กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 51.4 ฟ้าดินมิเอ่ยค า ใครเล่าจะรู้ว่าจะ รับมือกระดานหมากใหม่นี้อย่างไร
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 51.4 ฟ้าดินมิเอ่ยค า ใครเล่าจะรู้ว่าจะ รับมือกระดานหมากใหม่นี้อย่างไร
เฉินหลิงจวินส่ายหน้า เอ่ยว่า “ข้าก็แค่รู้สึกว่าเมื่อก่อนนายท่าน ท่องยุทธภพเพียงล าพังต้องล าบากมากแน่ๆ” จงเชี่ยนยิ้มอย่างรู้ใจ “นานวันเข้าก็เกิดความเคยชินจน กลายเป็ นธรรมชาติ ไม่แน่ว่าเจ้าขุนเขาอาจยินดีให้เป็ นอย่างนั้นก็ ได้” เฉินหลิงจวินโมโหเดือด “จงอันดับหนึ่ง พูดจาระยาอะไรกัน! เพราะเป็นพี่น้องคนกันเองหรอกนะถึงได้ไม่ถือสาเจ้า!” จงเชี่ยนหัวเราะหึหึ “เหตุผลเดียวกัน เหตุผลเดียวกัน” เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน คาบหญ้าหวาน สองมือเท้าเอว หัวเราะ ฮ่าๆ จงเชี่ยนมองไปยังทิศไกล ไม่รู้ว่าการพบเจอกันบนทางแคบครั้งนี้ ตนจะได้ยืดเส้นยืดสายบ้างหรือไม่ ต่อให้เจ้าจะมีฟ้ าสูงแผ่นดินกว้างแค่ไหน ดีหรือเลว ถูกหรือผิด เจอกันแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากันโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นพ่อครัวเฒ่าที่พูดเช่นนี้ จงเชี่ยนรู้สึกว่ามีเหตุผล จงเชี่ยนพลันเอ่ยว่า “จิ่งชิง เมื่อก่อนข้าก็คือคนหามเกี้ยว”
เฉิ นหลิงจวินเอียงคอ พูดด้วยสายตาใสบริสุทธิ์อันเป็ น เอกลักษณ์ของเขา “หา?”
จงเชี่ยนตบไหล่ตัวเอง “เคยเป็นคนหามเกี้ยวมาก่อนจริงๆ”
เฉินหลิงจวินยื่นมือไปบีบแขนของพี่น้องจง จุ๊ปากหนึ่งที เอ่ยชื่น ชมจากใจจริงว่า “เนื้อแข็งปั๋ งเลยนะ”
สิ่งปลูกสร้างใหญ่โตงดงามที่สร้างเลียนแบบพระราชวังของ จักรพรรดิ ต าหนักหลักจุดเทียนสีแดงหนาเท่าแขนคนไว้หลายเล่ม บนพื้นปูด้วยพรมผ้าแพรปั กลายที่ว่ากันว่าผลิตจากแคว้นไฉ่อี
ได้รับรายงานเร่งด่วนที่ส่งมาอย่างลับๆ แล้ว เวลานี้ในห้องโถง ใหญ่จึงมีเหล่าผู้กล้ามารวมตัวกัน นอกจากกลุ่มของหูเหนียงเนียง จากหาดเฉาจูที่เจอหายนะกลางทางแล้ว แคว้นใต้อาณัติและ พันธมิตรที่อยู่โดยรอบสนามรบต่างก็มารวมตัวกัน เมื่อครู่นี้ยังชน จอกสุราเคล้าเสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดีดังไม่ขาดสาย รอ กระทั่งได้ยินรายงาน บรรยากาศกลับเงียบสงัดแม้กระทั่งเข็มตกก็ยัง ได้ยิน
ข้างกายของเซินฝู่จวินที่เป็นเจ้าบ้าน เวลานี้มีสนมรักหน้าตางาม เย้ายวนที่สวมชุดบางเบาคนหนึ่งอิงแอบแนบชิด คิ้วตาของนางหรี่ลง ราวเส้นด้าย ส่งเสียงลามกทาท่ายั่วยวนปลุกเร้าอารมณ์คนอย่างถึง ที่สุด
