กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 41.4 ท่องยุทธภพ
หลิวชาหันไปมองเฒ่าหูหนวกที่สีหน้าจริงใจ ใบหน้าเต็มไปด้วย
ความซาบซึ้งปลาบปลื้มอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ถามว่า “ต้องการ
อะไร?”
เฒ่าหูหนวกก็มองหลิวชาตรงๆ เป็นครั้งแรก ยิ้มเอ่ย “ไม่ได้
ต้องการอะไร”
หากต้องการอะไรจริงๆ ก็น่าจะเป็นอย่างที่พ่อครัวเฒ่าของภูเขา
ถั่วทั่วเอ่ยไว้ หากสามารถเปลี่ยนความคิด ฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่
คนมีอิสระเสรี รูปโฉมย่อมกำเนิดจากจิตเมื่อใจแปรเปลี่ยนก็ได้
ใบหน้าใหม่สดสะพรั่งตามมา
……
เมืองหลวงต้าหลี
โจวก้งผู้บังคับกองของเรือข้ามฟากพาแยนโย่วเดินออกมาจาก
ที่ว่าการกรมกลาโหม อันที่จริงใช้เวลาแค่ประมาณหนึ่งถ้วยชาก็
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
นอกจากโจวก้งที่เป็นขุนนางหลักคนใหม่ของเรือกระบี่ลำหนึ่ง
ของต้าหลี หรือก็คือเรือกระบี่ “มี่โจว” ที่ถือว่า “ลงน ้า” อย่างฉุกละหุก
ลำนั้น ตอนนี้แม่ทัพที่บัญชาการณ์เรือกระบี่ลำนี้ได้ก็มีแค่
รักษาการณ์ อีกทั้งเขายังอายุมากแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะปลดประจำการ
กลับบ้านเกิดหากไม่เป็นเพราะราชครูออกคำสั่งให้รีบลงน ้า เรือกระบี่
สามลำออกลาดตระเวนภูเขาสายน ้าของแจกันสมบัติทวีปพร้อมกัน
คาดว่าชั่วชีวิตนี้แม่ทัพเฒ่าก็อย่าได้หวังว่าจะได้ควบคุมเรือกระบี่ลำ
หนึ่งเลย
นอกจากนี้แยนโย่วก็มีตำแหน่งขุนนางติดตัว เพราะเขาคือผู้ฝึก
ยุทธขอบเขตร่างทองถือเป็นการ “นำพาฝีมือ’ ไปร่วมกองทัพ ตาม
กฎระเบียบของกองทัพชายแดนต้าหลี แยนโย่วจะได้รับบรรดาศักดิ์
ขุนนางบู๊โดยตรง แม้ว่าจะเป็นอวิ๋นจงเว่ยซึ่งเป็นระดับล่างสุดของขุน
นางบู๊สิบแปดขั้น แต่แม่ทัพของต้าหลีมีหรือไม่มีคุณความชอบด้าน
การสู้รบติดตัวก็แตกต่างราวฟ้ากับเหว
ความดีความชอบทางการทหารไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง
กับระดับขั้นของขุนนางบู๊ แต่ถือเป็นยศที่มีเกียรติ ระดับขุนนางสูง
คุณความชอบต ่า ระดับขุนนางต ่าคุณความชอบสูง ล้วนเป็นไปได้
ทั้งหมด
แยนโย่วรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก ขุนนางต้าหลีทำอะไรรวดเร็วจนน่า
ตกใจจริงๆ เมื่อก่อนแค่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่วันนี้กลับได้สัมผัสกับ
ตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขากับผู้กองโจวไปถึงที่ว่าการ บอกกล่าวชื่อแซ่ ยื่น
เอกสารไปให้ ถูกขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่ดูจากตราบนเสื้อแล้วคือขุน
นางระดับเจ็ดพาไปพบกับอู๋หวังเฉิงรองเจ้ากรมฝ่ายขวาโดยตรง โจ
วก้งบอกเล่าสถานการณ์ให้ฟังอย่างชัดเจน อู๋หวังเฉิงรีบสั่งให้คน
ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องกับกรมพิธีการให้เสร็จสิ้น ได้รับ
เอกสารที่ประทับตราฉบับหนึ่งมาจากรองเจ้ากรมพิธีการต่งหู อู๋
หวังเฉิงบอกให้พวกเขารอสักครู่ ออกมาจากห้องโถงหลักแล้วก็ไป
หาสวีถงรองเจ้ากรมฝ่ายซ้าย จากนั้นจึงเรียกขุนนางหลักของกอง
งานทั้งหลายสามคน ซึ่งมีคนของกองคัดเลือกทหารแห่งกรมกลาโหม
เป็นหนึ่งในนั้นมา รอกระทั่งรองเจ้ากรมอู๋กลับมายังห้องโถงหลัก ก็ได้
ยื่นเอกสารสองฉบับให้กับโจวก้ง ยังมีสำเนาอีกชุดหนึ่งที่คัดบันทึก
เก็บไว้เป็นหลักฐาน กรมขุนนางจะทำการสุ่มตรวจสอบเป็นระยะๆ
อย่างสม ่าเสมอ
วันนี้ไม่มีธุระอะไร โจวก้งจึงไม่รีบร้อนกลับไปที่ท่าเรือหมิงตี จึง
พาแยนโย่วไปพูดคุยรำลึกความหลังกับสหายร่วมรบคนหนึ่งที่ทุก
วันนี้ทำงานอยู่ในที่ว่าการอำเภอเจียอวี๋ สัมผัสได้ถึงอารมณ์
ความรู้สึกของแยนโย่ว โจวก้งก็เอ่ยสัพยอกว่า “เส้นเอ็นหัวใจขมวด
ตึงมาตลอดทาง ไม่กล้าแม้แต่จะหอบหายใจแรงเลยหรือ ก่อนหน้านี้
คุยกับราชครูเฉินก็ไม่เห็นเจ้าจะตื่นเต้นขนาดนี้”
แยนโย่วเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
จะว่าไปแล้วก็แปลก ตอนนั้นวิ่งไปขัดขวางเรือข้ามฟากของ
กองทัพอย่างโง่เง่า ป่าวประกาศว่าจะถามหมัดกับราชครูหนุ่ม แยน
โย่วไม่รู้สึกกลัวสักนิด
แต่พอไปถึงระเบียงพันก้าว เข้าไปในที่ว่าการของกรมกลาโหม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามผู้กองโจวไปพบ “รองเจ้ากรมอู๋” ผู้นั้น แยนโย่
วกลับตื่นเต้นมาก
ตามกฎระเบียบของต้าหลี ผู้ที่มีผลงานใหญ่หลวงต่อแผ่นดินและ
ราชสำนักจะได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ส่วนผู้ที่สะสมความดี
ความชอบเล็กน้อยในสนามรบจะได้รับพระราชทานยศตามลำดับขั้น
โจวก้งยิ้มเอ่ย “หากเจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธร่างทอง ถือว่าเป็น
ปรมาจารย์น้อยที่พอจะมีโชคชะตาบู๊ติดตัว อยู่ในสนามรบ เพื่อน
