กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 53.5 ก็เคยเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสา
เจ้าตัวดี หอกยาวหักไปเกือบครึ่ง เด็กชายชุดเขียวยังคงยืนอยู่ที่ เดิม จ้าวขุยเห็นสายตาเย็นชาของอีกฝ่ ายก็รู้สึกขนลุก เมื่อใจเกิด ความขลาดกลัวก็ไม่เหลือพลังอ านาจใดๆ ให้พูดถึงอีกต่อไป จ้าวขุย เตรียมจะชักหอกที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถอยหลังกลับ เด็กชายชุดเขียว กลับยื่นมือออกมากวัก บังคับกระบี่ยาวเล่มหนึ่งมาได้ง่ายๆ กระบี่พุ่ง ออกจากฝั กของนายกองคนหนึ่งเสียงดังเครั้ง ไม่ได้กากระบี่ไว้ในมือ แต่ประกบสองนิ้วโบกไปทางจ้าวขุย พริบตานั้นกระบี่ก็ปั กเข้าไปที่ หน้าอกของอีกฝ่ าย พละกาลังหนักหน่วงมหาศาล จ้าวขุยรู้สึกได้ว่า หัวใจเย็นวาบ ร่างทั้งร่างถูกกระบี่พาไปพุ่งชนกับกาแพง เจ็บปวดรวด ร้าว มารดามันเถอะบนกระบี่ผุๆ เล่มนี้ถึงกับมีพายุลมกรดโรมรัน ถึง อย่างไรก็เป็นผี แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ยัง ไม่ถึงตาย
ผีบนเรือที่พอจะถือว่าเป็ นแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญได้อย่างถูไถกลุ่ม นั้น จงรักภักดีพร้อมปกป้องเจ้านาย ไม่กลัวการต่อสู้ ทันใดนั้นหอก และง้าวก็มารวมกัน แสงเยียบเย็นวาววับ พุ่งจากสี่ด้านแปดทิศกรูเข้า หาเด็กชายชุดเขียว ฝ่ายหลังยังคงไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้ศาสตราวุธ เหล่านั้นพุ่งมากระแทกทิ่มแทงลงบนร่าง เกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกัน ถึงขั้นที่ว่ายังมีประกายไฟแลบวูบวาบ คนที่แรงน้อยหน่อย อาวุธก็ ไถลลื่นออกไป คนที่มีพละกาลังแขนมากหน่อย อาวุธก็จะแหลก
สลายคาที่ กระแทกจนมือของพวกมันปวดแสบปวดร้อน เหมือนเจอผี กลางวันแสกๆ โดยแท้!
เด็กชายคนนั้นไม่ได้เรียกสมบัติอาคมที่ใช้ในการป้ องกันใดๆ ออกมา แล้วก็ไม่ได้ร่ายวิชาอภินิหารอะไรด้วย ล้วนใช้กายเนื้อแบก รับไว้ทั้งหมด!
เด็กชายชุดเขียวที่เดิมที่ควรใส่กางเกงเปิดก้นไอ้จ้อนโผล่กลับ ทาเพียงเดินช้าๆ ไปหาแม่ทัพใหญ่แห่งเรือข้ามฟากโดยไม่แม้แต่จะ กะพริบตา
ในใจจ้าวขุยหวาดผวาสุดขีด พยายามชักกระบี่ยาวที่ปั กอยู่ตรง หน้าอกออกพลางขว้างหอกยาวที่เหลือครึ่งท่อนออกไปด้วย
เฉินหลิงจวินยื่นมือไปคว้าหอกยาวไว้ สะบัดข้อมือ หอกยาวก็ แตกออกกลางอากาศเป็นหลายท่อน ก่อนจะโบกชายแขนเสื้ออีกครั้ง เสียงดังปั งๆๆ ท่อนหอกก็แทงทะลุไหล่ทั้งสองข้างและหน้าท้องของ จ้าวขุ เหมือนตอกตะปูลงบนผนังอย่างไรอย่างนั้น
“ถอยไปให้หมด!”
