กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 5.2 คิดบัญชี
ได้ยินเรื่องนี้ ขุนนางบุ๋นบู๊คนสาคัญที่เป็ นเสาคานของราช ส านักต้าโซ่วล้วนหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง หากจะบอกว่าอดีตฮ่องเต้ อินจี้ “คิดก่อกบฏ’ ฮ่องเต้อยากจะเป็ นอมตะ ถ้าอย่างนั้นสกุลอินต้า โซ่วกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางที่ดูแลฮ่องเต้และจักรพรรดิทุกคน บางที อาจจะยังสามารถใช ้คากล่าวที่ว่าเรื่องน่าอายไม่เอาไปแพร่งพรายต่อ ข้างนอกซึ่งสองฝ่ ายรู ้กันอยู่ในใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยมากลบเกลื่อน ให้ผ่านไป ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ผลลัพธ ์ในการจัดการของ ศาลบุ๋นคือนอกผ่อนปรนในเข้มงวด ในราชส านักมีการหันอาวุธห่า หั่นกันเอง แต่จะถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนแซ่แคว้นไปด้วยเลยหรือ?
ถอยไปพูดหมื่นก้าว หากราชสานักต้าโซ่วเปลี่ยนแซ่สกุลจริง ก็ ไม่ใช่ว่ายังต้องการขุนนางบุ๋นแม่ทัพปู่ ที่มากฝีมือประสบการณ์โชก โชนอย่างพวกเขาหรอกหรือ?
เพราะถึงอย่างไรใครที่เป็ นผู้ครองแผ่นดินก็ล้วนต้องมีขุนนางมา ช่วยปกครองบ้านเมืองอยู่ดี
ทว่าในบรรดากองทัพชายแดนหกแสนนายของราชส านักต้า โซ่วที่มุ่งหน้าไปยังสนามรบของเปลี่ยวร ้าง มีลูกหลานอายุน้อยส่วน หนึ่งที่รับหน้าที่เป็ นขุนนางระดับกลาง คือการสะสมประสบการณ์ คือ การไป ‘ชุบตัวเลื่อมทอง’ พวกเขากับทุกคนที่อยู่ในห้องมี
ความสัมพันธ ์เป็ นเครือญาติกัน ต่อให้จะอ้อมค้อมไปมา สุดท้ายก็ จะต้องมีความเกี่ยวโยงถึงกันต่อสู้กับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร ้าง ไม่ว่า สถานการณ์บนสนามรบจะดีหรือร ้าย พวกเขาล้วนสามารถหลบอยู่ เบื้องหลังได้ แต่หากต้าหลีเปิดฉากการสู้รบ ฆ่าใครก็คือฆ่าเหมือนกัน ไม่ใช่หรือ? หรือหากแย่ไปกว่านั้น กองทัพต้าหลีที่ปลดปล่อยฝี มือ อย่างเต็มที่ก็อาจจะสังหารแค่พวกลูกหลานชนชั้นสูงผู้มีอานาจที่ดีแต่ ขยับปากสะสมคุณความชอบด้านการสู้รบเหล่านี้ก็เป็ นได้
ว่ากันว่าหลังจากศึกที่ภาคกลางของแจกันสมบัติทวีปปิดฉากลง กองทัพชายแดนต้าหลีก็ได้ก่อกองกระดูกไว้บนตลิ่งสองฝั่งของลาน้า ใหญ่ถึงสิบหกกอง หัวกะโหลกถูกวางไว้บนยอดของกองศพ เล่าลือ กันว่าล้วนเป็ นศพของตระกูลใหญ่และสานักใหญ่ในเปลี่ยวร ้าง
ผู้เฒ่าสกุลอินที่ดูแลกรมกลาโหมโค้งคานับเอ่ยวิงวอน “รองเจ้า ลัทธิหัน ศาลบุ๋นจะต้องให้สกุลซ่งต้าหลีควบคุมตัวเองให้ได้นะ ผู้ที่ เดินทางไปยังสนามรบของเปลี่ยวร ้างล้วนเป็ นกองก าลังฝีมือดีอันดับ หนึ่งของกองทัพชายแดนสองแคว้น หากสองแคว้นเปิ ดฉากต่อสู้ กันเอง ก็จะเป็ นความขัดแย้งภายในที่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็ น จานวนมาก มีแต่จะถ่วงรั้งสถานการณ์การโจมตีเปลี่ยวร ้างของ ไพศาลในภาพรวม นี่จะไม่ทาให้เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร ้างหัวเราะเยาะ เอาได้หรอกหรือ”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันหัวเราะหยัน “กองทัพม้าเหล็กต้าหลีคือกองทัพ ฝี มือดี ข้ารู ้แต่แรกแล้ว ส่วนกองทัพชายแดนต้าโซ่วจะใช่กองทัพ ฝีมือดีหรือไม่ ต้องรอให้ตีกันก่อน แน่นอนว่าจะรู ้ได้เอง”
