กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 52.2 สามสิบปีมาตามหามือกระบี่
“สาหรับคุณธรรม สาหรับใจคนแล้ว นี่ไม่ถูกต้อง” เฉินผิงอัน พยักหน้า เงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยอีกว่า “สาหรับเรื่องของแคว้นที่เป็ น หนึ่งครอบครัวหนึ่งแซ่แล้ว…นี่ก็บอกได้ยากแล้ว”
ฟู่ เจิงยิ่งตะลึงมากกว่าเก่า ฟั งจากความหมายของเขา หรือจะ บอกว่าสกุลหงอวิ๋นเซียวไม่ได้ท าผิด?
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายให้นางฟั งไปมากกว่านั้น “หากไม่พูดถึง สถานะราชครูของต้าหลี ข้าก็ไม่แนะน าให้ฟู่ เจิงไปรับต าแหน่ง สายลับต้าหลีแทนอาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างเฉียนกงเอิน”
ฟู่เจิงมึนงงอย่างสิ้นเชิง
“ราชสานักต้าหลีไม่ต้องมีสายลับฝีมือดีที่ชื่อว่าฟู่เจิงได้ แต่พรรค ชิงเหมาที่ต้องเปลี่ยนขนบธรรมเนียมอย่างเร่งด่วน จะขาดว่าที่เซียน ดินที่ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอายทั้งยังไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ คนหนึ่ง ไปไม่ได้”
จากนั้นบุรุษชุดเขียวก็ยังเอ่ยประโยคประหลาดอีกว่า “เว้นเสีย จากว่าหลงลืมไปอย่างสิ้นเชิง หลอกตัวเองและหลอกคนอื่น หาไม่ แล้วช่องโหว่และหลุมขนาดใหญ่บางหลุมที่อยู่บนเส้นทางหัวใจ หาก ไม่ต้องใช้ความเป็ นเทพที่มากกว่าเดิมไปชดเชยช่องโหว่ ก็ต้องใช้
ความเป็นมนุษย์ที่มากกว่าเดิมไปเสริมเพิ่มเติม นี่คือขั้นตอนของการ ถมหลุมไร้กันอย่างไม่หยุดพัก จะท าให้พวกเรา…ทุกข์ทรมาน”
ฟู่เจิงถามอย่างสงสัย “แล้วจะทาอย่างไรดี?” เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็ ต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้”
ฟู่ เจิงหัวเราะหึ เริ่มค่อยๆ มั่นใจในตัวตนของบุรุษที่อยู่ข้างกาย แล้ว เขาต้องไม่ใช่เฉินผิงอันราชครูแห่งต้าหลีอย่างแน่นอน!
เพียงแค่เพราะอาจารย์ของนางเคยเอ่ยถ้อยคาที่คล้ายเป็ นหลัก ค าสอนของขุนนางบอกว่า ขุนนางเล็กกลัวว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าเขาก าลัง คิดอะไรอยู่ ขุนนางใหญ่กลัวที่สุดว่าเจ้าจะเดาได้ว่าเขาคิดอะไร
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “แม่นางฟู่ เดินทางขึ้นเหนือต่อไปได้แล้ว น้า ของลาน้าใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากสายนั้น และมณฑลจวี่โจว ล้วนแวะ ไปดูได้ เมื่อโลกกว้างขึ้นแล้ว จิตใจก็จะกว้างตามไปด้วย ไม่แน่ว่า ปั ญหามากมายที่คิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจก็จะไม่ใช่ปั ญหาอีก ต่อไป กลับจะกลายมาเป็นค าตอบ”
ฟู่เจิงพยักหน้า จะเป็นสายลับหรือไม่ โยนทิ้งไปก่อน พาตัวเองไป ดูทัศนียภาพของต่างบ้านต่างเมืองและช่วยไปเยือนมาตุภูมิแทนท่าน อาจารย์ผู้อาวุโสก่อนแล้วกัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พบเจอกันแค่ผิวเผิน ไม่มีของอะไรจะมอบให้ มีเพียงถ้อยค าก่อนจากลาที่อยากมอบให้แม่นางฟู่ “เมื่อในใจมีความ เที่ยงธรรมและความดีมั่นคง สิ่งชั่วร้ายก็ไม่อาจเข้ามารุกรานได้”
ฟู่ เจิงยิ้มกว้าง กุมมือเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะคิดว่าท่านคือ ราชครูเฉินจริงๆ”
บุรุษที่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อกลั้นขา พยักหน้าเอ่ย “ถึง อย่างไรก็อยู่ทางใต้ของลาน้าใหญ่ สวมรอยเป็นเฉินผิงอันก็ไม่ถือว่า ผิดกฎหมาย”
ฟู่เจิงพลันเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นเมื่อข้าแวะไปดูลาน้าใหญ่แล้วก็จะ กลับบ้านเกิดเลย คงไม่ไปจวี่โจวแล้ว”
เฉินผิงอันถาม “ท าไมล่ะ?”
