กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 45.1 มีคนผู้หนึ่งกล่าวถึงเกียรติยศและ ชื่อเสียงด้วยท่าทีฮึกเหิม
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 45.1 มีคนผู้หนึ่งกล่าวถึงเกียรติยศและ ชื่อเสียงด้วยท่าทีฮึกเหิม
เมืองหลวงในเวลานี้ ใครที่สามารถทาให้หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ ยอมเป็น “ทหารแนวหน้า’ ได้อีก ไม่มีใครแล้ว
อยู่ในห้องครัวที่คลุ้งไปด้วยควันอาหาร อยู่ดีๆ เฉินผิงอันก็นึกถึง ฟืน ข้าวสาร น้ามันและเกลือระหว่างเส้นทางการไปขอศึกษาต่อในปี นั้นขึ้นมา
เหวยฉงถามหยั่งเชิงว่า “ใต้เท้าราชครู ข้าจะไปปรึกษากับคน คุ้นเคย ขอห้องห้องหนึ่งมาให้ดีไหม?”
เฉินผิงอันโบกมือ ยิ้มเอ่ย “เปิ ดร้านทากิจการ ไหนเลยจะมี เหตุผลให้ไล่ลูกค้าให้ลุกออกจากโต๊ะไวๆ ไม่มีใครเขาท าการค้าอย่าง เจ้าแบบนี้หรอก พวกเราก็ไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไร รอได้ไม่เป็นไร”
ชี้ไปที่หงจี้ เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอกว่า “หากต้องรอนาน อย่างเช่น ว่ารอครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่มีที่นั่ง เถ้าแก่เหวยก็ไม่ต้องเป็ นกังวล พวกเขาก็แค่เอาบัญชีนี้ไปคิดลงบนหัวผู้บัญชาการณ์หง วันนี้เขา เป็นเจ้าภาพ”
หงจี้สีหน้ากระอักกระอ่วน แล้วก็เพราะคาพูดของราชครูก่อน หน้านี้ที่ทาให้เขาไม่กล้าท าอะไรเอิกเกริก กลัวว่าราชครูจะเข้าใจผิด อะไร
หาไม่แล้วไหนเลยจะต้องให้เขาพูดด้วยตัวเอง ให้ซื้อถูเตี้ยนอู่ส่ง คนมาบอกกล่าวกับเหลาสุรา ให้เหวยฉงเก็บห้องส่วนตัวดีๆ ไว้ให้ห้อง หนึ่ง จะไปยากอะไร
หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือเลี้ยงข้าว ผลกลับไม่มีโต๊ะนั่ง เรื่องนี้แพร่ ออกไปคงท าให้คนหัวเราะจนฟั นร่วงได้เลย
เหวยองเหลือบมองหงจี้ หงจี้รู้สึกหัวร้อน ไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจาก ไหน รีบก้มหน้าลงตามองจมูก จมูกมองใจทันใด พยายามให้ใจ ตัวเองนิ่งสงบราวกับสายน้า
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รบกวนเถ้าแก่เหวยเอาน้าบ๊วยเย็นๆ มาให้ พวกเราคนละถ้วยก่อน หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้บัญชาการณ์หงรอจนร้อน ใจ จดจ าอาฆาตแค้นเจ้าไว้ในใจ”
เหวยฉงยังคงเหลือบมองหงจี้โดยที่ไม่รู้ตัว ชื่อเสียงของคนก็ เหมือนเงาของต้นไม้จริงเสียด้วย ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ถูกที่ว่าการ เหนือทาให้ตกใจกลัวกันไปเป็ นแถบๆ หงจี้ก็ยิ่งมีฉายาว่า “พญายม หง” ช่วยไม่ได้ ทุกวันนี้ที่ว่าการเหนือกร่างมาก ดูเหมือนว่าคนที่กรม อาญาไม่กล้าจับ คนที่สานักตรวจการไม่กล้าตรวจสอบ โทษทัณฑ์ที่
ศาลต้าหลี่ไม่กล้ากาหนด ไม่รบกวนให้ทุกท่านชั่งน้าหนักผลได้ ผลเสีย เอาเป็นว่าที่ว่าการเหนือของพวกเราเหมาหมดเลยแล้วกัน
หงจื้อดไม่ไหวด่าขาๆ ว่า “เถ้าแก่เหวย บนหน้าข้ามีน้าบ๊วยหรือ ไร”
เขาไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าอ้วนเหวยเจ้าไม่กลัวราชครู แต่คอยเหลือบ มองสีหน้าการกระทาข้าไปเพื่ออะไร กลัวข้าหงจี้แต่ไม่กลัวราชครู อย่างนั้นหรือ?