ขุนนางบุ๋นคนหนึ่งที่มีรูปโฉมหล่อเหลาอายุน้อยมาก เดินออกมา หนึ่งก้าว โค้งคานับเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “รองเจ้าลัทธิหัน ขอข้า บังอาจพูดสักค า ความผิดพลาดของอดีตฮ่องเต้ ตามหลักแล้วราช ส านักต้าโซ่วควรต้องแบกรับเอาไว้ แต่ว่าหากปล่อยให้กองทัพ ชายแดนต้าหลีโจมตีต้าโซ่ว ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็อาจตกเป็ นที่ ครหาว่าขาดเมตตาธรรมเพราะไม่มีการห้ามปราม ปล่อยให้สถาน การ ์เลวร ้าย ทาให้กองทัพชายแดนสองแควันที่ไปสู้รบต่างบ้านต่าง เมืองต้องตายอย่างอยุติธรรมไปเปล่าๆ ดังนั้นผู้น้อยขอให้ศาลบุ๋นต้อง ทั้งลงโทษราชส านักต้าโซ่ว แล้วก็ต้องห้ามไม่ให้สกุลซ่งต้าหลีท าอะไร บุ่มบ่ามด้วย”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันถาม “เป็ นขุนนางอยู่ที่ไหน?”
ขุนนางหนุ่มตอบ “เป็ นอาจารย์สอนอยู่ในวังบูรพา คือขุนนาง ผู้ช่วยของส านักกิจการองค์รัชทายาท”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันมองไปยังรัชทายาทอินมี่ “เป็ นคนสนิทที่เจ้า เลื่อนขั้นให้เองกับมือหรือ?”
อินมี่ตอบ “คือผู้มีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมซึ่งอดีตฮ่องเต้ให้ การชื่นชมอย่างมาก คือมือดีในการเซียนบทสวดสรรเสริญ”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันกล่าว “อินมี่ รีบให้คนผู้นี้ไปที่สนามรบเปลี่ยว ร ้างทันที ให้เขาไปอยู่แนวหน้าซึ่งเป็ นจุดเชื่อมต่อระหว่างต้าโซ่วกับ กองทัพม้าเหล็กต้าหลี”
ขุน น างห นุ่ ม ที่เ ดิม ทีชั่วชีวิตนี้ถูกลิขิตม าแล้วว่าจะ ได้ เจริญก้าวหน้าอยู่ในราชส านักต้าโซ่วอึ้งค้างอยู่กับที่ ตกใจจนขวัญ กระเจิงไปหมดแล้ว
รองเจ้าลัทธิศาลบุ๋นท่านนี้คงไม่ถึงกับจงใจเอาคาพูดมาขู่หลอก ให้เขากลัวหรอกกระมัง
อาจารย์ผู้เฒ่าหันจ้องมองคนผู้นี้ “กลายเป็ นหนึ่งในกองทัพ ชายแดนของต้าโซ่ว เมื่อเป็ นเช่นนี้ถึงจะมีคุณสมบัติมาพูดจาไพเราะ เอ่ยอ้างหลักการคุณธรรมยิ่งใหญ่พวกนี้กับข้า”
“เจ้าหนู ถึงเวลานั้นก็เซียนจดหมายส่งไปที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ไม่ว่าจะเป็ นจดหมายลาตายที่เปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมห้าวหาญ หรือจะยืนหยัดทูลขอความเป็ นธรรมแทนกองทัพชายแดนต้าโซ่ว ข้า กับศาลบุ๋นก็ล้วนเชื่อว่าทุกคาพูดของเจ้าออกมาจากใจจริง”
“จ าไว้ว่าป๋ ายน้ามูกน้าตาลงไปในจดหมายด้วย เซียนบทสวด สรรเสริญได้ดี ไม่รู้ว่าจะเซียนบทกวีด่านชายแดนที่เปี่ ยมไปด้วย ถ้อยคาไพเราะจับใจสักสี่ห้าบทได้หรือไม่”
บุคคลอันดับสองของสานักกิจการองค์รัชทายาทที่อายุยังไม่ถึง สามสิบปีก็กลายเป็ นขุนนางคนส าคัญของต้าโซ่วแล้ว รู ้สึกเสียใจจน ไส้เขียวนานแล้ว