หนึ่งในตาแหน่งที่นั่งด้านล่างตานปี้ (บันไดสู่บัลลังก์) มีสตรีคน หนึ่งที่ร้องไห้จนตาแดงมานานแล้ว นางได้ยินข่าวร้ายที่ว่าหูเหนียง เนียงน้องสาวคนดีของนางถูกผู้ฝึกตนต่างถิ่นเล่นงานอย่างโหดเหี้ยม ก็ยากที่จะระงับอารมณ์ได้ จึงร่าไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวกับเซินฝู่ จวิน เห็นคนใจดาผู้นั้นแค่ขมวดคิ้วแน่น ไม่พูดอะไรให้ชัดเจน นางก็ ได้แต่นอนฟุบตัวสะอื้นไห้อยู่บนโต๊ะ ร่างบอบบางสั่นสะท้านไม่หยุด
เหล่าผู้กล้าในตาหนักใหญ่ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองการสร้าง โอสถของเซินฝู่ จวินก็พากันเดือดดาล มีผู้ฝึกตนตะโกนโหวกเหวก ว่าจะเป็ นทัพหน้าน าไปก่อน แน่นอนว่าปากพูดอย่างนี้ แต่ออกจาก ประตูไปแล้วจะเผ่นหนีอย่างว่องไวราวกับมีน้ามันทาอยู่ใต้ฝ่ าเท้า หรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก
ขายหน้าต่อหน้าคนนอกแบบนี้ เซินฝู่ จวินที่แต่งกายเป็ น จักรพรรดิก็โกรธกริ้วเช่นกัน เขาตวาดกร้าวว่า “ร้องไห้คร่าครวญอยู่ ได้ เหมาะสมแล้วหรือไร!”
สตรีผู้นั้นตกใจสะดุ้งโหยง รีบยึดเอวขึ้นตรงทันใด กัดริมฝีปาก แน่น ยิ่งดูน่าสงสารเข้าไปอีก
เซินฝู่ จวินลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งจับประคองไว้ตรงเข็มขัดหยก ขาว พูดด้วยสายตาดุดัน “ทุกท่านติดตามข้าไปล้อมปราบโจรกลุ่มนี้ กัน”
สงครามที่สู้จนตัวตายเพื่อต้านทานการรุกรานของเผ่าปีศาจในปี นั้น เขาในฐานะแม่ทัพในท้องถิ่นที่มีชาติกาเนิดจากตระกูลใหญ่เคย ถูกบีบให้ติดตามกองทัพชายแดนต้าหลีบุกไปสังหารศัตรูด้วยกัน เพียงแต่ว่าเขาเกิดถอนทัพกะทันหัน พยายามจะพาลูกน้องหนีออก จากสนามรบ ผลคือถูกขุนนางผู้ตรวจตราการศึกสั่งประหารที่นี่ ตอน มีชีวิตอยู่ก็เป็ นคนที่ดื่มสุราอย่างหนักจนมีพฤติกรรมก้าวร้าว เห็น ชีวิตคนเป็นผักปลามาจนชินแล้ว พูดถึงแค่สตรีที่ถูกเขารัดคอตายก็ มีมากเกินสองมือนับแล้ว รอกระทั่งกลายเป็นราชาแห่งผี รวบรวมกอง ก าลังมาได้ บริเวณโดยรอบ ใครบ้างจะไม่กลัว เขากลัวอย่างเดียวก็ คือสกุลซ่งต้าหลีที่อยู่ทางเหนือของลาน้าใหญ่ พยายามปิดข่าวอย่าง สุดกาลัง วิ่งเต้นเชื่อมสัมพันธ์กับขุนนางและผู้มีอ านาจของแคว้น ทั้งหลายใกล้เคียง ไม่ให้ข่าวเล็ดรอดออกไป เขาถึงขั้นยังควักกระเป๋ า เงินของตัวเองให้ทางการจัดพิธีทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนที่ตายไป ให้พอเป็นพิธีด้วย
ในวงการขุนนางเต็มไปด้วยคนชั่วครองอานาจ ในยุทธภพก็มีแต่ พวกเลวทรามต่าช้าเทียบกับอาณาเขตของเขาแล้วจะดีกว่ากันสักแค่ ไหนเชียว?