ชายฉกรรจ์สวมเสื้อเกราะยันต์บนภูเขาคนหนึ่ง สองมือถือดาบ พิฆาตอาชา เดินก้าวยาวๆ ตรงเข้ามา แล้วเงื้อดาบขึ้นฟั นหัวของ เด็กชายชุดเขียว
ยังคงไม่หลบเลี่ยงประกายคมกริบ ปล่อยให้ดาบพิฆาตอาชาฟั น ลงมาที่หัว ดาบเจอกับแรงดีดสะท้อนรุนแรง คมดาบก็ปิ่นไปแถบใหญ่
แม่ทัพค ารามอย่างเดือดดาล ก าดาบพิฆาตอาชาไว้แน่น ตวัดฟั นลง ไปอย่างอามหิตด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว ครั้งนี้ดาบพิฆาตอาชาเอียงเล็กน้อย ฟั นลงบนกระดานเรือ นี่แสดงให้ เห็นว่าหาใช่พละกาลังของแม่ทัพคนนี้ไม่พอหรืออาวุธไม่คมมากพอ แต่เป็นเพราะระดับความแข็งแกร่งของเรือนกายเด็กชายชุดเขียวมาก เกินจนไร้เหตุผล คาว่าฟั นแทงไม่เข้าที่พูดถึงในบทจิ๋วของหมู่ ชาวบ้านก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง
เฉินหลิงจวินเพียงแค่ตวัดชายแขนเสื้อไปในแนวขวาง ฟั นผ่าเอว ของแม่ทัพที่ใช้ดาบพิฆาตอาชาผู้นั้น
แล้วก็มีผีดุร้ายบางส่วนที่เป็นวิชาคาถา หลอมวัตถุแห่งชะตาชีวิต ออกมาได้ที่ใช้คาถาโจมตีและอาวุธประเภทต่างๆ ขว้างเข้าใส่ เด็กชายชุดเขียวราวกับพวกมันไม่มีค่าไม่มีราคา
เฉินหลิงจวินไม่สะทกสะท้าน แค่รู้สึกว่ามีเวทคาถาสองบทในนั้น ที่ลับๆ ล่อๆ พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ได้แต่ช่วยเกาจุดที่คันเท่านั้น
ดีดปลายเท้าหนึ่งครั้ง เฉินหลิงจวินคว้ากระบี่ยาวเล่มหนึ่งที่หล่น ลงพื้นมาถือไว้ในมือถือกระบี่ด้วยมือข้างเดียว เดินไปทางแม่ทัพหลัก ที่หลังติดกับกาแพงพลางสะบัดควงปลายกระบี่ไปด้วย
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ถึงได้ทาท่าร้อนลวกมือ เฉินหลิงจวินรีบ โยนกระบี่ยาวในมือทิ้งกลัวว่าจะถูกพวกเซียนกระบี่อย่างหมี่อวี้เอา
เรื่องนี้มาหยอกล้อ ต้องรู้ว่าวิชากระบี่มารคลั่งของเผยเฉียน เขาเฉิน หลิงจวินก็เคยพูดล้อเลียนนางไว้ไม่น้อย
เฉินหลิงจวินกวาดตามองไปรอบด้าน หมายตาดาบธรรมดาเล่ม หนึ่งที่อยู่บนพื้นเรือยื่นมือไปบังคับมาถือไว้ในมือ น่าเสียดายที่เบา หวิวจนเหมือนไม่ได้ถืออะไร ไม่ค่อยถูกใจเท่าใด
ดูท่าหากมีโอกาสคงต้องหาอาวุธที่เหมาะมือมาไว้สักชิ้นแล้ว
เฉินหลิงจวินโยนกระบี่ออกไปง่ายๆ กระบี่ก็แทงไปที่เป้ ากางเกง ของจ้าวขุย
