กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 44.3 บนโต๊ะสุรา
คนหนุ่มที่ชื่อว่าเผยจิ่งเอ่ยว่า “เถ้าแก่ชื่อเหวยฉง ก็คือเจ้าอ้วนที่ ยืนอยู่หน้าประตูคนนั้นไม่มีเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังอะไร เขาก็คือ เจ้าของเหลาสุราแห่งนี้ เมื่อก่อนกิจการธรรมดาอย่างมาก ดู เหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่นานยังมีคนกลั่นแกล้ง ได้ยินมาว่าหันอีแห่ง อ าเภอฉางหนิงช่วยจัดการให้ บิดาของเหวยฉงคือเหวยอี เป็นหลาง จงกองชิงลี่ฝ่ ายเครื่องเสวยของกรมพิธีการคนปั จจุบัน เหวยหงท่าน ลุงใหญ่ของเขาเป็ นหยวนไหว้หลางของกรมโยธามานานหลายปี ชื่อเสียงในวงการขุนนางไม่เลว”
เล่า” บุรุษคิดแล้วก็เอ่ยว่า “คือหลานชายของเหวยหรงที่เคย ทางานในกองส่งสาร? มิน่าเผยจิ่งพยักหน้า
บุรุษเอ่ย “เคยเจอหน้ากันหลายครั้ง เหวยหรงคือขุนนางที่ชื่อ สัตย์ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้ง น่าเสียดายที่ความสามารถในการ ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาอ่อนด้อยไปเสียหน่อย เห็นวงการขุนนาง เป็ นวงการประพันธ์ของเหล่าบัณฑิต คิดว่าวิญญูชนคบหากันด้วย ความสุจริตใจดุจน้าใส ไม่เคยแอบปูเส้นทางสร้างสะพานให้ใครอย่าง ลับๆ จาได้ว่าดูเหมือนตอนที่เหวยหรงจากไป พวกลูกศิษย์ลูกหา ลูกน้องใต้อาณัติเก่าของเขาก็ “มอบผลท้อตอบแทนผลหลี เช่นกัน แม้ว่าเหวยอีจะไม่ได้เรื่อง แต่เหวยหงน่าจะยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง”
เผยจิ่งเอ่ยอย่างสงสัย “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้อยู่ในวงการขุนนางต้า หลีมานานหลายปีแล้ว แล้วก็ไม่มีสหายอยู่ที่นี่ ทาไมถึงมองเรื่องพวก นี้ออกได้ล่ะ?”
บุรุษเอ่ยอย่างเฉยเมย “เห็นคนตายมาเยอะแล้ว มองคนเป็นจะไป ยากอะไร”
คนกลุ่มใหญ่อย่างพวกมู่เหยียนแห่งกรมคลัง เว่ยเหล่ยแห่งกรม โยธาเข้าคุกไปแล้ว ก็จะต้องมีตาแหน่งที่ได้กุมอานาจอย่างแท้จริงว่าง ลงเยอะมาก
เขาพูดเยาะหยัน “มู่เหยียนมีนิสัยอย่างไร ข้าก็พอจะรู้อยู่บ้าง มี เพียงเว่ยเหล่ยที่ถูกจับที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจจริงๆ”
วงการขุนนางคือการสอบครั้งใหญ่ ก็มี “คนสอบปีเดียวกัน” ที่ ต่างคนต่างก็งัดข้อกัน บุรุษกับเว่ยเหลี่ยมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่ชาติ กาเนิดของทั้งสองต่างกันราวฟ้ ากับเหว ปีนั้นเว่ยเหล่ยไม่เหมือนกับ เขา ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรอบคอบรัดกุมจนแม้แต่น้าสักหยดก็ไม่เล็ดรอด ออกไป ความสามารถในการวางตัวเป็นขุนนางก็ไม่ต่า ย้อนกลับมา มองเขาที่เลือกเดินไปบนเส้นทางอันตราย ตอนที่เป็นขุนนางทัดทาน ไม่ว่าใครก็กล้าด่า ไม่ว่าใครก็กล้าร้องเรียน ตามค ากล่าวของท่านผู้ เฒ่ากวนก็คือขาดก็แค่ไม่ได้บีบให้ฮ่องเต้เขียนพระราชโองการสานึก ผิดเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเหตุใด จู่ๆ บุรุษก็เอ่ยประโยคที่ผิดขนบอย่างร้ายแรง “มี เงินพันก็อยากจะมีเงินหมื่น เป็นฮ่องเต้แล้วก็อยากจะเป็นเซียน”
สีหน้าของเผยจิ่งซีดขาวในทันที กดเสียงลงต่าเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ที่นี่คือลาคลองชางผูนะ”
บุรุษพูดกลั้วหัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนคาพูดใหม่ ขี่ล่อแต่ อยากครอบครองม้าเป็ นข้าหลวงใหญ่ในชายแดนแต่หวังอยากเป็ น อัครเสนาบดี?”
เผยจิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ชะลอฝีเท้าให้ช้าลงตามจิตใต้ สานึก
บุรุษหัวเราะ เดินไปที่ริมลาคลองแล้วทรุดตัวลงนั่งยอง วักน้า ขึ้นมาล้างหน้า
เงียบไปครู่หนึ่ง เผยจิ่งก็พูดด้วยสีหน้าหม่นหมองว่า “จนกระทั่ง ถึงวันนี้ก็ไม่เคยพูดกับเขาแม้แต่ครั้งเดียว” บุรุษลุกขึ้นยืน “จะรีบร้อนไปไย” เผยจิ่งท าท่าจะพูดแต่ไม่พูด
บุรุษเอ่ย “ต่อให้ถึงวันพรุ่งนี้ที่ต้องจากไป เจ้าก็ยังไม่ได้พูดคุยกับ เขา ก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
เผยจิ่งเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ท่านพ่อ ข้าไม่ใช่ท่านนี่นา”
บุรุษยิ้มเอ่ย “จะมีอนาคตหรือไม่ มีอนาคตมากแค่ไหน ล้วนเป็น ความสามารถของตัวเจ้าเอง ถึงอย่างไรขอแค่เจ้าเป็นลูกแท้ๆ ของข้า ก็พอแล้ว จ าได้ว่าราชครูชุยเคยพูดประโยคหนึ่งกับพวกเรา ผ่านไป นานหลายปีขนาดนี้ก็ยังจดจาได้อย่างชัดเจน เขาบอกว่าต้องเตรียม ใจเอาไว้ให้ดี มีความเป็ นไปได้อย่างมากว่าพวกเจ้าจะเป็ นคนที่ ก้าวหน้ามากที่สุดในคนสามรุ่นห้ารุ่นของตระกูลพวกเจ้าแล้ว”
เผยจิ่งย่อมไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ราชครูชุยอย่างส่งเดช ท่านพ่อ พูดคุยเรื่องนี้ได้ไม่เป็นไร แต่เขาหรือจะมีคุณสมบัติที่จะพูด จึงเปลี่ยน เรื่องพูดว่า “ถึงอย่างไรเงินเดือนของข้าก็มีอยู่แค่นั้น เลี้ยงเหล้าดีๆ ให้ ท่านได้ไม่มากเท่าไร ท่านก็เตรียมใจไว้ด้วยแล้วกัน”
บุรุษร้องเอ๊ะ “ไม่ถูกกระมัง เงินเดือนของเลขาธิการฝ่ ายปุ่ นใน จวนราชครู ข้ายังพอรู้อยู่นะ ที่พักของเจ้า ข้าก็แวะไปดูมาแล้ว ใน ห้องไม่มีของมีค่าอะไร ตาราพวกนั้นก็ไม่ใช่ตาราหายากตาราที่มีเล่ม เดียวอะไร เจ้าเอาเงินไปใช้กับการดื่มสุราเคล้านารีหมดแล้วหรือ? หรือจะบอกว่ามีสตรีที่ชอบแล้ว แต่กลัวว่าข้ากับแม่เจ้าจะไม่ตอบตก ลงก็เลยซ่อนตัวนางไว้? ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ต่อให้สะใภ้จะหน้าตาขี้ เหร่ขนาดไหนก็ต้องมาพบหน้าพ่อแม่สามีบ้าง”