พอคิดถึงว่าตัวเองจะถูกจับโยนไปไว้ที่สนามรบเปลี่ยวร ้าง สอง แคว้นประกาศศึกกันทหารม้าบางนายของต้าหลีที่บุกทะยานเข้า ประจัญบานแนวหน้าชักดาบตวัดใส่ตนอยู่ไกลๆ หรือไม่ก็ถูกหอก แทงทะลุหน้าอกอยู่บนหลังม้า หรือไม่ก็เป็ นห่าธนูจากกองทัพศัตรูที่ สาดยิงมาราวกับสายฝน…เขาในเวลานี้แค่ลองจินตนาการภาพพวก นี้ก็หวาดกลัวสุดขีด รู ้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้าแข็งแล้ว
อาจารย์ผู้เฒ่าหันไม่สนใจคนผู้นี้อีก แต่เริ่มออกคาสั่งว่า “อินมี่ คนของราชส านักต้าโซ่วก็ให้ร่วมมือกับศาลบุ๋นตรวจสอบเรื่องนี้ให้ กระจ่าง นับแต่นี้ไปเมืองหลวงให้มีการป้ องกันอย่างเข้มงวด ไม่ อนุญาตให้มีการส่งกระบี่บินแจ้งข่าวออกไป ขุนนางและผู้ฝึกตนไม่ อาจออกไปข้างนอก นอกจากนี้ให้แจ้งแก่ซานจวินห้ามหาบรรพต กองโหราศาสตร ์และเทพวารีระดับสูงทั้งหลายอย่างลับๆ ว่าให้ร่วมมือ กับจวนรัชทายาทอย่างเต็มก าลัง สืบสาวตรวจสอบให้ถึงที่สุด ขอแค่ มีช่องโหว่ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็ นกฎหมายของต้าโซ่ว หรือจะเป็ นกฎ บ้านของตระกูลอิน ก็ให้ลงโทษสถานหนักทุกกรณี นอกจากนี้คาสั่ง ลับที่เกี่ยวพันกับการโยกย้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าทั้งหมดใน อาณาเขตของต้าโซ่ว ข้าจะนาบตราประทับของศาลบุ๋นไปไว้ให้ ก่อน”
อินมี่พยักหน้ารับ “ก็แค่เป้ าหมายเดียว ก่อนที่จะตรวจสอบความ จริงจนรู ้แน่ชัด งานทุกอย่างต่อจากนี้ แม้กระทั่งตัวข้าเองก็ล้วนจะฟัง คาสั่งจากศาลบุ๋นทั้งหมด”
อันที่จริงทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็รู ้กันดีว่าไท่ช่างหวงของราช ส านักด้าโช่ว ก็คืออินหนีซานจวินขุนเขากลางที่อยู่บนยอดเขาท่าน นั้น
ในใต้หล้าไพศาล ราชสานักที่สร ้างเมืองหลวงไว้ตรงตีนเขาของ มหาบรรพต ก็มีเฉพาะแค่สกุลอินต้าโซ่วเท่านั้น
หม่าเซวียนเองก็อาศัยเส้นทางเลื่อนขั้นขุนนางของขุนเขากลาง ไปเข้าร่วมกองทัพชายแดนต้าโซ่ว ได้สร ้างคุณูปการคุณความชอบ อย่างราบรื่นจนกลายเป็ นแม่ทัพและบุคคลอันดับหนึ่งของขุนนางใน พื้นที่ศักดินา
นอกจากนี้ยังมีราชครูราชสานักต้าโซ่วที่เป็ นดั่งมังกรเทพเห็นหัว ไม่เห็นหาง หลิวเร่าได้ปิดด่านมาเกือบร ้อยปีแล้ว เป็ นเหตุให้ชาวบ้าน จ านวนมากไม่รู ้ว่าราชส านักยังมีราชครูอยู่ด้วย
และเวลานี้เอง ตรงหน้าประตูก็มีเด็กหนุ่มชุดขาวที่มีใฝกลาง หว่างคิ้วคนหนึ่งมาปรากฏตัว เขาหัวเราะร่าเอ่ยว่า “เจ้าลัทธิหัน ไม่สู้ ให้ข้ามาเป็ นผู้ช่วยรัชทายาท ช่วยกันตรวจสอบหาช่องโหว่ดีไหม?”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ “เป็ นแบบนี้ย่อ มดีที่สุด ข้าเองก็กังวลเหมือนกันว่านักปราชญ์และวิญญูชนที่พามา
ด้วยจะหลบเลี่ยงเล่ห์เหลี่ยมร ้อยแปดของบรรดาขุนนางเจ้าเล่ห์ที่เต็ม ไปด้วยชั้นเชิงในห้องนี้ไม่พ้น”
ในใจหม่าเซวียนเดือดดาลอย่างหนัก นินทาในใจไม่หยุด ไอ้ หมอนี่ก็เรียกเจ้าว่าเจ้าลัทธิหันเหมือนกัน ไฉนเจ้าไม่ด่าเขาว่าแม่ง แม่ง แม่งบ้างล่ะ?