ร่วมงานก็จะได้รับการปกป้องจากโชคชะตาบู๊ที่มองไม่เห็น สัมผัส
ไม่ได้ แต่มีอยู่จริง หาไม่แล้วกรมกลาโหมก็ไม่มีทางมอบยศอวิ๋นจง
เว่ยให้เจ้าเด็ดขาด ดังนั้นไม่ใช่ว่าเจ้าคือกรณีพิเศษ แต่เป็น
กฎระเบียบที่กำหนดไว้แน่นอนอยู่แล้ว กลับเป็นข้าที่ได้รับตำแหน่ง
เจ้าของเรือของเรือกระบี่ ภายใต้เงื่อนไขที่ยังสามารถรักษาสถานะบน
ทำเนียบของสำนักเอาไว้ได้ที่ถือเป็นข้อยกเว้นของกรมกลาโหม”
แยนโย่วพึมพำเสียงเบา “ราชสำนักหน้าเลือดจริงๆ”
ได้รับเอกสารจากกรมกลาโหมอย่างเป็นทางการฉบับนี้แล้ว แยน
โย่วที่มีชาติกำเนิดมาจากจวนจินหลูลำคลองจื่อแยนก็มีตำแหน่งขุน
นางและบรรดาศักดิ์บู๊ของต้าหลี เวลานี้เขาเป็นทั้งองค์รักษ์ประจำตัว
ของโจวก้ง แล้วก็สามารถแสดงความคิดเห็นในการวางแผนทาง
ทหารได้
โจวก้งช่วยพูดแก้ไขให้ว่า “นี่เรียกว่ามุ่งเน้นการลงมือทำอย่างมี
ประสิทธิภาพ”
แยนโย่วไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
โจวก้งเอ่ย “ตอนนี้เจ้ายังสัมผัสได้ไม่ลึกซึ้งนัก วันหน้าย่อมต้อง
เข้าใจได้เอง สมมติว่ามีวันใดที่แยนโย่วตายไปท่ามกลางความแค้น
ของบนภูเขา คนที่อีกฝ่ายฆ่าคือขุนนางบู๊ของต้าหลี ราชสำนัก
จะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หากภายหลังยืนยันจนแน่ใจแล้วว่าเป็น
ความแค้นส่วนตัว แน่นอนว่ากรมอาญาจะไม่ตัดสินเอาโทษ แต่อีก
ฝ่ายก็ต้องชั่งน ้าหนักดูให้ดีว่าชีวิตนี้เคยทำเรื่องชั่วร้ายอะไรไว้หรือไม่
เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่ขุนนางกรมอาญาตรวจสอบก็คือชีวิตการฝึกตน
และบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเขาในชาตินี้”
แยนโย่วหน้าดำทะมึน “ใต้เท้าโจวช่วยเห็นความดีของข้าบ้างได้
ไหม? ต่อให้มีความแค้นจริงก็ควรเป็นข้าที่รอดไม่ใช่หรือ?”
โจวก้งหัวเราะเสียงดัง “ในเมื่อกลัวตายขนาดนี้ แล้วจะเป็นแม่ทัพ
ได้อย่างไร?”
แยนโย่วยิ่งอ่อนใจมากขึ้น “ข้าไม่มีทางเลือกนี่นา ตอนนั้นใน
ศาลบรรพจารย์ ใต้เท้าโจวท่านนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน คนทั้งจวน
จินหลูของพวกเรา รวมถึงตัวบรรพจารย์เองด้วยทุกคนต่างก็เครียด
กันมาก ล้วนรอคอยตาปริบๆ ให้ข้าพยักหน้า ยังดีที่ได้ตำแหน่งขุน
นางในกรมกลาโหมมา บัญชีเลอะเลือนก้อนนี้ถึงได้หายกันแล้ว”
“ใต้เท้าโจวท่านคือคนละเอียดรอบคอบ มีหรือจะมองสายตาของ
พวกบรรพจารย์จินกวนไม่ออก?”
