กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 45.2 มีคนผู้หนึ่งกล่าวถึงเกียรติยศและ ชื่อเสียงด้วยท่าทีฮึกเหิม
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 45.2 มีคนผู้หนึ่งกล่าวถึงเกียรติยศและ ชื่อเสียงด้วยท่าทีฮึกเหิม
ในที่สุดก็ได้นั่งลงเสียที หงจี้รู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออก จากอก ก็แค่กินข้าวมื้อเดียวเท่านั้น ขออย่าให้เกิดปั ญหาแทรกซ้อน อะไรขึ้นเลย
ในลาคลองชางผู ไล่ตามสายน้าเส้นหนึ่งไป ชายฉกรรจ์หน้าแดง สวมชุดคลุมสีเขียวร่างกายก าย า มือจับประคองเข็มขัดหยกขาวตรง เอว ก าลังน าพาลูกน้องกองลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งให้ออกตรวจตราไป ตามน่านน้าด้วยกัน แสงไฟของสองริมฝั่ งสาดสะท้อนลงบนผิวน้า กระเพื่อมไหวแผ่วน้าตามสายน้า สาหรับเสมียนในจวนวารีแล้วก็ เหมือนดวงดาวพร่างพราวสายหนึ่งที่ลอยสูงอยู่เหนือศีรษะ
ลูกน้องเผ่าน้าคนหนึ่งคลี่ยิ้มกว้าง “นายท่าน วันนี้ลาคลองชางผู ของพวกเรามีบุคคลยิ่งใหญ่ที่โด่งดังมาเยือนหลายคน ช่างเป็นเกียรติ ที่ได้พบจริงๆ นะ”
อู่กังเจิ้งเทพวารีลาคลองชางผูเงียบไม่ตอบ
ลูกน้องคนนั้นบ่นว่า “นายท่าน ไม่ใช่ว่าข้าน้อยยุยงใส่ความจริงๆ นะ ราชสานักก็ช่างขี้เหนียวเหลือเกิน นายท่านทั้งมีคุณความชอบ แล้วก็ยิ่งมีคุณความเหนื่อยยาก ไฉนถึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นขุนนางเสีย ที? ทาไมถึงไม่มอบหมวกขุนนางที่ใหญ่กว่านี้ให้ท่านสวมบ้าง?”
การเปลี่ยนแปลงในวงการขุนนางภูเขาสายน้าที่ไม่เคยมีมาก่อน ในช่วงเวลาหมื่นปีของแจกันสมบัติทวีปคราวก่อน ท าเนียบหยกทอง ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องหลายคนต่างก็มีการ เลื่อนระดับขั้น ระดับสูงของร่างทองก็ได้รับการยกขั้นให้สูงขึ้นอย่าง สอดคล้องกัน ทว่าขุนนางของเทพวารีลาคลองชางผู จนถึงทุกวันนี้ ยังเป็ นแค่ขั้นหก ไม่มีลดไม่มีเพิ่ม มั่นคงจนระดับขั้นเหมือนกับ นายอ าเภอของอ าเภอฉางหนิงและอ าเภอหย่งไท่แห่งเมืองหลวง
อู่กังเจิ้งถลึงตาใส่ “แน่จริงก็ขึ้นไปบนพูดบนฝั่ งดูสิ! หากว่ามีใจ จริงๆ ก็ไปร้องทุกข์แทนข้าที่จวนราชครู”
ลูกน้องคนนั้นหดคอ “ก็ไม่ใช่กลัวว่าจะเดือดร้อนให้นายท่าน เลื่อนขั้นไม่สาเร็จ กลับกลายเป็ นว่าถูกกรมพิธีการขัดขวางหรอก หรือ”
อู่กังเจิ้งลาดตระเวนน่านน้าต่ออีกครั้ง หวนนึกถึงปีนั้น เขาก็เคย โชคดีได้พูดคุยกับราชครูชุยสองสามประโยค ฝ่ายหลังยิ้มถามเขาว่า ไฉนถึงได้ตั้งชื่อเช่นนี้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่มีมากมายดุจขนวัวของราช สานักต้าหลี หากจะพูดว่าใคร “อยู่ใต้ฝ่ าเท้าของโอรสสวรรค์” มาก ที่สุด เทพวารีลาคลองชางผู้ต้องเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
หลายปีที่ซิ่วหูหรือราชครูชุยผู้นั้น “หายสาบสูญ” ไปจากวงการ ขุนนางต้าหลี พวกเสมียนขุนนางในจวนวารีออกลาดตระเวนล า