เจ้าอ้วนเหวยเหมือนได้รับอภัยโทษ รีบวิ่งไปตักน้าบ๊วยมาทันที หรงอวี๋ก็ตามไปช่วย
หงจี้รีบยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้ เฉินผิงอันไม่ได้นั่งลง เขาบอก ให้กวอจู๋จิ่วนั่ง รับน้าบ๊วยชามหนึ่งมาจากเจ้าอ้วนเหวย แล้วก็ยื่นส่ง ให้กวอจู๋จิ่วก่อน นางดื่มไปอีกใหญ่แล้วก็ร้องว้าวชื่นชมไม่ขาดปาก หันหน้าไปพูดกับอาจารย์พ่อว่ามีกลิ่นอายของร้านเหล้าบ้านเรา
เฉินผิงอันได้ยินก็หลุดขาอย่างอดไม่อยู่ คิดถึงตอนนั้นที่อยู่หอ สยบปีศาจของใบถงทวีป จู่ๆ ปรมาจารย์มหาปราชญ์ก็อยากดื่มสุรา ดีๆ เฉินผิงอันจึงถามว่า “เหล้าถ้าสวรรค์จูไห่ที่ร้านเหล้าบ้านตนหมัก เอง ถือว่าใช่หรือไม่…ภายหลังมาคิดดูแล้ว ต่อให้เป็นเฉินผิงอันก็ยัง รู้สึกว่าตัวเองหน้าหนาไปหน่อย
และท าไมปรมาจารย์มหาปราชญ์ถึงได้เปิดปากอนุญาตให้เขา เปิดร้านเหล้าร้านหนึ่งไว้ในถ้าสวรรค์จูไห่ ถึงขั้นที่ว่าไม่ต้องจ่ายค่า
เช่า เฉินผิงอันคิดไปคิดมาก็ยังไม่อาจหาสาเหตุที่สมเหตุสมผลได้ มากพอ เฉินผิงอันจึงใช้เสียงในใจถามกวอจู๋จิ่ว อยากจะฟั งความเห็น ของนาง เพราะถึงอย่างไรแนวทางการคิดของลูกศิษย์คนเล็กผู้นี้ก็ มักจะเต็มไปด้วยจินตนาการอันบรรเจิดอยู่เสมอ
กวอจู๋จิ่วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็บอกว่าปรมาจารย์มหาปราชญ์ น่าจะรู้สึกว่าบัณฑิตขายเหล้าปลอมท าให้บัณฑิตแก่ๆ อย่างเขาขาย หน้ากระมัง
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด พูดติดๆ กันว่าเป็นไปไม่ได้
ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ เฉินผิงอันถือชามกระเบื้องลายคราม ชูขึ้นสูง เพื่อมองตัวอักษรที่ประทับไว้ด้านล่างชาม จ าได้ว่าเป็ นฝีมืออันยอด เยี่ยมของช่างคนหนึ่งที่เตาเผาเป่ าชีของบ้านเกิด หลายปี มานี้ เนื่องจากเกิดกระแสชาวบ้านของหลงเฉวียนเผาเครื่องกระเบื้อง เลียนแบบทางการ ต้องยกคุณความชอบให้กับคัมภีร์การค้าของต่งสุ่ ยจึงที่อยู่เบื้องหลัง ช่างในเตาเผามังกรที่ในอดีตตกงานตอนอยู่ในวัย หนุ่มฉกรรจ์ก็เหมือนไม้แห้งเหี่ยวที่เจอกับฤดูใบไม้ผลิ ได้กลับมาท า อาชีพเก่ากันอีกครั้ง เฉินผิงอันแกว่งชาม ถามชวนคุยว่า “กิจการ ของที่ร้านดีขนาดนี้เลยหรือ?”