ฟู่ เจิงกล่าว “ไม่อยากไปจวี่โจวเท่าไร ในใจมีถ้อยคาไม่น่าฟั งที่ อาจารย์เคยบอกไว้ว่า “ยากจนมากจริงๆ” เลยคิดว่ารอให้ผ่านไปอีก สักสี่ห้าปีค่อยไปใหม่ รอให้จวี่โจวมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่เพียงแต่ มีอริยะเหล่าผู้กล้าและจอมยุทธพเนจรมานานแล้ว ทุกหนทุกแห่งบน ถนนใหญ่ยังมีแต่คนรวยมีเงินหมื่นก้วนร้อยเอว ฐานะทางบ้านมั่งมี ไม่ ว่าอะไรก็มีหมดแล้ว ค่อยบอกกับอาจารย์ในใจ ถือว่าเป็ นการมอบ เรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝั นให้แก่ท่านผู้อาวุโส”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ดีเลย ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเพิ่มงานให้พวก กวนอี้หราน หวงเหมยเซียนและจางเหอให้มากหน่อย คราวหน้าก็ให้ ข้าเป็นคนรับผิดชอบเขียนค าประเมินของพวกเขาเองก็แล้วกัน”
เด็กสาวคือคนจริงจัง ถามว่า “ใครนะ?”
เฉินผิงอันอธิบายว่า “พวกเขาสามคนคือผู้ว่าการคนใหม่ แม่ทัพ ประจ ามณฑลและเซวี๋ยเจิ้งของจวี่โจว”
ดวงตาของฟู่ เจิงเป็ นประกายสว่างสดใส ฟั งสิฟั ง น้าเสียงนี้ ท่าทางเช่นนี้ พูดถึงข้าหลวงใหญ่ในพื้นที่ของราชสานักต้าหลีได้ อย่างคล่องปาก เหมือนพูดถึงเสมียนในที่ว่าการเวลาปกติ ร้ายกาจ นัก ดังนั้นเด็กสาวจึงบากหน้าถามหยั่งเชิงว่า “ถ้าอย่างนั้นก็พูดถึงข้า ให้หัวหน้าเจี่ยงฟั งหน่อยแล้วกันนะ อย่างเช่นพูดถึงเรื่องหาดเฉาจูก็ เล่าแค่เรื่องที่ข้ามีความใจกล้าของจอมยุทธ บุกเดี่ยวเข้าไปในรังโจร อย่าพูดถึงเรื่องน่าอายที่ข้าถูกคนจับกุมเด็ดขาดเชียว”
เฉินผิงอันกลั้นขา ตอบรับไปพร้อมกัน “ได้สิ”
ฟู่ เจิงพลันหน้าแดงก่า ปลุกความกล้าถามคาถามที่ใจกล้าอย่าง มาก “ราชครูเฉิน ขอละลาบละล้วงถามสักคา เซียนกระบี่หนิงสวย ไหม?!”
