กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 43.2 โปรดเยือกเย็น
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว “เจ้าตัดสินใจได้เลย แล้วก็เรื่องที่ ขอให้โจวไห่จิ้งป้อนหมัดให้ ไม่จ าเป็นต้องเกรงใจนาง”
หรงอวี๋ยิ้มอ่ย “โจวไห่จิ้งขึ้นเรือออกจากเมืองหลวงไปพร้อมกับ เฉาเกิงซินแล้ว”
เฉินผิงอันก็ไม่ประหลาดใจ พูดกลั้วหัวเราะว่า “หากพวกเขาคบ หากันได้จริงๆ ก็ถือว่าเป็นคู่รักเทพเซียนที่ทาให้คนอิจฉาคู่หนึ่ง”
เงียบไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ส่งเอกสารของ ผู้ฝึกยุทธอวี่หงไปให้เฉาเกิงซิน”
เท่ากับว่าเขาได้โยนปั ญหายากไปให้เฉาเกิงซินแล้ว หากแก้ไข ได้ดีก็คือสินสอดที่มีความจริงใจอย่างมาก หากจัดการได้ไม่ดี เจ้ากรมเฉาก็ต้องระวังว่าจะไม่สมหวังทั้งในด้านงานราชการและความ รัก
หรงอวี๋เข้าใจได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
เฉินผิงอันหยิบสมุดหลายเล่มออกมาจากในลิ้นชักส่งให้กับหร งอวี๋ “ต้นฉบับทั้งหมดสิบหกเล่ม ก่อนหน้านี้ไม่นานให้ชุยตงซานใช้ เวทคาถาคัดลอกต้นฉบับด้วยมือไว้หลายชุด พวกลูกศิษย์ทั้งหลาย
ต่างก็ได้รับกันทุกคน ส่วนที่เหลือนี้เจ้าเอาไป มีเวลาว่างก็สามารถ อ่านดูได้”
หรงอวี๋รับมาด้วยสองมือ เอ่ยขอบคุณราชครูด้วยสีหน้าอ่อนโยน
บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวที่เฉินผิงอันเขียนเล่มนั้น เขาให้หนิง เหยาอ่านคนเดียวเท่านั้น การเขียนมีทั้งส่วนที่ละเอียดและส่วนที่ กระชับอย่างสมดุล หลีกเลี่ยงไม่ให้นางอ่านแล้วรู้สึกเบื่อหน่าย
แต่ “คาพูดนอกเรื่อง” บางอย่างกลับไม่จาเป็ นต้องพิถีพิถันกับ กฎที่ว่ามากน้อยเหมาะสมอะไรแล้ว ดังนั้นบันทึกการอ่านหนังสือสิบ หกเล่มที่เขียนขึ้นตอนมีเวลาว่าง บอกว่าอ่านต ารา แต่แท้จริงแล้ว เนื้อหาที่คัดลอกออกมาจากในตารามีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนที่ เหลือเหมือนการพูดคุยสบายๆ ไปตามอารมณ์เท่านั้น อย่างเช่น คาพูดบางอย่างของหลี่ซีเซิ่งแห่งถนนฝูลู่ของบ้านเกิด การพูดคุย เรื่องบทกวีของจูเหลี่ยนแห่งภูเขาลั่วพั่วบ้านตน แต่ส่วนที่มีมากที่สุด ยังคงเป็ นข้อเสนอที่ถวายมาในฎีกาของหลิ่วชิงเฟิ งซึ่งคัดเลือกและ รวบรวมมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงบทสนทนาที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของ ทั้งสองฝ่าย
ต้นฉบับของตาราเล่มนี้ แน่นอนว่าหนิงเหยาเคยอ่านมาก่อน เพียงแต่เห็นได้ชัดว่านางสนใจเรื่องเล่าในยุทธภพ นิยายคดีความ มากกว่า เกี่ยวกับเกร็ดประวัติ หลักการเหตุผลที่บันทึกอยู่ในต ารา สามารถท าให้นางอ่านจนง่วงนอนได้ เฉินผิงอันเองก็ไม่ท าให้นาง ล าบากใจ พูดถึงแค่เรื่องของการอ่านตารา เหอะ หนิงเหยาของเขาก็
ไม่มีความอดทนอะไรมาตั้งแต่เด็กแล้วจริงๆ ห้องหนังสือของจวนหนิง มีสภาพการณ์ เป็ นอย่างไร แน่ นอนว่านางความจ าดี และ ความสามารถในการทาความเข้าใจก็ดียิ่งกว่า จึงไม่จาเป็ นต้อง พิถีพิถันในเรื่องอ่านตาราหลายครั้งย่อมต้องเข้าใจแก่นแท้ของ ความหมายอะไร
