กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 6.1 เหล้าเก่า
บนภูเขาคือแสงจันทร ์กระจ่างลมเย็นและสาวงาม ล่างภูเขาคือ นครยักษ์โอฬารที่แสงไฟส่องสว่างเสียงร ้องร าท าเพลงเคล้าสุรากลม กล่อม
คนชุดเขียวที่บนร่างมีกลิ่นลมทะเลเจือจางมาถึงยอดของภูเขา ใหญ่ลูกนี้ เขากวาดตามองรอบด้าน สายตามองไปทั่ว เพิ่มการค้นหา อีกเล็กน้อยก็เจอกลิ่นอายที่คุ้นเคยของเจิ้งต้าเฟิ ง แหวกตราผนึก หลายชั้นออก มาถึงราวรั้วของหอสูงแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย
เจิ้งต้าเฟิ งยกมือขึ้นตีกับมือของเขาหนักๆ รู ้สึกดีใจอย่างมาก เอ่ยอย่างตกตะลึงระคนยินดี “มาถึงเร็วขนาดนี้เลยหรือ!”
เพิ่งจะผ่านต้นยามจื่อ ยังไม่ทันถึงกลางยามจื่อ นี่ก็หมายความว่า “วันนี้” ยังไม่ผ่านไปแต่เฉินผิงอันกลับแบกรับและข้ามผ่านทัณฑ์ สวรรค์ร ้ายแรงนั้นมาได้ พรุ่งนี้ของเขาและมหามรรคาของเขาก็จะมี แต่ความเป็ นไปได้อันไร ้ที่สิ้นสุดแล้ว
ปล่อยมือออก เฉินผิงอันเอ่ยขออภัยซานจวินหญิงที่มีสีหน้าตื่น ตะลึงผู้นั้นว่า “อินซานจวิน มาโดยไม่ได้รับเชิญ รบกวนแล้ว”
แล้วเขาจึงหันไปอธิบายให้เจิ้งต้าเฟิงฟังอีกเล็กน้อย “สามารถ ข้ามผ่านด่านนี้มาได้อย่างปลอดภัย ไม่ได้พึ่งตัวเองทั้งหมด ไม่ได้มี ความสามารถขนาดนั้น”
เจิ้งต้าเฟิงโบกมือ “ไม่สนหรอกว่าเจ้าอาศัยใครหรืออาศัยอะไร จะหลบหรือจะเลี่ยงข้าแค่ต้องพาเจ้ากลับไปยังภูเขาลั่วพั่วอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์ ถึงจะอธิบายให้หลานสะใภ้ได้”
อินหนีขมวดคิ้วแน่น ถามประโยคหนึ่งว่า “เจ้าก็คือเฉินผิงอัน หรือ?”
ไฉนถึงไม่มีกลิ่นอายของมนุษย์เลยสักนิด?
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าก็คือราชครูต้าหลีที่กาจัดพ่อลูกอินจี้อิน เหมี่ยว”
พอเจิ้งต้าเฟิ งนึกขึ้นได้ว่าเจ้าเฉินผิงอันผู้นี้ขึ้นชื่อว่า “รักหยก ถนอมบุปผา” ก็เริ่มเป็ นห่วงสภาพการณ์ของอินหนีแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่ในจวนรัชทายาท สี่ห้าประโยคที่ชุยตงซานเอ่ยปิด ท้ายได้พูดถึงการ “ท าต้นกาเนิดน้าให้สะอาด” ทั้งเป็ นการพูดให้รัช ทายาทอินมี่ฟัง แล้วก็ยิ่งพูดให้อินหนีที่อยู่บนยอดเขาฟัง
ส่วนการที่อาจารย์ผู้เฒ่าหันเดือดดาลปานฟ้ าผ่า ความหมายก็ ตื้นเขินอย่างยิ่ง สกุลอินต้าโซ่วคิดอยากจะขอทวงความเป็ นธรรม จากศาลบุ๋น? ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้แซ่แคว้นของต้าโซ่วจะยังใช่แซ่อิน หรือไม่ก็ยังไม่รู ้เลย
