กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 52.1 สามสิบปีมาตามหามือกระบี่
เหล่าปั ญญาชนของแจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ต่างก็อ่านกวี โอสถทองของลัทธิเต๋าคัดลอกพระธรรมคาสอนของลัทธิพุทธ ชื่นชม บุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าของบนภูเขาอ่านนิยายรักประโลม โลกที่ปั ญญาชนยากจนเป็ นผู้เขียน….นอกจากนี้ บางทีอาจจะยังมี เรื่องน่าสนใจกว่าคนของทวีปอื่นอีกสองเรื่อง นั่นคือบันทึกขุนเขา สายน้าเล่มหนึ่งที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยสีสันตระการตา นอกจากจะ งดงามเย้ายวนชวนฝั นแล้วก็ยังมีความประหลาดพิสดารมากมาย นอกจากนี้ก็คือเรื่องราวของคนหนุ่มจากบ้านเกิดเดียวกันและกาแพง เมืองปราณกระบี่ เพราะถึงอย่างไรบันทึกท่องเที่ยวก็เป็ นเรื่องที่แต่ง ขึ้นเองโดยไม่มีมูลความจริง แต่อย่างหลังกลับมีบันทึกอยู่จริง มีคน จริงและเหตุการณ์จริง
เฉินผิงอัน?
มาจากภูเขาลั่วพั่ว ราชครูคนใหม่ของต้าหลีที่เคยไปเยือน กาแพงเมืองปราณกระบี่มาก่อน?
แน่นอนว่าฟู่เจิงต้อง…ไม่เชื่อ! หลอกคนโง่หรือไร
ต่อให้เด็กสาวจะไม่รู้ประสาแค่ไหนก็ไม่ถึงขั้นเป็ นอย่างเทพวารี หวังเชี่ยนที่โลกแคบจนไม่รู้จักจิงเฮาแห่งหลิวเสียทวีป จะดีจะชั่วนางก็ ตั้งปณิธานไว้ที่การเป็นสายลับอันดับหนึ่งของกรมอาญา…อย่างน้อย
ก็เป็นตัวสารอง เวลาปกติอ่านรายงานภูเขาสายน้าประเภทต่างๆ เป็น กิจวัตร ต่อให้อีกฝ่ ายจะบอกกล่าวชื่อแซ่และภูเขาของตัวเองอย่าง ชัดเจนแล้ว ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด
ความจริงข้อหนึ่งที่เรียบง่ายอย่างถึงที่สุด เซินฝู่จวินที่ทาเรื่องผิด ครรลอง ต่อให้เป็ นขอบเขตก่อกาเนิดที่อาพรางตนอย่างลึกลับ หรือไม่เพียงแค่นี้ อย่างมากสุดก็เป็ นหยกดิบที่วางแผนยิ่งใหญ่ยาว ไกล หรือจะให้มอบขอบเขตให้มันเปล่าๆ อีกขั้นหนึ่ง เป็นถึงเซียนเห รินแล้วอย่างไร? ไหนเลยจะคู่ควรให้ราชครูต้าหลีต้องออกหน้าด้วย ตัวเอง?
ปี นั้นเซินฝู่ จวินถูกขุนนางผู้ตรวจตราการศึกของกองทัพ ชายแดนต้าหลีสังหาร หลังตายไปก็กลายมาเป็นผีร้าย ไม่รู้ว่าฝึกตน จนกลายเป็นราชาแห่งผี ครอบครองพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างไร มันกล้าไป หาเรื่องต้าหลีหรือ? จะหลบซ่อนตัวยังแทบไม่ทัน หลายปีมานี้ทาตัว ลับๆ ล่อๆ ไม่เคยกล้าทาอะไรอย่างอุกอาจเปิดเผย ก็ไม่ใช่เพราะกังวล ว่าจะถูกกองลาดตระเวนของมหาบรรพตกลางจับได้คาหนังคาเขา มี จุดจบที่ถูกกาจัดทิ้งอย่างง่ายดายหรอกหรือ?
โชคดีที่ “บรรพจารย์ของภูเขาแห่งหนึ่ง” ที่มีรูปโฉมเป็นเด็กน้อย ก่อนหน้านั้นได้ทาการปูพื้นมาก่อนแล้ว หาไม่แล้วนางก็คงหัวเราะจน ฟั นร่วง นี่คือกลต้มตุ๋นชั้นเลว หลอกมาถึงบนหัวของกูไหน่ในแล้ว หรือ?
