กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 54.1 อัญเชิญเทพ
ซากปรักสนามรบที่เดิมทีเป็ นสีเทาขมุกขมัว ในที่สุดก็มองเห็น ดวงตะวันดวงใหญ่ที่ไม่ได้เห็นมานาน มันเหมือนเผาไหม้ม่านมุ่งหนา หนักให้กลายเป็นรูขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์สีทองทยอยกันสาดส่องลง มายังวัชพืชที่ไม่มีคนมาสนใจและส่องลงมาบนโครงกระดูกที่ไม่มีคน มาเก็บกวาด
หลุบตาลงมองซากปรักสนามรบพร้อมกับเฉินผิงอัน จิงเฮาเอ่ย อย่างปลงอนิจจังว่าจึงไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้พบกับผู้อาวุโส ชิงจู่ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ดื่มเหล้าบนภูเขาลั่วพั่ว ยิ่งไม่เคย คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาพูดคุยความในใจเหมือนคนเป็นสหายกันกับ เจ้าขุนเขาเฉิน”
ไม่รอให้เฉินผิงอันโต้กลับ จิงเฮาก็อธิบายเองว่า “ก็แค่เหมือน เท่านั้น”
ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน จิงเฮารู้ตัวเองดี
ผู้ฝึกบาเพ็ญตน บอกว่าตัวเองเคยได้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ภูเขาชิง เสินของถ้าสวรรค์จู่ไห่หรือบอกว่าตัวเองเคยไปเยือนพื้นที่มงคลร้อย บุปผามาก่อน ก็ถือเป็นเรื่องที่มีหน้ามีตาเรื่องหนึ่ง
แต่ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งกลับต้องพูดแค่ว่าตัวเองเคยไปเยือนกาแพง เมืองปราณกระบี่ ไม่จ าเป็นต้องหาถ้อยค าอะไรมาบรรยายไปมากกว่า นั้นแล้ว
ฟั งฝ่ายแรก คนฟั งอย่างมากสุดก็แค่อิจฉาที่อีกฝ่ายมีคนรู้จักบน ภูเขากว้างขวาง แต่ฟั งฝ่ ายหลังกลับต้องรู้สึกเคารพในความกล้า หาญ ในการวางตัวของอีกฝ่าย
ในอุตรกุรุทวีป ใครบอกว่าตัวเองคือเพื่อนรักของเจียงช่างเจิน จะต้องได้รับการ “ต้อนรับ” อย่างมาก
หรือไม่อยู่ในใต้หล้าไพศาล สหายของอาเหลียงเวลาออกไปข้าง นอกก็มักจะบอกว่าตัวเองไม่รู้จักอาเหลียง
นี่ก็คือชื่อเสียง
ทุกวันนี้ เคยไปเยือนภูเขาสั่วทั่วหรือไม่ เคยมีการคบค้าสมาคม กับเฉินผิงอันหรือไม่ก็ได้กลายมาเป็นตัวชั่งน้าหนักว่าผู้ฝึกตนใหญ่ คนหนึ่งมีมาตรฐานของ “บนยอดเขา” มากพอหรือไม่
จิงเฮายิ้มถาม “ในใจของเจ้าขุนเขาเฉิน สรุปแล้วคิดว่าตัวเองคือ ผู้ฝึ กกระบี่บริสุทธิ์คนหนึ่งหรือเรียกตัวเองเป็ นผู้ฝึ กยุทธด้วยความ ภาคภูมิใจ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ผู้ฝึกยุทธถือกระบี่ท่องไปในยุทธภพ ก็คือมือ กระบี่ มีกาลังที่จะปล่อยกระบี่ ปล่อยเวทกระบี่ที่ดีออกไป ไม่ถูกฟ้าดิน พันธนาการ ก็จะมีโอกาสที่จะได้อธิบายเหตุผลกับผู้อื่น”