เผยจิ่งยิ้มเจื่อน “ท่านพ่อ หน้าตาของข้าเหมือนท่าน ก็เลย เสียเปรียบครั้งใหญ่”
บุรุษยกนิ้วชี้หน้าด่าขาๆ ว่า “เจ้าเด็กหน้าเหม็น”
เหวยฉงเพิ่งจะต้อนรับพ่อลูกคู่นั้นให้เข้าไปนั่งในห้องเดี่ยวของ หอสุรา เพียงไม่นานก็มีคนมา “รายงานข่าวทางการทหาร” อย่าง เร่งด่วนที่หอสุราแห่งนี้ เจ้าอ้วนเหวยรู้หนักเบาและผลดีผลเสีย จึงรีบ วิ่งไปที่หน้าประตู เห็นคนเหล่านั้นกับตาตัวเอง คือกวนอี้หรานที่เต็ม ไปด้วยเรื่องเล่าเปี่ ยมสีสันตระการตาผู้นั้นจริงๆ ด้วย! ว่ากันว่าอีก เดี๋ยวเขาจะได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้าเมืองจวี่โจวแล้ว
ในใจของเจ้าอ้วนเหวยตกตะลึงอย่างหนัก ก้าวเร็วๆ ไปข้างหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าเจิดจ้า กุมหมัดเขย่าแรงๆ “พี่ใหญ่กวน ไม่ได้เจอ กันนานเลยนะ”
เพราะสนิทสนมกับเฉาเกิงซินมาตั้งแต่เด็ก พอเติบใหญ่ก็ยังเป็น เพื่อนกันต่อ แต่อันที่จริงเหวยฉงกับกวนอี้หรานไม่ได้มีมิตรภาพใดๆ ต่อกัน แม้จะเป็ นเพื่อนบ้านตรอกอี้ฉือ แต่กวนอี้หรานไม่เหมือนกับ เฉาเกิงซินและหยวนเจิ้งติ้ง เขาออกจากบ้านไปเข้าร่วมกับกองทัพ ชายแดนตั้งแต่อายุยังน้อย
ใช้คากล่าวของท่านลุงใหญ่ของเหวยฉงก็คือ เจ้าเหวยฉงเจอกับ กวนอี้หรานบนถนน หากกวนอี้หรานมองเจ้านานหน่อย ก็ถือว่าเขา แพ้
เหวยฉงมีดีอยู่อย่างหนึ่ง ต่อให้ได้ยินคาพูดทิ่มแทงใจพวกนี้ เขา ไม่เพียงแต่ยอมแพ้ที่ปากเท่านั้น ในใจก็ยอมศิโรราบด้วย
กวนอี้หรานยิ้มเอ่ย “เหวยฉง ไม่ได้เจอกันนานเลย ข้าขอแนะนา สหายที่อยู่ข้างกายก่อน ล้วนเป็นสหายกเฬวราก…”
หลังจากนั้นก็เอ่ยชื่อสามสี่ชื่อ เจ้าอ้วนเหวยล้วนเคยได้ยินมา ก่อน เขาจดจ าไว้ในใจเงียบๆ ผงกศีรษะให้พวกเขาไปทีละคน โอภา ปราศรัยอย่างคุ้นเคยสองสามประโยค แล้วก็หยุดแต่พอสมควร ทั้งยัง ไม่สนใจสักนิดว่าอีกฝ่ ายจะจาชื่อของตนได้หรือไม่ ฉงคานี้ คือชื่อที่ พบเห็นได้ยาก