คลองชางผูวันแล้ววันเล่า ความรู้สึกที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาก็น่าจะ เป็ นว่า ยิ่งการไปมาหาสู่บนริมฝั่ งครึกครื้นจอแจมากเท่าไร อาหาร และสุราในเหลาสุราก็ยิ่งประณีต ยิ่งล้าค่ามากเท่านั้น นอกจากนี้ชุด ขุนนางเก่าแก่บนร่างรองเท้าขุนนางเก่าแก่บนเท้าของเหล่าขุนนาง เด็กแก่ทั้งหลาย ดูเหมือนว่ายิ่งนานก็ยิ่งมีน้อยลง เครื่องประดับบนร่าง ของพวกเขายิ่งนานก็ยิ่งมีมากขึ้น หยกพกยิ่งนานก็ยิ่งมีค่า
ในประวัติศาสตร์ของสกุลซ่งต้าหลีเคยมีการย้ายเมืองแค่ครั้ง เดียว ตอนนั้นเลือกสถานที่แห่งนี้ให้เป็ นเมืองหลวงใหม่ มีลาคลอง ชางผู้หนึ่งสาย มีถ้าชิงเสวียนตรงสะพานหยวนโหรวหนึ่งแห่ง ล้วน เป็นเหตุผล ก่อนหน้านี้ในวงการขุนนางด้าหลีมีการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่จะย้ายเมืองหลวงให้ไปที่เมืองลั่วจิงซึ่งอยู่ใกล้กับลาน้าใหญ่ คน ทั่วทั้งจวนวารีลาคลองชางผู้ย่อมตึงเครียดสุดขีด กลัวว่าราช สานักต้าหลีย้ายเมืองหลวงไปแล้ว แม้กระทั่งความครึกครื้น ลาคลอง ชางผูก็จะรักษาไว้ไม่ได้อีกแล้ว
แม้ว่าเรื่องของการย้ายเมืองจะถูกพูดถึงอย่างดุเดือด หลังจากที่ เฉินผิงอันมารับหน้าที่เป็ นราชครูก็กลายเป็ นว่าคือเรื่องที่ไม่มีทาง เป็ นไปได้ แต่อู่เจิ้งกังกลับรู้สึกว่าต่อจากนี้เมืองหลวงจะต้อง….มี เรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น พูดถึงแค่เทพวารีลาคลองชางผู้ท่านนี้ เมื่อ ครู่บุรุษผู้นั้นวักน้าจากริมฝั่ งล้างหน้า สองฝ่ายได้เจอหน้ากันแล้ว และ อู่กังเจิ้งกับคนแซ่เผยผู้นั้นก็ถือว่าเคยเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันมา หนึ่งปี
ห้องเล็กห้องหนึ่งในชั้นสองของเหลาสุรา เผยจิ่งคล้ายจะพูดขอ ความดีความชอบ เขายิ้มเอ่ยว่า “ท่านพ่อ หากไม่เป็ นเพราะจองไว้ ก่อนล่วงหน้าสองวัน ดูจากท่าทางก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีที่นั่งอยู่ที่ชั้น สองนะ”
บุรุษไม่ได้รีบร้อนนั่งลง เขาเงยหน้ามองภาพงานชุมนุมอันสง่า งามแห่งวังมังกรของจิตรกรนิรนามผู้หนึ่ง ม้วนภาพถ่ายทอดภาพ ของหญิงงามแห่งวังมังกรผู้หนึ่งที่ถือถ้วยกูไว้ในมือ โบราณวัตถุชิ้น นั้นแผ่ประกายขรึมลึก สีเขียวครามซึมลึกถึงแก่น จิตรกรใช้ฝีแปรง แบบกงปี้บรรจงวาดจนตัวบุคคลมีชีวิตชีวา ส่วนถ้วยกู่ก็ดูประหนึ่ง ของจริง เมื่อสามพันปีก่อน ในโลกมนุษย์มีวังมังกรอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในทะเลหรือบนบกก็ล้วนเป็นแหล่งรวมขุมทรัพย์ล้าค่าอัน อุดมสมบูรณ์ ในหนังสือบันทึกเรื่องพิสดารและนิยายรักที่นักปราชญ์ ตกอับเขียนขึ้นนั้น ในเรื่องนี้ก็นับว่าไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย
เขาพูดชวนคุยว่า “ห้องเดี่ยวเลิศหรูชั้นสามกินคน คนที่เป็ น เจ้าภาพชั้นสองคารวะสุราแก่ผู้อื่น มีเพียงอาหารในห้องโถงชั้นหนึ่ง เท่านั้นถึงจะถือว่ากาลังกินข้าวอย่างแท้จริง”
เผยจิ่งพูดไม่ออก นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ก็ถามอย่างสงสัยว่า “พวกท่านลุงหลัวล่ะ ไม่มีใครตามท่านพ่อมาที่ลาคลองชางผูหรือ?”