จิงเฮาพยักหน้า อยู่ดีๆ ก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ในสายตาของ ข้า โลกมนุษย์ทั้งใบล้วนมีแต่ยอดเขา”
เฉินผิงอันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า “มีความคิดที่แปลกใหม่ และชาญฉลาด”
มีผู้คนที่ตั้งแต่วัยเยาว์ก็เฝ้ ามองหมู่ดาวนับแต่อดีตกาลจวบจน ปั จจุบัน และก็มีผู้คนที่ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวก็ประหนึ่งเทพผู้เคร่งครัดไร้ ข้อผิดพลาด ก้าวเดินอยู่ท่ามกลางโลกมนุษย์อันเงียบงันอย่าง เดียวดาย
อันที่จริงคาพูดของจิงเฮามีความหมายอีกชั้นหนึ่ง หากจะบอกว่า โลกมนุษย์คือยอดเขา ถ้าอย่างนั้นคาเรียกขานว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน” ก็ไม่ใช่ว่ามีความนัยอย่างอื่นให้ขบคิดอีกหรอกหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันไม่รับน้าใจก็เท่านั้น
จิงเฮาลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ข้าไม่ถือว่าเป็ นคนดีอะไร ไม่ อาจทาได้ถึงขั้นที่มองความอิจฉาริษยาเป็นดั่งศัตรู แน่นอนว่าก็ไม่ใช่ คนชั่วช้าสามานย์ มีหลายเรื่องที่มองแล้วไม่ถูกใจอยู่เช่นกัน”
ยอมอ่อนข้อให้ขนาดนี้ก็เพราะจิงเฮาอยากจะออกไปจากแจกัน สมบัติทวีปอย่างสบายใจ หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือออกไปจากข้าง กายเฉินผิงอันอย่างปลอดภัย หวังให้ได้พบเจอกันด้วยดีและจากลา กันด้วยดี คราวหน้าที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้งยังสามารถพูดคุย ร าลึกความหลังกันได้อย่างมีมารยาท
จิงเฮาถึงขั้นตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่า หากเฉินผิงอันเปิดปาก บอกให้เขาจิงเฮามาเป็ นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของราช สานักต้าหลี เขาก็ยอมรับชะตากรรมแล้ว
ไม่ใช่ว่าจิงเฮารู้สึกว่าใช้สถานะของผู้นาแห่งหลิวเสียทวีปมาเป็น ผู้ถวายงานให้กับราชสานักแห่งหนึ่งในทวีปอื่นเป็ นการลดฐานะ ตัวเอง เพียงแต่ว่าเมื่อเป็ นเช่นนี้ ธุลีแดงก็จะหอบหุ้มเขาเอาไว้ ผล กรรมพัวพัน ต้องเกี่ยวพันกับเรื่องทางโลกลึกล้าเกินไป
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนดีก็เป็น เรื่อง ดีก็ทา คนชั่วก็เป็นทาผิดพลาดก็ทา ดังนั้นจึงไม่ต่างจากหลิวทุ่ยสัก เท่าไร ชื่อเสียงบนภูเขามีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป คนดีอย่างแท้จริง จะรู้สึกว่าพวกเจ้าคุณธรรมไม่สมตาแหน่ง คนชั่วร้ายอย่างแท้จริงจะ ด่าว่าพวกเจ้าเสแสร้งท าเป็นคนดี”