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ตัวอักษรและคาศัพท์ที่หมายถึงความดีงามทั้งหมดบนโลกใบ นี้ ไม่มากพอจะบรรยายภาพลักษณ์ของนางที่อยู่ในใจข้าได้”
เฉินหลิงจวินนับถือยิ่งนัก แม่นางน้อยขวัญกล้าเทียมฟ้า หน้าไม่ บาง ไม่ไปภูเขาลั่วพั่วก็น่าเสียดายอยู่บ้าง
เฉินผิงอันลูบหัวของเด็กชายชุดเขียว ยิ้มเอ่ยว่า “ท่องยุทธภพ ของเจ้าต่อไปเถอะ อย่าให้ต้องเสียไปกลางคัน”
เฉินหลิงจวินถูมือหัวเราะหึหึ “นายท่านเจ้าขุนเขา เผยเฉียนก็ มาแล้วนะ ไหนเลยจะถึงคราวที่ข้าได้โอ้อวดบารมี”
เฉินผิงอันตบหัวของเฉินหลิงจวินเบาๆ พูดด้วยน้าเสียงอ่อนโยน ว่า “ให้ถือเสียว่าพวกเราไม่มีใครอยู่ด้วย อย่าได้เสียสมาธิ เดินไป ข้างหน้าเพียงล าพัง ราวกับว่าฟ้ าดินเหลือเพียงแค่ผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่ มีฉายาว่าจิ่งชิงคนเดียวเท่านั้น ในพื้นที่และเวลาที่มีจากัด พยายาม เบิกตามองให้กว้าง แยกแยะถูกผิดให้ออก แบ่งแยกความดีความเลว อย่างระมัดระวัง แล้วจึงตั้งกฎระเบียบ”
“หลังจากทาทุกอย่างนี้เสร็จแล้วค่อยไปดื่มเหล้าที่โต๊ะ คุยโวกับ สหาย ยังสามารถบอกกับคนที่ตัวเองอยากพูดคุยด้วยมากที่สุดให้ เขารู้ว่าตัวเจ้าเองสบายดีได้อีกด้วย”
“เจ้าขึ้นเขาแล้วค่อยลงจากเขา ในอนาคตเมื่อกลับขึ้นไปบน ภูเขา เส้นทางใต้ฝ่าเท้าก็จะกลายเป็นลาน้าใหญ่สายหนึ่ง”
ตั้งใจฟั งคาพูดล้าค่าของนายท่านเจ้าขุนเขาอยู่ตลอด เฉินหลิง จวินเอียงศีรษะตามจิตใต้สานึก ขมวดคิ้ว พูดด้วยสีหน้าทึ่มทื่อ “หา?”
ฟู่เจิงค่อยๆ เดินจากไปไกล อารมณ์ของเด็กสาวกระเพื่อมไหวไม่ หยุด หลังจากท าอารมณ์ให้มั่นคงได้แล้ว ในใจก็คิดว่า ดูเหมือนเขา จะเป็ นคนละคนกับ “เด็กหนุ่มผู้เป็ นตัวเอก” ที่เขียนไว้ในบันทึกเล่ม นั้น ไม่มีความใกล้เคียงกันเลยสักนิด สรุปแล้วคนไหนจริงคนไหน ปลอมกันแน่นะ?
เฉินหลิงจวินทอดสายตามองไปทิศไกล สะบัดชายแขนเสื้อแรงๆ “นายท่านเจ้าขุนเขาข้าไปที่นั่นแล้วนะ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไปเถอะ”
……
แม่นางน้อยชุดดาที่สะพายกระเป๋ าผ้าฝ้ ายไว้เฉียงๆ ขมวดคิ้วสี อ่อนทั้งสองข้างเข้าหากัน นั่งขี่อยู่บนคอของเผยเฉียน ทอดถอนใจ เอ่ยว่า “ขบวนทัพของศัตรูขบวนนี้ เลือกทหารเลือกขุนพลได้อย่าง ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรพจารย์หวงเฟิงมาเห็นเข้าก็ยังต้องทอดถอนใจ ที่สู้ไม่ได้”
เผยเฉียนพยักหน้าพูดคล้อยตาม “จวนจื่อหยางของอู๋อี้แห่ง แคว้นหวงถิงก็จัดขบวนใหญ่โตเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับเซินฝู่จวิน ผู้นี้ก็ยังด้อยกว่า”
บรรพจารย์หวงเฟิงที่ในอดีตอวดอ้างบารมีอยู่ใกล้กับทะเลสาบ คนใบ้ ก็น่าจะเป็นปีศาจใหญ่” ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้สาหรับในใจของ หมี่ลี่น้อยแล้ว
ตอนเด็กเผยเฉียนก็เคยตามเฉินผิงอันไปเยือนจวนจื่อหยาง นาง เองก็เคยอิจฉาในมาดของบรรพจารย์เปิดขุนเขาของอู๋อื้อย่างมาก คนหัวดาๆ นั่งคุกเข่ากันเต็มพื้น โขกหัวแรงๆ เรียกขานว่าท่านบรรพ จารย์…ท าเอาถ่านด าน้อยอิจฉาเหลือเกิน
หมี่ลี่น้อยวางคางไว้บนมวยผมทรงกลมของเผยเฉียน นางรู้สึก คาดหวังรอคอยอย่างยิ่ง “พี่หญิงเผยเฉียน ต่อจากนี้จะไปท่องเที่ยว กับพวกเราไหม?”