เฉินหลิงจวินชอบใจอย่างยิ่ง ไม่โทษฟู่ เจิง หากลองเอาตัวไปอยู่ ในสถานการณ์เดียวกับนาง เขาก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
ก็เหมือน…เทพเซียนผู้เฒ่าจิงเฮาไปลากตัวผู้ฝึกตนจากข้างทาง คนหนึ่งมา บอกว่าเป็นคนพิฆาตมังกร เฉินหลิงจวินจะเชื่อหรือ?
เฉินหลิงจวินถามหยั่งเชิง “นายท่านเจ้าขุนเขา ครั้งนี้ปลอมตัว ออกมาตรวจเยี่ยมข้างนอก ข้ากายไม่มีเว่ยเย่โหยว จิ้นเสินจวิน ติดตามมาด้วยหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “รบกวนเสินจวินสองท่านให้เดินทางมาด้วย ก็ถือเป็นการปลอมตัวออกตรวจเยี่ยมด้วยหรือ?”
เฉินหลิงจวินพยักหน้า “ในงิ้วชอบทาแบบนี้”
เฉินผิงอันชี้ไปยังจิตหยางกายนอกกายของเฉินหลิงจวิน แนะนา กับเด็กสาวว่า “เขาชื่อเฉินหลิงจวิน ฉายาว่าจิ่งชิง”
ฟู่เจิงอึ้งตะลึง พูดเสียงสั่นว่า “บรรพจารย์จิ่งชิงแห่งภูเขาลั่วพั่วน่ะ หรือ?!”
เหมือนสัญญาณลับบางอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกอย่างก็สอดคล้อง ตรงกันแล้วไม่ใช่หรือ!
นับตั้งแต่การถามมารยาทกับภูเขาตะวันเที่ยงครั้งนั้น บนภูเขา ของแจกันสมบัติทวีปก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลาย บอกว่า “เจ้าตัวน้อย” สองคนของภูเขาลั่วพั่วมีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่
น่าเสียดายที่งานพิธีในครั้งนั้น ภูเขาตะวันเที่ยงร่ายตราผนึก เอาไว้ ไม่อาจอาศัยบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าไปเห็นรูปโฉม ของเหล่าสมาชิกบนทาเนียบของภูเขาลั่วพั่วได้ ในตลาดก็ไม่มีภาพ คัดลอกของบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าวางขาย ว่ากันว่าเคย ปรากฏที่ท่าเรือตระกูลเขียนอยู่สองสามฉบับ แต่ก็ถูกภูเขาตะวันเที่ยง ซื้อไปในราคาสูงแล้วแอบเอาไปทาลายทิ้งหมดแล้ว
พอเฉินหลิงจวินได้ยินค าเรียกขานว่า ‘บรรพจารย์จิ่งชิง” ก็ หัวเราะไม่ออก ฟั งแล้วเหมือนด่ากัน
เฉินผิงอันกวักมือดึงร่างจริงของเฉินหลิงจวินมาที่นี่ จิตหยาง กลับคืนสู่ตาแหน่ง จิตหยินที่ออกจากช่องโพรงให้การปกป้ องสตรี สองคนอย่างลับๆ ก็กลับมาพร้อมกันด้วย
ร่างจริงของเฉินหลิงจวินกาลังอยู่ในท่าเงี่ยหูตั้งใจฟั ง คุยโวกับจง เชี่ยนอย่างลาพองใจว่า “พี่ใหญ่จง ได้ยินหรือไม่ อยู่ข้างนอก ชื่อเสียงของข้านายท่านใหญ่เฉินก็เลื่องลือมากเหมือนกัน คือบุคคล ผู้เป็ นเทพเขียนที่โด่งดังมากเลยนะ ฮ่าๆ วันหน้ากลับไปบนภูเขา จะต้องให้พวกพ่อครัวเฒ่าและเว่ยเย่โหยวพูดจาให้ความเคารพข้า มากกว่านี้หน่อย….”