เฉินผิงอันพูดเตือน “ตอนที่เปิ ดอ่าน สามารถอ่านบท “ท่าน อาจารย์กล่าวถึงตนเองของเจ้ากรมผู้เฒ่าหลิ่วให้มากได้”
หรงอวี๋พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้าจาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่หลิ่วชิงซานและหลิ่วป๋ อฉีก ลับมาถึงแจกันสมบัติทวีปแล้ว ให้บอกข้าทันที”
คู่รักอย่างพวกเขา หลายปีมานี้ใช้ชีวิตพเนจรอิสระ ค่อยๆ เดิน ทางผ่านภูเขาสายน้าของหลายทวีปกันไปอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนว่า ตอนนี้จะอยู่ที่หลิวเสียทวีป ร่องรอยเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ส่วนสวน สิงโตที่เป็นบ้านบรรพบุรุษของสกุลหลิ่วในแคว้นชิงหลวน มีคนคอย เฝ้าและจัดการดูแลอยู่ตลอด จึงไม่มีปั ญหาอะไร
หรงอวี๋นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยว่า “ก่อนที่เฉาเปียนชิวจะออก จากเมืองหลวง ยังเข้าร่วมงานเลี้ยงสุราของคนสอบปีเดียวกันพร้อม กับสวินซวี่ด้วย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “จัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้มาเยือน หรือหักกิ่งหลิว ส่งอาลา ล้วนเป็นธรรมเนียมอันงดงามของเหล่าปั ญญาชน จิ้นซื่อที่
สอบในปี เดียวกันอย่างพวกเขา มีคนหนุ่มมากความสามารถที่มี อนาคตยาวไกลบนเส้นทางขุนนางอยู่หลายคน ก็ควรจะมารวมตัวกัน จริงๆ”
ใต้หล้านี้ไม่มีกาแพงใดที่ลมลอดผ่านไม่ได้ เรื่องที่เฉาฉิงหล่าง คือลูกศิษย์ของราชครูคนมีใจในเมืองหลวงย่อมต้องรู้
เฉาฉิงหล่างคือฮุ่ยหยวนในการสอบรอบฤดูใบไม้ผลิของเมือง หลวง หลังจากนั้นภายหลังก็เป็นปั้ งเหยียนในการสอบหน้าพระที่นั่ง น่าเสียดายที่ไม่ใช่จ้วงหยวน หาไม่แล้วก็จะเท่ากับว่าเขาสอบได้ อันดับหนึ่งสามครั้งติดกัน
ในเรื่องนี้เฉินผิงอันให้ความสนใจเป็ นพิเศษ ถึงขั้นที่ว่ายังตั้งใจ ไปเอาบทความในการสอบหน้าพระที่นั่งของจ้วงหยวนจางติ้งมาอ่าน ได้ข้อสรุปก็คือ ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะจางติ้งหรือเฉาฉิงหล่าง ใครที่ได้ อันดับหนึ่งก็ล้วนมีเหตุผลทั้งคู่
ปีนั้นคนที่มีชื่อสอบติดบนกระดานทองคาเหมือนกับเฉาฉิงหล่าง ทุกวันนี้ต่างก็มีชีวิตที่ไม่เลวในวงการขุนนางต้าหลี อย่างทั่นฮวาหยา งส่วงที่อายุสิบแปดปี และยังมีจิ้นซื่อเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งอายุสิบห้าปี กับอีกคนที่ชื่อหวังชินรั่ว คนเหล่านี้ต่างก็เคยเรียบเรียงตาราอยู่ใน สานักฮั่นหลิน ภายหลังต่างคนต่างก็ไปฝึ กประสบการณ์อยู่ในหก กรม เลื่อนขั้นมีเร็วมีช้า
เฉินผิงอันกล่าว “การประชุมในจวนขุนนางสองครั้งพรุ่งนี้เช้ากับ ตอนบ่าย รายชื่อสองฉบับสามารถเพิ่มคนเข้ามาได้อีกหลายคน เจ้า จาชื่อของพวกเขาไว้ด้วย”
หรงอวี๋สีหน้าเคร่งขรึมทันที จดจาคนทั้งสองกลุ่มไว้เงียบๆ ตัวเลือกของคนที่จะมาเข้าร่วมการประชุมตอนบ่ายมีการเพิ่มทูต ผู้ตรวจการเผยเม่าเข้ามา