เจ้าอ้วนเหวยคือคนที่พูดจาไม่ผ่านสมอง เขาเอ่ยอย่าง ตรงไปตรงมาว่า “สองวันมานี้เหลาสุราที่ลาคลองชางผู้ปิดกันไปเยอะ มาก ขอแค่เป็นคนที่พอมีเงินหน่อยของเมืองหลวงอยากจะเลี้ยงเหล้า เลี้ยงข้าวสหายที่มาจากต่างถิ่น ที่นี่ก็ต้องเป็ นตัวเลือกอันดับหนึ่ง
แน่นอน ร้านปิดไปเยอะก็เลยได้แต่มาที่ร้านข้า ใต้เท้าราชครู ไม่ใช่ว่า ข้าคุยโวส่งเดชจริงๆ นะ เหลาสุรานี้ของข้า นอกจาก…เรียบง่ายไป หน่อย ไม่มีลูกเล่นพิสดารอะไร”
เจ้าอ้วนเหวยหยุดชะงักไปครู่ เนื่องจากครั้งนี้ราชครู “ปลอมตัว มาเยือนเป็นการส่วนตัว” ที่เหลาสุราบ้านตน ข้างกายมีสตรีอยู่เยอะ เขาจึงไม่สะดวกจะพูดเรื่องนี้ให้ลึกลงไป จึงเปลี่ยนคาพูดเสียใหม่ว่า “อาหารเลิศรสอันเป็ นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นในเหลาสุรา พ่อ ครัวล้วนเป็ นคนในท้องถิ่นที่จ้างมาด้วยเงินเดือนสูง ถือว่าเป็ นป้ าย อักษรทองอยู่ในล าคลองชางผูเหมือนกัน ไม่เหมือนคนร่วมอาชีพที่ ใจค่าทั้งหลาย เหลาสุราของข้าไม่เคยเชือดลูกค้าไม่เคยเอาของ ตกแต่งห้องหนังสือตระกูลเขียนมาหลอกคนอื่น เรื่องอย่างร้านใหญ่ หลอกลูกค้า ที่นี่ของพวกเราไม่มีอย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มกล่าว “หากพูดเช่นนี้ เหลาสุราของเถ้า แก่เหวยก็เป็นนกกระเรียนในฝูงไก่อยู่ที่ลาคลองชางผูแล้ว”
ใบหน้าของเจ้าอ้วนเหวยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยังพูดตามมารยาท ว่าพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง
หงจิ้มองเจ้าอ้วนเหวยที่พูดคุยกับราชครูได้อย่างเป็ นตัวของ ตัวเอง พี่ใหญ่เหวย! ปากมีหูรูดหน่อยเถอะเจ้า!
เชื่อหรือไม่ว่าเหลาสุราสองร้อยกว่าร้านที่ลาคลองชางผู พรุ่งนี้ ต้องร่วมกันขอบคุณบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเจ้าเหวยฉงแล้ว?