กวนอี้หรานเอ่ย “เหวยฉง วันหน้าพวกเขามาอุดหนุนที่ร้านสุรา เจ้าก็ช่วยเห็นแก่หน้าข้า ให้เขาจ่ายสักสิบเอ็ดสิบสองส่วน (จากเต็ม สิบส่วน) ก็แล้วกัน”
เจ้าอ้วนเหวยอึ้งตะลึง รีบโบกมือเป็นพัลวัน ยิ้มเอ่ยว่า “มิกล้า มิ กล้า”
กวนอี้หรานขยับเท้า ยื่นมือไปตบแขนของเจ้าอ้วนเหวยเบาๆ ใบหน้าหันไปทาง “สหายกเฬวราก” แล้วแนะนาด้วยรอยยิ้มว่า “เหวย ฉง เพื่อนบ้านของข้า ตอนเด็กมักจะถูกเฉาเกิงชินยุยงให้มาขโมย ก้อนอิฐที่หน้าประตูบ้านข้าเป็นประจา ปีนั้นท่านปู่ของข้ามักจะชอบ พูดว่าเจ้าตะพาบน้อยเฉาเกิงซินผู้นี้ฉลาดที่สุด หันอีนั้นร้าย ส่วนเจ้า อ้วนเหวยกลับชื่อมาก ถือเป็นเจ้าโง่น้อยที่ถูกหลอกหนึ่งครั้งสองครั้ง สิบครั้งก็ยังไม่รู้จักจา”
ในใจของเจ้าอ้วนเหวยเบิกบานราวกับมีดอกไม้ผลิบาน คิดไม่ถึง เลยว่าท่านผู้เฒ่ากวนจะมองตนสูงขนาดนี้?!
และยังมีผู้ฝึกตนอีกบางส่วนที่ก็มาดื่มเหล้าดับทุกข์อยู่ที่นี่ โชคดี ที่พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับวงการขุนนางต้าหลีเท่าใดนัก แต่ คลื่นมรสุมในเมืองหลวงครั้งนี้ ในทางแจ้งก็ยังเกิดเรื่องร้ายแรงขนาด นี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคลื่นใต้น้าเลย ผู้ถวายงานในตระกูล เค่อชิงบน ภูเขาของตระกูลชนชั้นสูงอย่างพวกเขาย่อมต้องได้รับผลกระทบบ้าง ไม่มากก็น้อย ปิดประตูดื่มเหล้าเงียบๆ พูดคุยกันไปมาอยู่บนโต๊ะเหล้า ล้วนมีแต่ค าบ่นและความไม่พอใจ
กว่าเหวยฉงจะได้พักก็ไม่ง่ายเลย เขาไปนั่งบนม้านั่งตัวเล็กใน ห้องครัว ดื่มน้าบ๊วยใส่น้าแข็งไปชามใหญ่ สดชื่นยิ่งนัก
หันอีสหายรักยังคงสวมต าแหน่ง “รักษาการณ์” เหวยฉงไม่ค่อย เข้าใจเรื่องนี้เท่าใดนักพวกเขาต่างก็เจอราชครูมาก่อนแล้ว ไฉนหัน ลิ่วเอ๋อร์ถึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นขุนนางสักที?