รอกระทั่งเขาฝ่าทะลุขอบเขต ให้การสนับสนุนฮ่องเต้หุ่นเชิดคน หนึ่ง แต่งตั้งตัวเองเป็นราชครู จะเป็นเรื่องยากตรงไหน
ศาลาบนยอดเขา จิงเฮานั่งอยู่เพียงลาพัง
ก่อนหน้านี้ติดตามผู้อาวุโสชิงจู่ไปเยือนวัดแห่งนั้นด้วยกัน เฉิน ชิงหลิวเคยถามเขาว่าคาว่าผู้แสวงบุญที่เดินเวียนรอบสถูปหมายถึง อะไร จิงเฮาหรือจะกล้าตอบอย่างส่งเดช
ในฐานะเจ้าผู้ครองทวีปของหลิวเสียทวีป พลังตบะของจิงเฮาลึก ล้าแค่ไหน มองไกลๆ มายังซากปรักสนามรบโบราณแห่งนี้ก็มองเห็น เศษซากดวงวิญญาณของนักพรตคนหนึ่ง ดูเหมือนในใจจะยังมี ความยึดติดที่วางไม่ลง เรือนกายที่เหมือนควันจางๆ สีเขียวคอย ป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ปีแล้วปีเล่าไม่ไปไหน
จิงเฮาเอ่ยด้วยน้าเสียงเฉยเมย “ไม่ต้องหลบซ่อนแล้ว ออกมาคุย กันเถอะ”
ริ้วกระเพื่อมแผ่เป็นระลอก เรือนกายหนึ่งเผยออกมา ก็คือผู้เฒ่า ที่วางแผงขายของอยู่ข้างทางในตัวอาเภอคนนั้น เขาเห็นแขกไม่ได้ รับเชิญที่นั่งอยู่ในศาลาเพียงลาพังผู้นี้ บนศีรษะสวมผ้าโพกหัวของ นักพรตผืนเก่า สวมชุดเต๋าสีเหลืองอ่อนจาง สวมถุงเท้าขาวรองเท้า ย่าเมฆ ทั้งบุคลิกและหน้าตาล้วนไม่ธรรมดา จึงถามหยั่งเชิงอย่าง ระมัดระวังว่า “สหายบังเอิญเดินทางผ่านมาที่นี่ หรือว่าตั้งใจมาร่วม แสดงความยินดีกับเซินฝู่จวิน?”
จิงเฮาคร้านจะมองเขาให้เต็มตา เพียงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่มี ชื่อเสียงอะไรอยู่ในแจกันสมบัติทวีป บังเอิญเดินทางผ่านที่แห่งนี้มา อยู่ว่างไม่มีอะไรท าก็เลยแวะดูความครึกครื้นเท่านั้น พวกเจ้าก็คิดเสีย
ว่าข้าไม่อยู่ที่นี่ หากไม่ยอมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งรังเกียจว่า ข้าแกะกะก็ตามใจพวกเจ้า ข้าก็จะเป็นแขกที่ตามใจเจ้าบ้าน”
เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าคลางแคลง จิงเฮาก็เอ่ยประโยคหนึ่งเสริมมา อย่างเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี “วางใจเถอะ พรรคแห่งนั้นของข้า ไม่มีบรรพจารย์มีชีวิตอยู่คอยบัญชาการณ์อีกแล้ว ล้วนกลับคืนสู่ ภูเขาแห่งมรรคาหมดแล้ว ดังนั้นต่อให้พวกเจ้าเล่นงานข้า ข้าก็เรียก คนแก่มาจัดการพวกเจ้าไม่ได้”
ผู้เฒ่าเงียบงัน มองความตื้นลึกของนักพรตต่างถิ่นผู้นี้ไม่ออก จริงๆ
จิงเฮาถาม “เจ้าคือเทพวารีของที่แห่งนี้หรือ?”