เจ้าอ้วนเหวยเชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้อื่นอย่าง มาก เห็นผู้บัญชาการณ์หงถลึงตาที่เหมือนกระดิ่งทองเหลืองคู่นั้นใส่ ตนอย่างดุดัน ก็รู้ทันทีว่าตัวเองพูดผิดไปแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “ลงดาบใส่ตรอกอี้ฉือกับถนนฉือเอ๋อร์ไปแล้ว หาก ยังมาโอ้อวดบารมีที่ล าคลองชางผูอีกก็ไม่อาจแสดงให้เห็นถึงความ ร้ายกาจของที่ว่าการเหนือได้ กลับกันจะมีความหมายของการเอา หางหมีมาแซมขนหมา พื้นที่ดีๆ ของลาคลองชางผู้ล้วนอยู่ในการ ดูแลของอ าเภอฉางหนิง ให้หันอีดูแลให้ดีก็พอ คิดดูแล้วน่าจะไม่มี ปั ญหามากนัก”
หงจี้ได้แต่ยิ้มจืดเขื่อน ก้มหน้าดื่มน้าบ๊วยไปเงียบๆ
อันที่จริงเฉินผิงอันให้หงจี้เป็ นเจ้าภาพ เดิมทีก็แค่ความคิดที่ เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีอะไรให้คู่ควรแก่การครุ่นคิดลึกซึ้ง อย่างมากก็ แค่ให้หรงอวี๋ทาความคุ้นเคยกับที่ว่าการเหนือได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น
แต่สาหรับหงจี้แล้ว เกรงว่าคงต้องอ้อมวนแปดร้อยตลบ ครุ่นคิด ขัดเกลาซ้าแล้วซ้าเล่าอย่างพิถีพิถัน ถึงพอจะวางใจลงได้บ้าง
ฟั งคาหยอกเย้าที่ใต้เท้าราชครูมีต่อผู้บัญชาการณ์หงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชื่นชมที่มีต่อหันลิ่วเอ๋อร์ เจ้าอ้วนเหวยก็แอบ ยิ้มกว้าง หงจี้ตาแหลมถึงเพียงใด แต่เขากลับไม่รู้สึกขัดเคืองใจใดๆ รู้สึกนับถือเจ้าอ้วนเหวยที่ “ใจกว้างร่างอ้วน” ผู้นี้จริงๆ
เหวยฉงก็คือคนประเภทที่เก็บซ่อนความไม่สบอารมณ์ไว้ได้ดี มาก แต่หากอารมณ์ดีกลับไม่อาจซุกซ่อนความรู้สึกไว้ได้ เป็นคนที่ เรียบง่ายคนหนึ่ง
หากจะบอกว่าคนประเภทนี้เป็นแค่คนโง่ที่มีโชคของคนโง่ อันที่ จริงก็ไม่ถูก เพราะถึงอย่างไรจิตใจดั้งเดิมของคนคนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็ มักจะมิอาจปล่อยให้คนผู้นั้นดาเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายได้ตามใจ ปรารถนา
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “จู๋จิ่ว เจ้ากับหรงอวี๋เลือกอาหาร เลือกที่เจ้า ชอบกิน หากมีอาหารที่เคยได้ยินมาก่อน แต่ไม่เคยกิน ก็บอกกับทาง เหลาสุราได้เลย ในเมื่อเถ้าแก่เหวยคุยโวขนาดนี้แล้ว พวกเราก็มาดู กันว่าป้ายอักษรทองของเหลาสุราแห่งนี้เป็นอย่างไร”
กวอจู๋จิ่วดื่มน้าบ๊วยเย็นที่สามารถ ดับร้อน” ได้อย่างดีเยี่ยมหมด ไปชามหนึ่ง นางก็ลุกขึ้นยืน ไปปรึกษากับพวกพ่อครัวของเหลาสุรา เหวยฉงไม่กล้าบอกว่าลูกค้ากลุ่มนั้นคือใคร พ่อครัวแม่ครัวที่ ทาอาหารไม่รู้จักผู้บัญชาการณ์หงแห่งที่ว่าการเหนือ จึงคิดแค่ว่าคน กลุ่มนั้นคือสหายของเถ้าแก่บ้านตน ส่วนอวี๋ชิ่งที่เป็นแม่ครัวของจวน ราชครูก็ตามพวกนางไปสั่งอาหารด้วย นางใช้เสียงในใจถามว่า “แม่ นางหรงอวี๋ ราชครูรู้สึกว่าอาหารที่ข้าทาไม่ถูกปากหรือ?”
ลูกศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งของสายอิงเถาชิงอีผู้นี้ ชื่อเดิมคือกงซุนห ลิงหลิง ปิดบังชื่อแซ่มานานหลายปี ก่อนที่จะได้เจอกับผู้อาวุโสใน สานัก นางคอยคิดแต่อยากจะกลับไปมีชื่ออยู่ในศาลบรรพจารย์อีก
ครั้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่พอได้เจอกับเชียวผูแห่งเรือนจู่หลัน นาง กลับไม่มีความคิดนี้อีกแล้ว เหมือนคนสะดุ้งตื่นจากความฝั น จึงมา หลบซ่อนตัวอยู่ในจวนราชครูมอบการตัดสินใจอย่างหนึ่งให้กับวัน พรุ่งนี้สักวันหนึ่งที่อยู่ใกล้ในระยะประชิด แต่ก็เหมือนห่างไกลจนไม่ อาจเอื้อมคว้ามาได้
หรงอวี๋พูดกลั้วหัวเราะเสียงอ่อนโยน “พี่หญิงอวี่คิดมากไปแล้ว”
อวี๋ชิ่งพยักหน้า แต่กระนั้นก็ยังยากจะปกปิ ดความหม่นหมอง ซึมเศร้าตรงช่วงคิ้วตาของตัวเองไว้ได้ คิดไม่ถึงว่าหรงอวี๋จะพูด ตามมาทันทีว่า “แทนที่พี่หญิงอวี๋จะกังวลเรื่องโน้นคิดไม่ตกเรื่องนี้ ก็ ไม่สู้แอบขโมยเรียนสูตรอาหารขึ้นชื่อของที่เหลาสุราแห่งนี้ไป”
ความกลัดกลุ้มของอวี๋ชิ่งสลายหายไปสิ้นทันที นอกจากจิตใจจะ ปลอดโปร่งขึ้นมาแล้วนางมองสตรีอ่อนโยนที่อยู่ข้างกาย ไม่รู้ทาไม ถึงได้รู้สึกว่าหรงอวี๋เหมือน….นักฆ่ามากกว่า แต่กลับอยู่ในราชสานัก ของแคว้นใหญ่
เหลาสุราของเหวยฉงมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกเป็ นห้องโถง สาหรับกินอาหาร มีคนนั่งอยู่เต็มนานแล้ว เสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจ ส่วนใหญ่ล้วนเป็ นพวกคนต่างถิ่นที่มาเยือนเพราะได้ยินชื่อเสียง มาถึงเมืองหลวง หากไม่มาดื่มเหล้าที่ลาคลองชางผู้สักมื้อก็ถือว่ามา เสียเที่ยว ชั้นสามคือห้องรับรองชั้นเลิศอันหรูหรา มีเสียงชนจอกเคล้า เสียงหัวเราะพูดคุยของเหล่าแขกผู้มีเกียรติอยู่นานแล้ว แม้กระทั่งชั้น สองก็คนเต็ม ส่วนลูกค้าของที่นี่จะรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าหรือต่าต้อย
กว่าคนอื่น คาดว่าก็น่าจะต้องอยู่ที่ว่าสายตาของพวกเขามองไปทาง ใดแล้ว
เวลานี้เฉาฉิงหล่างลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจน่าจะอยู่ที่ชั้นสาม กาลังดื่มเหล้ากับคนที่สอบเคอจวี่ในปีเดียวกันซึ่งเป็นขุนนางในเมือง หลวงอยู่ในห้อง
ที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจก็คือกวนอี้หรานถึงกับมาเลี้ยงอาหาร คนอื่นที่นี่ เจ้าเมืองของเมืองหนึ่งในต้าหลี ดื่มเหล้าอยู่ที่ชั้นสอง ออก จะซอมซ่อไปหน่อยหรือไม่?
คนที่อยู่ชั้นสองเหมือนกันยังมีเลขาธิการฝ่ ายปุ่ นอายุน้อยคน หนึ่งที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่นแห่งจวนราชครู ราวกับว่าเขาเองก็มาเลี้ยง อาหารบิดาของเขาที่มาประชุมในเมืองหลวงเฉพาะกิจเหมือนกัน
ยังมีลู่ฮุย เขามาอยู่กับเจ้าของเรือโจวและปรมาจารย์แยนท่าน นั้นได้อย่างไร?