แม้ว่าจ้าวขุยจะเป็นผี แต่พวกมันสามารถเดินอยู่ใต้แสงตะวันได้ ก็รู้แล้วว่าใช้ ‘กายเนื้อ” ที่แข็งแกร่งมากพอมาเป็ นท่าเรือ ดังนั้นถูก อาวุธธรรมดาหลากหลายชนิดท าร้ายร่างกายให้บาดเจ็บ แม้จะไม่ถึง ชีวิต แต่ความเจ็บปวดกลับเป็นของจริง ประเด็นสาคัญคืออาวุธพวก นี้ไม่ธรรมดา พวกมันส่วนใหญ่แล้วถูกซื้อมาจากคลังยุทธโทปกรณ์ ของแคว้นต่างๆ ดังนั้นจ้าวขุยแม่ทัพใหญ่ที่ถูกปั กตรึงไว้บนกาแพงจึง มีสภาพอเนจอนาถแทบไม่อาจทนมอง หลายจุดบนร่างมีควันเขียว ผุดออกมา หนองขันๆ ไหลไม่หยุด กลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง
แล้วก็มีชายฉกรรจ์ร่างก าย าลักษณะคล้ายแม่ทัพนายกองอีกคน หนึ่งที่ต่อให้จะย่อเข่าหดคอก็ยังถูกจ้าวขุยเรียกชื่อให้ออกมา บอกให้ เขารีบจัดการเด็กชายชุดเขียว ได้ฟั งคาสั่งจากแม่ทัพ ต่อให้จะ หวาดกลัวเด็กชายคนนั้นอย่างถึงที่สุด ยิ่งกลัวว่าหลังจบเรื่องจะถูก
เซินฝู่ จวินต าหนิเอาโทษ เขาจึงได้แต่กัดฟั น ถือหอกเหล็กแทงไปยัง หัวใจด้านหลังของเด็กชาย
เฉินหลิงจวินหมุนตัวกลับมา ชายแขนเสื้อโบกสะบัด เอามือคว้า จับหัวหอก เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้าน แทงหอกออกไป เสยขึ้น ด้านบนเล็กน้อย ควงหัวหอกหมุนเป็นวงกลมเหมือนบุปผาผลิบาน
แทงลาคอของนายกองผู้นั้นให้หัวขาดคาที่ ถูกหอกแทงตายใน ทีเดียว
ร่างชุดเขียวหมุนเอวกลับ เหวี่ยงหอกเหมือนม้าที่วกหันหัวกลับ แทงทะลุหัวของจ้าวขุย หัวหอกหมุนติ้วเป็ นวงกลม หัวสมองระเบิด กระจาย
หอกยาวไถลลงมาเบื้องล่าง ฟั นผ่าแบ่งกลางร่างของจ้าวขุย
เฉินหลิงจวินชักหอกยาวออกมา ขณะเดียวกันก็กระเทือนจิต วิญญาณของอีกฝ่ ายให้แหลกสลาย ร่างพุ่งออกไปด้านหลังสิบกว่า จิ้ง เงยหน้ามองไปทางราวรั้วของเรือนชั้นสามแห่งนัน
มารดามันเถอะ นายท่านใหญ่ฝึกตนอยู่บนภูเขาลั่วพั่วมานาน ขนาดนั้น พวกเจ้าสามารถพูดได้ว่าข้าไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง แต่ พวกเจ้าห้ามพูดเด็ดขาดว่าข้าท าอะไรไม่เป็นเลย
เฉินหลิงจวินถือหอกยาวไว้เอียงๆ ไม่พูดไม่จา ปลายหอกชี้ตรง ไปยังคนสาคัญที่แท้จริงของเรือข้ามฟากลานี้
เมื่อครู่นี้ก็เป็ นคนผู้นี้ที่แอบใช้เวทคาถาสองบทลอบโจมตีตน อย่างลับๆ แม่งเอ๊ย ไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย!
บนชั้นสามมีบุรุษวัยกลางคนที่มีมาดแห่งเซียนคนหนึ่งปรากฏตัว เขายืนพิงราวรั้ว เห็นสภาพอเนจอนาถเบื้องล่างก็ไม่สนใจความ เสียหายทางกองกาลังทหารเลยสักนิด กลับกันยังยิ้มเอ่ยว่า “วิธีการ ของสหายช่างเผด็จการเหลือเกิน ไม่ทราบว่าเป็ นบรรพจารย์จาก บ้านใดหรือ?”
