรุ่นหลังได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ได้พบ
ขอบเขตบินทะยานที่พลังพิฆาตโดดเด่นเพิ่มขึ้นคนหนึ่ง ก็จะได้รู้ถึง
ฟ้าสูงแผ่นดินหนาของบนเส้นทางการฝึกตนได้มากขึ้น
เฒ่าหูหนวกเองก็กังวลว่าตัวเองจะต้องกินน ้าแกงประตูปิด ไม่ได้
รับการต้อนรับ เพียงแต่หากไม่มาเยือนภูเขาหวงหูด้วยตัวเองรอบ
หนึ่ง ไม่ได้ฟังค ายืนยันที่แน่ชัดจากปากของหลิวชาด้วยตัวเอง เขาก็
ยากที่จะถอดใจ
ยังดีที่ถึงแม้หลิวชาจะแสร้งท าเป็นมองไม่เห็นผู้ฝึกกระบี่เผ่าพันธ์
เดียวกันผู้นี้ แต่ก็ไม่ได้ขับไล่ แค่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ เกี่ยวเหยื่อโยน
เบ็ดของตัวเองไป ทิ้งเฒ่าหูหนวกไว้อีกด้านค าสั่งไล่แขกอย่างนุ่มนวล
เช่นนี้ เฒ่าหูหนวกมีหรือจะคิดเป็นจริงเป็นจัง อยู่บนภูเขาลั่วพั่วนาน
วันเข้า จะดีจะชั่วก็เรียนรู้วิชาอันเป็นแก่นแท้มาได้บ้าง
หลอกให้หลิวชาไปถ่ายทอดมรรคาไม่ได้แน่แล้ว ในใจของเฒ่าหู
หนวกก็พอจะรู้ได้คร่าวๆ แล้ว จึงคิดอยากจะอาศัยโอกาสนี้เอ่ย
“ค าพูดของคนบ้านเดียวกัน” กับหลิวชาสักสองสามประโยค
แน่นอนว่าหลิวชาไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกับเฒ่าหูหนวก แค่รู้สึกว่า
อีกฝ่ายออกกระบี่ได้ไม่ธรรมดาตอนอยู่บนถนนทางหลวงหลังฝนตก
นอกเมืองหลวงต้าหลี
เฒ่าหูหนวกถามหยั่งเชิง “ขึ้นเขาออกจากภูเขาล้วนมีวาสนา ใน
เมื่อมาถึงอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วแล้ว อาจารย์หลิวช่วยไปสอน
หนังสือที่ยอดเขาฮวาอิ่งสักรอบ ช่วยชี้แนะเด็กรุ่นหลังเหล่านั้นสัก
สองสามประโยคได้หรือไม่?”
หลิวชาเอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “กานถัง เลิกพูดประจบประแจง
ให้ฟังดูดีเสียที”
“ฝึกกระบี่คือเรื่องใหญ่ ถ่ายทอดมรรคาก็คือเรื่องใหญ่ หากวันนี้
ข้าพยักหน้าตอบตกลง มีหรือจะท าอย่างลวกๆ ได้”
หลิวชาพ่นเสียงหัวเราะ “เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วันก็ช านาญ
การพูดจาภาษาขุนนางแล้วหรือ? หากอยู่ต่อไปอีกสักสี่ห้าปี สกุล
ซ่งต้าหลีจะไม่มอบต าแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งให้เจ้ามาเป็นเลย
หรือไร?”
เฒ่าหูหนวกถอดใจอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่โต้เถียงแม้แต่ครึ่งค า แค่
เอาสองมือไพล่หลังเรือนกายที่งองุ้มยืนอยู่ข้างทะเลสาบ เงียบงันไม่
เอ่ยอะไร เพียงแต่ไม่ยอมกลับไปทั้งอย่างนี้
ข้าพูดจาวกวนอ้อมค้อม เจ้าหลิวชาเองก็ไม่ใช่ว่าพูดเสียดสี
เหน็บแนม ถือเป็นการเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม พวกเราสองคนก็
ยังเป็นคนร่วมทางกันครึ่งตัวไม่ใช่หรือ
ทั้งสองต่างพากันเงียบงันไปครู่หนึ่ง หลิวชายกคันเบ็ดขึ้น ถาม
ชวนคุยว่า “ท าไมถึงไม่ให้ป๋ายจิ่งสอนเรื่องวิถีกระบี่?”