เดิมทีเผยเฉียนคิดว่าจะไปหาประสบการณ์ทางเหนือ ไปเยือน อุตรกุรุทวีปอีกรอบ นัดหมายวันเวลาและสถานที่กับศิษย์น้องเติ้ง เจียนผิงไว้เรียบร้อยแล้ว
คิดไปคิดมาก็ยังเป็นห่วงหมี่ลี่น้อย ก็เลยหันหัวม้ากลับ เดินผ่าน ลาน้าใหญ่ มุ่งตรงมาทางทิศใต้ ระหว่างนั้นพาม้าพันธ์ดีที่มีชื่อว่าฉวี หวงตัวนั้นนั่งโดยสารเรือข้ามฟากมาด้วยกันจงใจสวมหน้ากากที่พ่อ ครัวเฒ่าทาให้ หลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องเดือดร้อนกับชื่อเสียงของ “ปรมาจารย์เจิ้ง” ไม่ต้องคอยโอภาปราศรัยกับคนแปลกหน้า หาก จะต้องให้ต้อนรับขับสู้ผู้คนได้อย่างรัดกุมทุกด้าน นางก็รู้สึกราคาญ หากคาที่เอ่ยออกไปไม่รอบคอบมากพอ ไม่ทันระวังเพิกเฉยใครเข้า ก็จะต้องถูกคนตาหนิถึงขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วทั่ว บอกว่านาง วางมาดใหญ่โต
เผยเฉียนมือหนึ่งจูงม้า อีกมือหนึ่งเคาะด้ามดาบตรงเอว ส่ายหน้า “นัดหมายกับศิษย์น้องเติ้งไว้แล้วว่าจะไปเจอกันที่อุตรกุรุทวีป ลูก ศิษย์สองคนของเขาจะติดตามข้าท่องไปในอุตรกุรุทวีปก่อน”
คาว่าศิษย์น้องเติ้งของเผยเฉียนก็คือเติ้งเจี้ยนผิง ก่อนหน้านี้ได้ สมดังใจปรารถนาที่ใบถงทวีป ได้กราบเฉินผิงอันเป็ นอาจารย์ แต่
เรื่องที่น่าสนใจก็คือ เติ้งเจี้ยนผิงไม่เพียงแต่พกฝีมือมากราบอาจารย์ เขายังพาลูกศิษย์มาด้วย
เติ้งเจี้ยนผิงมีนิสัยดื้อดึง ตัดสินใจแล้วว่าชีวิตนี้จะรับลูกศิษย์แค่ สองคน บังเอิญกับที่คนหนึ่งคือลูกศิษย์เปิดภูเขา อีกคนคือลูกศิษย์ ปิดสานัก ทุกวันนี้เด็กหนุ่มเด็กสาวที่มีชาติก าเนิดจากชาวบ้านธรรม คู่นี้ก็ฝึกตนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่พี่สาวและพี่เขยของเติ้งเจี้ย นผิงบุกเบิกไว้ คุณสมบัติธรรมดา ยังดีที่เป็นคนซื่อสัตย์ ทนรับความ ยากล าบากได้
เติ้งเจี้ยนผิงไม่ได้รีบร้อนให้พวกเขาเดินทางมาที่แจกันสมบัติ ทวีปเพื่อ “นับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูล”
การที่เติ้งเจี้ยนผิงรบกวนให้ศิษย์พี่หญิงเผยพาศิษย์หลานสองคน ออกท่องยุทธภพในครั้งนี้ เป้าหมายชัดเจน ความคิดก็เรียบง่าย เด็ก สองคนนั้นจะได้ไปอยู่ภูเขาลั่วพั่วหรือไม่ มีคุณสมบัติจะได้ “กราบ อาจารย์ปู่ หรือไม่ จะได้กลายเป็ นลูกศิษย์ของลูกศิษย์เฉินผิงอัน หรือไม่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเติ้งเจี้ยนผิงแล้วจะ ตัดสินได้ ต้องดูที่นิสัยใจคอของพวกเขาเองด้วย