“ต้องรู้ว่าตอนที่ข้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง บรรพ
จารย์ก็แค่พาข้าไปจุดธูปในศาลบรรพจารย์ เอ่ยให้กำลังใจแค่ไม่กี่
ประโยค แล้วก็มอบสมบัติชิ้นหนึ่งให้เป็นของขวัญเท่านั้น ตอนที่ใต้
เท้าโจวใช้ศาลบรรพจารย์ของพวกเราเป็นศาลไต่สวนคดีความ
บรรพจารย์จินกวนแทบอยากจะให้ข้าเอาป้ายวิญญาณมาถือเอาไว้
ขอแค่กล้าพูดคำว่าไม่ ก็เป็นข้าแยนโย่วที่ผิดต่อบรรพจารย์ทุกรุ่น
ข้ายังจะทำอย่างไรได้อีก จวนจินหลุดีต่อข้าไม่น้อย อีกอย่างมรสุม
ครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเพราะข้า อย่าว่าแต่เข้าร่วมกองทัพเลย ต่อให้เดินขึ้น
ภูเขามีดลงทะเลเพลิงข้าก็จะไม่ขมวดคิ้วสักครั้ง”
โจวก้งลูบปลายคาง “ดูเหมือนว่าจะเป็นเหตุผลเช่นนี้”
แยนโย่วลูบชายแขนเสื้อที่ซ่อนเอกสารฉบับนั้นเอาไว้ “อีกอย่าง
สตรีที่ข้าถูกใจก็มองข้าอยู่นะ จะตัดใจปล่อยให้นางเสียใจได้อย่างไร”
โจวก้งยิ้มถาม “นางชอบแยนโย่วคนนี้ หรือว่าชอบขอบเขต
วิถีวรยุทธของเจ้ากันแน่?”
แยนโย่วไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
โจวก้งรู้สึกเสียใจภายหลังแล้วที่ถามเช่นนี้ “ราชสำนักอนุญาต
ให้ข้าเลือกตัวอ่อนผู้ฝึกตนจากร่องต้าหนีและศาลลมหิมะ ในอนาคต
พากลับมาฝึกตนในภูเขา ทางฝั่งกรมกลาโหมก็อนุญาตให้เจ้าพา
สหายร่วมสำนักที่มีปณิธานร่วมกันเข้าร่วมกองทัพชายแดน แน่นอน
ว่ากรมกลาโหมจะต้องตรวจสอบประวัติของพวกเขาอย่างละเอียด
สรุปก็คือเจ้าตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไร สังเกตการณ์อย่าง
ระมัดระวัง ตัดสินใจอย่างรอบคอบ”
แยนโย่วพยักหน้า ถามอย่างใคร่รู้ว่า “ใต้เท้าโจวมียศฝ่ายบู๊อะไร
หรือ?”
โจวก้งยากจะปกปิดสีหน้าภาคภูมิใจของตัวเองเอาไว้ได้ เขายิ้ม
เอ่ยว่า “จานเหนี่ยวเว่ยระดับห้า”
นอกจากยศฝ่ายบู๊หกขั้นล่างแล้ว ก็มีขั้นกลางกับขั้นบนอีกสิบ
สองขั้น หากไม่มีคุณความชอบทางการทหารก็ไม่ได้รับการแต่งตั้ง
ต่อให้เจ้าจะเป็นขุนนางผู้ถือตราประทับอย่างเจ้ากรมหรือรองเจ้ากรม
กลาโหม ขอแค่ไม่มีคุณความชอบทางการสู้รบในสมรภูมิอย่าง
แท้จริง อย่างมากสุดก็ได้แค่ยศเชียวฉีเว่ยเท่านั้น รองเจ้ากรมสวีถงก็
เป็นเช่นนี้ เจ้ากรมเสิ่นเฉินก็เช่นเดียวกัน มีแค่อู๋หวังเฉิงเท่านั้นที่เป็น
แม่ทัพชายแดนตัวจริง ดังนั้นเขาจึงเข้าไปอยู่ในที่ว่าการกรมกลาโหม
ของเมืองหลวงด้วยยศฝ่ายบู๊ขั้นสี่
แยนโย่วซักถาม “ได้มาได้อย่างไร?”
โจวก้งเอ่ย “ปีนั้นอยู่ในสนามรบของเมืองหลวงสำรอง ใช้หน้าไม้
ของเรือข้ามฟากยิงเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบที่บาดเจ็บสาหัสตน
หนึ่งตาย”
โจวก้งคิ้วตาเบิกบาน ยกมือขึ้นทำท่าชี้ๆ จิ้มๆ “ใช้ลูกธนูปักเจ้า
สัตว์เดรัจฉานผู้นั้นตั้งแต่หัวไปกระดูกสันหลังไปจนถึงหาง เรียงยาว
เป็นแถวตรึงให้มันตายอยู่ในสนามรบ ข้าผู้อาวุโสเป็นคนลงมือเอง
แม่นยำอย่างยิ่ง!”