เฉินผิงอันยกชามมาที่หน้าต่าง หงจี้ตามมาเงียบๆ สัมผัสได้อย่าง เฉียบไวว่าทิศทางที่ราชครูมองไปคือประตูไห่ไต้ของเมืองหลวง เก้า ประตูเมืองของราชสานักต้าหลีในอดีต ในบรรดานั้นตาแหน่งผู้กากับ ดูแลประตูไห่ได้รับผิดชอบด้านภาษี ถือเป็ นตาแหน่งที่อุดมไปด้วย ผลประโยชน์อย่างแท้จริง ตามกฎแล้วหนึ่งปีเปลี่ยนหนึ่งครั้ง แต่ไหน แต่ไรมาล้วนเป็ นเชื้อพระวงศ์สกุลซ่งที่รับตาแหน่งนี้ นอกจากไปยัง ที่ว่าการตอนรับตาแหน่งให้พอเป็นพิธีแล้วก็ไม่ต้องไป “นั่งประจาในที่
ทาการ” นี่คือกฎระเบียบที่ทาตามกันมาจนกลายเป็นธรรมเนียมของ วงการขุนนางต้าหลี แค่ต้องไปครั้งเดียว จากนั้นก็คอยรับเงินเดือน ดังนั้นคนที่ดูแลกิจธุรต่างๆ อย่างแท้จริงจึงยังคงเป็นรองผู้ก ากับสอง คนมากกว่า คนหนึ่งได้ขุนนางกรมคลังมาเสริมต าแหน่งว่าง อีกคน หนึ่งกลับไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นในอดีตก่อนที่เผยเม่า จะเปลี่ยนจากขุนนางบุ๋นไปเป็ นขุนนางบู๊ ก็ใช้สถานะน้าใสของ บัณฑิตฮั่นหลินเป็นรองผู้กากับเฝ้าประตูไห่ได้อยู่ปีหนึ่ง คงเป็นเพราะ ช่วงเวลานั้น เผยเม่าจึงได้เป็ นที่โปรดปรานและไว้วางพระทัยของ ฮ่องเต้ หรือไม่ก็ได้รับความโปรดปรานจากราชครูชุยอย่างแท้จริง
แต่ภายหลังช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับตอนภูเขาพีอวิ๋นได้เลื่อนขั้น เป็นมหาบรรพตอุดรเมืองหลวงต้าหลีก็เคยมีการขยับขยายก่อสร้าง เพิ่มเติม ตาแหน่งผู้กากับประตูไห่ได้จึงมีคาว่าอดีตเพิ่มเข้ามา ค่อยๆ กลายไปเป็นเรื่องเล่าของเมืองหลวง
ในใจของหงจี้มีการคาดเดา หรือว่าราชครูจะแตะกองทัพ ชายแดนต้าหลีแล้ว?! เวลานี้ฮ่องเต้ต้าหลีไปลงนามเป็ นพันธมิตรที่ อุตรกุรุทวีป คงไม่ใช่การกระทาที่ตั้งใจจะหลบเลี่ยงข้อครหาอย่างหนึ่ง หรอกนะ?