ตามหลักแล้วทุกครั้งที่บิดาออกไปข้างนอก อย่างน้อยที่สุดข้าง กายจะต้องมีองค์รักษ์สองคนติดตามมาด้วย หากอยู่ในพื้นที่ของ ตัวเอง ไม่ว่าจะทางลับหรือทางแจ้ง เซียนซือบนภูเขาร่วมมือกับ
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ จานวนของผู้ติดตามก็ยิ่งมีแต่จะมากขึ้น อย่างเช่นองค์รักษ์ที่เผยจิ่งเรียกด้วยความเคารพว่า “ท่านลุงหลัว ชื่อ จริงก็คือหลัวว่านจี่ คือปรมาจารย์วิถีวรยุทธคนหนึ่งที่ผ่านสมรภูมิรบ มาอย่างยาวนาน มีคาเรียกขานที่ว่า “หมัดมาจากแม่น้าเฉียนถัง
ในราชสานักต้าหลี พวกเขาถูกเรียกรวมกันว่าเลขาธิการฝ่ายบู๊ และจานวนรวมถึง “ระดับขั้น” ของผู้ติดตามประเภทนี้ ทางราชสานัก มีการก าหนดขอบเขตและกฎระเบียบไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว แรกเริ่มที่มีการจัดหาองค์รักษ์ประเภทนี้ เหตุผลก็เรียบง่ายมาก ป้องกันไม่ให้ขุนนางชั้นสูงหรือข้าหลวงใหญ่รักษาชายแดนฝ่ายของ ตัวเองถูกผู้ฝึกตนบนภูเขาหรือแคว้นศัตรูลอบฆ่าบนสนามรบ
บุรุษเอ่ยว่า “พวกเขาอุตส่าห์ได้เข้าเมืองหลวงกันทั้งที ก็เลยลา หยุดไปขอร าลึกความหลังกับสหายแล้ว”
เผยจิ่งประหลาดใจอย่างมาก เอ่ยว่า “ท่านพ่อ หากท่านตัวคน เดียวก็ต้องระวังให้มากหน่อย”
บุรุษเอ่ย “เพื่อป้ องกันไม่ให้งานพิธีครั้งนั้นเกิดเรื่องไม่คาดฝั น ทางราชสานักได้พลิกค้นเมืองหลวงทั่วทุกพื้นที่แล้ว ต่อให้บังเอิญมี ปลาหลุดลอดหว่างแห่ไปสองสามตัว โชคดีรอดพ้นหายนะไปได้ เกิน ครึ่งก็เป็นเหยื่อล่อที่จวนราชครูและกรมอาญาปล่อยคันเบ็ดสายยาว เพื่อตกปลาตัวใหญ่ เวลานี้ไม่หลบตัวสั่นอยู่ในมุมมืด ยังจะกล้า กระโดดออกมามอบคุณความชอบให้อีกหรือ? รังเกียจว่าชื่อเสียง ของหงจี้แห่งที่ว่าการเหนือไม่ยิ่งใหญ่พอหรือไร?