และการที่ขุนนางผู้ช่วยของสานักกิจการองค์รัชทายาทวางท่าว่า จะยืนหยัดทูลขอความเป็ นธรรมแทนราษฎร แต่กลับไม่รู ้เลยว่าการที่ รองเจ้าลัทธิหันมาเยือนเมืองหลวงราชส านักต้าโซ่วด้วยตัวเอง เดิมที
ก็เพื่อป้ องกันไม่ให้ความแค้นระดับแคว้นของสองสกุลอย่างสกุล ซ่งต้าหลีและสกุลอินต้าโซ่วปะทุแล้วไม่อาจรั้งกลับคืนได้อีก กลายไป เป็ นความแค้นส่วนตัวระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับราชส านักต้าโซ่วแทน และนี่ก็เป็ นหนึ่งในเหตุผลที่อาจารย์ผู้เฒ่าหันโกรธเกรี้ยวอย่างหนัก บัณฑิตของต้าโซ่วที่เซียนบทความได้ไพเราะงดงาม อยู่ในศูนย์กลาง ของราชสานักต้าโซ่วแล้ว ผลคือไม่เพียงแต่ชั่วร ้าย แล้วยังจะโง่เง่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายของต้าโซ่วที่มาเข้าร่วม ประชุมที่ไม่มีสักคนที่ไร ้ใจเห็นแก่ตัว
คาดไม่ถึงว่าอินหนีจะเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้สนใจความเป็ นความตาย ของพวกเขาสองพ่อลูกคนของสกุลอินราชส านักต้าโซ่วมีมากมาย ถมเถไป หลายร ้อยปีที่ผ่านมา นครที่ข้าสร ้างขึ้นมาเองกับมือแห่งนั้น ใครสวมชุดคลุมมังกร ใครนั่งครองบัลลังก ์ ราชสานักต้าโซวก็ยังคง เป็ นราชสานักต้าโซ่ว ข้าก็แค่สงสัยอย่างมากว่าเจ้าเอาชนะโจวมี่ได้ อย่างไร”
เฉินผิงอันแสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยิน เพียงแค่ทอดสายตามองไปยัง เมืองหลวงที่แสงไฟสว่างไสว สรรพสิ่งในเมือง เมื่อปรากฏอยู่ในม่าน สายตาแล้วกลับชัดเจนถึงเพียงนี้ ก่อนจะถามอย่างสงสัยว่า “เจียง ซ่างเจินไม่อยู่ในเมืองหรือ?”
เจิ้งต้าเฟิ งคลึงปลายคาง หางตาเหลือบมองประเมินอินหนีอยู่ ตลอด ก่อนจะยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระว่า “พี่น้องแต่ละคนแบ่งงานกันทา ข้าอยู่ที่นี่ร่วมชมทัศนียภาพอันงดงามกับอินซานจวิน ห่านขาวใหญ่
มีหน้าที่ไปรับมือกับอาจารย์ผู้เฒ่าหัน รองเจ้าขุนเขาเจียงไปพูดจา แข็งกร ้าวกับราชครูหลิวเร่า”
การที่คอยจับสังเกตสีหน้าอันละเอียดอ่อนบนใบหน้างดงามของ อินหนีอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ก็เพราะเจิ้งต้าเฟิงรู ้ความจริงเรื่องหนึ่ง สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าในเวลานี้ เมื่อได้พบเจอกับเฉินผิงอัน จะ เกิด ‘ความรู ้สึก” อย่างหนึ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ หากไม่รักก็จะเคียด แค้นอย่างรุนแรง
หากเป็ นความเกลียดแค้นกลับค่อนข้างง่าย ด้วยสถานะและตบะ ของอินหนี นางคงไม่อาจทาอะไรเฉินผิงอันได้ แต่หากเวลานี้ในใจ ของนาง…ถ้าอย่างนั้นเฉินผิงอันก็จะกลายเป็ นศัตรูตัวฉกาจของตน!