ต่างก็เคยเป็ นผู้นาบนภูเขาของหนึ่งทวีป จิงเฮากับหลิ่วทุ่ยสอง คนย่อมไม่อาจเปรียบเทียบกับคนอย่างเฉินฉุนอันหรือฮว่อหลงเจินเห รินได้ แต่ก็ไม่ควรเอาพวกเขาไปเปรียบเทียบกับคนอย่างตู้เม่า หวาน เหยียนเหล่าจิ่งเช่นกัน
“เพราะส่วนลึกในใจของพวกเจ้าต่างก็มีสิ่งที่กลัว พวกเจ้าต่างก็รู้ ถึงน้าหนักของคาว่า “ผลลัพธ์ที่ตามมา” และพวกเจ้าก็มีความเข้าใจ อย่างลึกล้าต่อคาว่า ‘ราคาที่ต้องจ่าย”
เนื่องจากเทียนเหยาเซียงของหลิวทุ่ยมีความเกี่ยวข้องกับหาดถั่ว เป่าของเจ้าแห่งถ้าปีเซียว และความสัมพันธ์ระหว่างจิงเฮากับภูเขาชิง กงก็ค่อนข้างคล้ายกับหลิวจังรุ่นและภูเขาหลังอ๋าว ล้วนเช่าภูเขาอยู่ กันทั้งคู่
ดังนั้นการวางตัวและการลงมือทาเรื่องต่างๆ ของบินทะยาน อาวุโสสองคนนี้ต่างก็มีสิ่งที่กริ่งเกรง นั่นคือกลัวการ “เก็บค่าเช่า” ของสิบสี่อาวุโสสองท่านนั้นจะมาเยือนโดยไม่คาดคิด ซึ่งนั่นก็น่าจะ สร้างปั ญหาหนักให้พวกเขาเลยทีเดียว
เฉินผิงอันเองก็เหมือนกับอาจารย์ของเขา ง่ายที่จะทาให้คน หลงลืมอายุที่แท้จริงของพวกเขาไป
คงเป็ นเพราะคนที่ยืนอยู่ข้างกายผู้นี้อายุน้อยมากแต่กลับสร้าง ชื่อเสียงเลื่องระบือไปทั้งฟ้ าดิน จิงเฮาถึงได้ค้นพบว่าตัวเองแก่แล้ว จริงๆ จึงอดไม่ไหวหวนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตบางอย่าง
“บนเส้นทางของการฝึกตน ข้าเคยเจอกับเรื่องลาบากบางอย่าง แต่ข้าก็ยังเป็นคนที่โชคดีมาก”
“จาได้ว่าอาจารย์เคยมีคาสั่งสอน บอกให้พวกเราหยัดยืนอย่าง มั่นคง กัดฟั นอดทนให้ผ่านไปให้ได้ อย่ายกตาแหน่งที่พวกเรายืนอยู่ ให้กับพวกคนชั่วทั้งหลายง่ายๆ เด็ดขาด”
จิงเฮาเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “คาโบราณบอกไว้ว่า เส้นทางที่ชัดเจน มีอยู่ แต่ผู้คนกลับไม่ยอมเดินตามกันไป
ลงจากภูเขามาฝึกประสบการณ์ในโลกโลกีย์ก็เหมือนเดินเข้าไป ในห้องหนังสือแล้วอ่านตาราที่ไร้ตัวอักษรเล่มหนึ่ง นับแต่อดีตจนถึง ปั จจุบันจะมีสักกี่คนที่โชคดีได้ขึ้นเขาไปฝึกตน แล้วยังมีวาสนาได้ สดับฟั งมรรคา ล าบากตรากตร าจนบรรลุมรรคา สุดท้ายจิตแห่ง มรรคาหนักแน่นไม่ถอยร่น สืบสาวราวเรื่องกันแล้ว ท่ามกลางฟ้ าดิน แห่งนี้พวกเราก็เป็ นแค่ความบังเอิญเล็กๆ ท่ามกลางความตั้งใจอัน ยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง
จิงเฮาเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ล าบากจนมิอาจหาถ้อยค ามาบรรยาย ได้?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ปิดประตูลงแล้วแอบแบ่งสมบัติกัน”
จิงเฮาเข้าใจได้ทันที ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเองก็ยินดีเหมือนกัน!”