เผยเม่ามีสถานะสูงศักดิ์เป็ นถึงทูตผู้ตรวจการ น้าหนักของเขา มากพอจริงๆ! เพียงแต่หงจี้ใช้ความคิดอย่างว่องไว คิดไปคิดมาก็ดู เหมือนว่าเผยเม่าเองจะไม่มีจุดอ่อนอะไร? ชื่อเสียงในวงการขุนนางก็ ดี มีคุณความชอบด้านการสู้รบ แม้จะบอกว่าชื่อเสียงสู้ทูตผู้ตรวจการ
สองคนอย่างซู เฉาไม่ได้ แต่หากคิดกันอย่างละเอียด จุดที่ควรค่าแก่ การพูดถึงมากที่สุดของเผยเม่า มีมากมายจนไม่อาจกล่าวได้หมด อย่างเช่นตอนที่อายุน้อยก็เคยนั่งครองต าแหน่งผู้อ านวยการของ วงการการประพันธ์ต้าหลีได้อย่างมั่นคง รอกระทั่ง “ทิ้งพู่กันลงสนาม รบ” ไม่เพียงแต่ไม่ได้มีจุดจบกลายเป็นแค่คนที่เก่งแต่พูดเรื่องสงคราม บนหน้ากระดาษ กลับกันยังสะสมคุณความชอบทางการสู้รบจนได้ เป็นขุนนางข้าหลวงใหญ่แถบชายแดน แม้กระทั่งไหวอ๋องซ่งจ่างจิ้งก็ ยังต้องมองเขาเสียใหม่
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมาช้าๆ มองไปยังผิวน้าของลาคลอง ชางผูนอกเหลาสุราที่เหมือนเงินทองหลั่งไหลไม่ขาดสาย
จาได้ว่าคราวก่อนอยู่บนสะพานสีทอง ตนเคยมีความคิดอย่าง หนึ่งว่า แม่น้าแห่งกาลเวลาก็เหมือนค าว่า ‘ปั จจุบัน
ครั้งนั้นพาชิงถงเดินทางไปทั่วสารทิศ ไปเยี่ยมเยือนภูเขาสายน้า ขอร้องคนเขาไปทั่วเว่ยป้อเตือนให้เขาตระหนักถึงความคลาดเคลื่อน อันละเอียดอ่อนระหว่างสภาวะที่ยึดถือกับสิ่งที่นามาเทียบเคียง ฟ่ าน จวิ้นเม่าที่เป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงกลับชาติมาเกิด ประโยคหนึ่งสอง ความหมายของนางที่บอกว่า “ตาแหน่ งขุนนางใหญ่เป็ นคน ตัดสินใจ” และความรู้สึกสุดท้ายที่ชิงถงมีต่อการเดินทางรวมกับเฉิน ผิงอันตลอดเส้นทางก็เหมือน ‘เส้นตรงเส้นหนึ่ง…เมื่อเป็นเช่นนี้ พวก เขาแต่ละคนต่างก็สัมผัสได้ถึงเบาะแสบางอย่างแล้ว? ก็ไม่แปลกที่ ปรมาจารย์มหาปราชญ์เอ่ยประโยคที่มีความเกี่ยวข้องกับ “อารมณ์”
ความหมายคร่าวๆ ก็คือ “สามารถขึ้นไปสู่ยอดสูง แต่กลับไม่อาจขึ้น ไปบนสวรรค์
เฉินผิงอันเก็บอารมณ์ความคิดกลับคืนมา ดื่มน้าบ๊วยที่ทาให้ จิตใจคนปลอดโปร่งไปคาหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าพวกหมี่ลี่น้อยเดินทางไปถึง ไหนกันแล้ว
ตัดสินใจแล้วว่าจะให้อวี๋ชิ่งเอาน้าบ๊วยใส่น้าแข็งนี้เขียนใส่ไปใน ใบรายการอาหารรสเลิศของจวนราชครูด้วย