ชุยตงซานส่งเสียงเฮ้อ บ่นว่า “คนเราน่ะไม่เหมือนกัน บางคนกิน ข้าว บางคนกินอาจมอ้าปากพูด กลิ่นจะเหมือนกันได้หรือ?”
หม่าเซวียนไม่แน่ใจว่าคนผู้นี้คือใคร จึงเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ าย คือวิญญูชนผู้เที่ยงตรงคนหนึ่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง แต่ว่าค าพูด ของอีกฝ่ายไม่เที่ยงตรงเท่าไรเลยนะ
อาจารย์ผู้เฒ่าหันไม่อยากจะมองขุนนางของต้าโซ่วนานไป มากกว่านี้ พาชุยตงซานออกมาจากในห้องก่อน ก าชับเขาสองสาม ประโยคซึ่งเป็ นการทาไปตามระเบียบขั้นตอน
ชุยตงชานเพิ่งจะหมุนตัวกลับก็พลันหงายหลัง ยื่นหัวเข้ามา ยิ้ม ตาหยีเอ่ยว่า “พี่รัชทายาท อยู่ในตาแหน่งไหนก็ทาหน้าที่ของ ตาแหน่งนั้น บังเอิญโชคดีอย่างมากที่ได้เป็ นฮ่องเต้แต่เนิ่นๆ ถ้าอย่าง นั้นก็ควรต้องทาให้น้าใสมาตั้งแต่ต้นกาเนิดนะ ใช ้ลูกเล่นในสระน้า ขุ่น นอกจากน้าจะขุ่นยิ่งกว่าเดิมแล้ว ผู้ที่ขุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งขุ่นไปอีก ยัง จะมีผลลัพธ ์อย่างที่สองได้หรือ? ข้าว่าไม่มี ใช่หรือไม่ล่ะ?”
อินมี่กุมมือคารวะ “ได้รับการชี้แนะแล้ว”
ชุยตงซานสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยเสียงเบาว่า “อีก เดี๋ยวอาจจะมีความเคลื่อนไหวไม่น้อย ทางฝั่งของศาลบุ๋นอย่าทาเรื่อง เล็กให้เป็ นเรื่องใหญ่นะ”
อาจารย์ผู้เฒ่าหันไม่ถือสาคาพูดที่เป็ นการขัดแย้งกันเอง ยิ้มถาม ว่า “ความเคลื่อนไหวไม่น้อยอย่างไร?”