เห็นเด็กชายชุดเขียวเงียบงัน บุรุษก็ยิ้มเอ่ย “มีเรือนกายเช่นนี้ บวกกับพลังตบะหนาลึกล้า ยังต้องกลุ้มอะไรอีกเล่า ไม่สู้มาช่วยเหลือ เซินฝู่ จวินไปพร้อมกับข้า ร่วมสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ วางรากฐาน กิจการให้ยาวนานเป็ นพันปี ต้องทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ใน ประวัติศาสตร์ได้แน่นอน…”
เจ้าคนชั่วช้าที่มีรูปร่างเป็ นเด็กด้านล่างผู้นั้นไม่อาจดูแคลนได้ เลยจริงๆ ก่อนหน้านี้ใช้เวทคาถาสองบทอย่างน้าและไฟกับเขา ประหลาดนัก ไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลทั้งสองวิชา ดูเหมือนว่าเพิ่งจะสัมผัส กับชุดคลุมอาคมสีเขียวบนร่างของอีกฝ่ ายก็เหมือนจะ…ขลาดกลัว เวทอัคคีบทนั้นหลอมละลายไปอย่างรวดเร็ว เวทน้าไม่ทันต่อสู้ก็ยิ่ง ถอยห่างด้วยความหวาดกลัวไปก่อน ความประหลาดเช่นนี้ไม่เคยพบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทาให้บุรุษที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “ซวงเจียว (เจียวคู่ เจียวคือมังกรน้าที่มีลักษณะคล้ายมังกรแต่ยังไม่สมบูรณ์เต็ม ขั้น) เจินจวิน” เริ่มหวาดกลัวแล้วเหมือนกัน
อันที่จริงเมื่อหลายปีก่อนฉายาของเขายังเป็น “ซวงหลง (มังกร คู่) เจินจวิน” ภายหลังได้ยินว่ามีมังกรที่แท้จริงปรากฏตัว นางยังเป็น ถึงสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพา กุ้งหอยปูปลาอย่างเขามีหรือจะกล้า ล่วงเกินบุคคลที่อยู่สูงส่งเหนือหัวเช่นนั้น ตกใจจนต้องรีบแอบเปลี่ยน ฉายา
เฉินหลิงจวินเลิกเปลือกตาขึ้น ในที่สุดก็ทนฟั งไม่ไหวอีกต่อไป ค ารามก้องอย่างเดือดดาลว่า “สหายกับมารดาเจ้าสิ ช่วยเหลือกับ บิดาเจ้า รีบไสหัวไปตายเสีย!”
แล้วก็โยนหอกเหล็กออกไป หอกพุ่งแหวกผ่านอากาศไปพร้อม กับเสียงลมเสียงฟ้าผ่า
เห็นหอกเหล็กพุ่งมาเหมือนลูกธนู บุรุษไม่กล้าประมาท ยกแขน ขึ้นม้วนชายแขนเสื้อชายแขนเสื้อพลันเปลี่ยนมามีขนาดใหญ่เท่า ตะกร้า ปราณวิญญาณที่อยู่ด้านในไหลอย่างรวดเร็ว หอกเหล็กเล่ม นั้นเหมือนเรือน้อยที่หมุนคว้างอยู่ท่ามกลางกระแสน้าไหลเชี่ยว อันตราย ค่อยๆ มีเสียงปริแตกแผ่วเบาดังมาเป็ นระลอก บุรุษยกเท้า ข้างหนึ่งก้าวถอย ต้องกระทืบเท้าหนักๆ ถึงจะหยุดร่างไว้ได้อย่าง มั่นคง แล้วก็ทาลายหอกเหล็กได้สาเร็จ สะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งที เศษ เหล็กก็ปลิวหายไปกับสายลม
บุรุษเอาสองมือไพล่หลัง ยิ้มเอ่ยว่า “ในที่สุดสหายก็ได้ระบาย โทสะแล้วหรือ? คราวนี้สามารถพูดคุยกันให้ดีๆ ได้หรือยัง?”
เรือกระบี่ลานี้คือของรักของหวงของเซินฝู่ จวิน จ้าวฮูหยิน หู เหนียงเนียงอะไร เมื่อเทียบกับมันแล้วก็ล้วนสามารถโยนทิ้งได้เหมือน รองเท้าคู่เก่า
ไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดได้แม้แต่น้อย จึงได้แต่ให้เค่อชิง อันดับหนึ่งอย่างเขามาขัดขวาง