เผยจิ่งพยักหน้า
บุรุษนึกถึงคลื่นมรสุมในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลพิษสกปรกน่า รังเกียจครั้งนั้นขึ้นมาก็เอ่ยเยาะเย้ยว่า “ช่วงเวลาว่างที่ราชครูคนเก่า และคนใหม่มารับหน้าที่ต่อกัน แต่ละคนต่างก็รู้สึกว่าตัวเองฉลาดมาก พอ”
เผยจิ่งตื่นตระหนกสุดขีด รีบกดเสียงลงต่าเอ่ยเตือนว่า “ท่านพ่อ ก าแพงมีหูนะ”
บุรุษเงยหน้ามองภาพผู้ทรงธรรมถือไม้เท้าอยู่ใต้ร่มพฤกษาแล้ว กระตุกมุมปาก เวลานี้สิ่งที่บุรุษคิดอยู่ในใจกลับเป็ นด่านชายแดนที่ เป็นทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ควันโดดเดี่ยวลอยอ้อยอิ่งเหนือสายน้ายาว ไกลยามอาทิตย์อัสดง และสนามรบที่เสียงอาวุธกระทบก้องกับม้าศึก ท่ามกลางลมสารทอันเยียบเย็นโหดร้าย ไม่รู้ว่าครั้งนี้ตนถูกราชครู คนใหม่เรียกมาเมืองหลวง เพราะคิดจะให้ตนไปใช้ชีวิตบั้นปลายเป็น เจ้ากรมกลาโหมอยู่ที่เมืองหลวงสารองหรือไม่? เตรียมจะยกต าแหน่ง ของตนให้กับใคร?
เป็ นคนบ้าระห่าอยู่ท่ามกลางสนามรบแห่งผลประโยชน์และ ชื่อเสียงมาจนชินแล้ว ปีนั้นการที่เขาโยนพู่กันเข้าสู่สนามรบก็เท่ากับ ว่าเอาหัวไปรัดไว้บนเข็มขัดแล้วมุ่งหน้าสู่สมรภูมิ เพราะถูกบทกวีบท หนึ่งล่อลวงให้ไป ม้าศึกครุ่นคิดถึงหญ้าแห่งชายแดนจนขนสั่นไหว เหยี่ยวลืมตาที่งัวเงียเหลือบมองเมฆคราม ก็น่าจะเหมือนอย่างที่นาย ท่านผู้เฒ่ากวนแห่งกรมขุนนางว่าไว้ เด็กหนุ่มมิอาจอ่านบทกวี
ชายแดนได้ หากอ่านจนเข้าถึงแก่นแท้ ก็จะถูกชักนาให้ก้าวเข้าสู่ สนามเป็นสนามตายคราหนึ่ง บางทีเสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมก็เอ่ยไม่ ผิดเหมือนกัน เด็กไม่ควรไม่อ่านบทกวีชายแดน
ไม่ว่าคนที่ถูกนัดให้มากินอาหารร่วมกันจะมาถึงก่อนหรือหลัง ตาแหน่งที่นั่งของพวกเขากลับถูกก าหนดไว้ก่อนนานแล้ว
ทั้งต้องดูที่ลาดับรายชื่อในการสอบเคอจวี่ของปีนั้น แล้วก็ต้องดู ระดับสูงต่าของตาแหน่งขุนนางในทุกวันนี้
นับว่าเป็นการพิจารณาโดยรวมกระมัง อีกทั้งยังลาบากเจ้าภาพ ในวันนี้อย่างหยางส่วงอยู่ไม่น้อย โดยภาพรวมแล้วการจัดที่นั่งก็ไม่ได้ แสดงความลาเอียงตามฐานะสักเท่าใด
อย่างเช่นเฉาฉิงหล่างนั่งติดกับสวินชวี่ ตาแหน่งประธานยังว่าง อยู่ชั่วคราว เก็บไว้ให้กับจ้วงหยวนอย่างจางติ้ง
แต่จางติ้งมาช้าไปสองเค่อแล้ว ก็ไม่จาเป็ นต้องรอให้เขานั่งลง ก่อนแล้วค่อยดื่มสุราคาดว่าอีกเดี๋ยวคงต้องให้จ้วงหยวนดื่มลงโทษ ตัวเองสามจอก
สวินชวี่ใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า “นี่คือข้าได้พึ่งใบบุญของ เฉาปั้ งเหยี่ยนหรือ? ไม่อย่างนั้นต้องนั่งฝั่ งตรงข้ามกับเจ้าถึงจะถือว่า ถูกต้องตามกฎระเบียบนะ”
เฉาฉิงหล่างเอ่ยสัพยอก “ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่า อาศัยสวินชวี่ปั นที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเป็นปลากระโดดข้ามประตูมังกร ได้เข้าไปในท างานในจวนราชครู”
สวินชวี่เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “เส้นทางราชการรุ่งเรืองก้าวหน้า หวังเพียงว่าเส้นทางราชการจะรุ่งเรืองก้าวหน้า”
ที่นี่น่าจะเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของเหลาสุราแล้ว คนรุ่นเดียวกันนั่ง กันอยู่สามสิบกว่าคน ทว่าอายุกลับต่างกันมาก
มีทั้งคนที่อายุเกือบห้าสิบปีอย่างเหยียนอี้ แล้วก็มีคนหนุ่มวัยยี่สิบ กว่าปีอย่างหยางกวง
สวินชวี่ถาม “ทาไมจางติ้งถึงยังไม่มาเสียที?”