ขอตาแหน่งที่แน่ชัดของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของราชครูหลิว เร่ามาจากเจิ้งต้าเฟิง เฉินผิงอันก็ประกบสองนิ้ววาดยันต์หดย่อพื้นที่ แผ่นหนึ่งขึ้นมา แสงสีทองพร่างพราว โยนไปกลางอากาศ มือข้าง หนึ่งยันราวรั้ว กระโดดพลิกตัวออกไปเหยียบอยู่บนยันต์ เรือนกาย สลายหายไป ตรงดิ่งไปที่ชานเมือง ยกมือข้างเดียวขึ้นทาท่ากวาด หมุนก็ท าลายเวทอ าพรางตาและค่ายกลล่อลวงวิญญาณหลายชั้น ของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนั้นทิ้งไปได้ แล้วมาที่ข้างต้นไหว
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยเสียงเบา “อินฮูหยิน อันที่จริงข้าเองก็พอจะเข้าใจ วิชายันต์อยู่บ้าง บอกตามตรง คาถาหดย่อพื้นที่บทนี้ของเฉินผิงอันก็ เป็ นข้าที่เคยสอนเขาในอดีต เจ้าเด็กนี่ฉลาดนัก ไม่ว่าอะไรก็เรียนรู ้ ได้อย่างรวดเร็ว”
อินหนีไม่เอ่ยอะไร บุคลิกท่าทางของสตรีในเวลานี้คล้ายกับว่า นางได้ยึดครองคาว่า “ความงามที่เย็นชา” ไปจากโลกมนุษย์หมดแล้ว
เจิ้งต้าเฟิงมองจนเกือบจะลุ่มหลง สะบัดศีรษะ รีบเปลี่ยนกลยุทธ ใหม่ทันใด “ในเมื่ออินฮูหยินเชี่ยวชาญศาสตร ์ของการก่อสร ้าง ถ้า อย่างนั้นก็บังเอิญยิ่งนัก ข้าเองก็เป็ นยอดฝีมือในด้านนี้อย่างสมชื่อ เหมือนกัน เรียกว่าเป็ นปรมาจารย์ได้เลย พูดถึงแค่สิ่งปลูกสร ้างบน ภูเขาลั่วพั่วก็ล้วนมาจากฝีมือของข้าทั้งสิ้น แขกหลายคนที่มาเยี่ยม เยือนภูเขาลั่วพั่ว อย่างเช่นป๋ ายเหย่ อวี่เสวียน ซินจี้อัน ฯลฯ พวกเขา ล้วนชื่นชมไม่ขาดปาก…”
อินหนีโบกพัดกลมพัดลมเย็นมาเบาๆ เส้นผมสีนิลตรงจอนหู พลิ้วไสว นางเอ่ยด้วยน้าเสียงเรียบเฉยว่า “คนแซ่เจิ้ง เจ้าไม่คุยโวแล้ว จะตายหรือ?”
เจิ้งต้าเฟิ งหัวเราะดังลั่น ตีเพราะสนิทสนม ด่าก็เพราะรัก นาง หวั่นไหวแล้ว
เซียนกระบี่กลุ่มก่อนหน้านี้จุดธูปคารวะสามดอก พวกเขาไม่ได้ หยุดอยู่บนภูเขาก็ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงเลย อินหนี จึงรู ้ว่า สถานการณ์ใหญ่ในคืนนี้มั่นคงแล้ว
เจิ้งต้าเฟิ งกล่าว “เสี่ยนร่อนเร่มานานหลายปี ไม่ได้สูญเสีย สติปัญญาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางได้รับการดูแลจากต้นไหวบรรพ บุรุษของสกุลอินต้นนั้นหรือ?”