เวลานี้เด็กชายชุดเขียวสีหน้าแข็งค้าง คล้ายถูกร่ายเวทกักร่าง
เจ้าบอกว่าเจ้าคือเฉินผิงอัน ฟู่ เจิงไม่กล้าเชื่อ แต่หากจะบอกว่า บังเอิญเจอกับบรรพจารย์จิ่งชิงแห่งภูเขาลั่วพั่วโดยบังเอิญ นางยัง พอจะเข้าใจได้บ้าง พอจะรับได้บ้าง
เฉินผิงอันเอ่ย “พวกเราเดินไปคุยกันไป”
เฉินหลิงจวินเดินตามอยู่ข้างกายเจ้าขุนเขา สะบัดแขนเสื้อด้วย ความเคยชิน ขมวดคิ้วพูดอย่างรวดเร็วว่า “นายท่านเจ้าขุนเขา ก่อน หน้านี้ข้าทาความเข้าใจคร่าวๆ มาจากผู้ฝึ กตนหญิงสองคนแล้ว ตอนนี้ทางฝั่ งของหาดเฉาจูถือว่าจบเรื่องได้ชั่วคราว ไม่ต้องรีบร้อน ไปจัดการ ทางฝั่ งของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเซินฝู่จวินมีคนดีอยู่น้อย นิด แทบจะไม่มีให้เห็น และข้าก็จาจดชื่อและเอกลักษณ์หน้าตาของ พวกเขาเอาไว้แล้ว ยังรู้ตัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่แอบสมคบ คิดกับเซินฝู่ จวินและหูเหนียงเนียงอีกหลายคน ทั้งๆ ที่ได้รับการ แต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสานัก แต่ดันมามั่วสุมทาตัวเลวทราม ร่วมกับคนพวกนี้ ยิ่งน่าชิงชังมากกว่า! เดิมทีข้าอยากจัดการกับเซิน ฝู่ จวิน รวบรวมเอาหลักฐานความผิดมาให้ได้ข้อสรุปที่แน่นหนา ไม่ให้พวกเขาได้แก้ตัว จากนั้นค่อยไปหาเรื่องพวกเขาทีละคน ต่อให้ ฟ้องร้องกันไปจนถึงที่ว่าการของเสินจวินขุนเขากลาง ข้าก็เป็นฝ่ายมี เหตุผล…”
เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มกล่าว “เป็นขั้นเป็นตอนดี”
เฉินหลิงจวินยิ้มกว้าง “คอยคิดว่าหากนายท่านเจ้าขุนเขาอยู่ที่นี่ ด้วยจะท าอย่างไร ข้าก็เลยเอาอย่างท่าน บอกตามตรง สิ้นเปลือง ความคิดจิตใจอย่างถึงที่สุด”
เด็กสาวเดินอยู่อีกด้านของบุรุษชุดเขียว นางไม่กล้าเดินเคียงบ่า ไปกับเขาจึงเดินเยื้องมาด้านหลังหนึ่งช่วงตัว
เฉินผิงอันหันหน้ามายิ้มเอ่ย “แม่นางฟู่ อายุน้อยๆ ก็เป็นขอบเขต ถ้าสถิตแล้ว อาจารย์เฉียนรับลูกศิษย์ที่ดีมาจริงๆ”
ทุกวันนี้ฟู่ เจิงคือผู้ฝึกตนทาเนียบของพรรคชิงเหมาซึ่งตั้งอยู่ริม ชายแดนของราชสานักอวิ๋นเซียว เหมือนอย่างที่หูเหนียงเนียงแห่ง หาดเฉาจูว่าไว้จริง คือพรรคเล็กที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่น หากเป็นแคว้น เล็กใต้อาณัติอย่างแคว้นชิว บางทีอาจจะยังพอวางมาดของเทพเซียน บนภูเขาได้บ้าง แต่อยู่ในราสานักอวิ๋นเซียวที่สืบทอดดินแดนเก่าเจ็ด แปดส่วนของราชวงศ์ป๋ ายซวงมา กลับไม่มากพอดูแล้ว
เฉินหลิงจวินตกตะลึงอยู่บ้าง ขอบเขตถ้าสถิตด้วยอายุเท่านี้ ฟู่ เจิงก็คู่ควรกับค าเรียกขานว่าผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึ กตนอย่าง แท้จริงแล้ว
ในอาณาเขตของราชวงศ์ป๋ ายซวงเก่า ทุกวันนี้ก็มีพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมใหญ่ มีจวนเซียนที่ระบบสืบทอดไม่ตกต่าอยู่หลายแห่ง แต่ กลับไม่มีใครมาพูดคุยกับพรรคชิงเหมาตามธรรมเนียมบ้างเลยหรือ?