เฒ่าหูหนวกเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ท าไมจะไม่สอนล่ะ ผู้อาวุโสป่ายจึง
ยังเป็นหัวหน้าใหญ่อาจารย์ใหญ่ในนาม นางตั้งใจสอนอยู่หลายครั้ง
จริง ปัญหาคือทั้งผู้อาวุโสป๋ายจิ่งและคนเรียนต่างก็สับสนมึนงงกัน
อย่างมาก”
หลิวชาเอ่ยว่า “ข้ารู้เพียงวิถีกระบี่ที่ใช้สังหารคนเท่านั้น พวกเขา
เรียนไม่เป็น แล้วก็ไม่มีความจ าเป็นที่จะต้องเรียนด้วย”
ถึงอย่างไรทั้งขอบเขตและวิสัยทัศน์ของเฒ่าหูหนวกก็วางอยู่ตรงนั้น
ได้ยินหลิวชาพูดอย่างนี้ก็รู้ว่านี้ไม่ใช่การบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ
อะไร
หลิวชาหันมามองเฒ่าหูหนวกที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย
อย่างไม่เสแสร้ง นี่คือติดใจการถ่ายทอดมรรคาให้คนอื่นแล้วหรือ?
หรือว่าเฉินผิงอันกรอกยาลวงวิญญาณอะไรให้เขา หรือมีการท า
การค้าอะไรกันอย่างลับๆ?
อย่างเช่นว่าหากเฒ่าหูหนวกสอนให้มีห้าขอบเขตบนได้สองสาม
คน ก็จะได้เรียนเวทกระบี่สองสามบทจากป๋ายจิ่ง เสี่ยวโม่?
เฒ่าหูหนวกเดาความคิดของหลิวชาออก เขาส่ายหน้ายิ้มเอ่ย
“อาจารย์หลิวเดาผิดแล้ว….แต่ก็ไม่ถือว่าผิดทั้งหมด”
หลิวชาโยนคันเบ็ดออกไป ขมวดคิ้วเอ่ย “นิสัยเสียๆ อะไรอย่างนี้
เรียกชื่อตรงๆ สิ”
เฒ่าหูหนวกจึงได้แต่เปลี่ยนค าเรียก เรียกอีกฝ่ายว่าหลิวชา “เว้น
เสียจากว่าใกล้ถึงกาลมรณะ ราวกับไม้ที่ก าลังจะผุพังลงในไม่ช้า หา
ไม่แล้วรับลูกศิษย์ที่บ้านเกิด ไหนเลยจะกล้าถ่ายทอดมรรคกถาอัน
เป็นแก่นแท้ทั้งหมดไปให้ อยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีใจคอย
ระแวดระวังเรื่องนี้ แม้จะบอกว่าในหมู่ชาวบ้านก็มีค ากล่าวที่ว่าสั่งสอน
ศิษย์จนเชี่ยวชาญ กลับท าให้อาจารย์อดตายเอง แต่อย่างน้อยที่สุด
ข้าถ่ายทอดมรรคาอยู่บนยอดเขาฮวาอิ๋ง ขอแค่นั่งลงบนเบาะใบนั้นก็
จะสั่งสอนอย่างแท้จริง สั่งสอนสิ่งที่เป็นจริง ไม่กลัวว่าพวกเขาจะ
เรียนรู้ไปได้หมด กลัวก็แต่ว่าพวกเขาจะเรียนได้ช้า หรือไม่ก็เดินหลง
ไปผิดทาง”
หลิวชาไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
บางทีอาจเป็นเพราะการพูดคุยกับคนที่ไม่ยึดติดท าตัวตามสบาย
อย่างหลิวชาไม่มีภาระทางใจอะไร เฒ่าหูหนวกที่ลูบปลายคางจึง
พึมพ ากับตัวเองว่า “อายุน้อยเล่าเรียนเวทกระบี่ ฆ่าโจรเหมือนตัด
หญ้า ลงจากหลังม้าดื่มสุราเลิศรส ลงสนามรบเผชิญหน้ากับศัตรูนับ
หมื่น หึ ที่พูดก็คือกานถังตอนอายุน้อย”
หลิวชาอดไม่ไหวเอ่ยว่า “แต่งกลอนไม่เป็นก็อย่าฝืนเลย”
เฒ่าหูหนวกเอ่ยอย่างขุ่นเคือง แล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าชาย
ฉกรรจ์เคราดกรูปลักษณ์หยาบกระด้างตรงหน้าผู้นี้ก็คือเจ้าของบท
กวีของวีรบุรุษอย่างประโยคที่ว่า “สายน ้าโบราณไหลหลั่งสู่ฝ่ามือของ
ข้า” “ไอพลังอันเยียบเย็นขมึงทึงก่อตัวทอดยาวนับพันลี้
หลังจากความกระอักกระอ่วนผ่านพ้นไป สายตาของเฒ่าหู
หนวกก็ฉายความกระจ่างแจ้ง “ความร ่ารวยสูงศักดิ์ผ่านไปเพียงชั่ว
ดีดนิ้วมือ การฝึกตนที่ล าบากตรากต ามาเกินครึ่งชีวิต ตอนอายุยัง