เฉาฉิงหล่างส่ายหน้า “กิจธุระที่กรมคลังน่าจะยุ่งมากกระมัง จาง ติ้งคงจะออกจากที่ว่าการสาย”
สวินชวี่เอ่ย “อีกเดี๋ยวพอจางติ้งมาถึงแล้ว ต้องโดนพูดเหน็บแนม ไม่น้อยแน่”
ในฐานะจ้วงหยวนของรุ่นพวกเขา จางติ้งนั้นขึ้นชื่อว่าไม่เคยแต่ง บทกวี ไม่เคยเขียนบทประพันธ์ หลายปีมานี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเป็น ขุนนางที่ทาเรื่องเป็ นรูปธรรม และจางติ้งก็แทบไม่เคยเข้าร่วมงาน เลี้ยงที่ไหน ทุกวันเลิกงานก็กลับบ้าน เก็บตัวเงียบไม่ค่อยออกไปไหน เขาไม่เคยตีสนิทกับใคร สหายที่มาเป็ นแขกเยี่ยมเยือนถึงบ้านก็มี น้อยจนนับนิ้วได้ ประเด็นสาคัญคือในวงการขุนนางของเมืองหลวงก็
ไม่เคยได้ยินว่าเขากอดขาใหญ่หรือได้รับความโปรดปรานจาก บุคคลยิ่งใหญ่คนใด
เคยทาหน้าที่เป็นผู้เรียบเรียงตาราของสานักฮั่นหลิน จุดเริ่มต้น ในวงการขุนนางต้าหลีของจางติ้งก็คือขั้นหกชั้นโท หลังจากนั้นก็ไป ทางานอยู่ในที่ว่าการกรมอาญานานหลายปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กรม คลัง ทุกวันนี้คือขั้นห้าชั้นเอก หยุดชะงักอยู่ที่เฉียนฝ่าถังนานหลายปี เมื่อเทียบกับขุนนางทั่วไป แน่นอนว่าไม่ถือว่าเส้นทางการเป็นขุนนาง เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่หากจะบอกว่าเส้นทางขุนนางของเขาราบรื่น นั่นก็เหมือนด่าคน ในห้องมีคนรุ่นเดียวกันอยู่หลายคนที่รู้สึกว่าจางติ้ งไม่กล้าปรากฏตัว ทุกวันนี้กรมคลังต้องเดือดร้อนเพราะใต้เท้ามู่เห ยียนเจ้ากรมคลัง ภายในของพวกเขาใจคนกระสับกระส่าย คนที่นั่ง อยู่ล้วนรู้กันดีอยู่แก่ใจ
สวินชวี่เอ่ย “จางติ้งคือวิญญูชนที่เชื่อถือได้ ในเมื่อตอบตกลงกับ งานเลี้ยงสุรามื้อนี้แล้ว ก็คงไม่ถึงขั้นผิดนัดหรอก”
เฉาฉิงหล่างพยักหน้า คนที่มอบความประทับใจที่ดีที่สุดใน บรรดาคนร่วมสอบเคอจวี่ปีเดียวกันของเขากับสวินชวี่ ยังคงเป็นจาง ติ้งที่ยังไม่มาถึงเสียที ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายคือจ้วงหยวน แต่เป็นเพราะ จางติ้งมีความมั่นคงหนักแน่นมากที่สุด สวินชวี่ลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ ยังถามประโยคหนึ่งว่าราชครูไม่เคยพูดถึงจางติ้งเลยหรือ? เฉาฉิง หล่างตอบไปตามสัตย์จริงว่าเคยคุยกันครั้งหนึ่ง แต่พูดถึงแค่เรื่อง ข้อสอบของจางติ้ง ไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น
สวินชวี่ใช้เสียงในใจสอบถาม “เจ้าตัดสินใจจะลาออกจากการ เป็นขุนนางจริงหรือ?”