ผู้เฒ่ายิ้มเจื่อน “เคยเป็น”
จิงเฮายื่นนิ้วชี้ไปที่สนามรบ “เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้เฒ่ามองตามสายตาของจิงเฮาไป วิญญาณเดียวดายของ นักพรตผู้นั้น มือซ้ายถือถ้วยน้าอมฤตที่ทาจากไม้ไผ่ซึ่งว่างเปล่าใบ หนึ่ง มือขวาถือกิ่งหลิวกิ่งหยางที่แห้งเหี่ยว ทาท่าจุ่มน้าในถ้วยแล้ว โบกกิ่งหยางกิ่งหลิวเบาๆ คล้ายต้องการจะสาดน้าอมฤตลงไปบนพื้น แล้วจึงท่องคาถาว่าใช้กิ่งหลิวพรมน้าชาระล้าง ทาให้มลทินแห่งกรรม แปรเปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์ขจัดความมัวหมองทั้งหลายให้สลายไปอย่าง ไร้รูป….ทาอย่างนี้ซ้าไปซ้ามา นักพรตเดินไปบนซากปรักสนามรบที่ ว่างเปล่าไร้ผู้คนเพียงลาพัง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็คือวิญญาณเร่ร่อน แต่
กลับยังอยากช่วยฉุดผู้ที่จมดิ่งให้หลุดพ้น ไม่ปล่อยให้ติดค้างอยู่ใน ห้วงลึกอันหนาวเย็น
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างเสียใจว่า “เขามาที่นี่เพราะต้องการช่วยผู้อื่น คิด ไม่ถึงว่าจะมีจุดจบที่ไม่รู้ว่าใครจะช่วยเขาได้”
“ข้าพูดคุยกับเขาสองสามประโยค แต่เขาไม่ยอมบอกชื่อแช่และ ฉายาการฝึกตนของตัวเอง รู้แค่ว่าสายสืบทอดของพวกเขา ควันธูป ไม่ได้โชติช่วง ตามระเบียบแล้วทุกๆ สามสิบห้าสิบปีจะต้องปฏิบัติตาม กฎบรรพชนด้วยการไปเยือนโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง เพื่อคัดเลือกหนุ่ม สาวที่มีพรสวรรค์และจิตใจบริสุทธิ์มาเป็ นศิษย์ ในภายหน้าเมื่อตน ล่วงลับไปแล้วจะได้ไม่ขาดผู้สืบทอด”
“ไม่ควรเป็นแบบนี้เลย”
จิงเฮาพยักหน้า “ไม่ควรเป็นแบบนี้”
ผู้เฒ่าที่ตกอับเอ่ยอย่างเศร้าสลดว่า “ข้าเคยโน้มน้าวพวกผู้ฝึก ตนบนภูเขาให้มาช่วยเหลือผดุงความเป็ นธรรมที่นี่ ช่วยเหลือ ชาวบ้านบริสุทธิ์ที่อยู่กันเต็มเมือง พวกเขาหลายคนล้วนไม่เต็มใจ เดินผ่านไปโดยตรง ภายหลังทดท้อทอดอาลัยก็เคยโน้มน้าวผู้ฝึกตน บางส่วนว่าอย่าได้ทาอะไรโดยใช้อารมณ์มาลุยน้าบ่อนี้ มีแต่จะ เดือดร้อนตัวเอง พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ล้วนเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
จิงเฮาเอ่ยเย้ยหยัน “โน้มน้าวไปโน้มน้าวมา เจ้าท าอะไรได้บ้าง ล่ะ?”