โจวก้งหุบยิ้ม สายตาเลื่อนลอยไป เอ่ยเสียงเบาว่า “หากไม่มีการ
รบตายของกองทัพชายแดน เรือข้ามฟากของพวกเราก็ไม่มีโอกาส
ได้เก็บตกเช่นนี้”
ใจไม่อยู่ตรงนี้ ราวกับว่าได้หวนกลับไปยังสนามรบที่ลูกคลื่น
ยิ่งใหญ่โหมซัดสาดครั้งนั้นอีกครั้ง บนพื้นแผ่นดิน ความเป็นความ
ตายเกิดขึ้นนับไม่ถ้วย คนที่มีชีวิตรอด แม้แต่ในความฝันก็ยังไม่อาจ
ลืมเลือน
โจวก้งพึมพำกับตัวเองว่า “แม่ทัพเฒ่าชายแดนไปเยือนเปลี่ยว
ร้างกันแทบทั้งหมดแล้ว”
แยนโย่วไม่ค่อยเข้าใจความคิดพวกนี้ของโจวก้งเท่าใดนัก
โจวก้งเอ่ย “บนร่างของราชครูมีปราณสังหารอยู่อย่างหนึ่ง”
แยนโย่วถามอย่างสงสัย “ทำไมข้าถึงสัมผัสไม่ได้?”
โจวก้งเอ่ย “ดังนั้นการถามหมัดของเจ้า ในความคิดของราชครู
แล้วก็เหมือนการเล่นสนุกนั่นแหละ”
ในเรื่องนี้แยนโย่วไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าใดนัก
โจวก้งยิ้มเอ่ย “ในอนาคตวันใดวันหนึ่งเจ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า
ข้าคิดผิด ราชครูคิดผิด เจ้ากล้าไหม?”
หากจะบอกว่าคนบางคนของที่ว่าการเหนืออยากกลับบ้านเกิด
เพราะหลายปีมานี้รู้สึกผิดหวัง รู้สึกว่าอันที่จริงแล้วต้าหลีก็ไม่ได้มี
อะไรแตกต่างจากผู้อื่น
ถ้าอย่างนั้นหลังจากความผิดหวังอย่างทวีคูณผ่านพ้นไป ก็
เพราะเขาคือผู้ที่ฝึกตนมาอย่างยาวนาน จึงยังคงโอบอุ้มความหวัง
เล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ ถึงได้เลือกอยู่ต่อบนเรือข้ามฟากลำนั้น ทั้งไม่ได้
กลับไปยังศาลลมหิมะ กลับไปเป็นบุคคลอันดับสองของสายผู้คุมกฏ
แล้วก็ไม่ได้ไปเป็นขุนางในท้องถิ่น แต่ตอนนี้คนบางส่วนซึ่งมีโจวก้ง
เป็นหนึ่งในนั้นต่างก็รู้สึกว่าราชสำนักต้าหลีในวันนี้จะต้องแข็งแกร่ง
ยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน
อย่างน้อยก็สามารถคาดหวังได้
อยู่ระหว่างภูเขาเขียวสายน ้าใสที่ค่อยๆ ห่างไกลมาจากบ้านเกิด
หนึ่งคนโตสองเด็กน้อยเดินเตร็ดเตร่ เด็กชายชุดเขียวถามด้วย
ท่าทางลับๆ ล่อๆ ว่า “นายท่านเจ้าขุนเขาเคยบอกว่าผู้ฝึกยุทธท่องอยู่
ในยุทธภพต้องมีความกล้าหาญของวีรบุรุษ หมี่ลี่น้อย พวกเราไม่ใช่
คนเรียนวรยุทธ หากเจอกับคนชั่วที่เข้าป่ากลายเป็นโจร ทำเรื่อง
อย่างการดักปล้นกลางทางเจ้าจะขี้ขลาดหรือไม่ จะกลัวหรือไม่?!”