สองฝ่ ายคือเพื่อนรักกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง ดังนั้นสวินชวี่จึงรู้ ความเป็นมาของเฉาฉิงหล่างมากที่สุด นอกจากจะเป็นลูกศิษย์ของ ราชครู เป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์สายเหวินเซิ่งแล้ว เขายังเป็นเจ้าแห่ง ยอดเขารุ่นแรกของยอดเขาจิ่งชิงสานักกระบี่ชิงผิงด้วย
เฉาฉิงหล่างเอ่ย “เมื่อถึงคราวที่ควรตัดไม่ตัด กลับจะถูกความยุ่ง เหยิงเล่นงานเสียอีกจะอยากได้ทุกอย่างย่อมไม่ได้”
พูดถึงแค่ทางฝั่ งของลาน้าใหญ่ใบถงทวีป เขายังมีงานอีกอย่าง หนึ่งที่ไม่เปิดเผย เพราะตามข้อตกลงระหว่างศิษย์พี่เล็กกับสุ่ยจวิน แห่งมหาสมุทรบูรพา เขารับผิดชอบเรื่องการคบค้าสมาคมกับจวนสุ่ย จวิน พูดคุยเรื่องกิจธุระอย่างเป็ นรูปธรรม ทุกวันนี้แม่น้าสองช่วงที่ สาคัญที่สุดของลาน้าใหญ่ได้ทาการบรรจบผสานกันอย่างเป็ น ทางการแล้ว ร่างจริงของเขาต้องคอยจับตามองที่นั่น
สวินชวี่เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ข้าก็แค่รู้สึกเสียดาย วันหน้าในเมือง หลวงก็จะขาดคนรู้ใจที่ไม่ว่าอยากพูดคุยเรื่องอะไรก็คุยได้ไปคนหนึ่ง แล้ว”
เฉาฉิงหล่างยิ้มเอ่ย “สหายคนรู้ใจถึงอย่างไรก็ไม่สู้สาวงามคนรู้ ใจหรอกนะ”
สวินชวี่โบกมือ “บนที่นั่งมีแขกผู้หนึ่งเอ่ยถ้อยคาด้วยท่าทีฮึกเหิม กล่าวถึงเกียรติยศและชื่อเสียงอย่างองอาจ”
บนผนังในห้องแขวนอักษรภาพไว้ค่อนข้างเยอะ ล้วนเป็นลายมือ ของผู้มีชื่อเสียง โจวปิ่ งไท่ที่เป็ นเม่าหลินหลางถามอย่างใคร่รู้ว่า “หยางทั่นฮวา เจ้าเชี่ยวชาญการดูของ แน่ใจ หรือว่าเป็ นของจริง ทั้งหมด?”