เฉินผิงอันยกพู่กันตรวจสอบเอกสารราชการ หรงอวี๋เดินฝีเท้า แผ่วเบาออกไปนอกห้องขณะที่นางกาลังจะก้าวข้ามธรณีประตู ได้ยิน ราชครูยิ้มเอ่ยว่า “บอกกับกวอจู่จิ๋วหน่อยว่า ตอนกลางคืนพวกเราไป กินอาหารมื้อดึกที่ร้านริมลาคลองชางผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือร้านนั้น ด้วยกัน”
……
ท้องฟ้ ากว้างไกลหมื่นลี้ไร้เมฆขาว ม่านฟ้ าเป็ นสีครามที่มองไม่ เห็นจุดสิ้นสุด ภาพทิวทัศน์ที่หน้าผาสีเขียวสูงชันเหมือนผนังหยก ตั้ง ตระหง่านจนดูราวกับเชื่อมติดกับท้องฟ้า
เรือข้ามฟากเลือกจุดที่พื้นผิวของลาน้าใหญ่กว้างไพศาล แล่น ทะยานไปราวกับนกโบยบิน
เด็กชายชุดเขียวยืนอยู่ตรงดาดฟ้ าชมทิวทัศน์ของบนเรือ เอา สองมือไพล่หลัง เอ่ยว่า “หมี่ลี่น้อยอ่า ผ่านลาน้าใหญ่ไปแล้วก็คือ แคว้นอื่นแล้วนะ”
หมี่ลี่น้อยพยักหน้า ทางเหนือของลาน้าใหญ่ล้วนเป็นผืนแผ่นดิน ของต้าหลี แต่หากขยับลงมาทางใต้ กลับเป็นต่างบ้านต่างเมืองแล้ว
จงเชี่ยนคาบไม้จิ้มฟั น ส่งเสียงเรอเพราะฤทธิ์สุรา ได้พึ่งใบบุญ ของบรรพจารย์จิ่งชิงรู้จักสหายใหม่ ได้กินอาหารดื่มเหล้าหมัก ตระกูลเซียนเปล่าๆ หนึ่งมื้อ
นักพรตหนุ่มที่ปากเรียกขานว่าบรรพจารย์จิ่งชิงคาแล้วคาเล่าก็ ไม่ใช่เทพเซียนบนภูเขาที่มีเงินมีทองอะไร ว่ากันว่าสาเหตุเป็นเพราะ เมื่อหลายปีก่อนพรรคของเขาย้ายไปอยู่ในอาณาเขตของขุนเขา กลาง “บังเอิญ” ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีครั้งหนึ่งพอดี
บอกว่าหลังจากนั้นมาเวลาที่พรรคบ้านตนมีผู้ฝึ กตนทาเนียบ อย่างเขาออกจากพรรคมาหาประสบการณ์ก็มักจะประหยัดมัธยัสถ์ เมื่อครู่นี้กินดื่มอิ่มหนากันแล้ว เฉินหลิงจวินก็จะจ่ายเงิน คิดไม่ถึงว่า เซียนซือผู้นั้นจะแอบไปจ่ายเงินไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่มี ความคิดที่จะฉวยโอกาสนี้ตีสนิทกับภูเขาลั่วพั่ว ราวกับว่าแค่อยาก เลี้ยงข้าวพวกเขาหนึ่งมื้อ แค่นี้เท่านั้น แน่นอนว่าในใจเฉินหลิงจวิน ย่อมรู้สึกละอาย เดิมทีคิดจะควักเงินจ่ายเอง เขาถึงได้สั่งสุราดีๆ มากา หนึ่ง ภายหลังรู้เรื่องเข้าก็รู้สึกไม่ดี จึงอยากจะพูดคุยกับเขามาก หน่อย ผลคือพอถามไปถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายลงเรือไปที่ท่าเรือก่อนหน้านี้ แล้ว
ถึงท้ายที่สุดแล้วนอกจากรู้ชื่อของอีกฝ่าย แม้กระทั่งพรรคเขาชื่อ ว่าอะไร เฉินหลิงจวินก็ยังไม่รู้
เฉินหลิงจวินถอนหายใจเบาๆ ตนทาอะไรไม่รอบคอบเอาเสียเลย
เงยหน้ามองสีท้องฟ้ า เหมือนเครื่องกระเบื้องที่เคลือบด้วยสีเดียว ของบ้านเกิดนายท่านอย่างมาก
ทุกวันนี้เทพวารีที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องของลาน้าใหญ่ สายนี้ มีหยางฮวาฉางขุนโหวและเฉาหย่งหลินหลีป้ อเป็ นผู้สูงศักดิ์ ต่อมาก็เป็นฉางเหวินเชี่ยนเฉียนถังจ่างคนใหม่
เฉินหลิงจวินมักจะไปดื่มเหล้าตอนเช้าที่จวนวารีแม่น้าเถี่ยฝูของ พี่น้องบ้านตนเป็ นประจา เขาจึงคุ้นเคยกับเรื่องวงในของวงการขุน นางภูเขาสายน้าเป็นอย่างดี