อินหนีพยักหน้ารับ
เจิ้งต้าเฟิงถามอย่างสงสัย “ทาไมถึงไม่เป็ นฝ่ ายพูดถึงเรื่องนี้ขึ้น เอง? ข้าเดาได้ก็จริงแต่หากเปลี่ยนไปเป็ นคนอื่นก็คงพลาดความจริง ที่เป็ นกุญแจสาคัญข้อนี้ไป ถ้าอย่างนั้นด้วยนิสัยของฉีถิงจี้และลู่จือ แล้ว ราชส านักต้าโซ่วของพวกเจ้าก็ต้องเผชิญลมฝน ต้องกังวลว่า ชะตาแคว้นจะขาดสะบั้นแล้ว”
อินหนีกล่าว “ในบรรดาชาวบ้านของราชส านักต้าโซ่ว คนแซ่อิน จะมีได้สักกี่คน? จานวนของเซียนกระบี่ที่มาจากกาแพงเมืองปราณ กระบี่ต่อให้มีมากแค่ไหน พลังพิฆาตของพวกเขาสูงเท่าไร ถึงอย่างไร ที่นี่ก็คือทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง แล้วนับประสาอะไรกับที่รองเจ้า ลัทธิหันก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงล่วงหน้าก่อนแล้ว”
ความหมายนอกเหนือจากคาพูดประโยคนี้ของซานจวินขุนเขา กลางท่านนี้ก็คือต่อให้เซียนกระบี่กลุ่มนั้นมาเพื่อระบายโทสะ เปิด ฉากสังหารครั้งใหญ่ต่อลูกหลานสกุลอินในเมืองหลวงต้าโซ่ว สังหาร ทุกคนหมดเกลี้ยงทั้ง “สายสืบทอดหลัก’ สองสายของไท่จู่ไท่จง รวมทั้งเครือญาติสายรองและญาติห่างๆ ก็แค่คนสามร ้อยกว่าคน เท่านั้น
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มเอ่ย “ฮ่องเต้อินจี้อยู่ดีไม่ว่าดีดึงดันจะหาเรื่องภูเขา ลั่วพั่ว ในความโชคร ้ายก็ถือว่าสกุลอินต้าโซ่วโชคดีอย่างยิ่งแล้ว”
อินหนีกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ดี”
เมืองหลวงต้าโซ่วที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขาถูกทวีปแดนเทพแผ่นดิน กลางเรียกว่าเป็ น “นครใต้ชายกระโปรง’ ของซานจวินอินหนีมาโดย ตลอด
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้านั้นแตกต่างจากผู้ฝึ กตนอย่าง สิ้นเชิง ฝ่ ายหลังต้องการอยู่ห่างไกลจากโลกีย์วิสัย แต่ฝ่ ายแรกกลับ พัวพันกับโลกมนุษย์และมนุษย์ธรรมดาลึกที่สุดและมากที่สุด
ต้องฟังเสียงในใจของคนที่มาจุดธูปกราบไหว้นับไม่ถ้วน มองเห็นความถูกความผิดที่วนไปเวียนมาอยู่ในโลกมนุษย์ วันแล้ววัน เล่าปีแล้วปีเล่า นานวันเข้าก็ง่ายที่พวกอินหนีจะเกิดใจเหนื่อยล้าอัน หนักอึ้ง
ยามที่มีรักงดงามก็เหมือนกาวสอดประสานแนบแน่น ดุจบุปผา รวมกลุ่มชูช่อวิจิตรดู เหมือนว่าไม่ว่าอะไรก็ถูกต้อง ไม่ว่าอะไรก็ดีไป หมด
แต่หลายร ้อยปีที่ผ่านมา ลูกหลานสกุลอินแต่ละคนมาขอชื่อเสียง ลาภยศ ขอความร่ารวยสูงศักดิ์ ขอบุตรขอโชคขอลาภ ขอให้ไร ้ โรคภัยไข้เจ็บจากที่นี่…ไม่ว่าอะไรพวกเขาก็อยากได้ทั้งนั้น
อินหนีพลันถามว่า “หากจะบอกว่าฟ้ าดินคือเตาหลอมขนาด ใหญ่ สิ่งที่หลอมคืออะไรกันแน่? คือเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของ มนุษย์ธรรมดาหรือ? หรือการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพชีวิต? คือ
ร่างทองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า คือจิตแห่งมรรคาของผู้ฝึก ตนหรือ?”
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มบางๆ “คาถามใหญ่ประเภทนี้ เจ้าควรถามเขา”
อินหนีนึกถึงภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ตระการตาก่อนหน้านี้ ขึ้นมาก็พึมพาว่า “เห็นมรรคาแล้วหรือ”
เจิ้งต้าเฟิ งปรบมือฉาด รู ้สึกเจ็บใจอยู่บ้าง เมื่อครู่นี้มัวแต่ดีใจ ถึงกับลืมถามสถานการณ์อย่างละเอียดจากเจ้าเด็กเฉินผิงอันนั่นไป เลย
เพราะไม่กล้าเพ้อฝันไปมากกว่านี้จริงๆ อย่าว่าแต่ได้เห็นเฉินผิง อันมีชีวิตกระโดดโลดเต้นมาถึงที่นี่เลย ต่อให้เขามีสภาพเหมือนคนขี้ โรคที่ต้องกรอกยาทุกวัน เจิ้งต้าเฟิงก็คิดว่ายังรับได้
เจิ้งต้าเฟิ งถามหยั่งเชิง “พี่หญิงอิน มีเวทลับที่สามารถติดต่อ กับเว่ยป้ อได้ทันทีบ้างหรือไม่? ข้าต้องการแจ้งข่าวดีให้ทางภูเขาลั่ว พั่วทราบสักหน่อย” อินหนีส่ายหน้า “ข้าไม่กล้าอาจเอื้อมตีสนิทเย่โหยวเสินจวิน หรอก” เจิ้งต้าเฟิ งคิดไปคิดมาก็ยังคงตัดสินใจว่าจะใช ้ยันต์สามภูเขา ย้อนกลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วก่อน เพื่อบอกกับทุกคนที่เป็ นห่วงเจ้า ขุนเขาเฉินของพวกเขาว่าเฉินผิงอันปลอดภัยดี!