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติบังเกิดขึ้นริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกอยู่ บนยอดเขา บริเวณใกล้เคียงกับศาลามียอดฝี มือคนหนึ่งที่หดย่อ พื้นที่มาถึง ภาพบรรยากาศรายล้อมไม่ธรรมดาพลังตบะไม่อ่อนด้อย จิงเฮาหรี่ตาลงในทันที ทามุทราอยู่ในชายแขนเสื้อแอบเรียกอาวุธ เขียนชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรไปแตะต้องง่ายๆ ออกมา ของชิ้นนี้ก็คือสมบัติ พิทักษ์ภูเขาของภูเขาชิงกง
ก่อนที่จะลงมือ “ลอบตี” อีกฝ่าย จิงเฮาเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายคือ กองหนุนที่เซินฝู่จวินเชิญตัวมา ในใจอดตกตะลึงไม่ได้ ก่อกาเนิดตัว เล็กๆ ถึงกับสามารถเชื้อเชิญผู้ฝึกตนใหญ่เช่นนี้มาได้ เอนหลังพิง
ต้นไม้ใหญ่ก็ได้อาศัยร่มเงาจริงๆ มิน่าเล่าถึงได้วางอานาจบาตรใหญ่ อยู่ที่นี่ได้ ที่แท้ก็มีที่พึ่งนี่เอง
แต่เฉินผิงอันกลับเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า “คือเฉาฮวาเจียน ไม่ต้อง ตื่นเต้น”
จิงเฮาจึงเก็บอาวุธลงไปเงียบๆ แล้วก็จริงดังคาด ผู้ที่มาเยือนก็คือเฉาจู่สหายรักของหลิ่วชีที่ถูก เรียกขานอย่างไพเราะว่าเฉาฮวาเจียนจริงๆ หรือก็คือบุคคลผู้หนึ่งที่ อยากจะกู้ศักดิ์ศรีให้กับคาประพันธ์ประเภทฉือมากที่สุด ไม่ยอมให้ มันถูกมองว่าเป็ นเพียง “ส่วนเกินของบทกวี” (诗余) หรือเป็ นงาน “วรรณกรรมที่เน้นความงามเชิงชู้สาว” (艳科)
เฉาจู่ปรากฏตัวที่นี่ ยิ้มเอ่ยว่า “ราชครูเฉินเหมือนนกกระเรียนที่ โบยบินอย่างอิสระเสรีหาตัวเจอได้ง่ายเหลือเกิน”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “เร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
ยังห่างจากเวลาที่สองฝ่ายนัดเจอกันอีกหลายวัน ก่อนหน้านี้เฉิน ผิงอันส่งจดหมายไปหาหลิ่วชีที่อยู่ไกลถึงเปลี่ยวร้าง ขอความรู้เรื่อง การเดินขึ้นฟ้ าในก้าวเดียวของขอบเขตเส้นเอ็นหลิวจากเขา ใน จดหมายเขาเองก็ไม่ได้ปิดบังความจริง บอกกับหลิ่วชีไปอย่างชัดเจน ว่าตัวเองติดขัดอยู่ที่ “ความหนักอึ้ง” ของเรือนกายผู้ฝึกยุทธตัวเอง ทุกวันนี้จึงหยุดค้างอยู่ที่การเป็ นผู้ฝึกตนขอบเขตหนึ่ง แล้วก็เพราะ
ก่อนหน้านี้ร่างแห่งมรรคาก็คือหนึ่งแคว้น ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจใช้ เส้นทางใหม่ก็ไม่กล้าจะเลื่อนขอบเขตง่ายๆ กังวลว่าจะส่งผลกระทบ ไปถึงการขึ้นลงของโชคชะตาต้าหลี เพราะถึงอย่างไรความขึ้นลงของ ขอบเขตเฉินผิงอันก็ไม่รู้ว่าจะไปสร้างความสุขความทุกข์ให้กับ ชาวบ้านต้าหลีกี่มากน้อย ในความเห็นของเฉินผิงอัน หลิ่วชีไม่ตอบ จดหมายกลับก็ถือเป็ นเรื่องที่สมเหตุสมผล หากตอบกลับ ก็ถือว่ามี คุณธรรมน้าใจ