แม่นางน้อยชุดดำตะเบ็งเสียงตอบ “ทั้งขี้ขลาดทั้งกลัว!”
“ลำพังแค่กลัวอย่างเดียวไม่ได้นะ ลองใช้หัวกบาลที่ฉลาดเฉลียว
ของเจ้าคิดดูสิว่าต้องทำอย่างไรอีก?!”
“หนี!”
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน เขากระโดดส่ายก้น “นายน้อยไม่
พูดพร ่าทำเพลงก็จะปรี่ไปฟาดท่ามังกรเทพสะบัดหางใส่ สอนให้พวก
เขารู้จักวางตัวเป็นคน”
จงเชี่ยนสะพายห่อสัมภาระเดินตามมาด้านหลัง เอ่ยอย่างเกียจ
คร้านว่า “ถ้าเป็นข้าจะนั่งคุกเข่า ขอร้องเสียงดังว่านายท่านโปรดไว้
ชีวิตด้วย”
เฉินหลิงจวินยื่นมือมาป้องข้างปาก กระซิบกับหมี่ลี่น้อย “เป็น
อย่างไร ข้าบอกแล้วว่าจงอันดับหนึ่งพึ่งพาไม่ได้ หากเจอเรื่องจริงๆ ก็
ยังต้องอาศัยข้า…”
จงเชี่ยนยกเท้าถีบลงบนกันของเด็กชายสวมชุดเขียว
พื้นที่มงคลรากบัว เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวได้เห็นแคว้นหูกับตา
ตัวเอง ในที่สุดก็วางใจลงได้แล้ว นางบอกว่าจะไปท่องเที่ยวสถานที่
แห่งอื่น จูเหลี่ยนจึงหาข้ออ้างง่ายๆ ไม่เดินทางไปพร้อมกับนาง เจ้า
แห่งจิ้งจอกชิงชิวคลี่ยิ้มหวาน แล้วก็ไม่บังคับเขา เพียงพลิ้วกายจาก
ไป ขุนเขาสายน ้าของมาตุภูมิเดิม เรือน้อยประหนึ่งใบไม้ใบหนึ่งที่
พลันเจอกับสายฝนกระหน ่าจมหายไปท่ามกลางคลื่นลม บนเรือไม่มี
หลังคา จึงไม่มีที่ให้หลบฝนที่ตกหนัก พริบตานั้นก็เหมือนน ้าตกที่เท
กระหน ่าลงมา กระแทกกระทบลงบนหลังไหล่ จูเหลี่ยนที่มีรูปโฉมเป็น
ชายชรา ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ใช่พายุหมัดหนาขั้นต้านทานเม็ดฝน แค่
นั่งอยู่บนหัวเรือเงียบๆ หนึ่งคนหนึ่งเรือผลุบโผล่อยู่ท่ามกลางลมและ
คลื่น แท้จริงแล้วเจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวอำพรางร่องรอยหลบอยู่ตรง
ชายฝั่ง นางยืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน เพียงเห็นก็ถึงกับเคลิ้มมึนงงราวหลงอยู่
ในภวังค์ การบังคับเรือนั้นประหนึ่งมีเทพมาควบคุม? หรือแท้จริงแล้ว
เขารู้ว่าบางสิ่งไม่อาจฝืนชะตาได้ จึงยอมรับและปล่อยวางดุจเป็นลิขิต
แห่งชีวิต?
จวนราชครู เฉินผิงอันจัดการงานราชการเรียบร้อยแล้ว ด้าน
หนึ่งก็รอฟังข่าวจากศาลบุ๋น อีกด้านหนึ่งก็เขียนจดหมายด้วยตัวเอง
ฉบับหนึ่ง ต้องการขอความรู้เรื่องขอบเขตรั้งคนจากหลิ่วชี