ชุยตงซานสอดมือรองไว้ใต้ท้ายทอย เอ่ยว่า “ดูไปตาม สถานการณ์ก็แล้วกัน”
ในหุบเขาเงียบสงบแห่งหนึ่งชานเมืองหลวงก็คือที่ตั้งพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมของราชครูต้าโซ่ว เพียงแต่ว่ามีการร่ายเวทอ า พรางตาชั้นสูงไว้หลายชั้น มนุษย์ธรรมดาที่มาเที่ยวเล่นภูเขาสายน้า หากเดินทางผ่านที่นี่ก็จะอ้อมเส้นทางไปเองโดยอัตโนมัติ
หลังจากฝนชาระล้างกิ่งไม้ผ่านพ้นไป นกขมิ้นโบยบินท่ามกลาง สายลม มีเรือนเล็กสองชั้นตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ กระเบื้องเขียวกาแพงขาว มีกลิ่นอายของบ้านคนบนภูเขา
ต้นไหวต้นใหญ่ด้านหน้าเรือนเก่าแก่และโล้นเตียน ล าต้นหนา เหมือนโต่ว กิ่งใบบางหร็อมแหร็ม ด้านหลังห้องคือต้นกุ้ยเก่าแก่ ร่ม ใบหนาครึ้ม เวลาอากาศร ้อนแผดเผาสามารถมาหลบร ้อนที่นี่ได้ สามารถจัดที่นั่งรองรับแขกได้ราวสามสิบถึงสี่สิบโต๊ะ
หิ่งห้อยกลุ่มหนึ่งที่ถูกผู้ฝึ กตนบนภูเขาเรียกขานว่าจ้าวเย่ชิง (ความบริสุทธิ์ที่สองประกายในราตรี) พวกมันเกาะกลุ่มรวมกันอยู่บน
กิ่งต้นไหวเก่าแก่ที่โล้นโล่ง ส่องประกายระยิบระยับมีชีวิตชีวา เทียน ราตรีเล่มมหึมาสีทองสุกปลั่ง
เจียงซ่างเจินที่มาเป็ นแขกที่นี่ใช ้ยันต์ทาลายสิ่งกีดขวาง เปิ ด ประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน
พื้นที่ว่างด้านหน้าเรือนมีเก้าอี้ไม้เล็กใหญ่สองตัวตั้งอยู่ มีผู้เฒ่า และเด็กสาวนั่งอยู่ด้วยกัน
ผู้เฒ่ากาลังคุยโวว่าตอนที่เป็ นหนุ่มเคยทาตัวกล้าหาญถึง เพียงใด “อาจารย์ไม่ชอบชื่อเสียงจอมปลอม ชอบความสงบที่สุดแล้ว เบื่อหน่ายโลกโลกีย์ หากเปลี่ยนเป็ นเมื่อร ้อยปีก่อนเด็กน้อยอย่างเจ้า คิดอยากจะกราบข้าเป็ นอาจารย์อย่างนั้นหรือ? คนหนุ่ มมาก ความสามารถ ผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่คิดอยากจะตีสนิทกับ ข้ามีมากมายจนเรียงแถวจากตีนเขาของขุนเขากลางมาถึงตาหนักอี้ เซียวของบนยอดเขาได้เลย”
ผู้เฒ่าเห็นว่าเด็กสาวทาสีหน้าไม่เชื่อก็ได้แต่อธิบายเพิ่มเติมไป อีกประโยคว่า “อย่าเห็นว่าอาจารย์ดูไม่เหมือนยอดฝีมือ นี่เรียกว่า ซาลาเปามีไส้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่รอยจีบบนแป้ งหรอกนะ”
อย่างน้อยจนถึงทุกวันนี้เด็กสาวก็ยังไม่รู ้ว่าที่นี่คือที่ไหน อาจารย์ คือใครกันแน่ เมื่อปลายปี ก่อนนางถูกทางตระกูลโยนมาทิ้งไว้ที่นี่ คุณสมบัติด้านการฝึกตนพอใช ้ได้ และเรื่องการโต้คารมกับอาจารย์
ก็ยิ่งเป็ นเรื่องถนัดของนาง “ก้อนมูลลาภายนอกก็ดูมันเงานั่นแหละ” (เป็ นการเสียดสีว่าดีแต่เปลือก)
ผู้เฒ่าก็คือหลิวเร่าราชครูต้าโซ่ว พลังตบะหนาลึกล้า เซียนเหริน อย่างพวกไซ่อวี้ซ่านของในราชส านัก มาเจอกับเขา ฝีมือก็ไม่มาก พอดูด้วยซ้า
หลิวเร่าปรายตามองแขกที่ใช ้ยันต์ทาลายตราผนึกชั้นสูง ไม่คุ้น หน้าเอาเสียเลย จึงยิ้มถามว่า “เทพเซียนจากที่ใด มาเที่ยวเยือนที่นี่ โปรดอภัยที่ไม่ได้ไปต้อนรับแต่ไกล”
เจียงซ่างเจินก้าวเดินอย่างผ่อนคลายอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมบ้านผู้อื่น ยิ้มเอ่ยว่า “ผู้เยาว์ชื่อว่าโจวเฝย ฉายาเปิงเลอะเจิน จวิน คารวะราชครูต้าโซ่ว”
หลิวเร่าปรบมือเอ่ยชมเชย “เป็ นฉายาที่ดี!”