ฟู่ เจิงพูดด้วยสีหน้าระมัดระวัง “เฉิน…เซียนซือ ข้าสามารถเลื่อน เป็ นขอบเขตถ้าสถิตได้ หลักๆ แล้วต้องยกคุณความชอบให้กับยา ชั้นสูงที่อาจารย์มอบให้ข้าเม็ดนั้น ถือว่าจับผลัดจับผลู ทั้งยังโชคดี นอกจากอาจารย์แล้ว อันที่จริงก่อนที่ข้าจะปิดด่าน พวกเจ้าประมุข และเหล่าบรรพจารย์ในพรรค พวกเขาต่างก็ไม่มีใครคิดว่าข้าจะท าได้ สาเร็จ”
หลังจากที่นางเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตถ้าสถิตอยู่ในพรรคชิงเหมา ก็ได้รับสมบัติหนักชิ้นหนึ่งเป็ นของขวัญ เฉียนกงเอินที่รู้ว่าอายุขัย ของตนกาลังจะหมดลงก็ได้มอบสมบัติวิเศษที่ครบทั้งป้ องกันและ โจมตีอีกสองชิ้นมาให้ ยอมให้ผลาญอายุขัยของตัวเองอย่างไม่ เสียดายดึงพวกมันออกจากร่างมามอบต่อให้กับฟู่ เจิง สุดท้ายนาง โชคดีหลอมใหญ่จนพวกมันกลายเป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิตได้สาเร็จ เป็นเหตุให้ในมือของฟู่ เจิงได้ครอบครองอาวุธวิเศษชั้นสูงสามชิ้น นี่ ถึงทาให้หาดเฉาจูต้องเสียเปรียบ เนื่องด้วยการประลองคาถาเข่นฆ่า ที่ต่ากว่าขอบเขตโอสถทองลงไปยังค่อนข้างให้ความสาคัญกับ สมบัติอาคมที่มีติดตัว
หูเหนียงเนียงจับตัวนางไว้ไม่ฆ่าทิ้ง เลือกที่จะมอบนางให้กับเซิน ฝู่จวินที่ติดสุราบ้าตัณหา คาดว่าก็คงมีความคิดอยากจะให้ฝ่ ายหลัง ได้ทั้งคนและทรัพย์สินไปพร้อมกัน ศาลเถื่อนเองก็จะได้รับ ผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าเดิมมาจากเซินฝู่จวิน
เฉินผิงอันแผ่พลังจิตออกไป ตรวจสอบนครแห่งหนึ่งบนเรือราตรี จ าลองในทะเลสาบหัวใจอย่างว่องไว ผลคือไม่พบเนื้อหาที่มีความ เกี่ยวข้องกับชื่อ “เฉียนกงเอิน” เขาเอ่ยว่า “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ไม่ เคยได้ยินชื่อของอาจารย์เจ้ามาก่อน เป็นข้าที่บกพร่องในหน้าที่แล้ว”
“แต่อาจารย์เฉียนน่าจะอยู่ในสายของศาลาคลื่นมรกต ข้าคิดว่า สายลับที่รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับเจ้า เกินครึ่งน่าจะเป็นลูกน้อง ของเจี่ยงเหมี่ยน”
เมื่อหลายปี ก่อนศาลาคลื่นมรกตของต้าหลีอยู่ที่ทิศใต้ มีคน รับผิดชอบสามคน หลี่เป่าเจินที่ทุกวันนี้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางผู้ควบคุม การสร้างของสานักทอผ้าคนแรกของอวี๋โจวก็คือหนึ่งในนั้น แต่ตอน นั้นเขาดูแลรายงานในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของแจกันสมบัติทวีป ราชวงศ์ป๋ ายซวงเก่าไม่ได้อยู่ในการดูแลของเขา แต่ด้วยนิสัยชั่วร้าย ของหลี่เป่าเงินแล้ว คงคอยก่อกวนจากเบื้องหลังอย่างลับๆ อยู่ไม่น้อย แต่เจี่ยงเหมี่ยนกลับเป็นคนของกองทัพชายแดนต้าหลี ไม่เหมือนกับ หัวหน้าสายลับที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้กลางทางอย่างหลี่เป่าเจิน