มีอาจารย์ปู่ หล่นลงมาจากฟ้ า ก็ต้องให้พวกเขารับโชควาสนา ส่วนนี้ไว้ด้วยตัวเองถึงจะได้
หากการทดสอบผ่านพ้นไป ศิษย์พี่หญิงเผยรู้สึกว่านิสัยใจคอ ของพวกเขาไม่ได้เรื่อง ถ้าอย่างนั้นก็จงตั้งใจฝึ กตนอยู่ในพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมไปแต่โดยดี อย่าหวังว่าจะมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ ศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อ
ว่ากันในบางระดับแล้ว เติ้งเจี้ยนผิงที่นิสัยรักสันโดษมีความ คล้ายคลึงกับเฉิงเฉียนค่อนข้างมาก ให้ความเคารพครูบาอาจารย์ เป็ นที่สุด ยึดถืออย่างเข้มงวดว่าต้องมีคุณธรรมสอดคล้องกับฐานะ โดยมองว่า “ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมตามนั้นแต่กลับสวมตาแหน่งนั้น ควรมี โทษถึงตาย” สาหรับคาว่า “คุณธรรมความชอบธรรม” นั้น แต่ไหน แต่ไรมาผู้ฝึกกระบี่เติ้งเจี้ยนผิงก็ให้ความสาคัญยิ่งกว่าชีวิต
เผยเฉียนไม่ได้มีความคิดที่จะจงใจทาให้ลูกศิษย์สองคนของเติ้ง เจี้ยนผิงต้องลาบากใจ เพียงแค่เพราะนางเองก็เคยท าความผิดมา ตลอดเส้นทางเช่นกัน อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึงแต่ความอดทนต่อ ‘ความผิดพลาด’ นางกลับมีค่อนข้างมาก
แค่เผยเฉียนคิดว่าพอพวกเขาเจอตนแล้วต้องเรียกว่า ‘อาจารย์ ป้าเผย” นางก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้ว
หมี่ลี่น้อยหัวเราะฮ่าๆ “เซียนกระบี่เติ้ง และยังมีพี่สาว พี่เขยของ เขา ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกับข้านะ”
คนบ้านเดียวกันได้ดิบได้ดีกันหลายคน คือเรื่องนี้ที่มีหน้ามีตา
เผยเฉียนพยักหน้า พี่สาวของเติ้งเจี้ยนผิงก็คือซิ่วเหนียง หนึ่งใน สิบคนรุ่นเยาว์ของอุตรกุรุทวีป คือปรมาจารย์วิถีวรยุทธ ชื่อจริงคือ เติ้งเจี้ยนเฉียว หวงชีผู้เป็นพี่เขยก็ไม่ใช่คนธรรมดา
เผยเฉียนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ยิ้มเอ่ยว่า “จาได้ว่าตอนเด็ก ทุก ครั้งที่เจ้าเล่าว่าร่วมมือกับอาจารย์พ่อสังหารบรรพจารย์หวงเฟิง ข้า มักจะชอบพูดขัดคอ บอกว่าเจ้าขี้โม้ แปะทองลงบนหน้าของตัวเอง”
หมี่ลี่น้อยยิ้มกว้าง “เจ้าไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย เดิมทีก็คือการคุย โวโดยไม่ต้องร่างค าพูด ถูกแฉต่อหน้าก็เลยอับอายจนพานเป็นความ โกรธ จานวนครั้งที่คุยโวมีมากเข้า ใครเล่าจะไม่ร าคาญ”