สุดท้ายเรือข้ามฟากไปจอดที่ท่าเรือตระกูลเซียนแห่งหนึ่งที่มีชื่อ ว่าหาดชิงเฮ้อ
พวกเขาลงจากเรือแล้วก็จงใจเลือกเส้นทางที่ติดกับชายฝั่ งของ ทะเลตะวันออก เดินพ้นออกไปจากอาณาเขตของท่าเรือก็เจอกับล า คลองใหญ่สายหนึ่ง
จงเชี่ยนยังไม่เลื่อนเป็ นขอบเขตเดินทางไกล เฉินหลิงจวินและ หมี่ลี่น้อยร่ายวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตกระโดดเขาไปในแม่น้า แต่ เขากลับได้แต่วิ่งไปบนชายฝั่ ง
กลับขึ้นฝั่ งกันมาอีกครั้ง เฉินหลิงจวินกับโจวหมี่ลี่หัวเราะฮ่าๆ ต่างฝ่ายต่างชื่นชมว่าวิชาอภินิหารหลบเลี่ยงน้าของอีกฝ่ ายร้ายกาจ ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วนัก
หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเขาข้ามสันเขา บ้างก็เดินเล่นหรือไม่ก็ ทะยานเมฆขี่ลมอย่างสบายอารมณ์ ถึงอย่างไรผู้คุมกันอย่างจงเชี่ยน ก็ได้แต่เดินอยู่บนบกอยู่แล้ว จึงได้แต่ปล่อยให้พวกเขาเล่นสนุกกันไป ตามใจ
เฉินหลิงจวินพลันหยุดเท้าอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งในเขตป่ ารกร้าง ยื่นมือป้องเหนือหว่างคิ้วแล้วอุทานดังเอ๊ะ “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? ใช่ แล้ว ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของต้าหลีแล้วนี่นา”
เฉินหลิงจวินโคจรวิชาอภินิหาร ดวงตาฉายประกายเจิดจ้าสดใส ตรงจุดที่สายตามองเห็น ต้นหญ้าเหลืองแห้ง บรรยากาศหม่นหมอง ราวกับมีเมฆแห่งความทุกข์ปกคลุม สายลมเยียบเย็นโชยมาเป็ น ระลอก กลิ่นอายความดุร้ายเข้มข้นอย่างมาก
หมี่ลี่น้อยดึงเชือกของกระเป๋ าผ้าฝ้ าย กระโดดขึ้นลงสองสามที “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เฉินหลิงจวินขมวดคิ้ว “ดูเหมือนว่าจะเห็นซากปรักสนามรบแห่ง หนึ่ง”
จงเชี่ยนเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ถ้าอย่างนั้นก็แค่เคารพอยู่ไกลๆ เดินอ้อมไปทางอื่น ไปมีเรื่องด้วยไม่ได้ แต่ก็ยังหลบเลี่ยงได้”
เฉินหลิงจวินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้ทาเหมือนตอนที่เดินทาง อยู่ในอุตรกุรุทวีปกับสหายป๋ ายหมางในปีนั้นที่ชอบไปในพื้นที่เสี่ยง อันตราย กลับกันยังพยักหน้าเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็อ้อมไปทางอื่น”
เดินเลี่ยงไปได้ร้อยกว่าลี้ ผ่านอาเภอแห่งหนึ่งที่สภาพทรุดโทรม แม้กระทั่งเอกสารผ่านด่านก็ยังไม่ต้องใช้ เฉินหลิงจวินเดินอยู่บน ถนน มองใบหน้าของชาวบ้านในท้องถิ่นที่เหมือนถูกปกคลุมอยู่ ท่ามกลางไอหมอกสีดาจางๆ ชั้นหนึ่ง เฉินหลิงจวินเงียบงัน ใช้ภาษา ราชการต้าหลีสอบถามจากผู้อื่น ในอาเภอไม่มีศาลเทพอภิบาลเมือง แต่กลับมีศาลปุ่ นที่พังถล่มไปนานหลายปี ไม่มีเงินซ่อมแซมอยู่แห่ง หนึ่ง ไปถึงที่นั่นก็ตรงกับงานวัดพอดี ข้างทางมีร้านค้ากิจการซบเซา ที่ไม่มีคนแวะเวียนมาซื้อของ วางอักษรภาพเก่าแก่หลายภาพที่ส่วน