“ก่อนหน้านี้เมืองหลวงต้าหลีจัดงานพิธีครั้งหนึ่ง ภายนอกนั้น ทางราชสานักต้องการป้องกันเหตุผิดพลาดจึงระดมก าลังทหารฝีมือ ดีสามกลุ่มจากท้องถิ่นของต้าหลี แคว้นใต้อาณัติและทางใต้ของล า น้าใหญ่ให้ทยอยกันเข้ามาในเมืองหลวง ตอนนั้นเจี่ยงเหมี่ยนก็พา คนมาด้วยเจ็ดคน ล้วนเป็นสายลับเก่าที่ถูกต้าหลีส่งตัวไปไว้ในอาณา
เขตราชวงศ์อวิ๋นเซียวและบริเวณโดยรอบ มีครบทั้งวุฒิภาวะ ประสบการณ์และผลงานการสู้รบ”
ได้ยินชื่อ “เจียงเหมี่ยน” นี้ ดวงตาเด็กสาวก็เป็นประกายวาบ รีบ ร้อนเอ่ยว่า “ใช่แล้วๆ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่อาจารย์ข้าชอบพูดถึงคนผู้นี้ เป็ นประจา ไม่เคยพูดชื่อของเขา แต่เรียกแค่ว่า “หัวหน้าเจี่ยง” ทุก ครั้งที่พูดถึง สีหน้าของเขาจะสดใสมีชีวิตชีวาเหมือนได้ดื่มสุรา บอก ว่าแรกเริ่มสุดเป็นหัวหน้าเจี่ยงที่นาพาเขาทาอาชีพนี้ มีความสัมพันธ์ เป็ นกึ่งอาจารย์กึ่งหัวหน้า ข้าถามท่านอาจารย์ผู้อาวุโสว่าระดับขั้น ของ “หัวหน้าเจี่ยง” เป็ นเช่นไร ในองค์กรสายลับของต้าหลีได้นั่ง เก้าอี้อันดับที่เท่าไร อาจารย์กลับไม่ยอมพูดให้ข้าฟั ง”
เฉินหลิงจวินเกาหัว นังหนูผู้นี้ไม่ค่อยเข้าใจกฎระเบียบในวงการ ขุนนางและความสัมพันธ์ของผู้คนเอาเสียเลย
ยังดีที่นายท่านเจ้าขุนเขาไม่ถือสา กล่าวต่ออีกว่า “พวกเงี่ยงเห มี่ยนเข้ามาในเมืองหลวง หนึ่งคือมารวบแห กาจัดสายลับและนักรบ พลีชีพของแคว้นศัตรูครั้งใหญ่ หลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนฉวยโอกาสสร้าง ความวุ่นวาย ป้องกันเหตุร้ายไว้ก่อนล่วงหน้า สองคือเท่ากับว่าเขามา รายงานผลปฏิบัติการในเมืองหลวง ทุกคนต่างก็ต้องผ่านขั้นตอนการ ตรวจสอบจากกรมอาญาก่อน ข้อที่สามก็คือได้รับรางวัลตามคุณ ความชอบที่สร้างไว้ มีการเลื่อนขั้น แบ่งหน้าที่ใหม่ อย่างเช่นพวก เจี่ยงเหมี่ยนเจ็ดคน ภารกิจเกินครึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”
ฟู่ เจิงจดจาเรื่องวงในของวงการขุนนางที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เหล่านี้ไว้อย่างจริงจัง แต่ความสนใจที่มากกว่านั้นของเด็กสาวยังคง อยู่ที่หมวกขุนนางของ “หัวหน้าเจี่ยง” ว่าเล็กหรือใหญ่ “หัวหน้าเจี่ยง ไปถึงเมืองหลวงต้าหลีของพวกท่าน สามารถคุยธุระกับขุนนางที่ใหญ่ แค่ไหน? รองเจ้ากรมอาญา? เจ้ากรม?”