พื้นที่ลับแห่งหนึ่งที่มีตราผนึกหนาชั้นบนยอดเขาของขุนเขา กลาง มีสตรีสวมชุดชาววังท่วงท่าเกียจคร ้านสบายอารมณ์คนหนึ่ง ยืนพิงราวรั้ว ในมือถือพัดกลมไร ้ลวดลาย นางยื่นมือออกมาคว้า คล้ายกับ “หยิบเอา” ดวงจันทร ์ที่อยู่ขอบฟ้ ามาแล้วเอามา “ปัก” ลง บนผ้าแพรกลายมาเป็ นถาดกลมสีเงินใบหนึ่ง จากนั้น “ขนย้าย” ต้นกุ้ยโบราณต้นหนึ่งมาจากด้านหลังเรือนของพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมหลิวเร่า นามาปลูกใต้ดวงจันทร ์ดวงนี้ ก่อนที่นางจะย้ายยอด
เขาเขียวขจีจากอาณาเขตของขุนเขาเหนือมาห้าลูก เรียงแถวอยู่บน หน้าพัด เหมือนที่วางพู่กันเครื่องกระเบื้องขนาดเล็กน่ารักชิ้นหนึ่ง..
ชายฉกรรจ์เนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งเอนกายพิงรั้ว เขย่งปลายเท้า เอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก “คิดไม่ถึงว่าบนโลกจะมีวิธี “ฝังเลื่อมร ้อยอัญ มณี” เช่นนี้ด้วย ราวกับสาวทอผ้ามาจุติจริงๆ”
อินหนีซานจวินหญิงแห่งขุนเขากลาง บรรพจารย์สกุลอินต้าโซ่ว ไม่แม้แต่จะเงยหน้าหัวเราะหยันเอ่ยว่า “พูดราวกับเคยเจอสาวทอผ้า อย่างนั้นแหละ”
คิดไม่ถึงว่าชายผู้นั้นจะหน้าหนาได้อย่างไร ้ขอบเขต ถึงกับพยัก หน้ารับ “เคยเจอสิอย่าว่าแต่วิธีทอผ้าเลย หน้าตาของนางก็ยังคล้าย เจ้าถึงเจ็ดแปดส่วนด้วยนะ”
อินหนีเงยหน้าขึ้น ใบหน้าประดับยิ้มบางๆ ใช ้ภาษากลางของ แผ่นดินกลางที่สาเนียงถูกต้องที่สุด ทว่าเนื้อหาที่เอ่ยกลับหยาบ กระด้างที่สุดด่าบุรุษไปประโยคหนึ่ง เอาเป็ นว่ามีความเกี่ยวข้องกับ บรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเขาก็แล้วกัน
ชายฉกรรจ ์ไม่โกรธกลับยังหัวเราะ ปรบมือเอ่ย “พูดจาก็เหมือน!”
สานักซานไห่ หลังจากความครึกครื้นผ่านไปก็คือความเงียบสงัด
ทัศนียภาพมักจะเป็ นเช่นนี้เสมอ ก็แค่ว่าลูกคลื่นของวันนี้ใหญ่ กว่าเดิมนิดหน่อย ราวกับราชามังกรเฒ่าเป่ าหนวดท าให้ลมฟ้ าพัด คลื่นให้ถาโถม ทาให้ฝนตกลงมา
และในขณะที่แม่นางน้อยเชิงฮวาคิดจะกลับจวนของตัวเองไป นั้นเอง น่าหลันชินซิ่วกลับบอกให้นางรอสักครู่ แม่นางน้อยจึงถาม อย่างสงสัย “รอใครหรือ?”