ท่านพ่อกับท่านลุงใหญ่ของเขาไปเยือนจวนราชครูมารอบหนึ่ง คืนนั้นกลับมาถึงบ้านคนทั้งตระกูลตึงเครียดกันมาก แต่เสาคานสอง ท่านแค่สีหน้าไร้อารมณ์ บอกแค่ว่าได้เจอราชครูแล้วจริงๆ ส่วน พูดคุยเรื่องอะไรกันบ้าง พวกเขากลับไม่พูดถึงแม้แต่คาเดียว
ภายหลังพวกเขาก็เรียกผู้เยาว์ในตระกูลที่มีแววว่าจะพัฒนา ได้มา พูดคุยกันในห้องหนังสือเกือบทั้งคืน แต่กลับไม่ได้เรียกเจ้าอ้วน เหวยมาคุยด้วย
ระหว่างนั้นท่านลุงใหญ่แค่บอกให้เขาเข้าครัวทาอาหารมื้อดึก ด้วยตัวเอง ดีนักนะ ใช้ทุกทรัพยากรที่มีจริงๆ ไม่เป็นไร ตนหน้าหนา มากพอ
เหวยหงและเหวยอีสองพี่น้อง อันที่จริงคืนนั้นในห้องหนังสือพวก เขาไม่ได้แพร่งพรายเนื้อหาการพูดคุยในจวนราชครูใดๆ ให้ผู้เยาว์ ทั้งหลายฟั ง แค่กาชับความรู้ในเรื่องการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมให้ พวกเขาฟั งซ้าไปซ้ามา พวกคนรุ่นเยาว์ก็ค่อยๆ ขบคิดใคร่ครวญได้ พูดไปพูดมาก็ล้วนเป็น ‘คติเตือนใจสาหรับการเป็นข้าราชการ” ของ ท่านปู่ หลักการเหตุผลเลื่อนลอยบางอย่างที่ขนาดคนรุ่นพ่อเองยังไม่ ค่อยเชื่อ ในใจของคนรุ่นเยาว์ก็ยิ่งไม่คิดเป็ นจริงเป็ นจัง หากมี ประโยชน์จริง ไฉนท่านปู่ของพวกเขาถึงมีจุดจบเป็นว่าคนจากลาน้า ชาก็เย็นชืดเล่า?
เพียงแต่ว่าเหวยหงและเหวยอีสองพี่น้องกลับ “เอาคาพูดเก่ามา พูดใหม่” ด้วยท่าทางจริงจังอย่างมาก บวกกับที่เมื่อครู่เพิ่งไปเยือน ‘จวนราชครู’ มารอบหนึ่ง พวกคนรุ่นเยาว์ย่อมไม่กล้าเพิกเฉย
ตั้งแต่ต้นจนจบ สองพี่น้องเหวยอีเหวยฉงไม่ได้พูดเรื่องของตอน กลางวันเลย
พวกเขายิ่งไม่มีทางพูดว่าอันที่จริงได้พบกับฮ่องเต้ในจวนราชครู ด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่กล้า แล้วก็ไม่เหมาะที่จะบอกกับเหวยฉงว่า พวกเขาไม่เพียงแต่เห็นฮ่องเต้นั่งไขว่ห้างเหมือนกับราชครู
ฮ่องเต้ยังถึงขั้นเป็ นฝ่ ายถามถึงกิจการของเหลาสุราที่ลาคลอง ชางผู้ด้วยตัวเอง อีกทั้งเห็นได้ชัดว่ารู้ฉายา “เจ้าอ้วนเหวย” นี้ด้วย
เวลานี้เจ้าอ้วนเหวยนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กในห้องครัว เขารู้สึก เจ็บก้น หลังจากได้ดื่มน้าบ๊วยเย็นๆ สดชื่นไปชามใหญ่แล้วก็เช็ดปาก ลุกขึ้นยืน
ไหล่ถูกคนตบ เหวยฉงสะดุ้งโหยง แล้วก็มีเสียงไม่คุ้นเคยของ บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น “เถ้าแก่เหวย เหลาสุราของพวกเจ้าบอก ว่าลูกค้าเต็ม ไม่มีที่ให้กินข้าวแล้วจริงๆ ข้าก็เลยมาปรึกษากับเจ้าให้ ช่วยผ่อนปรนหน่อยได้ไหม?”
เจ้าอ้วนเหวยรีบเค้นรอยยิ้มส่งไปให้ พลิกตัวหมุนกลับอย่าง ว่องไว เพียงแต่ว่ารอยยิ้มของเขากลับแข็งที่อในชั่วพริบตา
หงจี้ ผู้บัญชาการณ์หงแห่งที่ว่าการเหนือ?!
หงจี้ยิ้มเอ่ย “เถ้าแก่เหวย ขอแค่มีห้องเดี่ยวให้พอนั่งดื่มเหล้าได้ก็ พอแล้ว ไม่มีข้อเรียกร้องอย่างอื่นอีก”
เหวยฉงขยี้ตา