เฉินหลิงจวินอ่อนใจยิ่งนัก หากแม่นางน้อยไปเจอกับผู้ถวาย งานเชี่ยบ้านตนคงจะค่อนข้างถูกชะตากันทีเดียว
เฉินผิงอันกล่าว “ราชสานักต้าหลีของพวกเรามีองค์กรสายลับ อยู่สามแห่ง ศาลาคลื่นมรกตเป็ นแค่หนึ่งในนั้น เจี่ยงเหมี่ยนที่อยู่ใน ศาลาคลื่นมรกต อันดับของเขา…น่าจะติดยี่สิบอันดับแรกกระมัง หลายปีที่ผ่านมานี้ในนามแล้วศาลาคลื่นมรกตอยู่ในการดูแลของคน ผู้หนึ่งที่ชื่อว่าเยี่ยนเจี่ยวหราน แต่กิจธุระอย่างละเอียดมีสตรีสองคน ของจวนราชครูเป็นผู้จัดการ พวกนางชื่อหรงอวี๋กับฝูชิ่ง ในอนาคต เจ้าน่าจะได้เจอกับฝ่ ายหลัง เงื่อนไขก็คือเจ้าต้องไปที่ฉีตู้ แล้วค่อย เดินทางขึ้นเหนือ เดินทางผ่านจวี่โจว ได้สัมผัสกับขนบธรรมเนียม ของต้าหลีอย่างแท้จริงแล้วหลังจากกลับมาถึงบ้านเกิดก็ยังยินดีจะ เป็นสายลับ”
ฟู่เจิงถามอย่างใคร่รู้ “ท่านเคยเจอหัวหน้าเจี่ยงไหม?”
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มกล่าว “ยังไม่เคยเจอ”
ฟู่เจิงถามเสียงเบา “เป็นเพราะหมวกขุนนางของหัวหน้าเจี่ยงเล็ก เกินไป หรือเป็นเพราะใต้เท้าราชครูมีภาระหน้าที่เยอะและหนักหน่วง เกินไป?”
เฉินผิงอันกล่าว “ทั้งสองอย่างกระมัง” เดิมที่ฟู่ เจิงคิดว่า “ราชครูเฉิน” จะพูดให้ฟั งดูดี คิดไม่ถึงว่า คาตอบที่เขาตอบจะตรงไปตรงมาเช่นนี้
เฉินหลิงจวินที่เอาแต่มีความสุขอย่างโง่งมอยู่กับตัวเองใจใหญ่ ไม่เคยคิดถึงปมของปั ญหาอย่างหนึ่งที่จะบอกว่าเล็กก็เล็ก จะบอกว่า ใหญ่ก็ใหญ่
นั่นก็คือสาหรับฟู่ เฟิงแล้ว ถึงอย่างไรสกุลซ่งต้าหลีที่มอบแผ่นดิน ครึ่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปกลับคืนมาให้ก็คือแคว้นอื่น
ถ้าอย่างนั้นหากนางกลายเป็นสายลับของต้าหลีก็อาจตกเป็ นที่ ต้องสงสัยว่าขายชาติไปเข้าร่วมกับศัตรู ถึงขั้นที่ไม่ใช่แค่ข้อสงสัย แต่ เป็นความจริง
สีหน้าของฟู่เจิงหม่นหมอง ท าท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
นางอายุน้อย อันที่จริงไม่เคยได้สัมผัสกับสงครามที่โหดร้าย ทารุณอย่างถึงที่สุดครั้งนั้นลึกซึ้งนัก แค่เคยได้ยินมาว่าปี นั้นเผ่า ปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างยกทัพขึ้นบกของแจกันสมบัติทวีป พรรคของ นางก็กระจัดกระจายกันไป เจ้าประมุขและเหล่าบรรพจารย์ขนป้ าย วิญญาณและคลังสมบัติไปจนเกลี้ยง จากศึกนครมังกรเฒ่าที่ลั่วอ๋อง