น่าหลันซินซิ่วเอ่ย “ทางที่ดีที่สุดคือรอคอยจนได้พบ แต่หาก ไม่ได้พบก็เป็ นเรื่องที่ทาอะไรไม่ได้”
จากการประมาณการณ์ของนาง เป็ นไปได้อย่างยิ่งว่าเชิงฮวาจะ กลับไปก่อน ส่วนตัวเองต้องรอจนถึงยามจื่อ
แม่นางน้อยก็ไม่ได้ถามต่อว่ารอใคร
และในขณะที่น่าหลันชินซิ่วคาดว่าเวลาหนึ่งก้านธูปหมดลงแล้ว นั้นเอง นางก็ถอนหายใจเบาๆ เก็บกระบอกยาสูบ ก าลังจะบอกให้ เชิงฮวากลับไปพักผ่อน…
เรือนกายสีเขียวกลับโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า สภาพ กระเซอะกระเซิงเล็กน้อยร่างส่ายโงนเงนไปมา ยืนได้ไม่มั่นคง
เด็กสาวเพ่งสายตามองไป เหอะ คนคุ้นเคยครึ่งตัวนี่นา
นางกางร่มด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งเท้าเอว ถลึงตาถาม “ทาไมถึง เป็ นเจ้าอีกแล้วท าไมถึงชอบแอบมาโดยไม่บอกไม่กล่าว? เดินมาตาม ประตูภูเขาตรงๆ มันยากนักหรือ? ขาจะแพลงหรือไร?”
คนชุดเขียวที่ถูกจับได้อย่างจังอีกครั้งสีหน้าประดักประเดิด ไม่รู ้ ว่าควรจะอธิบายอย่างไร คราวก่อนถูกหย่าเซิ่งโยนมาไว้ที่นี่ ครั้งนี้เขา กลับเลือกส านักชานไห่ด้วยตัวเอง
แม่นางน้อยปรายตามองเขา ถามเหน็บแนมไปประโยคหนึ่งว่า “แขกต่างถิ่นที่ทาตัวลับๆ ล่อๆ ผู้นี้ ทุกวันนี้เจ้ารู ้จักอาเหลียงหรือไม่?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “อันที่จริงก็รู ้จัก อีกทั้งยังเป็ นสหายที่ สนิทกันมากด้วยคราวก่อนข้าโกหก”
แม่นางน้อยดวงตาเป็ นประกาย ถามหยั่งเชิงว่า “ในเมื่อรู ้จักอาเห ลียงก็ต้องรู ้จักซิ่วหูสินะ? ก็คือชุยฉาน ราชครูของราชส านักต้าหลี แห่งแจกันสมบัติทวีปน่ะ!”
นางต้องการทวงความเป็ นธรรมแทนพี่หญิงเฟยชุ่ย
บุรุษกะพริบตาปริบๆ ตอบไม่ตรงค าถาม “ข้าก็คือราชครูของ ราชส านักต้าหลี”
แม่นางน้อยอึ้งค้างอยู่กับที่ รู ้สึกว่าหัวสมองของตนไม่พอให้ใช ้ เท่าไร
หากอีกฝ่ายคือคนของต้าหลี ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนบ้านเดียวกัน หรอกหรือ? แล้วยังเป็ นราชครูต้าหลีด้วย? ขุนนางใหญ่ไม่สู้ขุนนาง ใกล้ตัว นางยังมีถิ่นเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่อยู่บนภูเขาในอาณาเขต ของต้าหลีนะ
น่าหลันซินซิ่วกลั้นขา เก็บอารมณ์ทั้งหลายกลับมา บรรพจารย์ ผู้บุกเบิกภูเขาของส านักซานไห่ผู้นี้ยอบกายคารวะคนนอกอย่างที่หา ได้ยาก “ผู้ศึกษามรรคาน่าหลันซินซิ่วขอขอบคุณอาจารย์เฉิน”
เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะกลับคืนแล้วรีบจุดธูปคารวะสามดอก ออกไปจากส านักซานไห่อย่างรีบร ้อน
ฝนใหญ่ตกมาไม่นาน เก็บร่มแล้ว แม่นางน้อยเชิงฮวาพึงพอใจ อย่างยิ่ง นางพยักหน้าอยู่กับตัวเอง นวดดวงตา ลูบใบหน้า พึมพ ากับ ตัวเองประโยคหนึ่ง
“ราชครูต้าหลีท่านนี้ก็บังเอิญแซ่เฉินด้วยหรือ ดูจากรูปร่าง หน้าตาแล้วถือว่าพอใช้ได้บุคคลดีเยี่ยม ก็แค่ขี้ขลาดไปหน่อย ฮ่าๆ ถูกข้าท าให้ตกใจจนหนีไปเลย”
อันที่จริงแม่นางน้อยผู้ฉลาดเฉลียวเดาได้แล้ว เขาก็คือคนที่อยู่ ในใจของพี่หญิงซิ่วซิ่วมาเนิ่นนานคนนั้น หน้าตาเขาก็ไม่ได้หล่อ เหลานี่นา ทาไมนางถึงชอบเขาได้นะ