น้อยก็เคยมีความรักที่อาดูรอ่อนหวานมาก่อน จ าได้ว่าครั้งแรกที่พบ
เจอกัน นางคือเด็กสาวทัดบุปผาที่นั่งอยู่บนใบกล้วย เห็นแล้วตะลึงงัน
ประหนึ่งได้เห็นเทพธิดา ทุกวันนี้จ าหน้าตาของนางไม่ได้แล้ว แต่กลิ่น
อายความอบอุ่นอ่อนโยนบนร่างของนางกลับยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจ
ยิ้มก็นุ่มนวลอ่อนหวาน ร้องไห้ก็เคยแผดเสียง ยามที่นางมองคนมอง
เรื่องราวมองทัศนียภาพ มักจะ…น่าเสียดายที่ภายหลังข้าฝึกวิชา
เซียน ในช่วงแรกขอบเขตไต่ทะยานอย่างว่องไว แล้วก็เริ่มวางแผน
แสวงหามหามรรคา ปณิธานจึงไม่ได้อยู่ที่ความรักชายหญิงอีกต่อไป
เดินทางพเนจรไปทั่วสารทิศ ระหว่างทางผ่านสนามรบโบราณ ณ ที่
ซึ่งฝูงกาส่งเสียงร้องระงม ข้ายืนไว้อาลัยต่อสุสานหมู่ของผู้คนนับ
หมื่น หนทางแห่งความเป็นอมตะปกคลุมไปด้วยไอสังหารที่คุกรุ่นทั่ว
ผืนฟ้าและพื้นดินที่เกลื่อนด้วยโครงกระดูก ในที่สุดเมื่อปีหนึ่งได้หวน
กลับบ้านเกิด นางก็กลายเป็นหลุมศพหลุมหนึ่งแล้ว”
ความรักความปรารถนาและความห่วงใยของผู้ที่ฝึกบ าเพ็ญตน
ก็เหมือน “ปมเชือกทั้งหลายที่อยู่ในใจ
ใจที่อยากจะหลอกหลิวชาให้ไปถ่ายทอดมรรคาบนยอดเขาฮ
วาอิ่งของเฒ่าหูหนวกยังไม่หมดสิ้น เขาลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ย
ว่า “หลิวชา บอกตามตรงนะ เชิญให้เจ้าไปสอนหนังสือที่นั่น ข้ามีใจ
ที่เห็นแก่ตัวจริง เพราะอยากจะสอนให้พวกเขาเข้าใจหลักการเหตุผล
ข้อหนึ่งที่อยู่นอกต ารา”
“เขาหลิวชาที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่แล้วก็ยังขอบเขต
ถดถอยมาเป็นบินทะยานได้ พวกเจ้าที่ยังไม่เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน
เอาอะไรมามองตัวเองว่าสูงส่งเกินใคร ในเมื่อมีปณิธานเปี่ยมล้นก็ควร
มานะขยันฝึกตนทุกวัน มองการฝึกฝนในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเวลา
ปกติเป็นดั่งสนามรบที่ตัดสินเป็นตายได้ในเสี้ยววินาที”
หลิวชาก าคันเบ็ดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก
ในใจของเฒ่าหูหนวกตึงเครียดสุดขีด กลัวว่าจะไปท าให้หลิวชา
โมโห พูดไม่เข้าหูกันก็จะถามกระบี่ แต่กระนั้นก็ยังพูดตามสัตย์จริงว่า
“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ”
หลิวชานวดขมับ เฒ่าหูหนวกเห็นท่าไม่ดีก็ลุกขึ้นเตรียมจะขอตัว
ลา หากยังไม่เผ่นหนีอีกก็คงจะโดนกระบี่จริงๆ แล้ว
หลิวชากล่าว “ข้าไม่ไปถ่ายทอดมรรคาที่ยอดเขาฮวาอิ๋ง”
เฒ่าหูหนวกพยักหน้า เข้าใจๆ ไม่โดนกระบี่ก็คือโชคดีอย่าง
ใหญ่หลวงแล้ว ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝันมากไปกว่านั้น
หลิวชากล่าว “พวกเขาสามารถมาขอเรียนเวทกระบี่ที่ภูเขาหวง
หูได้”
ดวงตาเฒ่าหูหนวกเป็นประกาย ปรบมือหนักๆ “ตามหลักแล้ว
ควรเป็นเช่นนี้ ตามหลักแล้วควรเป็นเช่นนี้! ข้ากลับไปถึงยอดเขาฮ
วาอิ่งจะตั้งกฎข้อหนึ่งให้พวกเขาทันที่ มาเรียนวิชากระบี่ที่ภูเขาหวงหู
ก็ดี ถามมรรคาก็ช่าง พวกเขาห้ามขี่กระบี่ ห้ามขี่เมฆ ห้ามร่ายเวทหด
ย่อพื้นที่ จ าเป็นต้องเดินเท้าไปกลับถึงจะแสดงให้เห็นถึงใจที่แสวงหา
มรรคาได้บ้าง”