ตอนนั้นสหายสองคนมักจะชอบทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เป็ น ประจ า แล้วก็จะไม่พูดคุยกันเป็นครึ่งๆ วัน จงใจเดินมาเจอกัน แต่กลับ จงใจท าเป็นไม่คุยกัน
เผยเฉียนเอ่ย “ข้าเคยถามอาจารย์พ่อเป็ นการส่วนตัวแล้ว เขา บอกว่าเจ้าไม่ได้โกหกถึงขั้นที่ยังอธิบายให้ข้าฟั งอย่างละเอียดด้วยว่า พวกเจ้ารบเคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่าง ไรประลองเวทคาถากับบรรพ จารย์หวงซาผู้นั้น อันตรายรายล้อมอยู่รอบด้าน สุดท้ายสังหารอีก ฝ่ายคว้าชัยชนะมาได้ เหตุการณ์พลิกผันขึ้นลงตลอดเวลา อาจารย์ พ่อบอกว่าหากใช้ตัวอักษรบันทึกเรื่องนี้ เขียนไม่ถึงเจ็ดแปดร้อยคาก็ ไม่อาจบรรยายความตระการตาของเหตุการณ์นั้นได้หมด”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า “เจ้าขุนเขานี่เป็น อย่างไรกันนะ ท าไมถึงท าตัวเป็นเด็กน้อยเหมือนข้าเลย”
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “ยังบอกด้วยว่าใครบางคนยืนอยู่ในตะกร้า เคาะ หัวเขาเป็นปลาไม้…”
หมี่ลี่น้อยรีบปิ ดปากเผยเฉียน “ฟ้ าดินเป็ นพยาน คาพูดของ นักเขียนนิยายเชื่อไม่ได้ เรื่องเล่าในหมู่ชาวบ้านก็เชื่อไม่ได้ เหมือนกัน…”
เฉินชิงหลิวไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ก็หนีไม่พ้นอยากจะมาเห็นการ “เดินลงน้า” ของสหายดื่มสุรากับตาตัวเอง
เจียงเซ่อกับอู่เหยียน คู่บาเพ็ญเพียรคู่นี้แท้จริงแล้วเดินเล่น เตร็ดเตร่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปตลอดเวลา ครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมา เพราะเผยเฉียน สองสามีภรรยาต่างก็ไม่กล้าเข้าใกล้นาง ได้แต่มองดู อยู่ไกลๆ แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว
ส่วนเฉินผิงอัน ทั้งอยากจะเห็นว่าพวกหมี่ลี่น้อยเดินทางท่อง ภูเขาสายน้าเป็ นอย่างไรบ้าง แล้วก็เป็ นห่วงกลัวว่าเผยเฉียนจะเกิด ความขัดแย้งกับพวกเจียงเซ่อด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เดือดร้อนให้เจ้าแห่งทวีปของหลิวเสี่ยทวีปได้แต่ ยืนค้างอยู่ในศาลา ไม่มีคุณสมบัติจะนั่งลง
จิงเฮารู้ตัวเองดี ศาลาไม่ใหญ่ พื้นที่ว่างที่เหลืออยู่ต้องเก็บไว้ให้ เซียนกระบี่เฉิน
เฉินชิงหลิวยิ้มถาม “สหายเจียง ตอนนี้มาอยู่ในซากปรักสนาม รบแห่งนี้ หากคิดกันจริงๆ จังๆ ขึ้นมา ใครควรเป็นคนตัดสินใจ?”