ใหญ่มอดกัด ชารุดเสียหายอย่างหนักเอาไว้ เฉินหลิงจวินไม่เข้าใจ เรื่องพวกนี้ บนภูเขาบ้านตนมีแค่นายท่านกับพ่อครัวเฒ่าที่เป็ น ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เฉินหลิงจวินทรุดตัวลงนั่งยองอาศัยความถูก ชะตาอย่างเดียวเท่านั้น แล้วก็มองไปเห็นภาพที่เขียนด้วยตัวอักษรลี่ซู เป็ นค าว่า “วันนี้ไร้เรื่องใด” แม้ว่ากระดาษจะเหลืองซีด แต่โชคดีที่ ตัวอักษรยังแจ่มชัด ดูจากชื่อที่ลงนามเอาไว้ เฉินหลิงจวินอ่านออก แต่ไม่รู้จักเจ้าของชื่อ
เจ้าของร้านพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือว่าคนผู้นี้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ เพียงใด เป็ นผู้น าในวงการการประพันธ์มาหลายสิบปีแค่ไหน ต้อง เป็นผลงานจริงแน่นอน ไม่ใช่ผลงานประเภทที่แอบอ้างชื่อของผู้อื่น… เฉินหลิงจวินต่อรองราคาพลางถามไปด้วยว่าช่วงนี้เพิ่งมีสงครามไป ใช่หรือไม่ สถานที่ราชการในท้องถิ่นมีงานพิธีถือศีลกินเจปั ดเป่าสิ่ง ไม่ดี และพิธีท าบุญอุทิศส่วนกุศลหรือไม่ สุดท้ายเฉินหลิงจวินจ่ายเงิน
ไม่กี่เฉียนเพื่อซื้ออักษรภาพนี้มา เขาลุกขึ้นยืนพวกเด็กน้อยที่ ติดตามผู้ใหญ่มางานวัดหัวเราะร่าเริงอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วย ความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เฉินหลิงจวินลังเลอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยว่า “จงเชี่ยน ข้าจะไปดูที่ นั่นสักหน่อย เจ้ากับหมี่ลิ่น้อยรออยู่นี่ก็แล้วกัน”
จงเชี่ยนมองหมี่ลี่น้อย ยิ้มเอ่ยว่า “ไปด้วยกัน”
แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่จะดีจะชั่วก็เป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธคอ ขวดขอบเขตร่างทอง แล้วยังเป็ นบุคคลอันดับหนึ่งในยุทธภพของ พื้นที่มงคลด้วย จงเชี่ยนจึงมีจิตสัมผัสที่เฉียบไวต่อการไหลรินของ พลังลมปราณและการแบ่งแยกใสขุ่นในฟ้าดินพอสมควร
นอกจากนี้จงเชี่ยนยังมองเจ้าของร้านที่อายุมากแล้วคนนั้น ผู้ เฒ่าเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อนั่งยองอยู่กับพื้น เงยหน้ายิ้ม กว้าง กุมหมัดกล่าว “ทุกท่านมีใจแล้ว”
พวกเขาออกจากตัวอ าเภอมุ่งหน้าตรงไปยังสนามรบโบราณแห่ง นั้น กระดูกขาวและโครงกระดูกกลาดเกลื่อนมีให้พบเห็นได้ทุกที่
เฉินหลิงจวินทรุดตัวลงนั่งยอง สองนิ้วหยิบดินขึ้นมาเบาๆ ร่าย เวทลับบทหนึ่ง ทันใดนั้นดินก็มีควันฟูๆ ผุดขึ้นมา ก่อนจะร่วงลงพื้น ถึงกับเป็นเศษขี้เถ้าสีขาวซีด เฉินหลิงจวินสูดกลิ่นแล้วก็หรี่ตา “ต้องมี ผีร้ายที่ตบะไม่ตื้นเขินออกอาละวาดที่นี่แน่นอน ไม่รู้ทาไม มันถึงได้
โชคดีตั้งตัวขึ้นมาได้ ถึงได้สามารถท าให้ฟ้ าอ านวยและดินอวยพร ของที่แห่งนี้แปลกประหลาดได้ขนาดนี้”
จงเชี่ยนยิ้มถาม “เข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?”
เฉินหลิงจวินปั ดมือ เอ่ยว่า “คืองานถนัดดั้งเดิมของนายท่านบ้าน ข้าแล้ว ข้าจะไม่รู้เรื่องเลยได้อย่างไร