อินหนีพลันถามว่า “ข้าคือการกลับชาติมาจุติของท่านผู้นั้นจริง หรือ?”
เจิ้งต้าเฟิ งหลุดข าอย่างอดไม่อยู่ เอ่ยสัพยอกว่า “นางไม่มีทาง พร่าพูดอย่างนั้นอย่างนี้หรอก”
อินหนีปรายตามองชายฉกรรจ์มอซอ
ต่อให้รูปโฉมของเด็กสาวจะงดงามแค่ไหน ก็ยากที่จะมีเสน่ห์ หลากหลายชวนให้ลุ่มหลง
เมืองหลวงของราชวงศ์ใหญ่ล้วนเป็ นนครที่ไม่เคยหลับใหล เหมือนกันแทบทั้งหมด
ผู้ฝึกกระบี่สิบกว่าคนซึ่งมีฉีถิงจี้เป็ นหนึ่งในนั้น ต่างคนต่างแยก ย้ายกันไปเดินเล่น คนที่ชอบดื่มเหล้าก็จับกลุ่มกันไปเยือนเหลาสุราที่ ผู้คนจอแจ คนที่ชอบความสงบก็เดินอยู่ในศาลที่เงียบสงบซึ่งปิ ด ประตูแล้ว คิดอยากจะชมความครึกครื้นก็ไปนั่งยองอยู่บนหัวกาแพง มองพรรคเล็กในยุทธภพสองพรรคถือมีดฟาดฟันกันอยู่บนถนน ใน ตรอกที่อยู่ใกล้เคียง ขุนนางของที่ว่าการที่รับเงินมาได้จ้างคนให้ เตรียมรถน้าเตรียมถังไม้มาไว้นานแล้ว รอแค่ให้พวกเขาตีกันเสร็จก็ จะไปเก็บกวาด ในเรือนข้างกันมีปัญญาชนอยู่กลุ่มใหญ่ก าลังท าพิธี อัญเชิญเทพเซียนเข้าทรง ห่างไปไม่ไกลก็มีนักพรตพเนจรที่ตั้งปะรา พิธีสวดมนต์จับผี แต่กลับถูกลมปีศาจขุมหนึ่งจับโยนออกมานอก เรือน บนคานของบ้านเก่ามีเสียงหัวเราะคิกคิกอ่อนนุ่มดังมา…
เฒ่าหูหนวกเอาจริงเอาจังที่สุด ไปตามหาตัวอ่อนผู้ฝึ กตนใน เมืองหลวงต้าโซ่ว หากหาเจอจะพากลับไปที่ยอดเขาฮวายิ่งด้วยกัน
ขุดมุมก าแพงถือว่าไร ้คุณธรรม? ท าให้รองผู้ถวายงานแห่งภูเขา ลั่วพั่วอย่างข้าโมโหแม้กระทั่งวังหลวงก็ยังรื้อได้ สุสานสกุลอินก็จะถูก ขุดด้วย
ลู่จือสั่งบะหมี่ตุ้นชามหนึ่งจากร ้านข้างทางของตลาดกลางคืน นางมักจะรู ้สึกว่าหาเงยหน้าขึ้นก็จะได้เห็นบุรุษร่างเล็กเตี้ยที่ชอบสวม งอบพกดาบไม้ไผ่ ยืนอย่างเอ้อระเหยลอยชายอยู่ตรงนั้น ยื่นมือปาด ลูบเส้นผม หัวเราะร่าเอ่ยคาพูดสัปดนทะลึ่งตึงตัง