ผู้เฒ่ามีสีหน้าเลื่อนลอย ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ไม่อาจทาอะไรได้ ข้า กับเจ้าของคนเดิมของที่แห่งนี้เป็ นเพื่อนรักกัน ตัดใจทนเห็นพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมดีๆ ถูกเซินฝู่ จวินผู้นั้นเหยียบย่าไม่ได้ หลายปี ที่ ผ่านมานี้ราชสานักหลายแคว้นที่อยู่รอบด้านล้วนไม่สนใจ กลับกันยัง สมคบคิดเป็ นพวกเดียวกับเซินฝู่ จวิน เพียงแค่เพราะมีผลประโยชน์ ให้ฉกฉวย ข้าเองก็เคยพยายามยื่นเรื่องแจ้งไปยังซานจวินท่านหนึ่ง ผลคือคืนนั้นก็ถูกทาลายร่างทอง ศาลถูกรื้อถอน ได้แต่ใช้ชีวิตเอาตัว รอดไปวันๆ หากไม่เป็นเพราะราชครูผู้นั้นประมาท แค่ใช้คาถาน้าดัก น้าของแม่น้าที่อยู่นอกศาลไว้ ไม่ได้ปิดตายเส้นทางน้าใต้ดิน เข้าใจ ผิดคิดว่าตัดหัวผ่าเอวข้าได้แล้วสุดท้ายข้าถึงโชคดีหนีรอดมาได้ เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้แค่จะเข้าไปใกล้ประตูใหญ่ของศาลบุ๋นบู๊ใน อ าเภอและเขตการปกครองใกล้เคียงยังท าไม่ได้ ก็ไม่รู้จะไปแจ้งเหตุ กับใคร”
สีหน้าของจิงเฮาคลายลงหลายส่วน เอ่ยว่า “ทาได้ถึงขั้นนี้ก็ไม่ ง่ายแล้ว”
ผู้เฒ่ากล่าว “อุปสรรคเล็กน้อยแค่นี้ เทียบกับพวกเขาแล้วจะ นับเป็นอะไรได้”
จิงเฮายิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ประหลาดใจแล้ว เด็กชายชุด เขียวที่ผ่านทางมาคนนั้น ตอนนั้นเจ้าโน้มน้าวให้เขามาหรือไม่มา ที่นี่?”
ผู้เฒ่าตอบ “ให้มาที่นี่”
จิงเฮาถามอย่างสงสัย “ไม่กลัวว่าที่นี่จะมีผีเร่ร่อนเพิ่มขึ้นมาอีก หรอกหรือ?”
ผู้เฒ่าเอ่ยเสียงสั่น “ก็เพราะข้าไร้หนทางแล้วจริงๆ!”
จิงเฮาร้องเอ๊ะ “ถ้าอย่างนั้นเจ้ามัวมาคุยเล่นกับข้าอยู่ที่นี่ มองดู เขาพาตัวเองไปตายกับเซินฝู่จวินหรือ?”
ผู้เฒ่ามีสีหน้าเศร้ารันทด กัดฟั นพูดว่า “ข้าเองก็มาโน้มน้าวให้ ท่านไปช่วยเขาเหมือนกัน หวังว่าเขาจะสามารถช่วยชาวบ้านผู้ บริสุทธิ์ได้ แล้วก็หวังว่าท่านจะช่วยเขาได้ พวกท่านต่างรอดชีวิต ยัง มีชีวิตกันอย่างปลอดภัย”
จิงเฮาหัวเราะเสียงดัง “เทพวารีอย่างเจ้าไม่มีความสามารถใน การปกป้ องสถานที่แห่งหนึ่งเลยสักนิด แต่ความสามารถในการขอ โน่นขอนี่กลับสุดยอดเลย”
ผู้เฒ่าใบหน้าผอมตอบเอ่ยว่า “หากสหายไม่ยอมลงมือ ข้าก็ท า อะไรไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว ไม่กล้าบังคับ…คิดดูแล้ว ต่อให้อยากจะบังคับก็คงท าไม่ได้ เพราะมีแต่จะท าให้สหายเดือดดาล”
เขาพึมพาความในใจสองประโยคอยู่กับตัวเอง ดูเหมือนจะไม่ใช่ เรื่องที่กาลังคุยกันอยู่
“หากยังอยู่ในอาณาเขตของต้าหลีก็คงดีน่ะสิ”
“ราชสานักต้าหลีไม่ควรมอบแผ่นดินครึ่งหนึ่งคืนมาให้เลย”
ผู้เฒ่ากาลังจะหดย่อพื้นที่ไปช่วยเหลือเด็กชายชุดเขียวที่จวน ของเซินฝู่ จวินอีกแรง แต่จิงเฮากลับมองความคิดที่พร้อมยอมตาย ของเทพวารีผู้นี้ออกนานแล้ว เขายื่นมือออกมากดลงบนความว่าง เปล่าสองสามที “ไม่ต้องรีบร้อนไปวาดงูเติมขาที่นั่น นั่งลงรอดูการ เปลี่ยนแปลงเป็นเพื่อนข้าเงียบๆ ก็พอ”
จิงเฮาเข้าใจความต้องการที่ผู้อาวุโสชิงจู่ให้ตนมาที่นี่แล้ว
ปี นั้นเฉินหลิงจวินเดินลงน้าที่อุตรกุรุทวีป ในขณะที่กาลังจะ สาเร็จ ทุกสิ่งที่ทามากลับเสียเปล่าตรงปากทางที่สายน้าไหลลงสู่ทะเล เพราะกลัวว่าจะไปเอาชีวิตของบัณฑิตคนหนึ่งที่ล่องเรือมา
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนในรวดเดียว ได้แต่ หยุดชะงักอยู่ที่ขอบเขตก่อก าเนิด
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นย่อมมีบัญชาจากสวรรค์ เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเท่ากับว่าเฉินหลิงจวินได้ชดเชยการ “เดินลง น้า” ของตัวเองอีกครั้ง?