เป็นเหตุให้เขาจาต้องยอมเอ่ยถ้อยคาที่แสดงถึงการยอมอ่อนข้อ ว่า “ท่านคือก่อกาเนิดที่คุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง ข้ายังห่างชั้นไกลโข นัก ก็แค่โอสถทองที่ขอบเขตติดค้างมานานหลายปี เพียงแค่อาศัย กฎระเบียบเก่าของบนภูเขาเรียกผู้อาวุโสว่าสหายเท่านั้น ไม่ถือว่า ผู้เยาว์เสียมารยาท”
บนภูเขามีคาพูดที่ใช้กันทั่วไปบอกว่า “ผู้ที่สร้างโอสถทองได้ ล้วนเป็ นคนรุ่นเดียวกับข้า ต่อให้เด็กชายชุดเขียวผู้นี้จะเป็ น ก่อกาเนิดจริงๆ มาอยู่ในถิ่นของผู้อื่น เจอกับโอสถทองคนหนึ่ง อีกทั้ง ยังเป็ นโอสถทองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมานาน เรียกขานกันเป็ นสหาย เดิมทีก็เป็ นมารยาทที่ควรมีอยู่แล้ว หากไม่เป็ นเพราะเด็กชายชุด เขียวทาตัวกร่างเกินไป อันที่จริงเขาก็ไม่ยินดีจะยอมรับว่าเป็นเซียน ดินโอสถทอง ทามาหากินอยู่ข้างนอก ได้เงินเทพเซียนมาแค่เล็กน้อย เท่านั้น ไม่มีความจาเป็นที่ต้องบอกรากฐานของตัวเองกับใคร
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน “เจ้าคนปากสกปรก เคี้ยวร่างเจ้า ยังกลัวว่าจะท้องเสียเลย”
บุรุษเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไยสหายต้องกดดันบีบคั้นผู้อื่นด้วยเล่า ออกมาอยู่ข้างนอกก็ควรหาเงินด้วยความปรองดอง ต่อให้เป็นคนที่มี ฝีมือทั้งยังใจกล้า แต่ก็ควรจะเข้าใจหลักการเหตุผลตื้นเขินที่แม้แต่ เด็กน้อยก็ยังเข้าใจ”
เขายกมือชี้ไปยังทิศทางของหาดเฉาจู “เรือลาใหญ่ไหลตามน้า เชี่ยวมุ่งไปยังปากตรอกแคบ สัมผัสหินกระแทกคลื่น น้าเชี่ยวกราก เหมือนความเดือดดาลปานฟ้ าผ่า ง่ายที่เรือจะพลิกคว่ามากที่สุด สหาย เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
เฉินหลิงจวินดีดปลายเท้า ร่างทะยานขึ้นสูง พลิ้วกายลงบนราว รั้ว “โอ้อวดความรู้อยู่หรือไร ไฉนถึงไม่ไปสอบในเมืองหลวงล่ะ?”
จิตแห่งมรรคาของบุรุษสั่นสะเทือน เพียงแค่เพราะไม่รู้ว่าเด็กคน นั้นใช้วิชาอภินิหารอะไร พอเขาพลิ้วกายลงบนราวรั้ว เรือกระบี่ทั้งลา ก็ดิ่งฮวบลงเบื้องล่าง บุรุษซ่อนมือไว้ในชายแขนเสื้อ ทามุทราไม่หยุด แผ่ลาแสงสองเส้นให้เคลื่อนไปยังด้านล่างสุดของเรือ แต่กลับไม่อาจ หยุดยั้งไม่ให้เรือร่วงลงพื้นได้
เขามิอาจรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงได้อีก ใบหน้าเต็มไปด้วย ความดุร้าย พูดเสียงดุดันว่า “ไม่ได้มีความแค้นอะไรต่อกัน จะต้อง ต่อสู้กับข้าให้เป็นปลาตายตาข่ายขาด (สู้จนพินาศวอดวายกันไปทั้ง คู่) จริงๆ หรือ?!”
เด็กชายชุดเขียวยิ้มหน้าทะเล้น โคลงศีรษะ พูดด้วยสีหน้าไม่ ยี่หระ “สู้ก็สู้สิ ใครกลัวกันเล่า”
บุรุษโกรธจัดจนกลายเป็ นขา เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟั นเอ่ย “ดีๆ เทพ เชียนผู้เฒ่าก่อกาเนิดที่อาศัยอานาจรังแกผู้อื่น มังกรข้ามแม่น้าตัวดี ที่ไม่เห็นงูเจ้าถิ่นอยู่ในสายตาเลยสักนิด ถ้าอย่างนั้นต่างคนก็ต่าง อาศัยความสามารถ ดูสิว่าใครจะมีชีวิตรอดไปได้?