ซ่งมู่เป็นผู้บัญชาการณ์หลักจนถึงตอนหลัง ณ ศึกขุนเขาใต้ที่แม่ทัพ ใหญ่ซูเกาซานรบตายบนสนามรบ สงครามใหญ่ที่ต้องต่อสู้จนตัว ตายสองครั้งติด ล้วนไม่เห็นเงาร่างของคนในพรรคบ้านตนแม้แต่คน เดียวรอกระทั่งสงครามใหญ่ปิดฉากลง จวนเซียนอย่างพรรคชิงเหมา ก็หวนกลับคืนสู่มาตุภูมิภายในค่าคืนเดียว บ้างก็ซ่อมแซมพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมเดิม บ้างก็เลือกที่จะสืบทอดควันธูปต่อในสถานที่ แห่งอื่น…ดูเหมือนว่าสงครามครั้งนั้นจะไม่ได้สงผลกระทบใดๆ การหนี ตายอย่างกระเซอะกระเซิงกลับกลายเป็นถูกตีความให้เป็นการลงจาก ภูเขาไปหาประสบการณ์ขัดเกลาจิตใจอยู่ในโลกโลกีย์
ฟู่ เจิงไม่สนใจเรื่องนี้เท่าใดนัก เรื่องที่ทาให้ฟู่ เจิงตัดสินใจอยาก เป็นสายลับอย่างแท้จริง นอกจากจะเคารพอาจารย์แล้ว อันที่จริงยังมี สาเหตุอีกสองข้อที่ไม่อยากพูดให้ “คนต่างถิ่น” ฟั ง
ราชวงศ์ป๋ ายซวงเก่า ชะตาแคว้นขาดสะบั้นถูกสรุปว่าเป็นผลมา จากการปล่อยปละละเลยและความผ่อนปรนที่มากเกินไป ราช สานักอวิ๋นเซียวใหม่ ในสายตาของฟู่ เจิงก็ยิ่งไม่ได้เรื่อง เคยติดตาม พวกผู้อาวุโสในสานักไปฝึกประสบการณ์ที่เมืองแถวชายแดน ได้เห็น ทหารเฒ่าที่เคยเข้าร่วมศึกนครมังกรเฒ่าหลายคน ไม่เพียงแต่ต้องใช้ ชีวิตในยามชราอย่างโดดเดี่ยว ทั้งยังไม่กล้าพูดถึงว่าตัวเองเคยใช้ สถานะของกองทัพชายแดนต้าหลีลงสนามรบหาไม่แล้วก็จะถูกลาก ให้ไปเจอเรื่องเดือดร้อน ถูกผลักไส ต้องทนฟั งถ้อยคาเย้ยหยันเสียดสี ฟู่ เจิงเคยเห็นภาพเหตุการณ์หนึ่งกับตาตัวเอง มีทหารเฒ่าขาเป๋ คน
หนึ่งไปขอเงินช่วยเหลือจากราชสานักที่ถูกยักยอกจากที่ว่าการ อ าเภอ ผลคือถูกคนเฝ้ าประตูไล่ตีออกมา ล้มลงอยู่บนถนน คนเฝ้ า ประตูผู้นั้นหัวเราะร่วนบอกกับผู้เฒ่าว่าไม่สู้ฉวยโอกาสตอนที่ยังมี ชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีไปเป็นขอทานริมทาง เดินขึ้นเหนือไปตลอดทาง ไปขอเงินจากกรมคลังเมืองหลวงสารองต้าหลีดูสิ
นอกจากนี้สิ่งที่ฟู่ เจิงได้พบเห็นและได้ยินมาจากนอกภูเขา การ กระทาของสกุลหงอวิ๋นเซียวที่นางพบเจอ มักจะเป็นบทความราชการ ที่เขียนได้อย่างสวยงาม ดั่งหมอนปั กลายบุปผา มักจะมีมารยาทต่อ เซียนซือที่อยู่บนภูเขาเสมอ พรรคหลายแห่งที่ย้ายจากทางเหนือเข้า มาในอาณาเขต การกระท าแตกต่างจากพวกโจรตรงไหน? แต่ กระนั้นก็ยังเป็ นแขกผู้สูงศักดิ์ของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงอยู่ดี… หากไม่มีกรณีตัวอย่างสาเร็จรูปในเรื่องการปกครองคนบนภูเขา ของต้าหลีอยู่ก่อนแล้ว คาดว่าไม่ว่าใครก็คงไม่รู้สึกว่ามีปั ญหาใดๆ แต่พอมีต้าหลีมาเป็นตัวเปรียบเทียบก็ดูเหมือนว่าจะท าให้คนแกล้งโง่ หลอกตัวเองไม่ได้แล้ว
หลังจากความลังเลผ่านพ้นไป ฟู่ เจิงก็ยังคงเล่าเรื่องความในใจ คร่าวๆ ของตัวเอ