เป็ นเหตุให้ผู้อาวุโสชิงจู่สั่งให้ตนมาที่นี่เพื่อจับตามองดู คอยให้ การปกป้องอย่างลับๆ ป้องกันเรื่องไม่คาดฝั นที่อาจเกิดขึ้น?
ใบหน้าของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยอาการคิดไม่ตก ฝื นใจเอ่ยว่า “สหายท่านนี้ ถึงอย่างไรข้าก็เคยเป็ นเทพวารีของพื้นที่แถบหนึ่ง ความสามารถในการมองลมปราณคือวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต แม้ว่าเทวรูปร่างทองจะถูกทุบท าลายไปแล้ว แต่แววตากลับยังคงอยู่
ก่อนหน้านี้ที่แสร้งทาเป็นลึกลับซับซ้อนอยู่ในอาเภอ ไปตั้งแผงอยู่ข้าง ทางก็เพราะเห็นว่าลมปราณของเด็กชายชุดเขียวโชติช่วง มีอนาคต ยาวไกล ไม่ใช่คนที่จะตายก่อนวัยอันควรดังนั้น….ดังนั้นถึงได้ยอมขัด ต่อมโนธรรมในใจขอให้เขาลงมือ สหาย คาพูดนี้ไม่ใช่คาลวง!”
สีหน้าของจิงเฮายิ่งแปลกประหลาดมากกว่าเดิม เงียบไปนาน กว่าจะให้ค าวิจารณ์ว่า “สายตาดี”
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าท าเนียบของสหายจิ่งชิงอยู่บนภูเขาลูกนั้น ยัง เป็นภูเขาที่เขาคนนั้นพาขึ้นไปด้วย
ล าพังแค่มิตรภาพระหว่างสหายจิ่งชิงกับผู้อาวุโสชิงจู่ก็มากพอ ให้บินทะยาน…ไม่ถูกสิควรต้องบอกว่ามากพอให้ขอบเขตสิบสี่ใหม่ ชั่งน้าหนักให้ดีแล้ว
จิงเฮาเอ่ย “อย่าเรียกว่าสหายเลย ข้าชื่อจิงเฮา มาจากหลิวเสีย ทวีป”
ผู้เฒ่ารีบยกมือขึ้นกุมกัน “หวังเชี่ยนคารวะเทพเซียนผู้เฒ่าจิง”
ต้องเกรงใจกันหน่อย
จิงเฮาถามอย่างสงสัย “ไม่เคยได้ยินฉายา ‘ชิงกงไท่เป่า’ บ้างเลย หรือ?”