เฉินหลิงจวินเบ้ปาก “ไม่ต้องพูดมาก ไสหัวไปให้พ้น”
บุรุษผู้นั้นเห็นว่าไม่มีทางเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้แล้ว ก็ได้ แต่ท่องคาถาของพื้นที่ลับดินแดนสู่โบราณฉบับไม่สมบูรณ์ที่ตัวเอง ได้รับมา ทว่าสิ่งที่คิดอยู่ในใจกลับเป็นว่าจะต้องรีดไถสมบัติอาคมชิ้น หนึ่งมาเพิ่มเติมจากเซินฝู่จวินให้จงได้
โอ้โห พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง เรือนกายทะยานขึ้นผลุบหายเข้าไปใน ทะเลเมฆ ดูจากท่าทางคงจะร้อนใจแล้ว ยอมใช้วิชาอภินิหารกฎแห่ง ฟ้าหลักแห่งดินอย่างไม่เสียดาย
ทะเลเมฆถาโถมดุจน้าเดือด นาทีถัดมาทะเลเมฆก็สลายหายไป สิ้น เผยให้เห็นกายธรรมร่างทองที่สูงร้อยกว่าจิ้งตนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ อยู่เบื้องบน ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับเป็นสีดาสนิท หลุบตาลงมองเรือข้าม ฟากที่เล็กจ้อยเหมือนงานแกะสลักบนเมล็ดผลไม้แข็ง ฝ่ามือข้างหนึ่ง พลันตบลงมา ลายเส้นฝ่ามือใหญ่เหมือนลาธาร
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เด็กชายชุดเขียวที่ยืนอยู่บนราวรั้วของ เรือกลับร่างเล็กจ้อยเหมือนเมล็ดงา ลมพายุพัดโชย ชายแขนเสื้อ โบกสะบัดส่งเสียงดังพึ่บพั่บ
เฉินหลิงจวินเงยหน้ามองกายธรรมตนนั้น เอ่ยด้วยสายตาฉาย ประกายร้อนแรง “ขู่ข้าหรือ?”
ลาแสงสีเขียวเส้นหนึ่งวาดวงโค้งพุ่งไปยังจุดที่สูงยิ่งกว่าบนฟ้ า คราม ภาพเหตุการณ์ประหลาดที่ทะเลเมฆเป็ นชั้นๆ โผล่ขึ้นมา ท่ามกลางความว่างเปล่าพลันปรากฏ พริบตานั้นก็พอจะมองเห็นร่าง ของเจียวหลงที่ใหญ่โตมโหฬารดุจขุนเขาได้ราไร ดวงตาเป็นสีทอง ระยิบระยับ กรงเล็บมหึมาแหวกทะลุชั้นเมฆลงมา กดลงบนหัวของ กายธรรมร่างทองนั้น จับหัวของอีกฝ่ายโขกลงพื้นอย่างแรง
ตรงศาลา หมี่ลี่น้อยเบิกตากว้าง ทาหน้าเหลือเชื่อ เปลี่ยนจาก กังวลใจเป็นลิงโลดสุดขีด จิงซิ่งร้ายกาจขนาดนี้เลยหรือ?
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ปั ดมือ เดินออกมาจากศาลา เดินลงบันได เดินออกไปในช่วงระยะหนึ่งก็หยุดเดินแล้วหันกลับมามองศาลา
จิงเฮาบอกกับเทพวารีหวังเซี่ยนว่าไม่ต้องลุก ส่วนตัวเขาติดตาม อาจารย์เฉินไปเพียงลาพัง ยิ้มเอ่ยว่า “สหายจิ่งชิงสร้างเรื่องใหญ่โต เอิกเกริกเช่นนี้ คาดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะเรียกกองหนุนมาได้แล้ว”
เฉินผิงอันแค่เงียบไม่เอ่ยอะไร
ตอนนี้จิงเฮามีความรู้สึกประหลาดบางอย่าง ราวกับว่าอาจารย์ เฉินท่านนี้ทั้งอยู่ห่างไกลสุดขอบฟ้า แต่ก็อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า
เด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานร่างผอมแห้งคนหนึ่ง เดินจากตรอกหนี ผิงมาจนถึงวันนี้ เดินทีละก้าวมาถึงที่นี่ บุรุษชุดเขียวที่เปี่ยมไปด้วย ชีวิตชีวาแสวงหามรรคาอย่างถ่อมตน ห่อหุ้มด้วยผลสาเร็จที่มากน่าดู ชม นั่งลงในศาลาแห่งหนึ่งที่เพิ่งจะตั้งชื่อให้กับมันว่าให้ใจดวงนี้ได้ หยุดพักดังนั่งพักในศาลาริมทาง ใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วงและหนาวที่ ผ่านพ้นไปปีแล้วปีแล้วความยากลาบากหรือความปลาบปลื้มความ ภาคภูมิใจระหว่างนี้ ล้วนไม่อาจบอกกล่าวแก่ใครได้ สรุปได้สั้นๆ ว่า ไม่ต้องการให้ผู้ที่ฝากความหวังไว้กับตนต้องผิดหวัง
เรื่องราว ผู้คนและกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรีบร้อน ดวงตาที่ เมามายมองภูเขาเห็นแต่อิสระ
พวกเราต่างก็เคยเป็นเด็กหนุ