เฉาจู่ไม่ได้รีบร้อนตอบค าถาม เขาหยิบธูปสามดอกออกมาจาก ชายแขนเสื้อ เรียกขานด้วยความเคารพอยู่ในใจเงียบๆ ถึงได้ยิ้ม อธิบายว่า “บังเอิญเรียนยันต์บรรพกาลบทหนึ่งเป็ นกะทันหัน ตอน เดินทางมาจึงมาได้เร็ว ประหยัดแรงเท้าไปได้มาก”
เฉินผิงอันมีสีหน้าปั้ นยาก เอ่ยเตือนว่า “เฉาเซียนซือ ขอข้า ปากมากสักคา วิชาคาถาไม่ควรเอาออกมาแพร่งพรายง่ายๆ”
เฉาจู่ยิ้มเอ่ย “แน่นอน เรื่องนี้สาคัญไม่น้อย จะกล้าทาลวกๆ ได้ อย่างไร”
ยันต์ที่ทาให้เฉาจู่เดินทางข้ามมหาสมุทรมาถึงแจกันสมบัติทวีป ได้อย่างผ่อนคลาย ก็คือยันต์สามภูเขา
เชื่อว่าบนคนบนโลกที่กลัวยันต์ประเภทนี้มากที่สุดต้องเป็นพวก “ศาลบรรพจารย์” ทั้งหลายแน่นอน
ดังนั้นยันต์นี้จึงไม่ควรเอาออกมาเปิดเผยง่ายๆ ลองนึกภาพดูว่า ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีผู้ฝึ กตนห้าขอบเขตบนที่วาดยันต์นี้เป็ นมากขึ้น เรื่อยๆ ด้านหนึ่งคีบยันต์หดย่อพื้นที่ จุดธูปคารวะอาจารย์ชานซานจิ่ว โหว หลังจากนั้นก็ไปรื้อศาลบรรพจารย์บ้านใคร หรือไม่ก็ไปเล่นงาน ศัตรูบนภูเขาที่กาลังปิดด่าน….ไม่ว่าจะทาสาเร็จหรือไม่ ก็ต้องจุดธูป คารวะ “บอกกล่าว” ให้อาจารย์ซานซานจิ่วโหวทราบสักคา ถึงจะหด ย่อพื้นที่หลบหนีไปได้
เฉินผิงอันไม่อยากให้ใต้หล้าไพศาลทั้งแห่งกลายเป็นอุตรกุรุทวีป หรอกนะ
หาไม่แล้วถึงเวลานั้นเมื่อสืบสาวราวเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ เกรงว่า อาจารย์ซานซานจิ่วโหวจะต้องคิดบัญชีก้อนนี้มาถึงหัวเขาเฉินผิงอัน แน่
คราวก่อนพบเจอกับผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง เจียงซ่าง เจินนึกอยากจะถ่ายทอดยันต์นี้ให้พวกเฉาสือ อวี้เจวี่ยนฟูแทบแย่ ทุก วันนี้เซี่ยโก๋วยังมาทายันต์เลียนแบบยันต์นี้ได้อีก อันที่จริงเฉินผิงอัน เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะถูกอาจารย์ซานซานจิ๋วโหวมาหาถึงบ้าน แล้วซักไซ้กล่าวโทษได้ทุกเวลา
เฉาจู่มองจิงเฮา
จิงเฮาก าลังจะจากไปอย่างรู้กาลเทศะ
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะยิ้มเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่ถือเป็นคนนอก”
เฉาจู่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ก่อนจะปรึกษาธุระสาคัญกัน หลิ่วชีมีคาถามที่ให้ข้านามาบอกต่อ อยากจะขอความรู้จากเซียน กระบี่เฉิน”
ได้เจอกับเฉินผิงอัน คาเรียกขานที่แตกต่างกันก็คือการ “แพร่ง พรายความลับ’ อย่างหนึ่ง
เจ้าขุนเขาเฉิน เฉินอิ่นกวาน เซียนกระบี่เฉิน ราชครูเฉิน สหาย เฉิน อาจารย์เฉิน เถ้าแก่รอง อาจารย์เฉา เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อาจารย์เฉาถามมาได้เลย แต่ข้าไม่ กล้ารับรองว่าจะพูดทุกอย่างที่ตัวเองรู้”
เฉาจู่ถาม “ในเมื่อหลิ่วชีสามารถทาให้ขอบเขตเส้นเอ็นหลิวไม่รั้ง คนได้ ไฉนเซียนกระบี่เฉินถึงไม่สามารถฝ่ าทะลุขอบเขตสิบสามขั้น ติดกันได้?”