จิ้ซื่อลาดับสองคนหนึ่งที่ชื่อว่าหม่าปิ่ ง ทุกวันนี้รับหน้าที่อยู่ใน กรมพิธีการ อยู่ในกลุ่มขุนนางที่เพิ่งได้เข้าเมืองหลวงมา เขายิ้มเอ่ย ว่า “จะดีจะชั่วเหวยฉงก็เป็นลูกศิษย์ของตรอกอี้ฉือ คิดดูแล้วคงไม่มี หน้าแขวนของปลอมให้คนอื่นหัวเราะเยาะหรอกกระมัง”
โจวปิ่งไท่ขมวดคิ้วน้อยๆ เดิมทีเขาอยากจะขอความรู้เรื่องอักษร ภาพบางอย่างจากหยางส่วง ทว่าหม่าปิ่ งผู้นี้กลับพูดจาเหน็บแนม เหวยฉงอยู่หลายครั้งแล้ว พูดถึงแค่เมื่อครู่นี้ที่ เถ้าแก่เหวยมาดื่มสุรา คารวะที่นี่ ก็ถูกหม่าปิ่ งพูดจาเสียดสี ยังดีที่อีกฝ่ ายไม่ถือสา หาก เปลี่ยนเป็นโจวปิ้งไท่ ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะทนได้
การที่หม่าปิ่งเป็ นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าตัวเองมีชาติกาเนิดยากจน ก็ เลยจงใจวางตัวเป็นปรปั กษ์กับลูกหลานของชนชั้นสูงหรอกหรือ ว่า กันว่าด้วยเหตุนี้เขาจึงสนิทสนมกับหวังหย่งจินแห่งอ าเภอหย่างไท่ โจวปิงไท่กลับดูแคลนการกระทาเช่นนี้มาก ไม่ใช่ว่าชาติกาเนิดเขาดี ตรงกันข้ามกันเลยด้วยซ้า เขายากจนยิ่งกว่าหม่าปิ่งเสียอีก ตอนอายุ น้อยที่ศึกษาเล่าเรียนก็ยิ่งยากลาบาก ในความเห็นของโจวปิ่งไท่แล้ว
หากมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีจริง ทาไมไม่เห็นเจ้าหม่าปิ่งพูดจา กระทบกระเทียบเหน็บแนมเหล่าสหายร่วมงานที่เป็ นลูกหลานชน ชั้นสูงเหล่านั้นบ้างล่ะ? แต่กลับมาสร้างความล าบากใจให้กับเหวยฉง แห่งตรอกอี้ฉือที่ทาการค้าอย่างตรงไปตรงมา?
หยางส่วงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “บทกวี บทความ ของโบราณ อักษร ภาพ มิใช่ว่าไม่เคยยกย่องเชิดชูคนโบราณเลย”
หม่าปิ่ งพูดด้วยสีหน้าเสียดาย “น่าเสียดายที่หยางทั่นฮวาเชิญ รองเจ้ากรมจ้าวมาไม่ได้”
เขาเหลือบตามอง “ผู้เฒ่า” เหยียนอี้ที่นั่งอยู่ฝั่ งตรงข้าม ไร้ ประโยชน์จริงๆ กระทั่งอาจารย์ผู้คุมสอบของตัวเองก็ยังเชิญมาไม่ได้
หวังชินรั่วที่นั่งอยู่ข้างกายหยางสั่วยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “กิจธุระของ รองเจ้ากรมจ้าวรัดตัวไม่มาก็เป็ นเรื่องปกติ ถ้ามา นั่นต่างหากถึงจะ ผิดปกติ”
สีหน้าของเหยียนอี้เฉยเมย ก่อนหน้านี้หยางส่วงให้ข้อเสนอแนะ เป็ นการส่วนตัว บอกให้เขาบอกเรื่องนี้กับรองเจ้ากรมจ้าว ดูว่าจะ เชิญรองเจ้ากรมจ้าวมาได้หรือไม่ เหยียนอี้บอกว่าตัวเองจะลองดู แต่ อันที่จริงเขาไม่ได้ไปหาเรื่องใส่ตัวกับอาจารย์ผู้คุมสอบผู้นั้นเลยสัก นิด
คนมีใจในวงการขุนนางของเมืองหลวงมีการคิดค านวณกันมา นานแล้ว คนที่ไปเยือนราชครูบ่อยครั้งมากที่สุด นอกจากผีขี้เหลา เฉาแห่งกรมขุนนางก็คือจ้าวเหยาแห่งกรมอาญา