คือคาถามที่ดีที่มีเรื่องให้ถามมากมายไม่ถามดันมาถามเรื่องนี้ โหดเหี้ยมอย่างแท้จริง
ร่วมสังหารเจียงเซ่อ คนสามคนแบ่งสมบัติกัน
ทุกวันนี้ศาลอย่าง “สานักการทหาร” อันที่จริงได้แตกแยกไปแล้ว ศาลบู๊แผ่นดินกลางย่อมเป็นศาลบรรพจารย์สานักการทหารในนาม แต่พวกอู๋ซวงเจี้ยงก็ไม่ต่างจากการก่อเตาขึ้นมาใหม่ ดังนั้นหากเฉิน ผิงอันสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเลียนแบบภูเขาเจินอู่หรือศาลลม หิมะขึ้นมาในตอนนี้ก็จะน่าสนใจแล้ว
จิงเฮาหนังตากระตุกอีกครั้ง จงใจสาดเกลือลงบนบาดแผล ไม่ดี กระมัง? ถึงอย่างไรอีกฝ่ ายก็คือเจียงเซ่อ คือปฐมบรรพบุรุษสานัก การทหารแห่งโลกมนุษย์!
ระยะเวลาการลงทัณฑ์หมื่นปีได้สิ้นสุดลงแล้ว ออกจากภูเขามา อีกครั้งก็ถูกคนสามคนร่วมมือกันสังหาร กลายเป็ นเรื่องตลกใหญ่ เทียมฟ้าไปแล้ว?
อู๋ซวงเจี้ยงแห่งตาหนักสู้ยฉูที่ทุกวันนี้ชูธงคุมเชิงอยู่กับป๋ ายอวี้จิง คือคนที่ควรไปมีเรื่องด้วยอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าเจิ้งจวีจงหาเรื่องได้ง่าย?
เฉินผิงอันที่อายุน้อยที่สุดก็ยิ่งสร้าง “ฟ้าดินเชื่อมโยง” ครั้งนั้นได้ สาเร็จ
พูดถึงแค่สหายรักบนภูเขาคนหนึ่ งของจิงเฮาก็เคยเห็ น เหตุการณ์นี้กับตาตัวเอง ใช้สานวนเจ็ดแปดประโยคติดกันในการ วิจารณ์เรื่องนี้ น่าตะลึงพรึงเพริด เกินกว่าจะคาดคิดมหัศจรรย์จนเกิน
บรรยาย ยอดเยี่ยมสุดขีด จิตใจใฝ่ฝั นหา…สุดท้ายใช้คาว่า “โปรดรับ การกราบจากข้า” ปิดท้าย แล้วก็หันหน้ากราบไปยังทิศทางที่ฟ้ าดิน เชื่อมโยงกันจริงๆ
เจียงเซ่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาเป็ นว่าเจ้าไม่ใช่คน ตัดสินใจก็แล้วกัน”
เฉินชิงหลิวพยักหน้า “ผู้ฝึกยุทธไม่เคยแพ้หมัด”
อันที่จริงจิงเฮาอยากออกไปจากศาลาแห่งนี้มาก หากผู้อาวุโส ชิงจู่พูดไม่เข้าหูกับเจียงเซ่อแล้วต่อสู้กันขึ้นมา บินทะยานครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่ถือว่าอ่อนแอ แต่ก็ไม่แข็งแกร่งไปยังไงอย่างเขา คงเป็ น ไม่ได้แม้แต่ตัวประกอบด้วยซ้า จิงเฮามองเทพวารีหวังเชี่ยนที่ถูกปิดหู ปิดตาอยู่ตลอดเวลา หูตาคับแคบก็มีข้อดีของหูตาคับแคบ ก็แค่รู้สึก เหมือนอ่านต าราสวรรค์ ไหนเลยจะรู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บน เส้นด้าย
เจียงเซ่อหัวเราะหึ “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้าได้สัมผัสกับความร้ายกาจ ของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มของเจ้าเสียหน่อย”
อู่เหยียนถองข้อศอกใส่เขาทันใด เตือนเขาว่าให้ระวังคาพูดและ การกระท า
คิดได้ว่าเผยเฉียนอยู่ตรงนั้น เจียงเซ่อก็ได้แต่ล้มเลิกความคิด ก็ จริงนะ ไม่ควรทิ้งภาพจาให้นางว่าทุกครั้งที่เจอกันล้วนเป็ นการถาม หมัด