เฉินผิงอันซื้อใบ้พูดไม่ออก
จิงเฮาไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าคาถามนี้ถามเกินกว่าเหตุ กลับกันยัง เห็นด้วยอย่างยิ่งคาถามนี้ของหลิ่วชีถามได้ดีมาก ถามเจ้าขุนเขาเฉิน ก็ยิ่งเป็นการถามถูกคน
เห็นสีหน้าท่าทางของเฉินผิงอันในเวลานี้ เฉาจู่ก็ได้รับคาตอบ แล้ว เขายิ้มเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ทาไปตามระเบียบขั้นตอน ข้าเองก็ไม่ถือว่ามาเสียเที่ยว”
เฉินผิงอันเอ่ยขออภัย “อาจจะต้องรบกวนให้เฉาเซียนซือกลับไป ที่เมืองหลวงต้าหลีก่อน อยู่ที่นั่นเพิ่มอีกสักสองวัน”
เฉาจู่กล่าว “ไม่เป็นไร ข้าแค่ต้องกลับไปยังเปลี่ยวร้างภายในสิบ วันก็พอ พอดีกับที่ข้าสามารถแวะไปยังห้ามหาบรรพตของแจกัน สมบัติทวีปและนครมังกรเฒ่าได้ด้วย”
เฉินผิงอันกุมหมัดเอ่ย “ล าบากแล้ว”
เฉาจู่ส่ายหน้า ยิ้มกล่าว “จากลากันชั่วคราวก่อน”
ช่วงนี้ที่ว่าการผู้ตรวจการงานเตาเผาที่เขตหลงเฉวียนกาลัง ร่วมมือกับพื้นที่มงคลร้อยบุปผาสร้างจอกเทพีบุปผารูปแบบใหม่ ขึ้นมา เท่ากับว่าได้สร้างของขวัญพบหน้าให้กับหลิ่วฉือหยวนและ เฉาฮวาเจียนโดยเฉพาะ เพียงแต่ว่าเฉาจู่มาถึงก่อนเวลา ดูเหมือนว่า คงได้แต่เอามาท าเป็นของขวัญจากลาแล้ว?
เฉาจู่จากไปอย่างสง่างาม
จิงเฮากาลังจะถามเรื่องรับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานของต้าหลี เฉิน ผิงอันพลันถามว่า “จิงเฮา ในใจไม่แสวงหาขอบเขตสิบสี่เลยสักนิด จริงหรือ?”
จิงเฮาอึ้งตะลึง
สายตาของเฉินผิงอันเป็นประกายเจิดจ้า จับจ้องมองจิงเฮา ถาม อย่างตรงไปตรงมาว่า “อยากเห็นมหามรรคาหรือไม่?!”
คาว่ามหามรรคาที่ข้าพูดถึงไม่ใช่มหามรรคาของผู้ฝึ กตนห้า ขอบเขตบนอย่างพวกเจ้าแต่คือมหามรรคาที่มรรคาจารย์เต๋เคยเดิน ทางไกลไปนอกฟ้า ทุ่มเทไล่ตามไปทั่วทั้งจักรวาล เพียงเพื่อให้ได้พบ สักครั้ง
ต่อให้จะแบ่งน้าแกงมาได้แค่ถ้วยเดียว ได้เห็นแค่เศษเสี้ยวของ มหามรรคาจากด้านข้างก็ตาม
นี่ก็มากพอให้ผู้ถวายงานจิงอย่างเจ้าไม่ใช่บินทะยานเฒ่าอะไร ต่อไปแล้วในอนาคตมากพอจะให้เจ้าสวมชุดผ้าแพรกลับคืนบ้านเกิด กลายเป็นผู้นาแห่งทวีปของหลิวเสียทวีปได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว
สีหน้าของจิงเฮาเลื่อนลอยไป
เงียบกันไปพักหนึ่ง เฉินผิงอันก็เปิดปากยิ้มพูดขึ้นมาก่อน “ปลา ใหญ่ตกได้ยาก”
จิงเฮากลัดกลุ้มยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกันก็โล่งใจ อารมณ์ซับซ้อน อย่างถึงที่สุด
เฉินผิงอันเดินออกไปจากศาลา ใช้เสียงในใจพูดคุยกับเวินจื่ อซี่อยู่ไกลๆ