ปีที่พวกเขาเข้าร่วมสอบซึ่งต้องเดินทางวนเวียนระหว่างการสอบ ระดับเมืองหลวงที่เมืองหลวงสารองกับการสอบหน้าพระที่นั่งของเมือง หลวง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสาหรับการสอบระบบเคอจวี่ แห่งราชวงศ์ต้าหลี
เพราะเคยเป็ นหนึ่งแคว้นคือหนึ่งทวีป ต่อให้สกุลซ่งจะเพิ่งมอบ แผ่นดินครึ่งหนึ่งกลับคืนไป การสอบระดับเมืองหลวงของต้าหลีครั้งนี้ ยังคงตั้งสนามสอบไว้ที่ลั่วจิงเมืองหลวงสารองซึ่งมีประโยขชน์ต่อ เหล่าบัณฑิตทางทิศใต้ที่เดินทางมาสอบเคอจวี่มากกว่า การสอบ หน้าพระที่นั่งในภายหลังถึงจะเป็นที่เมืองหลวง ปีนั้นคนที่เข้าร่วมการ สอบมีมากถึงเก้าพันกว่าคน เป็นเหตุให้ต้าหลีจาเป็นต้องมีการแต่งตั้ง จิ้นซื่อห้าลาดับชั้นเอกเป็ นครั้งแรก ต่อให้เป็ นเช่นนี้ จ านวนของจิ้ นซื่อและถงจิ้นซื่อก็ยังมีไม่เกินสามร้อยหกสิบกว่าคนเท่านั้น
ส่วนขุนนางผู้คุมการสอบหลักที่ถูกเรียกขานว่า “จั่วซือ” ก็คือ หลิ่วชิงเฝ้งเจ้ากรมพิธีการแห่งเมืองหลวงสารองในปีนั้น
ปีนี้ผู้ที่สอบได้ลาดับชั้นเอกสามอันดับแรกก็คือจ้วงหยวนจางติ้ง ปั้ งเหยี่ยนเฉาฉิงหล่าง ทั่นฮวาหยางส่วง
จ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญาที่ทุกวันนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ตอนนั้น ชื่อเสียงยังไม่โดดเด่น แค่เป็ นหนึ่งในสิบหกขุนนางที่รับหน้าที่ ตรวจข้อสอบในห้องตรวจข้อสอบเท่านั้น
จานวน “ลูกศิษย์” ของอาจารย์ผู้คุมสอบจ้าวเหยามีน้อยที่สุด จิ้ นซื่อชั้นโทก็มีอยู่แค่สองคนเท่านั้น
คนหนึ่งในนั้นก็คือจิ้นซื่อที่เพิ่งสอบใหม่ซึ่งอายุน้อยที่สุด คือหลี่ซี่ ที่ตอนนั้นอายุแค่สิบห้าปี ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือเหยียนอี้
บังเอิญที่ทุกวันนี้พวกเขาต่างก็ทางานอยู่ในกรมอาญา แต่ว่าคน หนึ่งอยู่ในเมืองหลวงอีกคนอยู่ในเมืองหลวงสารอง
ในบรรดาคนวัยเดียวกันกลุ่มของพวกเขา คนที่ได้รับการยอมรับ ว่าฝีมือด้านวรรณกรรมดีที่สุดยังคงเป็นหวังชินรั่วเม่าหลินหลาง
คนที่ได้รับตาแหน่งเม่าหลินหลางซึ่งเป็นลาดับชั้นโท ถือว่าเป็น น้าใสในน้าใสอีกที
จางติ้ง เฉาฉิงหล่างและหยางส่วง พวกเขาคือสามอันดับแรกของ ชั้นเอก บวกกับเม่าหลินหลางอีกสามคนอย่างหวังชินรั่วและพี่น้อง สกุลเฉิง พวกเขาต่างก็เคยเข้าร่วมการเรียบเรียงตรวจสอบสี่ตารา ใหญ่ของสานักฮั่นหลิน ในสถานการณ์ทั่วไปแล้ว คนสอบเคอจวี่ปี เดียวกันอย่างพวกเขาหกคนก็คู่ควรกับคากล่าวที่ว่าอนาคตถูกปูไว้ ด้วยผ้าแพรมากที่สุด
ผลคือนอกจากปิ้งเหยี่ยนเฉาฉิงหล่างที่หลายปีมานี้อยู่ในสานัก ฮั่นหลินไม่ได้ย้ายรังไปไหนแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลืออีกห้าคนต่างก็ไปอยู่ ที่ว่าการแห่งอื่น ดังนั้นครั้งนี้เรียกเฉาจึงหล่างมา นอกจากปั้ งเหยี่ยน ไม่มาซึ่งถือว่าไร้เหตุผลแล้ว ขณะเดียวกันก็มีความหมายอยากจะ มองดูเรื่องตลกของเขาด้วย