ผู้เฒ่าสีหน้ากระอักกระอ่วน “ข้าความรู้น้อยไร้ประสบการณ์”
จิงเฮาหันหน้าเข้าหาซากปรักสนามรบโบราณ ปรบมือเบาๆ สาม ที เอ่ยว่า “กลองหนังจระเข้ตีสามครั้ง สั่งสมความดีอย่างลับๆ”
ระหว่างฟ้ าดินเกิดลมพัดเมฆเคลื่อนคล้อย ลมปราณสกปรก ค่อยๆ สลายหายไป อากาศเย็นสดชื่นระลอกแล้วระลอกเล่าพัดผ่าน พุ่มหญ้าเขียว โครงกระดูกสีขาว ดินสีเหลืองและนักพรตที่ป้วนเปี้ยน อยู่ที่เดิม
ผู้เฒ่านั่งเหม่ออยู่ที่เดิม ลืมพูดขอบคุณไปอย่างสิ้นเชิง จิงเฮาพลันลุกขึ้นยืน เอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้อาวุโสมาได้อย่างไร” เฉินชิงหลิวเอ่ย “กลัวเจ้าไม่ได้เรื่อง” จิงเฮาอับอายไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
นาทีถัดมาจิงเฮาก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าด้านหลังเฉินชิง หลิวมีคนสองคนโผล่มา ลักษณะคล้ายสามีภรรยา
เฉินชิงหลิวแนะนาว่า “เจียงเซ่อ อู่เหยียน พวกเขาคือคู่บ าเพ็ญ เพียร”
ต่อให้เป็นจิงเฮาก็ยังปากอ้าตาค้าง ลืมการคารวะทักทาย
เจียงเซ่อมองไปที่ตีนเขา ขมวดคิ้วกล่าว “เกิดอะไรขึ้นกับเขา?”
เฉินชิงหลิวพูดอย่างเรียบเฉย “ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่างเปล่าเหมือน ล าไม้ไผ่”
ทางฝั่ งของซากปรักสนามรบโบราณ ระหว่างเฉินหลิงจวิน จง เชี่ยนและกลุ่มกองกาลังของเซินฝู่ จวิน มีหญิงสาวมวยผมเป็ นก้อน กลมคนหนึ่งพกดาบและกระบี่ จูงม้าตัวหนึ่งก้าวเดินไปเนิบช้า
ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือบนคอของนางมีแม่นางน้อยชุดดาคน หนึ่งชื่อยู่
แม่นางน้อยยื่นมือมาป้องตรงหว่างคิ้ว “เผยเฉียน เผยเฉียน โจร เยอะมากเลย ท่าทางดุดันน่ากลัว ทหารและม้ามากมายดารดาษ มาก จนนับไม่หมด พวกเราสองคนจะสู้ได้หรือ”
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “อาจารย์พ่อก็มาแล้ว ต้องกลัวอะไร”
หมี่ลี่น้อยไม่กลัวเลยสักนิด แค่เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “กองทัพฝ่าย ศัตรูมีขอบเขตสิบสี่ผู้แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่หรือ?”
เผยเฉียนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์พ่อแค่แวะมาดูพวกเจ้า”
จิตหยางกายนอกกายของเฉินหลิงจวินที่ก่อนหน้านี้คุ้มกันแม่ นางน้อยคนนั้นไปส่งที่ตีนเขา ก าลังจะ “ย้อนกลับไปทางเดิม” กลับไป หาร่างจริงพลันขยี้ตา แน่ใจว่าตาไม่ฝาดก็เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “นาย ท่านเจ้าขุนเขา?”
เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “คนผู้นี้คือ?”
เฉินหลิงจวินรีบช่วยแนะนาให้รู้จักกันทันที เขาพูดเหมือนเทถั่ว ออกจากกระบอกไม้ไผ่พูดไปพูดมาก็เริ่มใจฝ่อ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ลงจากภูเขาแล้วก็พอจะเข้าท่าเข้าทีบ้างแล้ว นะ”
เฉินหลิงจวินถามเสียงเบา “นายท่านเจ้าขุนเขา นี่คือชมหรือด่า กันแน่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ชมเจ้าอยู่นะ ไม่เชื่อหรือ?”
เฉินหลิงจวินพลันคิ้วตาเบิกบานทันใด จะเป็นไรไปเล่า นายท่าน เจ้าขุนเขามาแล้วนี่นา
ฟู่ เจิงมึนงงอยู่บ้าง บุรุษสวมชุดเขียวปั กปิ่นหยกผู้นี้ก็คือนายท่าน เจ้าขุนเขาของเทพเซียนผู้เฒ่าไม่ทราบชื่อที่อยู่ข้างกายนางจริงหรือ?
ภูเขาอะไรนะ?
แต่กลับได้ยินบุรุษที่มีสีหน้าอ่อนโยนคนนั้นยิ้มเอ่ยว่า “สวัสดีแม่ นางฟู ข้าแซ่เฉินนามผิงอัน มาจากภูเขาลั่วพั่ว