ช่วงนี้จวนราชครูมีการเปิดเตาเล็ก กวอจู๋จิ่วมีท่าไม้ตายสามท่าที่ ต่อให้ฟ้ าผ่าก็ไม่สะเทือน ทุกมื้อจะต้องมีน้าถั่วหมัก ปลาราดซอส เปรี้ยวและผักคาวตอง…อวี๋ชิ่งคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ ถามนาง ว่าคิดอย่างไร ตอนนั้นกวอจู๋จิ่วทาหน้าม่อย ขมวดคิ้วแน่น บอกว่าผู้ ฝึกยุทธอย่างพวกเราเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งจะขี้ขลาดไม่ได้ ตอนนั้น เผยเฉียนจึงคีบปลาราดซอสเปรี้ยวให้กวอจู๋จิ่วอีกค าใหญ่
เผยเฉียนในตอนนี้ได้ขี่ม้าออกจากอาณาเขตชานเมืองของต้า หลีแล้ว นางออกไปท่องยุทธภพเพียงล าพังแล้ว มุ่งหน้าไปทางเหนือ คิดว่าจะไปเยือนอุตรกุรุทวีปอีกสักรอบ เพราะที่นั่นมีกลิ่นอายของจอมยุทธอบอวล แล้วก็เพราะในอดีต อาจารยีพ่อได้ทิ้งเรื่องราวแห่งขุนเขาสายน้าไว้ที่นั่นเยอะมาก ระหว่างการเดินทางพเนจรห่างไกลบ้านอันเนิบช้า เผยเฉียนค้น พบว่าในห่อสัมภาระที่อาจารย์พ่อช่วยเตรียมไว้ให้มีตารา “บนภูเขา”
เล่มหนึ่งที่แบ่งออกเป็ นเล่มบนกับเล่มล่าง ชื่อหนังสือคือ “เวทกระบี่ ฉุนหยาง” เล่มหนึ่งบันทึกไว้แค่เวทกระบี่โดยเฉพาะ เล่มบนบางมาก เล่มล่างหนามาก ต้นฉบับเขียนด้วยมือ คานาที่อยู่ด้านหน้าสุด ค่อนข้างกระชับสั้นเรียบง่าย อาจารย์พ่อบอกถึงความเป็ นมาของ กระบวนท่ากระบี่นี้อย่างคร่าวๆ ไว้ก่อน บอกว่าการรวมเล่มของเล่ม บน คือคุณความชอบของเสี่ยวโม่ เล่มล่างเป็ นตนที่ใช้หางหมามา แซมขนหมี แค่ช่วยเสริมให้เล็กน้อยเท่านั้น
เป็ นเหตุให้เวทกระบี่เดียวกัน ผ่านมุมมองและความเข้าใจที่ แตกต่างกันของผู้ฝึ กกระบี่สองคน เพื่อสะดวกให้เผยเฉียนได้ทา ความเข้าใจด้วยตัวเอง
บทที่สองก็คือภาพภาพหนึ่ง วัสดุของหน้าหนังสือพิเศษที่สุด คือ กระดาษสีเขียวเข้ม
“บท” ที่สามคือหน้าเปล่า เฉินผิงอันเว้นไว้ให้เผยเฉียนได้เขียน เสริมความรู้ความเข้าใจของตัวเองลงไปหลังจากที่ฝึกกระบี่แล้ว
กระบี่ฉุนหยางที่หลวี่เหยียนร่ายใช้ตอนอยู่ที่หอสยบปีศาจของ ใบถงทวีป ไม่มีการปิ ดบังอาพรางใดๆ หลังจากที่ “ชมกระบี่” ใน ระยะใกล้ไปแล้ว เฉินผิงอันที่อาศัยเรื่องการ “ขโมยเรียน” มาสร้าง ชื่อเสียงให้เลื่องระบือไปทั่วใต้หล้านานแล้วยังคงมองออกได้แค่เจ็ด แปดส่วน แต่เสี่ยวโม่กลับบันทึกมันลงในสมุดไว้อย่างละเอียด
อันที่จริงเฉินผิงอันยังเคยเก็บรักษาคาถากระบี่ที่เขียนด้วยมือ ฉบับหนึ่งไว้เป็ นอย่างดีทุกวันนี้ได้ถูกชุยตงซานนาไปตั้งบูชาไว้ใน ศาลบรรพจารย์ของสานักกระบี่ชิงผิงแล้ว
ลายมือของหลวี่จู่ที่เขียนไว้เมื่อสามพันปีก่อน เฉินผิงอันกลับ ได้มาจากมือของหลี่ไหวโดยบังเอิญ เป็ นของขวัญเข้าร่วมงานพิธี คราวก่อน นั่นคือคาถากระบี่ที่ชี้ตรงไปยังโอสถทองหรือ?