จิงเฮาโยนความคิดวุ่นวายทิ้งไปอย่างว่องไว ขยับเท้าก้าวเดิน ตามไป
เฉินผิงอันนึกถึงคาถามของหลิ่วชี
แค่ใจไร้ที่พึ่ง ไม่มีหลักให้ยึดเหนี่ยว ก็กล้าชักกระบี่อิงฟ้า ฝ่าทะลุ ขอบเขตสิบสามขั้นติดกัน ผสานมรรคาในก้าวเดียว? ถึงอย่างไรก็ เป็นความเพ้อฝั นของคนปั ญญาอ่อน
นักพรตประหลาดที่ชื่อว่าจ้าวซวีถัวผู้นั้นจากลากับพวกเวินจื่อซี่ บนเส้นทางอย่างรีบร้อน ผู้คนและเรื่องราวมักจะสวนไหล่ผ่านกันไป จืดจางราวกับพู่กันที่แห้งขอดทั้งอย่างนี้
เวินจื่อซี่เองก็ไม่ค่อยเก็บเซียนอิสระอย่างจ้าวชวีถัวมาใส่ใจ เท่าใดนัก ยังคงพาพวกนางไปที่ตัวอาเภอ ผีงามจากหน่วยงานพิธี การ สาวใช้จากหาดเฉาจู และยังมีผู้ฝึกตนเด็กสาวที่บอกว่าตัวเอง เป็ นตัวสารองสายลับผู้นั้น บวกกับคนเจ้าสาราญอย่างเวินจื่อซี่ ขบวนเดินทางนี้ของพวกเขาก็ถือว่า “ประหลาด” มากพอแล้ว
เวินจื่อซี่ถามอย่างสงสัย “หวังเซี่ยนเทพวารีแห่งลาคลองจินไต้ผู้ นั้นทาพลาดในการประเมินแห่งภูเขาสายน้าของจวนฝูจวินแคว้นตา นอวี้ เลยถูกปลดจากตาแหน่งหรือ? แต่ว่าความผิดพลาดประเภทนี้ ดู เหมือนว่าไม่น่าจะถึงขั้นมีจุดจบที่ถูกตัดชื่อทาลายศาล ถูกทุบท าลาย ร่างทองนะ คงไม่ใช่ว่ากรมพิธีการใช้อานาจในทางที่มิชอบ ลงโทษ โดยพลการ?”
หากเป็ นเช่นนี้จริงก็จัดการได้ง่ายเลย คิดดูแล้ว ‘กฎบ้าน ของ กรมพิธีการแคว้นตานอจี้คงจะไม่ใหญ่เกินกฎระเบียบของห้ามหา บรรพตในหนึ่งทวีปหรอกกระมัง ก่อนหน้านี้สกุลซ่งต้าหลีได้มีการตั้ง กฎระเบียบภูเขาสายน้าใหม่ขึ้นมา ทุกวันนี้ก็ได้กลายเป็ น “กฎทอง
บัญญัติหยก” ที่ผ่านการอนุมัติของศาลบุ๋นแล้ว จะได้เลื่อนขั้นหรือ ลดขั้น ล้วนมีระเบียบแบบแผนให้ท าตาม มีกฎหมายให้ปฏิบัติตาม
หวงเย่ส่ายหน้า “เวินเซียนซือ ก่อนหน้านี้ข้าแค่ดูแลเรื่องกิจธุระ เรื่องขบวนแห่เท่านั้นไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้”
เอง หวังเซี่ยนจึงกระทาอย่างโกรธแค้น จงใจให้ฝนตกกระหน่า ติดต่อกันหลายวันจนเกิดอุทกภัย เมื่อเป็ นเช่นนี้จึงถูกลงโทษด้วย ความผิดสองกระทง ล าคลองจินได้ถูกถอนต าแหน่งเทพ หวังเซี่ยนไม่ ยอม ส่งเรื่องไปยังชานจวินมหาบรรพตกลางของแคว้นตานอวี้ กอง ตรวจสอบของซานจวินลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผลคือตรวจ เจอปั ญหาที่ใหญ่กว่านั้น จวนเทพลาคลองจินได้ถึงกับสมคบคิดกับ กากเดนแห่งเปลี่ยวร้าง วางแผนชั่วร้าย หมายจะช่วงชิงตาแหน่งเทพ วารีของแม่น้าตานองี้…เวินเซียนซือ เรื่องพวกนี้ล้วนเป็ นข่าวเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่าวฟั งมาจากหูเหนียงเนียง อาจไม่ถูกต้องเสมอไป”